ทีมชาติอังกฤษชุดนี้ อาจไม่รุ่ง กับยุค “สเปอร์ส” ครองทีม – [ หวนนึกถึงยุคยูโร 96 ]

[ หวนนึกถึงยุคยูโร 96 ]

>• ทีมชาติอังกฤษชุดนี้ อาจไม่รุ่ง
กับยุค “สเปอร์ส” ครองทีม •<

เห็นทีมชาติอังกฤษปัจจุบันแล้ว กูรูบางคนอาจยกว่าเป็นเต็งหนึ่งยูโร แต่สำหรับแอดฯ มองว่าการได้ที่ 4 บอลโลกมานั่นคือจุดสูงสุดของทีมชุดนี้แล้ว ภายใต้ยุคกัปตัน “แฮรี่ เคน” และกุนซือ “เซาธ์เกต” พวกเขาอาจสร้างสีสัน แต่อนาคตคงไปไม่ถึงแชมป์

กับทีมพลังหนุ่ม + พลพรรคสเปอร์สเต็มทีม มันเหมือนเป็นธรรมเนียมของทีมชาติอังกฤษว่าต้องเอาใจคนลอนดอน ต้องใช้แต่นักเตะสเปอร์สกับอาร์เซนอลเป็นหลัก

(* ต้องออกตัวก่อนว่า แอดฯ ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับทีมสเปอร์สนะ เพียงแต่แสดงความเห็นตามสภาพจริงจากอีกมุมมอง ส่วนใครมองมุมอื่นหรือมองต่างไปก็ได้เหมือนกัน *)

ไม่รู้อาจเป็นการสบประมาทของแอดฯเองก็ได้ถ้าเกิดเขาสำเร็จขึ้นมา คือมองว่าการที่เซาธ์เกตทำผลงานได้ดีระดับนึง มันทำให้เกิดภาพลวงตา แล้วก็เป็นบาเรียคอยป้องกันรักษาเก้าอี้กุนซือไว้ ซึ่งจริงๆมาตรฐานของอังกฤษมันต้องอยู่ระดับนี้อยู่แล้ว คือ 1.) ได้ไปเล่นบอลยูโร และบอลโลก 2.) เข้าถึงรอบ 8 หรือ 4 ทีม

ฉะนั้นการที่ผู้จัดการทีมคนไหนทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐานนี้คือแย่ แต่ถ้ารักษาระดับตรงนี้ได้ มันคือปกติ ไม่ได้ชี้ว่าผลงานยอดเยี่ยมเลย อังกฤษจะไม่มีวันไปถึงจุดสูงสุดหากตั้งมาตรฐานไว้แค่นี้

ทั้งเรื่องแท็คติก ฝีไม้ลายมือของเซาธ์เกต กับรสนิยมส่วนตัวที่เรียกนักเตะสเปอร์สมาติดเต็มทีม ทั้ง “แฮรี่ เคน, แดนนี่ โรส, แฮรี่ วิงส์, เอริค ไดเยอร์, เดเล่ อัลลี่, คีแรน ทริปเปียร์” คิดว่าบอลทรงนี้สำเร็จยาก ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ไม่ลงตัวเมื่อเอามาอยู่กับนักเตะคลาสดีอย่าง สเตอร์ลิ่ง, แรชฟอร์ด, เทรนท์ อาร์โนลด์

นึกถึงทีมชาติสมัยที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพยูโร 96 ที่ “แกเร็ธ เซาธ์เกต” เป็นนักเตะในทีมชุดนั้นด้วย เรียกว่าเป็นทีมที่คลาสสิคมาก ถ้าดูรายนามผู้เล่นนี่คือมีนักเตะชั้นดีเกือบทั้งทีมจนน่าจะได้แชมป์ยูโร แต่มันพังตรงที่ ยุคนั้นมันมีระบบเด็กเส้น มีระบบพวกพ้อง มีเรื่องค่านิยมรักสถาบัน เลยทำให้ไม่ประสบความสำเร็จอย่างน่าเสียดาย

ทีมชาติอังกฤษชุดยูโร 96
รายชื่อนักเตะมีดังนี้ :

¤ เดวิด ซีแมน -ประตู (อาร์เซนอล)
¤ แกรี่ เนวิลล์ (แมนยู)
¤ โทนี่ อดัมส์ -กัปตันทีม (อาร์เซนอล)
¤ แกเร็ธ เซาธ์เกต (วิลล่า)
¤ สจ๊วต เพียร์ซ (ฟอร์เรส)
¤ พอล อินซ์ (อินเตอร์)
¤ เดวิด แพลต (อาร์เซนอล)
¤ พอล แกสคอยน์ (แรนเจอร์)
¤ อลัน เชียเรอร์ (แบล็คเบิร์น)
¤ เท็ดดี้ เชอริงแฮม (สเปอร์ส)
¤ ดาร์เรน แอนเดอร์ตัน (สเปอร์ส)
¤ เจมี่ เรดแนปป์ (ลิเวอร์พูล)
¤ โซล แคมป์เบล (สเปอร์ส)
¤ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (ลิเวอร์พูล)
¤ สตีฟ แม็คมานามาน (ลิเวอร์พูล)
¤ นิค บาร์มบี้ (มิดเดิลส์เบรอ)
¤ เลส เฟอร์ดินาน (นิวคาสเซิล)
¤ ฟิล เนวิลล์ (แมนยู)
¤ สตีฟ สโตน (ฟอร์เรส)
¤ สตีฟ ฮาวีย์ (นิวคาสเซิล)
¤ เอียน วอล์คเกอร์ -ประตู (สเปอร์ส)
¤ ทิม ฟลาวเวอร์ -ประตู (แบล็คเบิร์น)

ผู้จัดการทีมคือ “เทอร์รี่ เวนาเบิล” (อดีตสเปอร์ส)

> สรุปมีนักเตะ สเปอร์ส 4, อาร์เซนอล 3, ลิเวอร์พูล 3, แมนยู 2, ฟอร์เรส 2, นิวคาสเซิล 2, แบล็คเบิร์น 2, มิดเดิลส์เบรอ 1, วิลล่า 1, แรนเจอร์ส 1, อินเตอร์ 1
รวมแล้วนักเตะจากทีมลอนดอนมากัน 7 เข้าไปแล้ว

ชุดคลาสสิคนี้มีเจ้า “แกสซ่า” พอล แกสคอยน์ (เคยเป็นนักเตะตำนานสเปอร์สมาก่อน) แต่ยุคนั้นมีการวิจารณ์กันอย่างมากว่า ไม่ควรมี “ดาเรน แอนเดอร์ตัน” ซึ่งกูรูเขาเรียกกันว่าเป็นเด็กเส้น หรือเป็นลูกรักลูกเทวดาของป๋าเทอร์รี่ เวนาเบิล ซึ่งนอกจากฝีเท้าคลาสไม่ถึงระดับทีมชาติแล้ว ฟอร์มการเล่นก็ไม่ดี แต่ได้ลงตัวจริงตลอด ทั้งที่ตอนนั้นแมนยูพึ่งได้ดับเบิ้ลแชมป์มา มี “นิคกี้ บัตต์” และมีกองกลางชั้นดีอย่าง “พอล สโคลส์” และ “เบ็คแฮม” แต่กลายเป็นต้องมาเห็นแอนเดอร์ตันในทีมชาติ

ในพรีเมียร์ลีกปีนั้น “เชียร์เรอร์” เป็นดาวซัลโว ทำไป 31 ประตู “ฟาวเลอร์” เป็นรองดาวซัลโว ยิง 28 ประตู มีทั้งความคล่องและคม แต่ไม่ค่อยถูกใช้ ป๋าเวนาเบิลกลับจัดกองหน้าเชื่องช้าอย่าง “เชอริงแฮม” ลงก่อนตลอด ซึ่งไม่เข้าและไม่รองรับการสร้างสรรค์เกมของเพลย์เมกเกอร์ตัวเทพอย่างพอล แกสคอยน์เลย

สรุปผลงานในยูโร 96 คือ อังกฤษจบที่รอบ 4 ทีม, อลัน เชียเรอร์ ได้ดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ ยิงไป 5 ประตู โดยอังกฤษแพ้เยอรมันรอบตัดเชือก จากการดวลจุดโทษ ยิงเข้าหมด 5 คน คนที่ 6 ยิงไม่เข้า ก็คือ “เซาธ์เกต” นี่เอง

ส่วนเยอรมันได้แชมป์ในที่สุด ชนะเช็ก 2-1 โดย “โอลิเวอร์ เบียฮอฟ” ซัด 2 ลูก ส่วนเช็กได้ประตูจาก “แพทริค แบร์เกอร์” ซึ่งโชว์ฟอร์มดี จนฤดูกาลต่อมาลิเวอร์พูลก็ซื้อเข้าทีมทันที

> ทีมชาติ “อังกฤษ” กับทีมชาติ “ไทย” มีความเหมือนกันตรงที่ต้องแก้โดยการปรับเปลี่ยนบุคลากรในสมาคม หรืออาจต้องรอให้คนยุคเก่าๆเกษียณจากวงการไปก่อน แล้วจึงจะแก้ไขเปลี่ยนทัศนคติและวิสัยทัศน์ได้ ไม่งั้นคงไปถึงฝันยาก <

C. fan page : ตำนานบอล

ประวัติศาสตร์ สงคราม ลิเวอร์พูล : เหตุใดต้องเรียกว่า “The Kop”

เมื่อถึงคราที่ต้องฝังศพ ในสงครามบูร์ พบว่ามีร่างอันไร้ชีวิตของทหารจากสหราชอาณาจักรถึง 70 นายที่โดนยิงตายอยู่ในวิหารทางฝั่งขวา

ความร้อนจากแสงแดดบีบให้ทหารหลายคนต้องถอดเครื่องแบบสุดแสนจะแน่นหนาทิ้ง ซึ่งบนชุดเหล่านั้นมันมีการปักชื่อกับตัวเลขระบุตัวตนของพวกเขาเอาไว้ด้วย

การแต่งตัวลักษณะนี้ เหมือนกับตอนอยู่ที่ แลงคาเชียร์ ในเช่วงเดือนมกราคม ซึ่งท้ายที่สุด พวกเขาก็ต้องเสียชีวิตใกล้กับเมือง เลดี้ สมิธ ในช่วงหน้าร้อน

บนเนินสีเขียวที่ห่างออกไป มีสถานที่ที่หนึ่งชื่อว่า สปายอ้อน ค็อป (Spion Kop) กองทัพจักรวรรดิสหราชอาณาจักรกำลังเจอปัญหาในการสู้รบ และร้อยโทหน่วยสายงานข่าววัย 25 ปีที่ชื่อว่า วินสตัน เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill) ก็ถูกส่งกลับไปรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่วนหน่วยอาสาวัย 30 ปีที่ชื่อ มหาตม คานธี (Mahatma Gandhi) ก็คอยดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

มันเป็นวันที่กองทัพสหราชอาณาจักรเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน เมื่อนายพลชาวอังกฤษคนหนึ่งประกาศยอมแพ้ แต่อีกคนกลับตะโกนออกมาดังลั่นว่า “ไม่ยอมแพ้”

