ม็อบนักศึกษา “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ทันเหตุการณ์หรือว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายอธรรม ?

(เป็นภาพแซวแขวะเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าม็อบนักศึกษาพึ่งเกิดจริงๆ)

จะไม่พูดถึงว่าแนวคิดไหนถูกหรือผิด ระหว่างฝ่ายนักศึกษาที่ต้านรัฐบาล ซึ่งจะมีแนวคิดก้าวหน้าไม่เอาสถาบัน กับอีกฝ่ายคือฝั่งหนุนรัฐบาลที่มีแนวคิดอนุรักษ์สถาบัน

ระหว่างกลุ่มหัวก้าวหน้ากับคนหัวอนุรักษ์ ไม่ขอไปก้าวก่ายตัดสินว่าใครดีหรือไม่ มันเป็นความนิยมส่วนตัว แต่อยากจะนำเสนอว่า การที่ใครมีแนวคิดแบบไหนนั้นไม่ได้เป็นสิ่งการันตีว่าคุณจะยืนฝ่ายถูกหรืออยู่บนความยุติธรรมเสมอไป ตรรกะมันไม่ใช่แบบนั้น

ตอนนี้ พ.ศ. 2563 ถ้ากลุ่มประท้วงอายุ 19-25 ย้อนกลับไปเมื่อ 19 ปีที่แล้ว คือ 2544 ทักษิณ ชินวัตรขึ้นเป็นนายกสมัยแรก ไม่ได้มาจากประชาธิปไตยอะไรที่แท้จริงเลย ใช้การซื้อ ส.ส. ดูด ส.ส. รวมพรรครวมฝ่ายไม่ต่างกับที่นายกตู่ทำ ตอนนั้นทักษิณชนะ ตอนนี้ตู่ก็ชนะเลือกตั้ง แล้วต่างอะไร ? รัฐบาลก็มาจากการเลือกตั้งทั้งคู่

แต่ที่ประชาชนประท้วงคือการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในสภาต่างหาก นี่คือสภาพของเผด็จการ อย่าอ้างฝ่ายเดียวว่ารัฐบาลตู่มีสถาบันเบื้องสูงซึ่งมีอำนาจหนุนหลัง แต่จริงๆสมัยทักษิณก็มีอำนาจเงินมหาศาล และมีทั้งทหาร-ตำรวจ มีทั้งศาลที่คอยหนุนเหมือนกัน

ม็อบพันธมิตรที่ชุมนุมโดยสงบ (เหมือนนักศึกษาสมัยนี้แหละ) ถูกม็อบฝ่ายรัฐบาลบุกตี ถูกบุกรื้อพังเวทีตามจังหวัดต่างๆเพราะไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับฟังข้อมูล มีการปาระเบิด มีการยิงอาวุธสงครามถล่ม

ในปี 2551 สมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผู้เป็นญาติและหุ่นเชิดของทักษิณ สั่งสลายม็อบโดยมีคนเจ็บและล้มตาย นับเป็นครั้งแรกที่มีม็อบการเมืองเสียชีวิต หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ (ไม่นับม็อบตากใบซึ่งเป็นเรื่องการเมืองท้องถิ่น)

แต่ม็อบนักศึกษาปัจจุบันไม่ค่อยรู้ หรือส่วนมากไม่เคยรับรู้เลยต่างหากว่ารัฐบาลฝ่ายทักษิณกดขี่ข่มเหงฝ่ายตรงข้ามอย่างไรบ้าง ส่วนมากก็จะได้ยินได้ฟังเรื่องเก่าๆมาจากสื่อเสื้อแดงอีกที เพราะอาศัยเสพข้อมูลจากฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลตู่เหมือนกัน เลยรู้แต่เรื่องของการสลายม็อบเสื้อแดงซึ่งมันแตกต่างกันมาก ในสมัยเสื้อแดงนั้นมันมีกองกำลังติดอาวุธ มี M79 ไปคอยยิงใส่สถานที่ต่างๆและมีการยิงใส่ม็อบฝ่ายตรงข้าม (แต่ เสธ.แดง แกนนำแดงฮาร์ดคอร์คนนึงก็ถูกเด็ดหัวไปโดยมือปืนนิรนาม)

ตั้งแต่แรกก่อตั้งเป็น นปก. ก็มีงานคือบุกตีม็อบพันธมิตร บุกถล่มบ้านป๋าเปรม พอสมัย นปช. ก็มีงานคือบุกตีม็อบพันธมิตร บุกตีนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ว่าง่ายๆคือฝ่ายเริ่มตีเริ่มก่อความรุนแรงคือม็อบเสื้อแดง ไม่ใช่ว่าอยู่ๆชุมนุมโดยสงบแบบม็อบพันธมิตรแล้วรัฐบาลสั่งปราบม็อบ ไอ้ที่ว่าตอนสลายม็อบสมัยอภิสิทธิ์ คือนปช. มีการเผาทำลายและยิงถล่มตามสถานที่ต่างๆ นี่คือที่มาของการสลายม็อบ ส่วนจะว่าผิดในเรื่องของสลายแล้วมีคนตายอันนี้อีกเรื่องนึง แต่ต้องรู้ที่มา

ฉะนั้นถ้านักศึกษาปีนี้ประท้วงโดยสงบก็ให้รับรู้ไว้ว่า มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น รัฐบาลก็ดูไปเฉยๆ นักศึกษาก็พูดในสิ่งที่อยากพูดไป ไม่มีใครเข้าไปยิงแน่นอน สมัยนี้สถานการณ์มันต่างกันมาก

รัฐบาลสมชายสั่งเจ้าหน้าที่สลายม็อบ จึงปะทะกันและทางเจ้าหน้าที่ใช้ปืนแกสน้ำตา เป็นกระสุนที่มีระเบิดรุนแรง
นายกสมชายก็ไม่โดนศาลลงโทษเหมือนกัน ไม่ใช่แค่นายกอภิสิทธิ์ คำพิพากษาเผยว่าเนื่องจากเจ้าหน้าที่คาดไม่ถึงว่าจะทำให้มีผู้เสียชีวิต

สมัยนั้นคนที่ฝักใฝ่การเมืองทั้งสองฝ่ายก็ทะเลาะกันเถียงกัน ผู้คนแตกกันยิ่งกว่าสมัยนี้ ฝ่ายเสื้อแดงก็มีการกล่าวหาใส่ร้ายฝ่ายพันธมิตรตลอด

หลังเกม “บาร์เซโลนา” โดน “บาเยิร์น” ถล่ม 2-8

// ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกรอบ 8 ทีมสุดท้าย
บาร์เซโลนา 2 – 8 บาเยิร์น มิวนิค // (14/8/2020)

บาร์เซโลนาต้องแก้ที่ “โค้ช” หรือ “นักเตะ” ?