ในตอนที่เสบียงซึ่งเป็นบิสกิตกระป๋องถูกนำมาส่งผ่านเรือเฟอร์รี่ เพราะเหล่าตัวล่อเดิมที่ถูกใช้ลำเลียงเสบียงอาหารค่อยๆ ตายจากอาการอ่อนล้า หรือไม่ก็โดนลูกกระสุนปืนยิงตายไปเสียก่อน

มันเป็นช่วงที่มีคนตายมากมายนับไม่ถ้วน และการต่อสู้ก็เป็นเพียงการรบกันอันเปล่าประโยชน์.. ไม่มีการได้พื้นที่มาแม้แต่นิ้วเดียว สงครามบูร์นี้กินเวลามากกว่า 2 ปี

อังกฤษ ต้องตื่นตระหนก อาณาจักรผู้ดีกำลังสั่นคลอน และ เดอะ ค็อป ก็ถือกำเนิดขึ้น

สถานที่ดังกล่าวถูกเรียกว่า “สุสานของการสังหารหมู่” (The acre of massacre) ในประวัติศาสตร์ของการสงคราม ไม่เคยมีคนเสียชีวิตเยอะขนาดนี้บนพื้นที่เล็กๆ ขนาดนี้มาก่อน เชอร์ชิลล์ ให้คำนิยามถึง ยอดเนินสีเขียว สปายอ้อน ค็อป ว่า “มีขนาดพอๆ กับจัตุรัสทราฟัลการ์ ทหารสหราชอาณาจักรจำนวน 2,000 คนถูกกดดันให้รวมตัวกันอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็ก และทั้งหมดต่างหวาดกลัวกับการนองเลือดที่เกิดขึ้น สนามเพลาะแคบๆ เต็มไปด้วยซากศพและคนที่ได้รับบาดเจ็บ”

ถึงแม้กองทัพฝั่ง บูร์ จะมีจำนวนน้อยกว่า แต่พวกเขารู้จักภูมิประเทศและสภาพอากาศดีกว่า

พวกเขารู้ว่าสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยฝนอันเย็นยะเยือกและหมอกตอนเช้า มันคือภาพลวงตาที่จะกลายเป็นอากาศร้อนระดับ 40 องศาได้อย่าวรวดเร็ว และพวกเขาก็รู้ดีด้วยว่าตัวเองมีอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่เอี่ยมรออยู่ ซึ่งอาวุธที่ว่านี้ ได้มาจากพ่อค้าอาวุธของอังกฤษเอง

สงครามน่ะมันมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ใน แอฟริกาใต้ ดินแดนที่มีเงินและแร่ชั้นยอด ทหารสหราชอาณาจักรถูกสั่งให้มาทำหน้าที่ที่นี่ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเกิดเมืองนอน เป็นระยะทางถึง 6,000 ไมล์ พวกเขามาเพราะเรื่องของทองคำ และการที่ บูร์ ต่อกรกับอำนาจของจักรวรรดิ

แม่น้ำทูเจล่า เป็นเหมือนเส้นขีดกันที่ไม่สามารถข้ามได้เด็ดขาด และ บูร์ ก็เคยได้ข้ามไปแล้ว

สปายอ้อน ค็อป หรือแปลเป็นไทยว่า “ภูเขาระวังภัย” ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำเทจูล่า และจากบนยอดของ ค็อป นั้น ถือว่าเป็นมุมที่ชวนฝันสุดๆ

เวลาผ่านไป 1 ศตวรรษ แม่น้ำเทจูล่า ที่เคยยิ่งใหญ่ก็แห้งเหือดไปเป็นพื้นที่แห้งแล้งใต้เท้าเรา

เรย์มอนด์ เฮรอน ผู้เป็นเหมือนหนังสือประวัติศาสตร์เดินได้บนสนามรบ สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรง, ความสูญเสีย และผลกระทบของทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้า เขาบอกว่า “พวกผู้มีอำนาจบอกว่ามีทหารสหราชอาณาจักรเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ 322 คน งั้นเหรอ นี่มันโฆษณาชวนเชื่อที่หลอกกันชัดๆ”

เฮรอน ชี้ไปยังปูชนียสถานที่ห่างออกไป 20 เมตร แล้วเอ่ยว่า “นั่นมันกองทหารของ อิมเพเรียล ไลท์ นี่นา พวกเขาบอกว่าเห็นว่ามันมีศพมากกว่า 700 ศพแน่ะ”

ขณะที่ เชอร์ชิลล์ เคยบอกว่าจากจำนวนทหารสหราชอาณาจักรทั้งหมด 2,000 คน มีเกินครึ่งหนึ่งที่ตายหรือได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเข้าใจได้เลยว่าเขา(เชอร์ชิลล์)ท้อแท้ต่อความไร้สามารถของพวกผู้มีอำนาจที่สั่งการลงมาเหลือเกิน

การสู้รบในช่วงเดือนมกราคม ปี 1900 กินเวลามากกว่า 2 วัน และพอถึงวันที่ 3 ทั้งสองฝ่ายก็ทำสัญญาสงบศึกตามขั้นตอนแบบเป็นทางการ เพื่อที่พวกเขาจะได้ฝังศพทหารที่เสียชีวิต และทำการรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทั้งกองทัพ บูร์ และสหราชอาณาจักรต่างมีซากศพทหารกล้าฝังตามสนามเพลาะเต็มไปหมด

คานธี ซึ่งเคยพยายามทำให้คนของจักรวรรดิยอมเคารพต่อความเท่าเทียมกันของชาวอินเดียภายในจักรวรรดิ ก็ได้ช่วยจัดการและขนส่งศพกว่า 1,100 รายระหว่างช่วงสงคราม และนั่นรวมถึงคนอินเดียกับชาวซูลส์ ที่เป็นคนท้องถิ่นด้วย

เดิมทีผู้คนของ คานธี โดนสั่งให้อยู่นอกแนวการรบ แต่ สปายอ้อน ค็อป จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตามคำขอร้องของรัฐบาลสหราชอาณาจักร

“เรื่องที่เกิดขึ้นที่ สปายอ้อน ค็อป ทำให้เราต้องอยู่ในแนวการรบ” คานธี กล่าวใน My Experiments with Truth หนังสืออัตชีวประวัติของเขา

“ระหว่างช่วงนั้นเราต้องเดินทัพเป็นระยะทาง 20-25 ไมล์ต่อวัน โดยที่ต้องแบกเหล่าคนได้รับบาดเจ็บซึ่งนอนอยู่บนเปลเอาไว้ด้วย”

ซึ่งจากคำบอกเล่าของ เฮรอน นั้น จำนวนศพถือว่าเยอะมากๆ แต่พวกเขาเพิ่งได้ทำอนุสรณ์บนยอดเขาเมื่อไม่นานมานี้

คานธี รู้สึกว่าความช่วยเหลือที่เกิดขึ้นทำให้มันหมายความว่าทัศนคติของคนขาวเหมือนจะเปลี่ยนไป เขาบอกว่าการได้พูดคุยกับทหารหลายพันนายทำให้แนวคิดเปลี่ยนไป

ทหารสหราชอาณาจักรหลายร้อยหลายพันนายถูกฝังตั้งแต่จุดที่พวกเขาเสียชีวิต หรือที่ตรงนั้นคือสนามเพลาะในทุกวันนี้ที่ถูกประดับด้วยหินสีขาว

หลายคนถูกฝังโดยที่ไม่มีใครรู้ชื่อ เพราะพวกเขาทิ้งเครื่องแบบของตัวเองไปแล้ว และก็เหมือนที่บอกเอาไว้ว่า ชื่อกับเลขระบุตัวตน มีอยู่บนเฉพาะเครื่องแบบเท่านั้น ฉะนั้นแล้ว การที่ศพเหล่านั้นไม่มีเครื่องแบบก็ทำให้พวกเขากลายเป็นทหารไร้ชื่อ

อย่างไรก็ตาม ที่สหราชอาณาอาจักรไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ทหารไร้ชื่อ” เพราะคนที่บ้านเกิดของพวกเขารู้จักชื่อคนเหล่านั้นดีอยู่แล้ว ยามที่มีการไปเคาะประตูบ้านของญาติผู้เสียชีวิตเพื่อแจ้งข่าวเศร้า ในเมือง ลิเวอร์พูล, แบล็คเบิร์น, มิดเดิ้ลเซ็กซ์ และ ฟัลเคิร์ก แล้วนั้น.. ผลสะท้อนของเหตุการณ์ที่ สปายอ้อน ค็อป ก็ถูกพูดถึงมากขึ้น

กองทัพบกและกองทัพเรือกาเซ็ตต์ ระบุว่าชื่อผู้เสียชีวิต ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ในกองทหารลำดับที่สองของ แลนคาสเตอร์ มีนามสกุลอย่าง ฮิวจ์ส, แฟร์คลัฟ และ โมแรน รวมอยู่ด้วย ซึ่งนามสกุลเหล่านี้ต่อมามีความหมายกับ ลิเวอร์พูล ในอีกหลายทศวรรษให้หลัง

ขณะเดียวกัน ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเมืองลิเวอร์พูล ขึ้นพาดหัวในวันที่ 27 มกราคม ว่า “ความลับของ สปายอ้อน ค็อป” ส่วนสื่อในยอร์คเชียร์มันมีการใส่ประโยคว่า “หายนะแห่ง สปายอ้อน ค็อป” ส่วนสื่อใน ดันดี เลือกใช้ประโยคว่า “ความวุ่นวายแห่ง สปายอ้อน ค็อป”

“สปายอ้อน ค็อป” กลายเป็นคำที่พูดถึงทุกวันอย่างรวดเร็ว มันถูกใช้สื่อถึงพื้นที่บางส่วน อย่างเช่นใน แมนฟิลด์ ก็มีสถานที่ที่ถูกเรียกว่า สปายอ้อน ค็อป ที่ ฮาร์ทลี่พูล ก็มีสุสานที่ถูกตั้งชื่อแบบเดียวกัน ไม่เพียงแค่สองเมืองนี้ เหมืองถ่านหินใน สกอตแลนด์, สนามม้า, หลุมในสนามกอล์ฟ หรือแม้แต่ร้านดอกไม้ ก็ยังมีการใช้ชื่อ สปายอ้อน ค็อป

ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่การทำเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองแต่อย่างใด ซัฟโฟล์ค อีฟนิ่ง สตาร์ บอกว่านี่คือ “เรื่องราวอันน่าเศร้าของ สปายอ้อน ค็อป ที่มีบทเรียนอันหลากหลาย”

อารมณ์เศร้าเหล่านั้นเกิดขึ้นทั่วทุกหนแห่ง แม้กระทั่งใน สนามฟุตบอล

ชื่อสโมสร อาร์เซน่อล หรือ วูลวิช อาร์เซน่อล (Woolwich Arsenal) ชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกับการทหาร

ฤดูกาล 1903-04 อาร์เซน่อล เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกและทีมก็สร้างความพร้อมกับการได้เล่นลีกระดับที่สูงขึ้นด้วยการพัฒนา สนาม เดอะ เมเนอร์ กราวด์ (สนามเก่า) ที่ พลัมสเตด