พึ่งจะชื่นชมบาร์ซ่าไปหมาดๆว่าฟอร์มต่างดาวในเกมที่ชนะนาโปลี 3-1 แต่แล้วก็มาโดนบาเยิร์น มิวนิคถล่มเละเทะ 2-8 เป็นสกอร์ประวัติศาสตร์ที่จะถูกจารึกจดจำไปยาวนานสำหรับทั้ง 2 ทีม

ทั้งบาร์ซ่าและบาเยิร์นถือว่ากองหลังไม่ค่อยเหนียว รั่วบ่อยและมีลูกเหวอหลายครั้งทั้ง 2 ฝ่าย แต่ในส่วนของเกมรุกต้องบอกว่าบาเยิร์นวางแท็คติกมาดี ขึ้นบุกในกรอบเขตโทษทีนึง 3-4 คน วิงแบ็คก็เติม ใช้กองกลางคุมแค่ 2 คน แถมยังพยามสอดขึ้นมายิงบางจังหวะด้วย แต่ปกติบาเยิร์นก็ฟอร์มโหดแบบนี้มาตลอดในฤดูกาลนี้ ถึงสกอร์จะไม่ออกมาแบบนี้ก็เหอะ

สำหรับผมมองว่านัดนี้ในส่วนของฟอร์มการเล่น ทางบาเยิร์นก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าหลายๆนัดที่ผ่านมาฤดูกาลนี้ แต่เป็นทางบาร์ซ่าที่ฟอร์มหลุดไปเอง

แล้วถ้าใครไม่ได้ดูเต็มแมตช์ เห็นแค่ผลสกอร์หรือไฮไลต์ อาจจะนึกว่าเกมนี้คงจะสู้กันดุเดือดจนยิงกันถล่มทลายแบบนี้ แต่ที่จริงมีช่วงเวลาที่เล่นกันเนือยๆเซ็งๆเป็นเวลายาวนานมากในช่วงครึ่งหลัง

ตั้งแต่ช่วงนาที 60 ต่างฝ่ายต่างเริ่มเนือยแล้วก็มีเล่นสะเปะสะปะบ้าง บาร์ซ่าพอโดนนำ 5-2 นาทีที่ 63 คือรู้ตัวแล้วว่าแพ้แน่แล้ว จากนั้นก็เล่นแบบห่อเหี่ยวเลย จ่ายผิดจ่ายถูก ผู้รักษาประตูจ่ายเสียบอล กองหลังจ่ายเสียให้ฝ่ายตรงข้ามดื้อๆ คือนักเตะบาร์ซ่าเป็นศิลปินและถูกบ่มมาให้เล่นรุกสนุกสนาน พอต้องมาเป็นฝ่ายโดนบุก ต้องมาวิ่งไล่บอลหรือเป็นฝ่ายโดนยำ มันเลยไร้อารมณ์เล่น ไม่มีใครมีอารมณ์จะวิ่งไล่หรือพยามสกัด เลยทำให้ช่วง 10 นาทีสุดท้ายโดนไปอีก 3 ลูกแบบง่ายๆไม่มีอะไรเลย คือยิ่งหมดอารมณ์เล่นก็ยิ่งโดน

ช่วงนาที 70 ไปถึงท้ายเกม บาเยิร์นเริ่มเซฟนักเตะก็เปลี่ยนผู้เล่นลงไป ทางบาเยิร์นว่าเล่นแบบไม่ค่อยเอาแล้ว แต่บาร์ซ่านี่ไม่เอาอะไรเลยยิ่งกว่า เหมือนอยากจะให้มันจบๆเกมไป คูตินโญ่ซึ่งถูกเปลี่ยนลงไปจึงได้ทำแสบกับทีมต้นสังกัด แอสซิสต์ 1 และยิง 2 ทำให้จาก 5-2 เลยกลายเป็น 8-2

สำหรับแฟนบอลทั่วไปหรือแฟนทีมอื่นก็จะรู้สึกประทับใจกับสกอร์ที่เกิดขึ้น แต่สำหรับแฟนบาร์ซ่าก็จะเป็นฝันร้ายไปยาวนานยิ่งกว่านัดที่แพ้ลิเวอร์พูล 4-0 ซึ่งนัดนั้นอาจเป็นความเสียดายที่ถูกพลิก แต่นัดนี้เป็นฝันร้ายจากผลสกอร์ที่เสียไปถึง 8 ประตู คือถ้าแพ้ไม่กี่ลูกก็คงจะไม่ได้ฝันร้ายอะไร

นั่นหมายความว่าผู้จัดการทีม "เซเตียน" มีสิทธิ์โดนเด้งสูง คือถ้าดูจากการทำทีมถือว่าฝีมือเขาไม่เลวเลย การที่ไม่ได้แชมป์ลีกปีนี้ หรือถ้าตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีกแบบสกอร์ปกติก็คงจะไม่โดนไล่ออก เนื่องจากที่ผ่านมาผลงานใช้ได้ แต่การที่ทีมโดนถล่มเละแบบนี้คิดว่าสโมสรคงต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อปลอบใจแฟนบอล ซึ่งแพะที่ดีที่สุดในการเชือดก็คือกุนซือนี่แหละ

พูดถึงว่าถ้านัดล่าสุดนี้ไม่โดนถล่มเละ 2-8 ถามว่าบาร์ซ่าจำเป็นต้องเปลี่ยนกุนซือมั้ย ? ผมมองว่าไม่ต้องเปลี่ยน แต่ที่ต้องปรับปรุงด่วนคือนักเตะ ต้องโละผู้เล่นอายุมากได้แล้ว

อย่าง "วีดาล" ปกติก็ไม่เหมาะที่จะเล่นกับบาร์ซ่าอยู่แล้ว สไตล์ของเขาบู๊ดุดันแต่เล่นไม่สวยงาม ไม่ใช่สไตล์บาร์ซ่า ก็งงเหมือนกันว่าสโมสรให้อยู่มาได้ยังไงตั้งหลายปี