เดือนสิงหาคม 1904 สปอร์ติ้ง ไลฟ์ อธิบายการเติบโตของสนามและให้คำจำกัดความว่า “ฝูงกองเชียร์ที่อยู่บน แอ็บบี้ย์ เอนด์ มันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่รู้จักในชื่อ สปายอ้อน ค็อป (Spion Kop)

2 เดือนต่อมามีจดหมายส่งไปยัง วูลวิช กาเซ็ตต์ เพื่อแสดงความกังวลถึงจำนวนของแฟนบอลตรง สปายอ้อน ค็อป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัฒจันทร์ฝั่ง แอ็บบี้ย์ วู้ด

แล้วคำว่า “สปายอ้อน ค็อป” นั้น ได้ถูกบันทึกอยู่ในพจนานุกรมลูกหนัง ตั้งแต่ปี 1907

วูลวิช กาเซ็ตต์ ฉบับที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ ในปีนั้น มีเนื้อหาครอบคลุมถึง การประชุมครึ่งปีของ อาร์เซน่อล

เคนเนดี้ ผู้อำนวยการ ได้ให้รายละเอียดบัญชีและแสดงความเห็นเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินใหม่ของ อาร์เซน่อล

หนึ่งในบริษัทรับประกันที่ใหญ่ที่สุดในย่าน ลอมบาร์ด สตรีท เสนอที่จะให้สโมสรกู้เงิน 9,000 ปอนด์ เพื่อเอาไปใช้กับสนามในเรื่องการทำให้ลานตรงฝั่ง สปายอ้อน ค็อป มีสภาพดีกว่าสนามอื่นๆ ในประเทศ และจะปรับให้สูงกว่าของที่อื่นอีกด้วย

และทันทีที่สภาเมืองซ่อมแซมถนนเสร็จ พวกเขาก็จะหันไปทำงานกับสนามอย่างเต็มที่จนทำให้มันสูงเสียดฟ้าเข้าใกล้สวรรค์มากขึ้นทุกที

คริสมาสต์ 1906 เมื่อ เบอร์มิงแฮม เปิดใช้สนาม เซนต์ แอนดรูวส์ สื่อท้องถิ่นอย่าง เบอร์มิงแฮม เมล์ รายงานว่ามีฝูงชน 25,000 คนอยู่ในพายุหิมะ

“สปายอ้อน ค็อป ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งตรงส่วนที่มีการตั้งรั้วเอาไว้ และใกล้กับ เอ็มเมลิน สตรีท ที่ใครก็สามารถเข้าไปได้นั้น มันมีคนอยู่กันเยอะจนแออัดเกินไป”

จะเห็นว่า “ค็อป” ในที่อื่นๆ เริ่มจะมีมากขึ้น นอกจาก เบอร์มิงแฮม แล้ว ที่ ฮิลล์สโบโร่ และ บรามอลล์ เลน ใน เชฟฟิลด์ ก็เป็นอีกสองทีมตัวอย่างที่ใช้คำคำนี้

ปี 1906 ลิเวอร์พูล ที่เพิ่งคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ไม่นาน ก็เริ่มมีความคิดจะปรับปรุง แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูล เพิ่งถูกซื้อจาก วิลเลี่ยม โฮลดิ้ง ลูกชายของ จอห์น ผู้ก่อตั้งสโมสร

สำหรับฤดูกาล 1906/07 การจะปรับปรุงสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่บนพื้นที่ฝั่ง แอนฟิลด์ โร้ด หมายความว่าพวกเขาจะต้องไปเล่น ช่วงพรี-ซีซั่น ที่ นิว ไบร์ทตัน ซึ่งจาก หนังสือพรีวิวซีซั่นนั้นของ สปอร์ติ้ง ไลฟ์ เรียกการปรับปรุงครั้งนี้ว่า “เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์แบบ”

ขนาดของสแตนด์ฝั่ง วอลตัน เบร็ค โร้ด และ ฝั่งโอ็คฟิลด์ โรด ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ เอร์เนสต์ เอ็ดเวิร์ดส์ นักเขียนจาก ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ เรียกมันว่า “สปายอ้อน ค็อป”

และถึงแม้มันจะไม่ใช่ทีมแรกที่ตั้งชื่อนี้ แต่ ลิเวอร์พูล จะเป็นทีมสุดท้ายที่ได้ใช้มัน

อย่างไรก็ตาม ซีซั่นแรกของ แอนฟิลด์ ค็อป กับ ลิเวอร์พูล ทีมกลับจบด้วยผลงานอันดับที่ 15 และตอนเดือนเมษายน ที่พวกเขาแข่งกับ ดาร์บี้ ที่นี่นั้น บรรยากาศสนามอยู่ในสภาพที่ สปายอ้อน ค็อป แทบจะเป็นที่ร้าง

ปี 1913 อาร์เซน่อล หนีจาก พลัมสเตด เพื่อมุ่งหน้าไปยัง ไฮบิวรี่

เดือนกันยายน ปี 1914 หกสัปดาห์ก่อนการเจอกันระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ อาร์เซน่อล สื่อ เอ็คโค่ เอาภาพที่มีแฟนบอลยืนกันเต็มอัฒจันทร์มาขึ้นหน้า 1 พร้อมแคปชั่นว่า “The Spion Kop Army at Anfield”

แล้ว ค็อป ของ อาร์เซน่อล ก็จากไป ในตอนที่ ค็อป ของ ลิเวอร์พูล กำลังก้าวขึ้นมา และบทสรุปเรื่องนี้มีแค่ 2 ทาง ถ้าไม่รุ่งก็คือร่วงไปเลย

ใกล้กับชั้นล่างสุดของทางเดินไปยัง สปายอ้อน ค็อป เต็มไปด้วยฝุ่นอันหนาเตอะ ในนั้นมีการสร้างประตูขนาดเล็กขึ้นมา โดยมีผ้าพันคอ ลิเวอร์พูล, ธงลายสามเหลี่ยม 2 อัน และธงรูปนกไลเวอร์เบิร์ดที่มีคำว่า Durban Supporters Club ประดับโดดเด่นเป็นสง่า

เอียน พาร์คเกอร์ คือประธานกองเชียร์ลิเวอร์พูล โยฮันเนสเบิร์ก และทุกๆ ปี ในวันครบรอบเหตุการณ์ ฮิลล์สโบโร่ บรรดากองเชียร์จะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากแอฟริกาใต้ เพื่อมาฟังชื่อของผู้เสียชีต 96 ราย บนถนน เลปปิงส์ เลน ก่อนที่ปี่สก็อต จะบรรเลงเพลง You’ll Never Walk Alone

“สำหรับเราแล้ว สปายอ้อน ค็อป เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ” พาร์คเกอร์ กล่าวถึงความผูกพันในแถบแอฟริกาใต้

“แม้มันจะเป็นเรื่องเศร้าแต่มันก็น่าภูมิใจ”

ที่ พรีทอเรีย และ เคป ทาวน์ จะมีกองเชียร์ของสโมสร เช่นเดียวกับที่ ดูร์แบน และ โยฮันเนสเบิร์ก ซึ่ง พาร์คเกอร์ บอกว่าเคยมีแฟนบอลกว่า 2,500 คนนั่งชม ลิเวอร์พูล แข่งกับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ผ่านจอสกรีน

“นี่เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ และเมื่อมีบิ๊กแมตช์เกิดขึ้น เราจะเปิดห้องใหญ่ๆ 4 ห้อง, เต๊นผ้าใบ และนำรถอาหารมาไว้คอยบริการ”

ย้อนกลับไปในปี 1906 แฟนบอลของ ลิเวอร์พูล มีแค่จากเมือง ลิเวอร์พูล เท่านั้น แต่มาวันนี้ ลิเวอร์พูล มีกลุ่มแฟนบอลเกิน 300 กลุ่มใน 90 ประเทศทั่วโลก และถ้าฤดูกาลนี้พวกเขาได้แชมป์ลีกครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1990 แล้วล่ะก็ ตัวเลขดังกล่าวก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกมกับ แมนฯ ซิตี้ แชมป์เก่า จึงเป็นเกมที่หลายคนให้ความสำคัญเอามากๆ

ณ สปายอ้อน ค็อป ล็อดจ์ ที่ที่ วินสตัน เชอร์ชิลล์ พักอาศัยอยู่สั้นๆ ในปี 1900 และเป็นสถานที่รำลึกแด่ผู้เสียชีวิตโดยมีแผ่นแกะสลักประดับอยู่ 96 แผ่น ซึ่ง เรย์มอนด์ กับ ลีเนตต์ เฮรอน ต่างมองไกลจนสุดสายตา

มกราคม ปี 2020 ถือเป็นวันครบรอบ 120 ปีของการสู้รบ และพวกเขาก็ได้ติดต่อกับ ลิเวอร์พูล แล้วว่าจะเรียกความทรงจำกลับมาได้ยังไง แล้วไม่ช้าทั้งคู่ก็จะเดินทางไป แอนฟิลด์ เร็วๆ นี้

เกมที่จะตรงกับวันครบรอบ คือแมตช์ที่ ลิเวอร์พูล ออกไปเยือน วูล์ฟส์ ในวันที่ 23 มกราคม แล้วเกมในบ้านก่อนหน้านั้นคือการเจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด

ในยุคสมัยที่ฟุตบอลถูกจัดให้เป็นส่วนสำคัญในการแสดงออกของสังคมต่อการรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต เราก็ได้เข้าสู่ยุคสมัยที่มันมีการยืนสงบนิ่งและการทำบางอย่างเพื่อสดุดีผู้ที่เสียชีวิต

บางคนอาจไม่โอเคแต่บางคนก็ยินดีกับเรื่องนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คำว่า สปายอ้อน ค็อป ก็จะเป็นสิ่งเตือนใจว่า ฟุตบอลเคยผ่านเรื่องอะไรมาก่อน

ชื่อเสียงของ ค็อป ณ แอนฟิลด์ เติบโตขึ้นต่อเนื่อง..