ส่วนกองหน้าอย่าง "หลุยซ์ ซัวเรซ" อาจจะมีความคมจริงแต่อย่างอื่นถือว่าหมดสิ้นแล้ว นี่ก็งงเหมือนกันว่าในช่วง 2 ปีหลังนี้ทำไมไม่มีใครมาแทนซักที กองหน้าสมัยใหม่ต้องอาศัยความเร็วเป็นสำคัญ แต่จะเห็นได้ว่าจังหวะบอลตักข้ามหรือจ่ายทะลุช่องไปข้างหน้า กองหน้าบาร์ซ่าไม่มีตัวเร็วที่จะเข้าถึงบอลได้เลย หลังบาเยิร์นวิ่งแซงเก็บกินหมด

หรืออย่าง "เมสซี่" ที่ทางสโมสรต้องการเอาไว้เป็นตำนานจนจบการค้าแข้ง ฝีเท้าเขาก็สามารถเล่นได้ แต่ต้องปรับระบบให้เหมาะ คือต้องไม่พึ่งพาเมสซี่เป็นตัวลากเลื้อยปั้นเกม แต่วางให้เป็นตัวเชื่อมเกม คือเล่นเหมือนที่อีเนียสต้าเคยทำ

บาร์ซ่าควรจะค่อยๆปรับทีมทีละนิด หากองหน้าคล่องๆมาแทน เอากองกลางหนุ่มๆสายเลือดใหม่มาแทนของเก่า นักเตะอย่าง "แฟลิกซ์" ของแอตฯ มาดริด สไตล์นี้ก็เหมาะกับบาร์ซ่ามากกว่า ถ้าอยู่แอตฯ ต่อไปก็เสียของเปล่าๆ เพราะเอาแต่เล่นบอลอุดไม่สร้างสรรค์

ส่วนถ้าสโมสรต้องการเปลี่ยนกุนซือ โค้ชเก่งๆในสเปนมีเยอะ แต่ถ้าต้องการประสบความสำเร็จแบบเยอะๆ ต้องดึง "เป๊ป กวาร์ดิโอล่า" กลับมาคุม คือถ้าฤดูกาลนี้แมนซิตี้ได้แชมป์ยุโรป เป๊ปก็อาจจะยอมย้ายทีมเพราะถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว เหลือแค่ถ้วยเดียวที่เขายังทำไม่สำเร็จกับแมนซิตี้ แต่ว่าก็ยากอยู่เพราะสำหรับผมยืนยันมาตลอดว่าบาเยิร์นคือเต็งหนึ่ง แต่ก็นั่นแหละถ้าเป๊ปเกิดคว้าแชมป์ได้ บาร์ซ่าก็มีโอกาสดึงตัวเขากลับ เพราะหัวใจเขารักกาตาลาเต็มร้อย

[ โดย โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

ว่าด้วยเรื่อง “ไวจ์นัลดุม” และ “อัลกันตาร่า”

"ไวจ์นัลดุม" เป็นนักเตะห้องเครื่องคนสำคัญของลิเวอร์พูลซึ่งคอยรักษาบาลานซ์ในแดนกลาง เขาเล่นได้เข้าขารู้ใจกับผู้เล่นฝั่งซ้ายอย่างร็อบโบ้และมาเน่ เรื่องของเกมรับเขาก็ช่วยได้มาก แล้วในเกมสำคัญๆก็มักจะมีทีเด็ดสร้างความประทับใจให้แฟนๆ

ส่วนจุดอ่อนของไวจ์นัลดุมก็จะเป็นเรื่องของการเลี้ยงกินตัว ซึ่งไม่คล่องแคล่วเหมือนนาบี เกอิต้า แล้วก็ในเรื่องการจ่ายคิลเลอร์พาสแบบได้เสีย จีนี่ทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คือจะออกไปทางจ่ายเพื่อครองบอลมากกว่า

กับวัย 29 ปี ไวจ์นัลดุมถือว่าไม่สามารถจะพัฒนาไปกว่านี้ได้อีก วัยที่เหลือกับการเล่นในแดนกลาง เขาก็คงจะมีมากขึ้นในเรื่องของประสบการณ์ความเก๋า แต่ในเรื่องการทำเกมหวือหวา หรือระบบลิเวอร์พูลที่เล่นเร็วและบุกแหลก จีนี่คงจะมีส่วนร่วมได้ยากกับสไตล์ของเขา

เวลาเล่นทีมชาติจีนี่ดูคึกคักเต็มที่ โชว์ฟอร์มเด่นแถมยิงคมกริบ ยิงเอายิงเอา แต่เวลาเล่นกับสโมสรยิงไม่แม่นเลย แต่ของคนอื่นสลับกัน ยกตัวอย่างแอนดี้ โรเบิร์ตสัน เวลาเล่นทีมชาติเล่นไม่ค่อยดี ไม่ค่อยวิ่งเท่าไหร่ แต่พอเล่นกับสโมสรร็อบโบ้วิ่งเป็นม้าเลย คึกคักเต็มที่

แล้วก็มีข่าวมาเหมือนกันว่าจีนี่เองก็มีแผนอยากจะย้ายไปเล่นกับสโมสรในฮอลแลนด์ ก็คือคงมีใจนึงที่อยากจะกลับไปค้าแข้งช่วงสุดท้ายของอาชีพนักเตะในประเทศบ้านเกิด

จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ ถ้าสโมสรมีการต่อสัญญาโดยเพิ่มค่าเหนื่อยให้ก็จะถือว่าเป็นน้ำใจมากๆ เพราะจีนี่เหลือสัญญา 1 ปี ซึ่งจากที่เผยกันในสื่อขณะนี้เขาได้ค่าเหนื่อยราว 7 หมื่นกว่าปอนด์ต่อสัปดาห์ ก็ถือว่าไม่เยอะเพราะระดับฝีเท้าของเขาถ้าอยู่ "ยูเว่" หรือ "บาร์ซ่า" เขาจะได้ราวแสนปอนด์ขึ้นไปแน่นอน แต่ลิเวอร์พูลเพดานค่าเหนื่อยไม่สูงนัก

แต่ถ้าสโมสรไม่ต่อสัญญาก็ไม่ผิด และถือว่าใจดีเหมือนกัน เพราะหมายความว่าสโมสรยอมให้ไวจ์นัลดุมมีโอกาสย้ายฟรีไปไหนก็ได้ สโมสรไม่ขอรายได้จากการขาย ให้สิทธิ์จินี่ไปทีมไหนก็ได้ง่ายๆเลย ซึ่งก็เป็นเวลาที่เหมาะสมพอดี อยู่เล่นอีกปีก็จะอายุ 30 แล้วก็จะย้ายจากไปด้วยดี

ทีนี้มันก็มีข่าวจากต้นแหล่งที่เชื่อถือได้ว่า ลิเวอร์พูลมีการติดต่อขอซื้อ "ติอาโก้ อัลกันตาร่า" โดยบาเยิร์นตั้งไว้ 27 ล้านปอนด์ (30 ล้านยูโร) แต่ลิเวอร์พูลต้องการซื้อ 22 ล้านปอนด์เนื่องจากนักเตะเหลือสัญญาแค่ 1 ปี ถ้าบาเยิร์นไม่รีบขายเดี๋ยวปีหน้าก็โดนดึงฟรีแน่นอน

แต่บางคนสงสัยว่าในเมื่อเขาก็อายุพอๆกับไวจ์นัลดุม แล้วลิเวอร์พูลจะเอาทำไม ? ก็ต้องบอกว่า ติอาโก้นี่คลาสเหนือกว่าจีนี่ และไม่ได้หมายความว่าถ้าติอาโก้มาแล้วจีนี่ต้องย้ายออก เพราะกองกลางลิเวอร์พูลปกติก็ใช้งานหมุนเวียนกันหนักอยู่แล้ว อดัม ลัลลานาก็ย้ายออกไปแล้ว และอาจจะมีตัวอื่นที่ย้ายออก เช่นชากิรี, แฮรี่ วัลสัน ซึ่งก็ต้องดูอีกที แต่ถ้าไม่ย้ายออกก็ไม่เป็นไร เพราะกลางบางคนสามารถดันไปเล่นกองหน้าได้ อย่างชากิรี่, อ็อกซ์เลด, เคอร์ติส โจนส์

สำหรับข่าวติอาโก้ ก็มาจากสื่อมาตรฐานอย่าง "บิลด์" แล้วก็มีจากนักข่าวชื่อดังด้วยคือ "ฟาบิซิโอ โรมาโน่" สื่อพวกนี้คือถ้าไม่มีสายข่าวรายงานมาถึงเขาจะไม่กล้าเล่นข่าวเด็ดขาด เพราะพวกนี้จะถือศักดิ์ศรีในเรื่องความแม่นยำมาก

แต่ทางด้านสื่อ "ลิเวอร์พูลเอคโค่" ก็ปฏิเสธข่าวไปตามสไตล์ จนคนเริ่มจับไต๋ได้แล้วว่าสำนักนี้ปฏิเสธอย่างเดียวจนไม่น่าวางใจละ

ลิเวอร์พูลเอคโค่ ที่ผ่านมาคอยเป็นกระบอกเสียงให้ลิเวอร์พูล ทำหน้าที่เช็ดล้างข่าวลือข่าวเต้าโคมลอยเมื่อมีสื่อลงข่าวมั่วๆว่าลิเวอร์พูลจะซื้อคนนั้นคนนี้ แล้วก็ช่วยเก็บเงียบเรื่องการดีลของสโมสร อย่างเวลาลิเวอร์พูลติดต่อซื้อใคร เอคโค่จะยังไม่ลงข่าวมาก แต่พอเซ็นสัญญาปึ๊บเอคโค่จะปล่อยข้อมูลมาเพียบเลยว่าติดต่อยังไงซื้อยังไง

แต่หลายๆครั้งเอคโค่ก็พลาดหรือทำหน้าที่เกินตัว คือเป็นการนำเสนอความเห็นออกมาโดยที่ไม่ได้รู้ข้อมูล ซึ่งบางข้อมูลภายในของสโมสรก็ไม่หลุดมาถึงเอคโค่ เช่นกรณีของติโม แวร์เนอร์ เอคโค่ยืนยันตลอดว่าลิเวอร์พูลเอาแน่นอนแต่ต้องรอการเงินดีขึ้น โดยที่เอคโค่ไม่รู้เลยว่าสโมสรติดต่อยกเลิกดีลไปแล้ว แต่เอคโค่ยังเล่นข่าวจนกระทั่งเมื่อเชลซีซื้อไป ในขณะที่นักข่าว "เดอะมิร์เรอร์" อย่างเดวิด แมดด็อคค์ เคยลงข่าวไปนานแล้วว่าลิเวอร์พูลเลิกสนใจแวร์เนอร์ โดยมีการติดต่อไปด้วยว่าไม่ซื้อแล้ว

อย่างกรณีติอาโก้ก็เช่นกัน เอคโค่ยืนยันว่าลิเวอร์พูลไม่ได้สนใจซื้อ ซึ่งเป็นไปได้ว่าเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวของนักข่าวเอง

ก่อนหน้านี้ "พอล กอร์ส" นักข่าวของเอคโค่ก็มานำเสนอความเห็นแทนสโมสรว่าลิเวอร์พูลไม่มีเงิน ไม่จำเป็นต้องไปซื้อใครเหมือนกับทีมอื่นๆ เพราะที่ผ่านมาเป็นแชมป์โดยทำได้ถึง 99 แต้ม แต่ถามว่าพอล กอร์สใช่ผู้บริหารลิเวอร์พูลรึเปล่า ใช่ทีมโค้ชรึเปล่า เคยเข้าประชุมรึเปล่า ? เพราะฉะนั้นมันเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว รู้ได้อย่างไรว่าปีนี้ลิเวอร์พูลทำได้ 99 แต้มแล้วผู้บริหารไม่อยากเปลี่ยนแปลงทีมหรือไม่อยากซื้อใคร

บางทีคล็อปป์และผู้บริหารอาจไม่พอใจก็ได้ที่ไม่สามารถทำทะลุ 100 แต้ม เพียงแต่เขาไม่พูดออกสื่อ และอาจกังวลเหมือนกันกับการพัฒนาของทีมอื่นๆ ขณะที่บ่อนอังกฤษก็ให้แมนซิตี้เต็งหนึ่ง นั่นหมายความว่าโดยเนื้อผ้าแล้วถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ลิเวอร์พูลก็มีสภาพทีมเป็นรองแมนซิตี้

ดังนั้นมันใช่หรือที่ว่าไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทีม หรือบอกว่าถ้าของดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องซ่อม ? คือฟุตบอลมันต้องปรับแท็คติกซ้อมแท็คติกทุกฤดูกาล นักฟุตบอลก็คือมนุษย์ที่มันมีแก่ขึ้น มีขึ้นมีลง มันไม่เหมือนสิ่งของ

ดังนั้นเวลาเสพข่าวก็ต้องวิเคราะห์ให้ดี นอกจากจะแยกแยะได้แล้วว่าสำนักข่าวไหนเชื่อถือได้ไม่ได้ ไอ้ส่วนสำนักข่าวที่เชื่อถือได้เนี่ย ก็ต้องมาวิเคราะห์อีกทีเหมือนกันว่า ที่เขานำเสนอมามันอาจคลาดเคลื่อนเนื่องจากบางสำนักอาจมีสายรายงานข้อมูลมาในเรื่องนั้น บางสำนักก็ไม่ได้รับข้อมูล ข่าวมันเลยไม่ตรงกัน หรือบางทีก็เป็นแค่การแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนข่าว

[ โดย โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

ถ้วยรางวัลของ “คูตินโญ่”

“คูตี้” ไม่ประสบความสำเร็จจริงหรือ ?