เอลิช่า สกอตต์ ผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดของ ลิเวอร์พูล ซึ่งเคยเล่นให้ทีม 22 ปี ตั้งแต่ปี 1912 คือ ราชาแห่งเดอะ ค็อป (King of the Kop) คนแรก โดยในก่อนทศวรรษ 1920 เขาร่วมคว้าแชมป์ลีก 2 สมัยกับทีม

เดอะ ค็อป มีลักษณะไม่มีอะไรปกปิด มีขั้นบันได 106 ขั้น และในปี 1928 ได้มีการสร้างหลังคาขนาด กว้าง 130 เมตร ยาว 24 เมตร

การส่งเสียงเชียร์ถือว่าดีขึ้น แต่ตอนนั้นทีมมีฟอร์มธรรมดาๆ จนทำให้ไม่มีอะไรที่น่าตะโกนเชียร์เท่าไหร่ ระหว่างปี 1923 ถึง ปี 1964 ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ลีกครั้งเดียว คือปี 1947 ซึ่งเป็นช่วงที่ บ็อบ เพสลี่ย์ เป็นผู้เล่นของสโมสร

5 ปีต่อมา แอนฟิลด์ ถูกบันทึกสถิติมีผู้ชมเข้ามาเยอะมากที่สุด ถึง 61,905 คน ในเกมเอฟเอ คัพ กับ วูล์ฟส์ แต่ในปี 1954 ลิเวอร์พูล กลับตกชั้นไปเล่น ดิวิชั่น 2 ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในยุคของ บิลล์ แชงค์ลี่ย์

แชงค์ลี่ย์ เข้ามาปฏิวัติทุกอย่าง ทุกกระเบียดนิ้ว ทั้ง ภายในทีม, สนาม, ชุดแข่ง และ เดอะ ค็อป

ตอนที่เขาเข้ามาเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1959 แชงค์ลี่ย์ พูดว่า “พื้นสนามมันยังไม่ดีพอสำหรับผู้คนของ ลิเวอร์พูล และทีมก็ยังไม่ดีพอสำหรับคนของ ลิเวอร์พูล เช่นเดียวกัน”

ทั้งเดอะ ค็อป และผลงานทีม ลงตัวกันมากขึ้น ภายในระยะเวลา 4 ปี ลิเวอร์พูล กลับมาครองแชมป์ลีกอีกครั้งและเดอะ ค็อป ก็เต็มไปด้วยผู้คนและคลื่นมหาชนที่เอนไหวไปตามเสียงเพลง และส่งเสียงเชียร์กันดังสนั่น

ในปี 1964 ช่วงเวลาเดียวกันกับปรากฏการณ์ เดอะ บีทเทิล อันโด่งดังไปทั่วโลก รายการของบีบีซี อย่าง พาโนราม่า ได้ถ่ายทอดสดเกมที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ อาร์เซน่อล ในยุคที่ไม่มี ค็อป อีกแล้ว 5-0 และพวกเขาก็ได้แชมป์ลีกในเกมนี้

“ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เหมือนกับผู้คนใน ลิเวอร์พูล มาก่อนเลย” นักข่าวพาโนราม่า กล่าวด้วยน้ำเสียงสุดช็อกตอนอยู่ข้างหน้า เดอะ ค็อป

“ดยุคแห่งเวลลิงตันก่อนที่จะออกรบสมรภูมิ วอเตอร์ลู เขาได้พูดถึงความแข็งแกร่งของกองกำลังตัวเองว่า -ผมไม่รู้หรอกนะว่าพวกเขาทำอะไรกับศัตรูบ้าง? แต่ผมขอบอกเลยว่ามันทำให้ผมกลัวสุดๆ? – และผมก็มั่นใจเลยว่าผู้เล่นบางคนที่นี่ในเกมนี้ ตอนบ่ายนี้ จะต้องรู้สึกเดียวกันแน่นอน”

ขณะที่กล้องค่อยๆ จับภาพไปยังกลุ่มแฟนบอล นักข่าวคนเดิมกล่าวต่อว่า “การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องมนุษยวิทยาของแฟนบอล ค็อป กลุ่มนี้จะถูกนำเสนอในฐานะวัฒนธรรมยอดฮิตที่มีความสมบูรณ์แบบและน่าประหลาดใจไปพร้อมๆ กัน ในกลุ่มเกาะของทะเลตอนใต้”

“จังหวะโยกตัวไปมาตามจังหวะเสียงเพลงดูเป็นระเบียบ ผู้คนกว่า 28,000 คนบนฝั่ง เดอะ ค็อป เริ่มร้องเพลงเปล่งเสียงไปพร้อมกัน ดูเหมือนพวกเขาจะรู้กันตามสัญชตญาณของตัวเอง ตลอดการแข่งขันทุกคนจะคิดคำใหม่ๆ ซึ่งตามปกติแล้วจะเป็นเค้าโครงของเพลงเชียร์อันเก่าแก่ของ ลิเวอร์พูล ไปจนถึงพวกคำยกยอนักเตะ หรือไม่ก็ถ้อยคำอันโหดร้าย และคำตลกลามกถึงตำรวจแบบรุนแรง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังร้องด้วยเสียงอันดังสนั่น และดูเหมือนจะสื่อสารกับผู้อื่นจนเข้าใจกันและกันอยู่ตลอดอย่างน่าประหลาดใจด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘Wacker’, the spirit of Scouse.”

แชงค์ลี่ย์ เป็นคนบอกเล่าถึงเรื่องต่างๆ ให้แฟนบอลรู้เอง เปรียบเสมือนเป็นนักเทศน์ของเหล่า เดอะ ค็อป เขาเล่าตำนานให้ทุกคนฟัง และบอกเล่าถึงหลุมศพที่ฝังอยู่ในปากประตูของ ค็อป เพื่อที่แฟนๆ จะได้ยังคอยเชียร์ในตอนตายได้เหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาอาจจะเป็นคนที่ทำให้เกิดการส่งเสียงเชียร์ที่ดังสนั่นที่สุดเลยด้วยซ้ำ โดยเกมดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 1965 ซึ่งวันนั้น เอาชนะ อินเตอร์ มิลาน 3-1 ทั้งที่ทีมดังจากอิตาลีมีดีกรีเป็นแชมป์ยุโรป แถมสกอร์มันน่าจะขาดลอยมากกว่านั้นด้วย

“ให้ตายเถอะ มันเป็นเสียงเชียร์ที่ดังสนั่นจนน่าเหลือเชื่อสุดๆ คนพวกนี้มันบ้าไปแล้ว” แชงค์ลี่ย์ ระบุ

ขณะที่ คอร์ริเอเร่ เดลล่า เซร่า สื่อของอิตาลี สื่อถึงการเชียร์ของเหล่า เดอะ ค็อป ว่า “เป็นการเชียร์ที่น่าประทับใจ, มีสีสันที่งดงาม และน่าทึ่งสุดๆ” มันเป็นค่ำคืนที่แม้กระทั่ง เอเลนิโอ เอร์เรร่า กุนซือ อินเตอร์ ที่ว่ากันว่าเป็นคนที่ดูน่าเกรงขามสุดๆ ยังพูดเลยว่า “ก่อนหน้านี้เราแค่แพ้ แต่วันนี้เราโดนฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ”

เมื่อถึงตอนนี้ บทเพลง “You’ll never walk alone” กลายเป็นเพลงประจำสโมสร และเดอะ ค็อป ก็โด่งดังในเวทีฟุตบอลยุโรป จนสร้างชื่อได้ในช่วงยุค 70-80

เดือนมีนาคม 1972 แชงค์ลี่ย์ สั่งให้หัวหน้าคนงาน เบิร์ต จอห์นสัน ทำป้าย “This is Anfield” โดยเขาตั้งใจว่าจะใช้สิ่งนี้เพื่อข่มขวัญคู่แข่ง และเกมแรกที่มีป้ายนี้ ลิเวอร์พูล เอาชนะ นิวคาสเซิล 5-0


ในปี 1977 อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เข้าชมเกมยูโรเปี้ยน คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แซงต์ เอเตียน ซึ่งโปรแกรมเกมต่อไปเขาได้เขียนในตอนที่อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการทีม เซนต์ เมียร์เรน ว่า “ผมไม่ได้เดินออกจากสนามหลังจบเกม ผมไหลตามแฟนบอลต่างหาก” สำหรับตัวเขาแล้ว แอนฟิลด์ ถือเป็นของแท้

อย่างไรก็ตาม ช่วงยุค 80 นำมาซึ่งเหตุการณ์ เฮย์เซล และ ฮิลล์สโบโร่ ส่วนในปี 1990 ก็ยังมีรายงานของ เทย์เลอร์

4 ปีหลังจากนั้นพื้นที่ตรง ค็อป ก็มีการติดตั้งเก้าอี้ทั้งหมด ด้วยความจุ 12,000 คน ส่วนรูปปั้นของ แชงค์ลี่ย์ ก็ถูกตั้งไว้หน้าทางเข้า แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนรู้สึกว่าบรรยากาศมันแย่กว่าแต่ก่อน ซึ่งเคยมีแผนที่จะย้ายจาก แอนฟิลด์ ไปยัง สแตนลี่ย์ พาร์ค

มิหนำซ้ำ การมีสภาพทีมที่แย่ลง ไม่ได้แชมป์อะไรเลยก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้วันอาทิตย์มันไม่ได้มีความสำคัญกับแฟนบอล ลิเวอร์พูล เหมือนในอดีต ตัวอย่างคือ จนถึงตอนนี้ ลิเวอร์พูล ยังไม่ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เดอะ ค็อป กลับมาสร้างชื่อในค่ำคืนฟุตบอลยุโรป หลังจากเอาชนะ ยูเวนตุส 2-1 ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2005

ฟาบิโอ คาเปลโล่ เทรนเนอร์ยูเวนตุส ในตอนนั้น พูดว่า “ที่ แอนฟิลด์ แม้แต่ผู้เล่นที่มีประสบการณ์สูงยังต้องเริ่มต้นด้วยความสั่นไหว เพราะเรื่องของความตื่นเต้นในสนาม เราเองยังเกือบอยู่ในสภาพงงเป็นไก่ตาแตกในตอนแรกๆ เราโดนแฟนบอลของพวกเขากดดันอย่างหนัก ขณะที่เหล่านักเตะ ลิเวอร์พูล ก็ฮึกเหิมจนดูเหมือนจะเอาอะไรมาขวางก็หยุดไม่อยู่”

ถึงกระนั้น ในกลุ่มแฟนบอลที่เป็นคนเมืองลิเวอร์พูลเองก็ยังหงุดหงิดที่ เดอะ ค็อป และสนามมักจะเงียบเป็นป่าช้า บรรยากาศในวันเสาร์ มันจืดชืดแบบซ้ำซากมากเกินไป ขณะที่เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2015 ดิ แอนฟิลด์ แร็พ ก็เคยเขียนบทความเกี่ยวกับสนาม โดยมีช่วงหนึ่งบอกว่า “นี่ไม่ใช่อีกหนึ่งบทความเกี่ยวกับบรรยากาศที่น่าตื่นตะลึงของ แอนฟิลด์”

แล้วสิ่งที่เป็นอยู่ก็เริ่มต่างไป อะไรเดิมๆ สมัยก่อนก็เริ่มกลับมา

5 เดือนหลังจากบทความนั้นเผยแพร่ ลิเวอร์พูล แต่งตั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีม…

วันที่ 7 พฤษภาคม ปี 2019 ลิเวอร์พูล เตรียมเผชิญหน้ากับ บาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก เลกสอง

ยักษ์ใหญ่จากคาตาลัน ตุนความได้เปรียบจากเกมแรก 3-0 ซึ่งตอนแรก นี่ดูเหมือนจะเป็นอีก 1 เรื่องราวที่พูดถึงความยอดเยี่ยมของ ลิโอเนล เมสซี่

หลังหมดช่วงเวลาครึ่งแรก ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ 1-0 และช่วงครึ่งหลัง พวกเขาลงเล่นโดยที่บุกเข้าฝั่ง ค็อป

ได้บุกในทิศทางที่หันหน้าสู่หลุมศพของ แชงค์ลี่ย์

ได้บุกในทิศทางที่เผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ของตัวเอง

ในค่ำคืนที่แม้กระทั่งความยอดเยี่ยมของ เมสซี่ ยังโดนฝันกลบมิดจนเล่นไม่ออก ลิเวอร์พูล และ ค็อป ของพวกเขาร่วมกันสร้างผลงานที่สุดยอดออกมาได้

ลิเวอร์พูล ยิงเพิ่มได้อีกสามประตู พลิกกลับมาเข้ารอบด้วยประตูรวม 4-3 และอีก 25 วันหลังจากนั้นพวกเขาก็กลายเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ในชัยชนะเหนือ ท็อตแน่ม ที่กรุงมาดริด

แล้วเรื่องราวที่ แอนฟิลด์ ในค่ำคืนนั้นก็จะถูกพูดถึงไปอีกนานแสนนาน

หลังจบฤดูกาลที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ให้สัมภาษณ์กับ หนังสือพิมพ์คาตาลัน เกี่ยวกับเรื่องราวที่ แอนฟิลด์ ในคืนนั้น

เขาย้อนถึงเหตุการณ์ รอบก่อนรองฯ ซีซั่น 2017/18 ที่ ลิเวอร์พูล ยิงใส่ แมนฯ ซิตี้ 3 ประตูในช่วง 31 นาทีแรกของเกม

“ผมเคยคิดว่าพวกเขาจะทำประตูที่ แอนฟิลด์ ได้ และผมก็มั่นใจด้วยว่าบรรดานักเตะรู้ดีว่า แอนฟิลด์ ก็ยังเป็น แอนฟิลด์ ที่ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม คำขวัญที่ว่า -This is Anfield- มันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อใช้ในเรื่องการตลาดหรอก”

“สนามแห่งนี้มีบางอย่างที่คุณจะไม่มีทางหาเจอในสนามอื่น ถ้าพวกเขาทำได้สัก 1 ลูก คุณก็จะรู้สึกว่าคุณจะเสียอีก 4 ประตูตลอดช่วง 5 นาทีต่อมา คุณจะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย ส่วนนักเตะของอีกฝ่าย (หมายถึง ลิเวอร์พูล) เหมือนจะคุมเกมเอาไว้ได้ทั่วทั้งสนาม สิ่งที่เกิดขึ้นกับ บาร์ซ่า น่ะ เราเคยเจอด้วยตัวเองมาแล้ว”

“พวกเขาเคยหัวเราะเยาะผมในตอนที่เรากำลังจะแพ้ 0-3 หลังจากผ่านรอบก่อนรองชนะเลิศไปแค่ 15-20 นาทีแรก มันเป็นสนามที่น่ากลัวมากๆ”

ลิเวอร์พูล ได้รับคำชม แอนฟิลด์และเดอะ ค็อป ได้เปลี่ยนไป แต่ภายใต้งานของ คล็อปป์ เขาได้ค้นพบแก่นสารและค้นพบบรรยากาศอันยอดเยี่ยมอีกครั้ง

ทีมของ คล็อปป์ เดินหน้าเข้าไปสู่ดินแดนของ แชงค์ลี่ย์/เพสลี่ย์ ด้วยสถิติไม่แพ้ใครใน แอนฟิลด์ 45 เกมนับตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2017 ซึ่งสถิติสูงสุดเป็นของ เพสลี่ย์ ที่ทำไว้ 63 เกม ระหว่างปี 1978 ถึง ปี1981

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ จิมมี่ เคส บอกว่า “แอนฟิลด์ กลับมามีบรรยากาศยอดเยี่ยมเหมือนในสมัยของผม ลิเวอร์พูล ชุดนี้เดินลงสนามโดยที่มีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าพวกเขาจะคว้าชัยชนะมาครองได้ นั่นเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม บรรยากาศที่ทำให้คู่แข่งต้องหวาดกลัวได้กลับมาแล้ว ตอนนี้หลายทีมรู้สึกกลัวจนขาสั่นเวลามาเยือนที่นี่ คุณจะมองเห็นได้ถึงเรื่องนั้นจากแนวทางการจัดทีมของบรรดาทีมต่างๆ ที่มาเยือนที่นี่ (หมายถึงทีมที่มาเยือน แอนฟิลด์ มักจะมาเน้นเล่นเกมรับเป็นหลัก เพราะกลัวเสียประตู)”

มันชวนให้นึกถึงตอนที่ รอย คีน เคยบอกว่าหลายต่อหลายทีมต่างก็แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด ตั้งแต่อยู่ในอุโมงค์ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

ขณะที่ กวาร์ดิโอล่า กับ ซิตี้ ก็น่าจะอยากมีส่วนร่วมกับบรรยากาศแบบนี้เหมือนกัน มันจะน่าสนใจแค่ไหนถ้าทุกวันนี้เขาและ ซิตี้ ยังมี เมน โร้ด เป็นสนามเหย้า ซึ่งสนามนั้นถือเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมาก

ลิเวอร์พูล มี แอนฟิลด์ เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่คู่กันมาช้านาน

เสียงเชียร์อันดังสนั่นจากชั้นบนสุดของอัฒจันทร์ฝั่ง เดอะ ค็อป และประวัติศาสตร์ของสโมสรยังสามารถสร้างแรงกระตุ้นให้เจ้าถิ่นได้ มันทำให้บรรดาคู่แข่งต้องหวาดกลัวและตื่นตระหนก

ส่วนทิวทัศน์จากยอดของ สปายอ้อน ค็อป ที่มองเห็นแม่น้ำทูเจล่าอยู่ด้านล่าง

ภูเขาดราเคนสเบิร์กที่โดดเด่นเป็นสง่าจนเห็นได้จากแดนไกล

จุดรำลึกถึงผู้วายชนม์ มันเป็นทิวทัศน์ที่ยอดเยี่ยมมากพอๆ กับทิวทัศน์ใน แอนฟิลด์

จากตรงนี้คุณจะเห็นและเริ่มเข้าใจว่าทำไมการสู้รบอันยิ่งใหญ่ตรงไหล่เขาของทวีปแอฟริกา ถึงกลายเป็นชื่อของสถาบันที่สุดแสนจะยิ่งใหญ่ของ ลิเวอร์พูล

C. HOSSALONSO

: Siamsport

ใครแฮนด์บอลกันแน่ ? ชี้แจง : เทรนท์-อาร์โนลด์ แฮนด์บอลจริงหรือไม่ [นัด ลิเวอร์พูล 3 – แมนซิตี้ 1]

แฟนๆเริ่มสงบพอที่จะตั้งสติกันรึยังครับ ? ^^ ของพวกนี้ต้องรอให้สงบสติอารมณ์แล้วมารับรู้รับฟังข้อเท็จจริงและเหตุผล

ถ้าไปคุยตามเพจ ตามเฟซบุคคงคุยไม่รู้เรื่องแน่เพราะมีแต่เกรียนใส่อารมณ์แล้วก็ใส่ไข่มโนกันไปกันมา คิดว่าเหตุการณ์ก็ผ่านไปครบวันละ คงเตรียมใจโฟกัสไปถึงนัดหน้ากันบ้างแล้วมั้ง

ก่อนอื่นทั้งแฟนแมนซิตี้เอง และแฟนลิเวอร์พูล ควรยอมรับความจริงซึ่งกันและกันว่า สองทีมนี้ไม่มีใครมีบารมีพอที่จะโกงหรือสร้างความเกรงใจให้กรรมการ แมนซิตี้เป็นเพียงทีมเศรษฐีมาใหม่ ไม่มีเส้นสาย ลิเวอร์พูลก็ทีมอินดี้ อยู่กับคนรุ่นเก่ารุ่นแก่ในรั้วตัวเองเท่านั้น แต่ไม่ได้มีเส้นสายใน FA

ฉะนั้นที่ผ่านมาส่วนมากแมนซิตี้และลิเวอร์พูลมักจะเสียประโยชน์จากกรรมการซะมากกว่า หรือเรียกว่าโชคไม่ดี (อย่างสองนัดที่ผ่านมาจากผลงานแอตกินสันนี่ชัดเจน) แต่ไอ้ที่ได้ประโยชน์น่ะก็เยอะ โดยเฉพาะฤดูกาลที่แล้ว อังกฤษยังไม่มี VAR ลิเวอร์พูลเคยได้ลูกล้ำหน้า 1 เมตรที่ทีมอริเอาไปโวย 10 ชาติไม่รู้จบ หรืออย่างแมนซิตี้ก็เล่นเกมเร็ว จังหวะกรรมการมองไม่ทันก็เยอะ มือโดนบอลในเขตโทษก็มี หรือแฮนด์บอลในจังหวะทำประตูก็มี อย่างตอนที่กุนใช้มือทำแฮตทริกในเกมชนะอาร์เซนอล

ส่วนถ้าบอกว่า มันได้เปรียบในเรื่องของเจ้าบ้าน เพราะกรรมการและนักเตะอาจถูกเสียงเชียร์กดดัน อันนี้มันมีหมดทุกทีม บอลลีกมันถึงมีเตะเหย้าเยือนไงครับ

ไมเคิล โอลิเวอร์ หรือที่ให้ฉายากันว่า “โอลิเวอร์พูล” จริงๆฉายานี้แฟนลิเวอร์พูลเป็นคนตั้งให้นะ เพราะเขาชอบกัน ดูจะเป็นกบฏ FA อยู่คนเดียวที่เป่าแล้วมันไม่ทำให้ลิเวอร์พูลเสียประโยชน์เหมือนคนอื่นๆ โดยเฉพาะแฟนๆที่เชื่อเรื่องสถิติ เรื่องโชคลาง ก็มองว่าแค่โอลิเวอร์พูลลงเป่านี่ทีมก็ไม่มีทางแพ้แน่นอน มันจะออกไปทำนองนั้น คือเป็นตัวนำโชคคล้ายๆโอริกี้

ทีนี้มาดูจังหวะที่ดราม่ากัน เรื่องเทรนท์-อาร์โนลด์แฮนด์บอล

คือเดี๋ยวนี้มันก็วิจารณ์กันเร็วไป แชนแนลต่างๆก็รีบแข่งกันออกมาสรุปผลวิจารณ์เกมหรือทำสกู๊ป โดยที่ยังไม่ทันติดตามเก็บตกทุกรายละเอียด หรืออย่างในรายการของต่างประเทศเอง กูรูก็ต้องมานั่งคุยกันหลังเกม โดยที่พวกเขาเห็นแค่จากจอพร้อมๆกับคนดูทางบ้านนี่แหละ ยังไม่ทันไปทวนดูรายละเอียด ซึ่งปรากฏว่าเขามองว่ามันเป็นดุลพินิจผู้ตัดสิน

– กอมปานี บอกว่า เทรนท์แฮนด์บอล
– มูรินโญ่ ไม่สน
– รอย คีน ไม่สน
– ไมเคิล โอเว่น บอกว่า ไม่แน่ใจ
– แม็คมานามาน บอกว่า ไม่แฮนด์
– โอเว่น ฮากรีฟ บอกว่า ไม่แฮนด์
– คาร์ราเกอร์ บอกว่า แฮนด์ที่แบร์นาโด้ก่อน