อย่างที่เคยนำเสนอไปเรื่องของคูตินโญ่ ว่าบนหน้าสื่อนั้นเป็นเพียงดราม่าเท่านั้นเองเพราะมันขายได้ เนื่องจากแฟนๆลิเวอร์พูลเคยโกรธที่คูตินโญ่ดื้อจะย้ายไปบาร์เซโลนากลางคัน สื่อก็เลยชอบปั่นทำนองว่าไม่มีใครเอาจนต้องอ้อนวอนกลับทีม ซึ่งเป็นสื่อที่ไม่มาตรฐานหรือสายนั่งเทียนล้วนๆ

แต่ที่จริงแล้วทางสโมสรลิเวอร์พูลก็ยินดีปรีดากับรายได้ในครั้งนั้นเนื่องจากทำให้ได้นักเตะคีย์แมนสำคัญ 2 คนที่ทำให้ลิเวอร์พูลได้แชมป์ยุโรปและแชมป์ลีก ก็คือฟาน ไดค์ และอลิสซง เบ็คเกอร์ ซึ่งตรงนี้สำหรับผมนอกจากไม่เสียดายแล้วยังขอบคุณและดีใจด้วยซ้ำ เพราะถ้าสมมุติทุกวันนี้เรามีคูตี้ แต่ไม่มีเซ็นเตอร์และผู้รักษาประตูเวิร์ลคลาส ลิเวอร์พูลก็จะยังไม่มีซักถ้วยเลยเชื่อไหมล่ะ ?

คูตินโญ่อาจจะประสบความสำเร็จในเรื่องฟอร์มการเล่นเมื่อตอนอยู่ลิเวอร์พูล แต่ในโลกฟุตบอลใครเขานับฟอร์มกันล่ะ เขาดูที่ถ้วยรางวัล นักเตะจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ทีมไหนประสบความสำเร็จหรือเปล่า เขาดูกันที่ถ้วย

ซึ่งสำหรับคูตินโญ่นั้นถึงแม้จะฟอร์มไม่พีคเมื่อไปอยู่กับบาร์ซ่าและบาเยิร์น แต่ก็ไม่ได้แย่ โดยเฉพาะที่หมุนเวียนลงเล่นกับบาเยิร์นก็ถือว่าทำผลงานใช้ได้เลยทีเดียว แล้วกับ 2 ทีมนี้ก็ได้ทั้งแชมป์ลีกและบอลถ้วยหลายสมัยเลย

ถ้วยรางวัลของคูตินโญ่มีดังนี้ :

กับ อินเตอร์ มิลาน
🏆 โคปปา อิตาเลีย 2010–11 (1 สมัย)
🏆 ซุปเปอร์โคปปา อิตาเลียนา 2010 (1 สมัย)

กับ บาร์เซโลนา
🏆 ลาลีกา 2017–18, 2018–19 (2 สมัย)
🏆 โคปา เดล เรย์ 2017–18 (1 สมัย)
🏆 ซุปเปอร์โคปา เด เอสปานา 2018 (1 สมัย)

กับ บาเยิร์น มิวนิค
🏆 บุนเดสลีกา 2019–20 (1 สมัย)
🏆 เดเอฟเบ โพคาล 2019–20 (1 สมัย)

กับ ทีมชาติบราซิล
🏆 โคปปา อเมริกา 2019 (1 สมัย)

ก็ถือว่าคูตี้เป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จในเรื่องถ้วยรางวัลพอสมควร ในระดับทีมชาตินั้นก็เป็นตัวหลักและได้แชมป์ระดับทวีปด้วย แต่ที่ยังขาดคือถ้วยยุโรปกับสโมสร

*ซึ่งฤดูกาลนี้ยังไม่จบ คูตินโญ่ยังเหลือลุ้นล่าถ้วยยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกอีก 1 ถ้วย จะสำเร็จหรือไม่นั้นต้องผ่านบาร์ซ่าให้ได้ก่อนในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยในวันศุกร์ 14/8/2020 นี้ ทีมต้นสังกัดของคูตี้คือ “บาร์เซโลนา” จะพบกับ “บาเยิร์น มิวนิค” ทีมปัจจุบันของเขาที่ยืมตัวมา*

[ โดย โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

สิ่งที่แตกต่างระหว่างโลกความจริง กับซีรีส์แนวรักโรแมนติก

ถ้าพูดถึงซีรีส์แนวโรแมนติก หรือจะโรแมนติก-คอมเมดี้ก็ตาม คนบ้านเราก็จะนิยมละครไทยกับซีรีส์เกาหลีมากที่สุด

บางทีดูแล้วก็ทำให้เกิดความสนุก หวานซึ้ง หัวใจกระชุ่มกระชวยหรือบ้างก็ให้อารมณ์เศร้า แต่ในโลกแห่งนิยายจินตนาการกับชีวิตจริงมันมีความแตกต่างกันดังนี้

1.) ในซีรีส์ พระเอกนางเอกเป็นคนหน้าตาดีที่อายุ 20 กว่าหรือ 30 กันแล้วแต่ยังไม่เคยมีแฟน ไร้เดียงสาเรื่องความรัก แต่ในโลกความจริง คนเรารู้จักชอบคนอื่นหรือสนใจเรื่องความรักตั้งแต่ประถมแล้ว ยิ่งแล้วคนหน้าตาดีไม่มีทางรอดอยู่จนเป็นโสดมาจนอายุ 20 แน่นอน