มูรินโญ่บอกว่า “มันตลกน่าดู หากริบประตูสุดสวยของฟาบินโญ่แล้วไปให้จุดโทษกับแมนซิตี้”

ดูเหมือนจากตรงนี้คาร์ราเกอร์จะแม่นสุด คงเพราะได้ทวนดูหลายครั้งเพราะเป็นทีมข่าว Sky Sports ที่เกาะขอบสนามตรงโดย

จังหวะแรกที่ว่าเทรนท์แฮนด์บอลนั้น จริงๆดูจากมุมล่างขอบสนาม จะเห็นว่าแขนไม่โดนบอลเลย แต่ถ้าดูจากมุมสูงที่ถ่ายทอด จะเห็นลูกบอลอยู่ใต้แขน เลยดูเหมือนว่าโดนบอล

ในจังหวะสองที่โดนสเตอร์ลิงเตะใส่นั้น ระยะถือว่าใกล้มาก ประมาณเมตรเดียว ไม่ใช่ว่าห่าง 2-3 เมตร

ทำไมถึงไม่เป่าหยุดเกม ? ปัญหาอยู่ตรงนี้

ในครั้งแรกเข้าใจว่าโอลิเวอร์อยู่ในตำแหน่งที่เห็นชัดว่า บอลไม่โดนแขนเทรนท์ ก็เลยไม่เป่า แต่ไอ้เราซึ่งเป็นคนดูทางบ้านเนี่ย มันดูจากมุมกล้อง ไม่เหมือนคนที่อยู่ในสนาม แต่จังหวะบอลโดนแขนแบร์นาโด้ ลองคิดง่ายๆ ถ้าโอลิเวอร์เป็นคนที่เอียงให้ลิเวอร์พูลหน่อยหรือเกรงใจเจ้าบ้าน แล้วเกิดเห็นบอลโดนมือแบร์นาโด้ ยังไงเขาก็ต้องเป่าทันทีให้เจ้าบ้านได้ลูกตั้งเตะ แต่จังหวะนี้กรรมการไม่เห็น แล้วก็อาจเห็นว่าบอลไม่โดนแขนอาร์โนลด์ด้วย หรืออาจไม่เห็นเหตุการณ์เลย จึงปล่อยยาวมาจนถึงฟาบินโญ่ซัดประตู

ถึงตรงนี้ย้ำว่า หลังที่ซัดประตูไปแล้ว มีการหยุดฟังผล VAR นะครับเนื่องจากผู้เล่นแมนซิตี้ทักท้วง เลยรอผลว่าจะกลับไปให้จุดโทษแมนซิตี้หรือไม่ ? ซึ่งแน่นอนว่าจากห้อง VAR คงแจ้งว่าบอลโดนแขนแบร์นาโด้ ฉะนั้นผู้ตัดสินก็เลยยกประโยชน์ให้เป็นเหตุการณ์ได้เปรียบไป ซึ่งจากที่ทางพรีเมียร์แถลงคือ บอลไปกระทบทางแบร์นาโด้ก่อนแล้วกระดอนมาทางอาร์โนลด์ ซึ่งไม่ได้อยู่ในท่าทางที่ผิดปกติ (ซึ่งตรงนี้คงเป็นการตรวจสอบจากมุมมองที่ถ่ายทอด)

สำหรับสเตอร์ลิง เกมนี้ถูกวางแท็คติกมาให้ป่วน ลากเจาะ ให้ลูกขลุกขลิกในเขตโทษเผื่อว่าจะกระดอนเข้าทางใครซัดประตูได้ หรือสามารถลุ้นเอาฟาวล์หรือเอาแฮนด์บอลได้ แล้วก็คอยโวยวายยั่วประสาทคู่แข่ง สำหรับแฟนลิเวอร์พูลหลายคนคงรำคาญหรือไม่ชอบหน้า แต่สำหรับผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของแท็คติกฟุตบอล อย่างลิเวอร์พูลก็มีฟาบินโญ่ที่คอยเป็นตัวป่วนตัวตัดเกม คอยตอดคอยแซะตลอด ฟาวล์บ้าง โดนเตือนบ้าง (แต่ถ้าใครลามปามมากไปถึงขั้นด่ากรรมการก็ต้องโดนเหลืองนะ เพื่อเตือนสติ ^^)

ถามว่าคนเล่นบอลเป็น บรรดานักบอลด้วยกัน บรรดาโค้ช หรือพวกกรรมการเขาดู้รู้ไหมว่า สเตอร์ลิงเป็นตัวคอยยั่วคอยป่วน ? เขาก็รู้ นี่มันคือแท็คติก กรรมการเขาก็ทันเกม ไอ้จังหวะมาเน่ยื่นแขนไปดันในเขตโทษเบียดกันนิดๆหน่อยๆ สเตอร์ลิงพยามทำเป็นล้มแล้วหันมาโวย แต่กรรมการเขาก็ทันเกม หรืออย่างจังหวะสองที่ว่าโดนแขนอาร์โนลด์ช่วงท้ายเกมนั้น ก็เป็นการตักบอลไปใส่แขนเทรนท์ อาโนลด์ จังหวะแบนนี้มีลุ้นเพราะบางทีกรรมการก็เป่าให้ บางทีก็ไม่เป่า แล้วแต่ดุลพินิจ ซึ่งสำหรับจังหวะนั้นกรรมการก็อยู่ต่อหน้าต่อตาพอดี เขาก็ชี้ให้เล่นต่อไม่เป่าหยุด

พวกนักเตะเขาก็เข้าใจกันล่ะครับว่ากำลังถูกป่วน แต่มันคือเกม พอจบเกมก็หายกันไป เข้าใจกันไม่ว่ากัน ของแบบนี้มีทุกทีมครับ ฟาบินโญ่เอย โรเบิร์ตสันเอย พวกนี้เป็นตัวป่วนฝ่ายตรงข้ามเหมือนกัน ผมต้องพูดตรงนี้เผื่อสำหรับคนที่ไม่เข้าใจเกมก็จะมีมุมมองของกองเชียร์ซึ่งมันแตกต่างกับมุมมองของคนที่อยู่ในอาชีพนั้นๆ ไม่ว่าจะนักเตะ โค้ช หรือกรรมการ

(โกเมซมีรำคาญหงุดหงิดบ้างก็เลยผลักซะหน่อย ^^ แต่นั่นคืออารมณ์ในเกมครับ เป็นเรื่องธรรมดา)

สำหรับกรณีดราม่าแฮนด์บอล แฟนๆที่ออกมาโวยเรื่องนี้มากที่สุด แน่นอนว่าไม่พ้นอริตลอดกาลอย่างแฟนบอลแมนยู

ฉะนั้นตรงนี้ ขอทวนกฎกติกาใหม่ กันก่อนว่า

*สำหรับผู้เล่นฝ่ายรับ ถ้าบอลโดนมือ จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจผู้ตัดสิน โดยจะมองว่า
1.) กางแขนออกหรือพยามหุบแขนหลบ 2.) จังหวะที่กางแขนเป็นแบบธรรมชาติหรือกางผิดธรรมชาติ (เช่นยกขวาง, หรือชี้ไม้ชี้มือ) 3.) ถ้าเจตนายกมือปัดหรือป้องกัน ก็มีสิทธิ์โดนเหลืองหรือแดง 4.) ระยะที่บอลพุ่งมาโดนแขนนั้นไกลหรือใกล้ แน่นอนว่าถ้าระยะใกล้ ผู้เล่นฝ่ายรับย่อมหลบแขนไม่ทัน (ซึ่งกฎข้อนี้สามารถป้องกันอีกฝ่ายเตะบอลยัดใส่ แต่ถ้าเตะยัดจริงแต่มันไกลหน่อย ก็จะอ้างว่ากางแขนเพราะชักหลบไม่ทันไม่ได้)

*สำหรับผู้เล่นฝ่ายรุก ถ้าบอลโดนมือ จะถือว่าแฮนด์บอลทุกกรณี ไม่ต้องใช้ดุลพินิจผู้ตัดสิน

พอมาดูนัดนี้ จริงๆแฟนแมนยูไม่ควรมาโวยวายคู่อื่นเพราะคู่ของแมนยูเอง ปรากฏว่ามีการโดนมือผู้เล่นฝ่ายรุก บอลโดนมือแม็คไกวร์ในจังหวะเปิดฟรีคิก ซึ่งแม็คไกวร์ยกมือจะค้ำอีกฝ่าย (จะให้ฟาวล์ก็ได้ หรือไม่ให้ก็ได้) ทำให้บอลมันตกมาโดนแขนของแม็คไกวร์ ตรงนี้แหละที่มีการดู VAR วนแล้ววนอีก ชักขึ้นชักลง ชักเข้าชักออกหลายรอบจังหวะบอลตกมาโดนแขน สุดท้ายผู้ตัดสินตัดสินไม่นับเป็นแฮนด์บอล

คือผมไม่มีปัญหากับชัยชนะของแมนยูนะ บอลมันห่างชั้นกับไบรตัน คงไม่ไปตามแช่งให้เสียเวลา ต่างกับคู่แมนซิตี้ ที่แฟนแมนยูมีลุ้นฝากความหวังว่าจะโค่นลิเวอร์พูลได้ ทีนี้พอการตัดสินมันออกมาขัดหูขัดตาก็เลยไม่พอใจ แต่ถ้าเป็นผม ผมไม่กล้าไปโวยทีมอื่นหรือไปดราม่ากับทีมอื่นแน่ จังหวะแฮนด์บอลของแมนยูในประตูที่ 2 ไม่ค่อยมีใครดราม่า ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง แล้วเป็นจังหวะของทีมฝ่ายรุกด้วย ไม่มีช่องให้เลี่ยงเลย แต่กรรมการพรีเมียร์ก็ยังเลี่ยงได้ แต่สำหรับของลิเวอร์พูลมันเป็นจังหวะของฝ่ายรับ ผู้ตัดสินสามารถใช้ดุลพินิจ เป่าให้จุดโทษก็ได้ หรือจะไม่เป่าให้ก็ได้

อย่างไรก็ตาม สกอร์ของแมนยู 3-1 กับของลิเวอร์พูล 3-1 ถ้าจะริบประตูแมนยูไป 1 ถามว่าแมนยูชนะไหมนัดนี้ ? มันก็ชนะอยู่ดี หรืออย่างของลิเวอร์พูลถ้า แมนซิตี้ได้จุดโทษไล่มา 3-2 ผมว่ามันก็จบสกอร์นี้แหละครับ เพราะช่วงท้ายเกมลิเวอร์พูลจัด 4-5-1 ปิดเกมเรียบร้อย แค่ลุ้นเสียวกว่าเดิมเท่านั้นเอง

นัดนี้ต้องบอกว่าแมนซิตี้ โชคไม่ดีตั้งแต่ตัวเจ็บเยอะแล้ว คือโชคไม่ดีเลยในต้นฤดูกาลนี้ ตัวหลักๆเจ็บเพียบ ฉะนั้นเกมนี้ไม่ใช่แพ้เพราะกรรมการนะครับ เล่นก็เล่นดีแล้ว แต่การขาดตัวหลักในเกมรับ เห็นชัดเจนว่าทำให้เสียประตูง่าย

C. pantip : ตา o

บันทึกดราม่า พรีเมียร์นัดที่ 12 (10/11/2019) • ลิเวอร์พูล 3 – แมนซิตี้ 1

#ทำความเข้าใจกฎใหม่ของแฮนด์บอล

บันทึกดราม่า พรีเมียร์นัดที่ 12
• ลิเวอร์พูล 3 – แมนซิตี้ 1
• แมนยู 3 – ไบรท์ตัน 1

เป๊ป กวาร์ดิโอล่าและสาวกแมนซิตี้พากันไม่พอใจการตัดสินของไมเคิล โอลิเวอร์ ที่ไม่เป่าจุดโทษ มีแฟนๆบางส่วนออกมาบอกว่าเป็นเพราะโอลิเวอร์ชอบลำเอียงให้ลิเวอร์พูลเป็นปกติ

ที่จริงแล้วไมเคิล โอลิเวอร์นี่แหละ เคยมีประวัติเป่าเอื้อให้แมนซิตี้จนทำให้ลิเวอร์พูลวืดแชมป์ในฤดูกาลก่อน เนื่องจากไม่เป่าจุดโทษให้สเปอร์สในนัดที่ 34 ทำให้แมนซิตี้ชนะสเปอร์ส 1-0 คะแนนแซงลิเวอร์พูลเพียง 1 แต้ม ซึ่งจังหวะนั้นแขนไคล์ วอล์คเกอร์ไปปัดบอลออกหลัง แต่โอลิเวอร์มองว่าไม่ตั้งใจ ซึ่งนี่ก็เป็นมาตรฐานดุลพินิจของท่านเปาคนนี้จริงๆ

สำหรับดราม่านัดลิเวอร์พูล-แมนซิตี้นี้ เราจะมาชำระกันทุกประเด็นปัญหา ทั้งข้อครหาจากเป๊ปเอง และจากบรรดาชาวโซเชียล รวมถึงจังหวะที่ลิเวอร์พูลเองก็เสียประโยชน์จากผู้ตัดสินเหมือนกัน

1.) จังหวะแรกที่บอกว่าบอลโดนแขนเทรนท์ อาร์โนลด์ ถึงแม้บางความเห็นอาจมองว่าเทรนท์กางแขนทำให้ตัวใหญ่ขึ้น แต่บางความเห็นรวมถึงสมาคมผู้ตัดสินมองว่า เป็นจังหวะกางแขนขยับเคลื่อนไหวในท่าทางปกติและบอลกระดอนมาในระยะใกล้ไม่อาจหลบทัน ซึ่งทางพรีเมียร์ก็ด่วนสรุปเอาจากภาพห้อง VAR ก็ถือว่าสรุปตรงตามกติกา แต่ข้อมูลผิดจากข้อเท็จจริงนิดนึง

พอมาดูภาพช้าหลายๆมุม ปรากฏว่า จากกล้องมุมบนดูเหมือนบอลโดนแขนเต็มๆ แต่จากกล้องมุมล่างที่ใกล้สุด เห็นชัดว่าบอลไม่โดนแขนเทรนท์เลย แต่เฉียดมากจนหลอกตาจากกล้องมุมอื่นได้ แล้วบอลมันโดนต้นขากระเด้งจนเหมือนว่าแขนปัดบอล แต่ที่แน่ๆคือบอลโดนแขนแบร์นาโด้ ซิลบาก่อนเต็มๆ ซึ่งมันตลกตรงที่ว่ามีนักวิจารณ์บางช่องของไทยพูดแบบไม่รู้กติกาว่า ต้องยกเลิกประตูแรกแล้วมาให้ลิเวอร์พูลได้ฟรีคิกแทน

ซึ่งตามกติกาจริงๆ คือมันเป็นจังหวะที่ไหลลื่น การฟาวล์หรือแฮนด์บอลของอีกฝ่ายจะถูกปล่อยให้เป็นลูกได้เปรียบ ยกประโยชน์ให้โจทย์ไป

2.) จังหวะประตูที่ 2 จากซาล่าห์ มีแฟนๆบางส่วนบิดมุมภาพแล้วมากระจายทางโซเชียลว่าเป็นลูกล้ำหน้า ซึ่งจริงๆภาพจากการตีเส้น VAR เห็นชัดเจนว่าจังหวะจ่ายนั้น กองหลังแมนซิตี้คือจอห์น สโตน เท้ายื่นเหลื่อมเป็นตัวสุดท้าย

3.) จังหวะแขนมาเน่ดันราฮีม สเตอร์ลิ่งในเขตโทษ มันเป็นการดันเบาๆ แต่สเตอร์ลิ่งฉวยโอกาสพุ่งล้มไปเอง เพื่อลุ้นจุดโทษ จังหวะนี้กรรมการก็ทันเกม แต่ไม่ถึงขั้นแจกใบเหลือง เพราะมีแขนดันจริงแต่สเตอร์ลิ่งล้มง่ายไป

4.) จังหวะที่บอลโดนแขนอาร์โนลด์ช่วงท้ายเกม เป็นการเตะยัดจากสเตอร์ลิ่ง ซึ่งเป็นธรรมดาที่สเตอร์ลิ่งพยามหาช่องทางเอาจุดโทษ เพราะประตูตามหลังอยู่ เลยทิ้งตัวล้มบ้าง เตะยัดโดนแขนบ้าง เผื่อมีลุ้น แต่ไมเคิล โอลิเวอร์เป็นคนที่ให้จุดโทษยาก แล้วก็ถือว่าตัดสินใจถูกต้องเพราะเป็นการเตะยัดระยะใกล้เพียง 1 เมตร และเทรนด์ก็หุบแขนหลบแล้ว

นัดที่แล้ว อ็อกซ์เลดยิงไปติดแขนผู้เล่นวิลล่าในเขตโทษระยะ 2 เมตร แขนกางออกมาแต่ผู้ตัดสินจอน มอสก็ไม่เป่าเหมือนกัน ตรงนี้มันต่างกับนัดชิง UCL ที่มาเน่จ่ายบอลเข้ากรอบเขตโทษ มันเป็นระยะห่างกว่า 2 เมตร ไม่เป็นการตั้งใจเตะยัดและลูกก็ไม่แรง แต่แขนซิสโซโก้กางแบบกำลังชี้นิ้วส่งสัญญาณ ซึ่งไม่ใช่ท่าทางปกติ จึงถูกเป่าเป็นจุดโทษ

5.) คราวนี้ถึงตาลิเวอร์พูลบ้าง มันมีจังหวะที่สเตอร์ลิ่งเล่นนอกเกม พุ่งเข้าด้านหลังและเหยียบที่เท้าฟาน ไดจ์ล้มลง ทั้งที่บอลออกข้างสนามไปแล้ว ตรงนี้ไม่มีการทักท้วง VAR ใดๆทั้งสิ้น และสื่อก็ไม่กล่าวถึง

#กฎกติกาแฮนด์บอล

1.) จังหวะฝ่ายรุก ถ้าบอลโดนแขนในเขตโทษ จะถือว่าแฮนด์บอลทุกกรณีโดยไม่ต้องใช้ดุลพินิจ

2.) จังหวะฝ่ายรับ ถ้าบอลโดนแขนในเขตโทษ ต้องใช้ดุลพินิจผู้ตัดสิน ดูว่าบอลมาจากระยะใกล้หรือไกล, บอลกระดอนมาจากอวัยวะคนอื่นหรือไม่, ท่าทางมือไม้ เป็นการขยับตามปกติของการวิ่งหรือกระโดดหรือไม่

ฉะนั้นจากกติกาตรงนี้ เราลองมาดูลูกปัญหาของทางแมนยูบ้าง

แฟนแมนยูมีบทบาทมากสุดในการออกมาโจมตีเกมของลิเวอร์พูล-แมนซิตี้ ทั้งที่ในวันเดียวกัน ไบรท์ตันก็มีปัญหากับเรื่องแฮนด์บอลของแมนยูเหมือนกันในประตูที่ 2 แต่สื่อทำเป็นเมิน อาจเพราะคู่แข่งไม่ใช่ทีมใหญ่ ไม่ใช่คู่บิ๊กแมตช์

ซึ่งแขนของแม็คไกวร์จังหวะรอเปิดฟรีคิก มือไปค้ำผู้เล่นไบรท์ตัน และบอลตกลงมาโดนแขน จึงเป็นแฮนด์บอลจริง ชนิดที่ตามกติกาไม่มีช่องให้เลี่ยงเลย เพราะเป็นจังหวะเกมรุก

ฉะนั้นไบรท์ตันเลยเป็นอีกทีมนึงที่ออกมาเรียกร้องจากสมาคมผู้ตัดสิน ไม่ใช่เฉพาะแมนซิตี้เท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ลิเวอร์พูลได้โวยเรื่องการใช้ VAR มา 2 นัดแล้ว ตั้งแต่นัดเสมอแมนยู 1-1 ที่มาร์ติน แอตกินสันเป็นผู้ตัดสิน และนัดที่ชนะวิลล่า 2-1 ที่มาร์ติน แอตกินสันเป็นผู้คุม VAR

C. fan page : ตำนานบอล

ศึกแดงเดือดสุดมัน แมนยู 1 – ลิเวอร์พูล 4 (14/3/2009)

ศึกแดงเดือดสุดมัน ฤดูกาล 2008 – 2009
แมนยู 1 – ลิเวอร์พูล 4 [โอลด์ แทรฟฟอร์ด]
– กับเสียงพากษ์คุณเอกราช –

Credit : CH. martmk

C. fan page : ตำนานบอล

เพลง “Un’estate Italiana” ของอิตาลี เจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 1990 (ต้นฉบับ “To be number one”)

เพลง “Un’estate Italiana”
ของอิตาลี เจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 1990
(ต้นฉบับ “To be number one”)

ในช่วงที่ฟุตบอลลีกอังกฤษเป็นยุคของลิเวอร์พูล สมัยนั้นในระดับทีมชาติ เป็นยุคของ “อาร์เจนตินา” และ “เยอรมัน” ผลัดกันครองเจ้า

• ฟุตบอลโลก 1986 อาร์เจนตินาได้แชมป์โลก
(อาร์เจนตินา 3 – เยอรมันตะวันตก 2)

• ฟุตบอลโลก 1990 เยอรมันได้แชมป์โลก
(เยอรมันตะวันตก 1 – อาร์เจนตินา 0)

เนื้อเพลง Un’estate italiana :

Forse non sarà una canzone
A cambiare le regole del gioco
Ma voglio viverla cosi quest’avventura
Senza frontiere e con il cuore in gola
E il mondo in una giostra di colori
E il vento accarezza le bandiere
Arriva un brivido e ti trascina via
E sciogli in un abbraccio la follia

Notti magiche
Inseguendo un goal
Sotto il cielo
Di un’estate italiana
E negli occhi tuoi
Voglia di vincere
Un’estate
Un’avventura in più

Quel sogno che comincia da bambino
E che ti porta sempre più lontano
Non è una favola, e dagli spogliatoi
Escono i ragazzi e siamo noi

Notti magiche
Inseguendo un goal
Sotto il cielo
Di un’estate italiana
E negli occhi tuoi
Voglia di vincere
Un’estate
Un’avventura in più

Notti magiche
Inseguendo un goal
Sotto il cielo
Di un’estate italiana, na na na na
E negli occhi tuoi
Voglia di vincere
Un’estate
Un’avventura in più
Un’avventura
Un’avventura in più
Un’avventura, goal

….