2.) ในซีรีส์ กว่าจะบอกชอบหรือบอกรักกันก็มัวแต่อ้ำอึ้งไม่กล้าบอกทั้งที่แสดงออกว่าชอบและคบหากันอยู่ ส่วนมากก็จะสร้างให้เป็นเรื่องสามเส้ามีการหึงกันหรือเข้าใจผิดกันไปกันมา แล้วก็ค่อยบอกรักในตอนกลางๆหรือตอนท้ายเรื่องเพื่อให้เป็นไคลแม็กซ์ของเรื่อง แต่ในโลกความจริง ชีวิตรักไม่มีไคลแม็กซ์ แม้กระทั่งการแต่งงานก็ไม่ใช่จุดไคลแม็กซ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้น แล้วเรื่องการบอกชอบบอกรักไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นที่เอาไว้บอกตอนท้าย แต่ตามปกติคนเราจะบอกชอบตั้งแต่เริ่มจีบ บอกแล้วจะแห้วหรือถูกตอบรับนั่นอีกเรื่องนึง ซึ่งในชีวิตจริงคนเราบอกรักบอกชอบกันตั้งแต่ประถมหรือมัธยมแล้ว ส่วนถ้าแอบชอบแต่ไม่กล้าบอกอันนั้นอีกกรณีนึง แต่สำหรับคนชอบกันปิ๊งกันคือปกติไม่มีอ้ำอึ้งอยู่แล้ว ทุกวันนี้เด็กประถมก็จีบกันเป็นแฟนคบหากันเกือบทั้งโรงเรียน

3.) ในซีรีส์ ไม่พระเอกก็นางเอกที่จะต้องมีบุคลิกเย็นชาหน้านิ่ง หรือปากร้าย ไม่หวาน ไม่รู้จักความรัก ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้บทมันดูสนุกตื่นเต้น แต่กลายเป็นว่าพอลงเอยกันแล้วกลับกลายเป็นคนโรแมนติกขึ้นมาซะงั้น แต่ในโลกความจริง ไม่มีมนุษย์คนไหนหรอกที่จะเฉยชาหน้านิ่งไม่รู้จักรักใคร แต่ถ้าเป็นคนแบบนี้จริงๆ ไม่สนความรักจริงๆ แสดงว่าเขาก็จะไม่ใช่คนโรแมนติก

4.) ในซีรีส์ พระเอกนางเอกอายุ 20 หรือ 30 แล้วแต่ยังไม่เคยจูบไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ อยู่ครองตนยิ่งกว่านักบวชโดยไม่มีเหตุผล แต่ในโลกความจริง คนส่วนมากได้เสียกันตั้งแต่วัยเรียนแล้ว มัธยมนี่เยอะมาก ประถมก็มีเยอะสมัยนี้ ส่วนมหาลัยนี่ยังไงคนก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ จะหน้าตาดีหรือไม่ดี จะมีแฟนหรือไม่ก็ตาม คนส่วนมากจะไม่มีใครทนแบกอารมณ์ได้ ต้องมีการปลดปล่อยแน่นอน ยกเว้นคนส่วนน้อยเท่านั้น แล้วก็อาจจะมีบางสังคมบางชนชาติศาสนา ที่เขามีการรักษาธรรมเนียมเคร่งครัด พ่อแม่คุมละเอียดทุกฝีก้าวจนโต และสภาพสังคมมันควบคุมกันมาแบบนั้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่สังคมไทยหรือประเทศส่วนมากที่ใช้ชีวิตเสรีแบบตะวันตก

5.) ในซีรีส์ ตัวละครต่างๆมักเชื่อมโยงมารู้จักหรือผูกพันกันโดยบังเอิญ คนนั้นเป็นพี่น้องคนนู้น คนนู้นเป็นเพื่อนคนนี้ แล้วก็โยงมาที่พระเอกนางเอกโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้มาก่อน แม้กระทั่งบ้านใกล้กัน ทุกคนรู้จักกันหมดยกเว้นพระเอกนางเอก แต่ในโลกความจริง มันเป็นไปไม่ได้ที่แต่ละคนที่เป็นเพื่อนกันหรือเป็นคนในครอบครัวแต่ไม่รู้จักคนใกล้ตัวรอบข้างของสมาชิก เพราะธรรมชาติคนเรามันจะมีการคุยกันเล่าสู่กันฟังหรือไปมาหาสู่กัน อย่างน้อยๆถ้าเวลาผ่านมายาวนาน 5 ปี 10 ปีมันย่อมมีโอกาสรับรู้ข้อมูลของคนรอบตัวแน่นอน

6.) ในซีรีส์ พระเอกนางเอกเป็นเพื่อนสนิทหรือเป็นคนคบหากันวัยเรียน แต่ผ่านไปไม่กี่ปีพอโตมากลับมีฝ่ายนึงที่จำกันไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้บทมันมีสีสันหรืออาจจะเรียกว่าเป็นส่วนนึงของน้ำเน่าก็ได้ แต่ในโลกความจริง เป็นไปไม่ได้เลยที่เพื่อนสนิทวัยเรียนจะจำกันไม่ได้ อย่างน้อยๆเพื่อนที่ลืมกันก็จะเป็นประเภทคนที่ไม่ค่อยคบหาใคร ไม่เข้ากลุ่มไม่มีสังคม หรือมาเรียนช่วงสั้นๆแล้วย้ายออกไป แต่ถ้าคนเป็นเพื่อนกันยังไงก็จำกันได้ต่อให้หน้าตาเปลี่ยนไป ยิ่งแล้วคนชอบกันหรือเป็นแฟนกันนี่ไม่มีทางลืมแน่ แค่วัย 30-40 หน้าคนเราไม่ได้เปลี่ยนมาก แต่ถ้าเกิน 50 หรือ 60 ไปแล้วว่าไปอย่าง

7.) ในซีรีส์ ปัญหาและอุปสรรคคือจะทำยังไงให้พระเอกนางเอกได้ลงเอยกัน ตกลงที่คบกันหรือขอแต่งงาน แล้วเรื่องก็จบ แต่ในโลกความจริง มันไม่มีจบ การตกลงรักกันมันคือพึ่งเริ่ม ส่วนปัญหาและอุปสรรคของความรักมันคือความแตกต่างระหว่างเพศ ความไม่ลงเอยทางความคิดและความรู้สึก ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับความแตกต่างก็มักจะไปไม่รอด เพราะชีวิตจริงต่างคนต่างเขียนบท แต่ในละครคนเขียนบทมีคนเดียว ตัวละครจึงสามารถรองรับสนองอารมณ์กันได้ลงตัว

8.) ในซีรีส์ ทุกอย่างดูง่ายไปหมดดั่งโลกนิยาย จะยากจนแค่ไหนก็มีกิน มีเวลาไปคุยกันจีบกัน มีห้องสีสันน่าอยู่ มีสะพานริมคลองบรรยากาศโรแมนติกและไม่เหม็นด้วย ส่วนถ้าเนื้อเรื่องบทคนรวย พระเอกนางเอกไปนั่งโต๊ะในร้านที่บรรยากาศดีๆแล้วคุยกันหวานๆ แต่ในโลกความจริง ต่อให้สังคมไฮโซคู่รักเขาก็ไม่ได้ทำมาดนิ่งใส่กัน นั่งดื่มบรรยากาศดีๆและสวมแหวนหรือมอบเครื่องประดับให้แบบหวานๆ

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็เพื่อจะบอกว่า ในชีวิตจริงอย่าได้คิดจินตนาการไปว่ามันจะเหมือนในซีรีส์ เพราะจะทำให้เราไม่เข้าใจโลก ไม่เข้าใจคนอื่น ไม่เข้าใจชีวิตและเลือกเดินทางผิดๆ

ในโลกความจริงไม่มีหรอก ผู้หญิงปากร้ายแต่ใจดี เปรี้ยวซ่าแต่ไร้เดียงสาบริสุทธิ์ผุดผ่อง

อย่าไปคิดว่าผู้หญิงจะเป็นเหมือนนางเอก ผู้ชายจะเป็นเหมือนพระเอก อย่าไปจินตนาว่าในโลกนี้จะมีคนอายุ 30 ที่ไม่ผ่านการชอบใครหรือรักใคร เย็นชาไม่รู้จักความรัก คนส่วนมากต่างมีความรู้สึกกันมาทั้งนั้นอยู่ที่ว่าจะเคยผ่านการคบหากันหรือไม่เท่านั้นเอง ซึ่งปกติก็จะมีแต่คนที่หน้าตาไม่ดีเท่านั้นที่หลุดรอดจากการมีแฟนมาได้

ความจริงประการหนึ่งคือผู้ชายที่ไม่สนใจเรื่องความรัก ไม่หวานโรแมนติก อย่าหวังว่าคนลักษณะนี้จะเป็นคนดีที่เย็นชาเหมือนในซีรีส์ คนไม่หวานไม่สนความรักก็จริงแต่ส่วนมากผู้ชายจะสนใจในเรื่องกาม

หรือถ้าประเภทเรื่องความรักก็ไม่สน เรื่องกามก็ไม่สน อยู่มาจน 20 – 30 ไม่มีผู้หญิงเลย ก็อย่าหวังว่าจะได้รับความอบอุ่นหรือโรแมนติกจากคนลักษณะนี้ เพราะเขาเป็นคนที่สนใจแต่ตัวเอง อาจจะบ้าเกมหรือมีเรื่องที่ชอบและหมกมุ่นจนไม่สนโลก ถ้าจะมีความรักก็เป็นเพราะตัวเองเหงาและอยากมีผู้หญิงมาเคียงข้าง แต่เขาดูแลผู้หญิงไม่เป็นนะ แต่ข้อดีก็คือ ถ้าคุณได้คนเย็นชาไม่หวาน ถึงจะไม่โรแมนติกแต่เขามักจะเป็นคนไม่เจ้าชู้ เพราะผู้ชายที่หวานเก่ง พูดเก่งเอาใจเก่ง มีความเข้าใจและมีวิธีสร้างความประทับใจผู้หญิง โปรดทราบว่า 99% คือคนเจ้าชู้ สับรางเก่ง และมีประสบการณ์ในการชนะใจผู้หญิงมาเยอะ

…นี่แหละโลกแห่งความจริง

รักให้มีความสุข อย่าฟังคนอื่นเป่าหู

เราเห็นกันมาในซีรีส์มากมายที่พระเอกนางเอกต้องเข้าใจผิดกันแยกกันด้วยกับคำพูดคนอื่น ส่วนมากก็ไม่ได้มาจากคนที่อิจฉามุ่งร้าย แต่มาจากคนที่เป็นห่วงและหวังดี เพียงแต่เขารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งในชีวิตจริงก็มีเหมือนกัน

คู่แต่งงานนั้นถือเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน การนำเรื่องข้างในออก นำเรื่องข้างนอกเข้า จะทำให้ครอบครัวสั่นคลอนได้

อย่าให้คนนอกต้องมาคอยตัดสินหรือแนะนำว่าอย่างไรถึงจะดีหรือไม่ดีกับเรา ให้ครอบครัวของเรามั่นคงก็เป็นพอ

มีตัวอย่างจากกรณีที่แย่สุดๆคือ ถึงแม้ฝ่ายชายจะเป็นสามีที่ไม่ดี แต่ภรรยาไม่ฟังคำพูดของคนนอก ผลตอบแทนก็คือภรรยาเป็นฝ่ายมีความสุขเนื่องจากไม่รับรู้ความเลวร้ายของสามี

เคสนี้มีเรื่องราวอยู่ว่าสามีไปมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับผู้หญิงในที่ทำงาน เพื่อนของภรรยารู้เข้าก็เลยมาเล่าให้ฟังด้วยความหวังดีเพราะไม่อยากให้เพื่อนโดนหลอก แต่ตัวภรรยายืนกรานที่จะไม่เชื่อ ผลออกมาก็คือเธอทำตัวดีกับสามีเหมือนเดิม ไม่ระแวงสงสัยอะไร สามีก็ทำดีเหมือนเดิมแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรกระทบครอบครัว (…แต่ถ้าสามีไม่หยุดพฤติกรรมแบบนี้ อนาคตก็เป็นอีกเรื่องนึง)

นี่คือเคสที่แย่สุดๆ แต่ที่ยกมาเพื่อจะบอกว่า แล้วสำหรับกรณีคู่รักที่ไม่ได้มีเรื่องเลวร้ายแบบนี้หละ ฝ่ายชายที่ไม่นอกลู่นอกทาง ฝ่ายหญิงก็ไม่ได้นอกลู่นอกทาง ถ้าไม่สนใจคำพูดคนนอก การมีความรู้สึกกับคู่รักในทางลบก็จะลดลง

ลำพังระหว่างคู่รักก็ย่อมมีความไม่พอใจกันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว มีความแตกต่างทางความคิดและความรู้สึก มีเรื่องที่ต้องอดทนกันก็มากพอ จึงไม่ต้องไปรับความคิดทางลบมาจากคนนอกให้เพิ่มเข้าไปอีก เท่านี้ความรักก็จะมั่นคงขึ้น

“คอสตาซ ซิมิคาส” ว่าที่แบ็คซ้ายตัวใหม่ลิเวอร์พูล

..แล้วนอริชจะรู้ว่า ไม่มีใครซื้อจามัล ลูวิส 20 ล้าน..