C. fan page : ตำนานบอล,

IG : 90s futbol

เนื้อเพลง “American idiot” – Green day + แปลไทย

เพลง : American idiot
ศิลปิน : Green day
อัลบั้ม : American idiot (2004)
แนวเพลง : British punk

….

(คลิปเพลง + ซับไทย)

• เนื้อเพลง :

* Don’t want to be an American idiot.
Don’t want a nation under the new media
And can you hear the sound of hysteria?
The subliminal mind fuck America. *

(Don’t want to be an American idiot.
One nation controlled by the media.
Information age of hysteria.
It’s calling out to idiot America.)

Welcome to a new kind of tension
All across the alien nation.
Where everything isn’t meant to be okay.
Television dreams of tomorrow.
We’re not the ones who’re meant to follow.
For that’s enough to argue.

Well maybe I’m the faggot America.
I’m not a part of a redneck agenda.
Now everybody do the propaganda.
And sing along to the age of paranoia.

….

• แปลไทย :

ไม่อยากเป็นพวกอเมริกันโง่เง่า
ไม่อยากมีชาติที่ถูกครอบงำโดยสื่อ
คุณได้ยินเสียงของพวกฮิสทีเรียมั่งมั้ย
ความอ่อนไหวหลอกง่าย ของพวกงั่งอเมริกา

(ยุคสมัยของโรคฮิสทีเรีย
มันกำลังเรียกหาชาวอเมริกันโง่ๆอยู่)

ยินดีต้อนรับสู่สภาวะตึงเครียดชนิดใหม่
ที่แผ่ขยายไปทั่วประเทศ
ที่ซึ่งทุกอย่างมันดูไม่ดีเลย
ทีวีคือเรื่องเพ้อฝันถึงอนาคต
เราไม่ใช่คนที่จะต้องเชื่อตามมัน
นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการถกเถียง

บางทีฉันอาจจะเป็นแค่เศษเดนของอเมริกา
แต่ฉันไม่ใช่พวกเดียวกับคนใจแคบเหล่านั้น
ที่คอยเอาแต่โฆษณาชวนเชื่อ
และร้องเพลงไปตามสมัยของคนจิตบกพร่อง

….

C. channel : Silencer

เมื่อแมนซิตี้แพ้ลิเวอร์พูล 3-1 แล้วร้องเรียนสมาคมผู้ตัดสิน [ลืมโอลิเวอร์แล้วหรือ ?]

เมื่อสโมสรแมนซิตี้เข้าร้องเรียนกับสมาคมผู้ตัดสินให้พิจารณากระบวนการตัดสินและการใช้ VAR ให้มีมาตรฐาน ส่วนทางสโมสรอื่นก็ร้องเรียนเหมือนกัน อย่างไบรท์ตัน เพราะนัดที่แพ้แมนยู 3-1 ภาพ VAR ออกมาชัดเจนว่าบอลโดนแขนผู้เล่นแมนยู แต่กลับไม่ยกเลิกประตูที่ 2

ลิเวอร์พูลเองมีปัญหาไม่พอใจกับการตัดสินมาตั้งแต่นัดที่เสมอแมนยู 1-1 ที่มาร์ติน แอตกินสันเป็นผู้ตัดสิน และอีกนัดที่ชนะวิลล่า 2-1 ซึ่งแอตกินสันคุม VAR และริบประตูลิเวอร์พูลโดยแจ้งว่ามีการล้ำหน้าด้วยรักแร้

ส่วนคลิปนี้เรามาให้ชาวเรือใบสีฟ้าและเป๊ป กวาร์ดิโอลา ย้อนทวนการตัดสินของไมเคิล โอลิเวอร์ ปลายฤดูกาลที่แล้วที่ชนะสเปอร์ส 1-0

เป๊ปโกรธนักโกรธหนาในนัดที่แพ้ลิเวอร์พูล 3-1 งั้นมารำลึกบุญคุณไมเคิล โอลิเวอร์กันว่า เขาเคยเป่าให้แมนซิตี้รอดจุดโทษและแซงลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์มาแล้ว

Credit : CH. Silencer

C. fan page : ตำนานบอล

ไม่ใช่ “หงส์” ไม่ใช่ “ผี” แต่เรียกชื่อนี้ก็ไม่ผิดซะทีเดียว

ไม่ใช่หงส์ ไม่ใช่ผี แต่เรียกชื่อนี้ก็ไม่ผิด

หลายคนเรียกชื่อนกในโลโก้ลิเวอร์พูลว่า “Liver bird” (ไลเวอร์ เบิร์ด) ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งกันเอง เพราะโลกนี้ไม่มีนกที่ชื่อพันธุ์แบบนี้หรอกครับ มันเป็นนกที่จินตนาการสมมุติขึ้นมา ใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองของลิเวอร์พูล เดิมทีเป็นรูปนกอินทรีด้วยซ้ำ ต่อมาก็เปลี่ยนรูปร่างเป็นคล้ายนกกาน้ำ แล้วสโมสรฟุตบอลก็เอาตรานกประจำเมืองมาเป็นสัญลักษณ์ของทีม

สำหรับคนตะวันตก พญาปักษาหรือพญาอินทรีคือสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ มีอำนาจ อย่างกองทัพเยอรมันและอเมริกาก็เอานกอินทรีมาเป็นสัญลักษณ์ ส่วนถ้าเป็นของคนตะวันออก พญาปักษาก็คือ “ครุฑ” นั่นแหละครับ

โลโก้ของแมนยูจะเป็นรูปปีศาจถืออาวุธสามง่าม ซึ่งในอดีตพวกที่ถืออาวุธสามง่ามคือพวกเทพ แต่ชาวคริสต์สมัยก่อนจะถือว่าพวกเทพคือปีศาจ เป็นความเชื่อนอกรีต ก็เลยมักจะมีภาพวาดจินตนาการว่าปีศาจต้องถืออาวุธสามง่าม

ซึ่งปีศาจนี่ก็มีหลายตน อย่าง “ลูซิเฟอร์” เป็นปีศาจในศาสนาคริสต์ และยังมี “บาโฟเมต” เทพของพวกนอกรีตในอดีต ที่ชาวคริสต์ก็ถือว่าเป็นปีศาจ ส่วนโลโก้แมนยูเป็นปีศาจที่สมมุติขึ้นมาไม่มีอยู่ในตำนาน

ส่วน “ผี” หรือ “Ghost” นั้นมี 2 นิยามความเชื่อด้วยกัน สมัยก่อนคนส่วนนึงเชื่อว่า ghost คือวิญญาณคนตายหรือซากศพที่ตายแล้ว แต่ออกมาหลอกหลอนผู้คน กับอีกความเชื่อ Ghost หมายถึงสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์นึง มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวและมีอิทธิฤทธิ์เวทมนตร์ หรือเรียกว่าเป็นเผ่าพันธุ์ “ภูติ”

สื่อไทยรุ่นเก่าตั้งฉายาให้ลิเวอร์พูลว่า “เครื่องจักรสีแดง” และอีกชื่อคือ “หงส์แดง” ซึ่งตั้งตามโลโก้ คุณ ย.โย่ง และคุณยอดทอง มีการคิดกันว่าจะเรียกนกในจินตนาการนี้ว่ายังไงดี จะเรียกนกกาน้ำ, นกกระเด้าลมคงไม่เวิร์ค ^^ สรุปสุดท้ายเรียก “หงส์” ละกัน เพราะมันก็เป็นสัตว์ตระกูลนก แล้วก็เป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามด้วย (ส่วนฉายาทางการในอังกฤษคือ “The reds” และฉายาที่แฟนบอลเรียกเล่นๆคือ “Red machine”)

(*หมายเหตุ* คุณ ย.โย่ง เป็นแฟนบอลลีดส์ ยูไนเต็ด อริใหญ่ของแมนยูอีกทีมนึง)

ส่วนแมนยู สื่อไทยรุ่นเก่าตั้งให้ว่า “ปีศาจแดง” ตามต้นฉบับของอังกฤษคือ “Red devils” ต่อมาพอรุ่นใหม่ ยุคที่แมนยูเริ่มเก่งและมีชื่อเสียงขึ้นมา เด็กรุ่นใหม่มาเชียร์กันเยอะขึ้น พอปี 1999 ที่แมนยูฟอร์มดีมาก จนมีลุ้นแชมป์ 3 รายการ ก็มีนักร้องไทยค่าย RS อย่าง “นิคกี้” แต่งเพลงสนับสนุนแมนยูออกมาชื่อเพลงว่า “เด็กผี” ติดตลาดจนโด่งดังทำให้แมนยูเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่

จากตอนนั้นหนังสือพิมพ์กีฬาก็เริ่มหันมาเรียกแมนยูว่า “ผีแดง” หรือเรียกสั้นๆว่า “ผี” เรื่อยมาจนถึงสมัยนี้ ซึ่งถามว่ามันใช่ปีศาจหรือ Devil รึเปล่า ? คือมันก็ไม่ใช่ แต่ก็ใกล้เคียงเพราะพวกภูติ ผี ปีศาจ มันก็อยู่ในหมวดเดียวกัน ส่วนหงส์มันก็ให้ความหมายว่าสง่างาม สูงส่ง แล้วก็เป็นสัตว์ตระกูลนก ฉะนั้นสื่อตั้งฉายาให้ว่า “หงส์” ก็ไม่ผิดซะทีเดียว

ยุคหลังๆที่ลิเวอร์พูลแพ้บ่อยและไม่ได้แชมป์รายการหลักมาหลายปี ก็เริ่มถูกคู่อริอย่างแฟนแมนยู ตั้งฉายาแบบล้อเลียนว่า “ลิเวอร์พรุน” บ้างหรือ “เป็ดแดง” บ้าง แต่พอ 2-3 ปีหลังมานี้ลิเวอร์พูลเริ่มฟอร์มดีขึ้นจนมีลุ้นแชมป์รายการใหญ่ๆ ขณะที่แมนยูเริ่มอยู่ในช่วงขาลงตามวัฏจักร แฟนลิเวอร์พูลเลยตั้งฉายาให้ว่า “หมาแดง” ก็เนื่องจากในโลโก้มันดูคล้ายเป็นรูปหมาถือส้อม ก็เป็นการเอาคืน เรียกว่าทีใครทีมัน ถือเป็นสีสันของกีฬาอย่าได้ไปโกรธเกลียดกันจริงจังล่ะครับ

แล้วเป็ดกับหมานี่ก็เป็นการล้อเลียนกันเฉพาะในเมืองไทยด้วย เพราะสำหรับฝรั่งนั้นเขาถือว่าเป็ดกับหมาเป็นสัตว์น่ารัก เขาคงเอามาล้อกันไม่ลงแน่ ^^

C. fan page : ตำนานบอล

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น