สื่อทุกสำนักเผยตรงกันว่า ลิเวอร์พูลสนใจแบ็คซ้ายวัย 22 ปีของนอริชก่อนเป็นอันดับแรก โดยยื่นไปที่ 10 ล้านปอนด์ ทางนอริชก็ไม่ขาย ยืนยันที่ 20 ล้านปอนด์ ซึ่งจะแอดออนยังไงก็ไม่เอา แต่ทางลิเวอร์พูลก็ประเมินราคาไว้แค่นั้นไม่ใช่เหตุผลว่าเงินไม่พอ แต่ด้วยกับระดับของฝีเท้าและแผนการใช้งานที่จะเป็นนักเตะสำรอง มันไม่ต้องลงทุนไปมากกว่านั้น

นี่ก็เป็นเรื่องปกติเลยว่านักเตะสัญชาติอังกฤษมักจะถูกตั้งราคาสูงเกินไปเป็นเท่าตัว และนักเตะในลีกอังกฤษเองก็เหมือนกันถึงจะสัญชาติอะไรแต่ถ้าเล่นในสโมสรอังกฤษแล้วราคาจะสูงเว่อร์ เลยทำให้นักเตะอังกฤษไม่ค่อยได้ย้ายไปไหน อย่างแฮรี่ เคนก็คงไม่มีใครซื้อไปจนแก่ทั้งที่ใครๆก็อยากได้ ยกเว้นว่าจะมีทีมบ้าๆเกิดอยากอวดรวยขึ้นมา แต่ในช่วงพิษเศรษฐกิจโควิดอย่างนี้สโมสรรวยๆก็ยังคงคัดเฉพาะนักเตะที่จำเป็นต้องซื้อเท่านั้น

ดีลของจามัล ลูวิสเป็นอันต้องหล่นไป น่าเสียดายแทนดาวรุ่งคนนี้ เพราะถ้าได้มาพัฒนากับเจอร์เก้น คล็อปป์ก็อาจจะกลายเป็นแบ็คซ้ายแถวหน้าได้เลย ซึ่งลูวิสมีสิ่งที่ต้องพัฒนาอีกในเรื่องของการจับบอลคอนโทรลบอลและการครอสบอล

แต่ก็กลายเป็นว่าลิเวอร์พูลโชคดีไปที่ตัวเลือกอันดับสองดันใกล้บรรลุผล นั่นก็คือ “คอสตาส ซิมิคาส” นักเตะกรีซของโอลิมเปียกอสวัย 24 ปี ซึ่งฝีเท้าและผลงานถือว่าดีกว่าจามัล ลูอิส ก็เหมาะที่จะมาเป็นแบ็คอัพสำรองของแอนดี้ โรเบิร์ตสัน โดยที่ราคาไม่แพงด้วย สื่อทุกสำนักยืนยันว่าตกลงค่าตัวกันได้ที่ 11.75 ล้านปอนด์

ทำให้ดีลนี้ค่อนข้างแน่นอนไม่มีอะไรผิดพลาด ก็ทำให้ลิเวอร์พูลไม่ต้องกังวลเรื่องอะไหล่แบ็คซ้าย จะเหลือก็แต่อะไหล่ตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่ต้องหามาแทนเดยัน ลอฟเรนที่ย้ายออกไปแล้ว

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

บาร์ซ่าก็ยังคงความเป็นบาร์ซ่า / เล่นบอลสวยงามเป็นเอกลักษณ์

จะกี่ยุคกี่สมัยไม่ว่าจะปีที่ประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม บาร์เซโลนาก็ยังคงเอกลักษณ์สไตล์การเล่นฟุตบอลที่สวยงามเนียนตา เหมือนเป็นนโยบายของสโมสรและความนิยมของแฟนๆ บาร์ซ่าจึงคัดมาแต่กุนซือที่สามารถสร้างสไตล์การเล่นที่คลาสสิคได้ เรียกว่าความสวยงามต้องมาควบคู่กับชัยชนะ

ถ้าบอลสวยอย่างเดียวแต่ไม่ได้แชมป์ สโมสรไม่เอาไว้ หรือใครที่มุ่งได้แชมป์อย่างเดียวไม่เอาความสวยงาม สโมสรก็จะไม่เอามาคุม เช่นสไตล์ของมูรินโญ่, ซิมิโอเน่ เหล่านี้บาร์ซ่าไม่มีทางมาเอามาเป็นผู้จัดการทีมแน่

ตั้งแต่ช่วงแรกของฟุตบอล UCL ฤดูกาล 2019/20 นี้ ก็คิดว่าบาเยิร์นน่าจะเป็นเต็งหนึ่งเพราะฟอร์มโหดมาตลอด ส่วนแมนซิตี้ก็ผ่านมาแต่ทีมอ่อน พึ่งจะมาโชว์ฟอร์มตอนเขี่ยมาดริด แต่พอมาพิจารณาบาร์เซโลนา ปีนี้มาแบบเงียบๆก็จริงแต่ดูไปแล้วสไตล์การเล่นเขาไม่ธรรมดา "เซเตียน" ผู้จัดการทีมที่ดูหน้าตาธรรมดาไม่โดดเด่น แต่ระบบการเล่นของเขาถือว่าคลาสสิคมากถึงจะพึ่งคุมได้ไม่นาน น่าเสียดายว่า บาร์ซ่า-บาเยิร์น ไม่ได้เจอกันนัดชิงแต่ดันมาเจอกันเร็วตั้งแต่รอบ 8 ทีม ใครตกรอบไปก็น่าเสียดาย คิดว่า 2 ทีมนี้เหมาะสมกับตำแหน่งแชมป์ UCL มากจากฟอร์มการเล่นที่ผ่านมา

กองกลางชุดนี้อาจไม่ไร้เทียมทานเหมือนสมัยซาบี เอร์นานเดซ, อีเนียสต้า แต่ว่าก็เล่นบอลครองบอลเนียนตาเหมือนกันโดยเฉพาะเดอ ยอง

บาร์ซ่ายุค "เป๊ป กวาร์ดิโอล่า" มีช่วงนึงที่ใช้ระบบ Tiki-Taka อย่างหนัก นักเตะชุดนั้นและสไตล์การเล่นของบาร์ซ่าถูกเอาไปในทีมชาติสเปนจนได้แชมป์ฟุตบอลโลก 2010 (ถึงแม้จะใช้โดยอดีตกุนซือมาดริดอย่างเดล บอสเก้) สไตล์นั้นสวยงามเร้าใจมาก หลายๆทีมในระดับสโมสรและทีมชาติก็เอาไปใช้ แม้กระทั่งทีมชาติไทยสมัย "โค้ชซิโก้" คุมทีมก็ยังใช้ แต่พอดีว่า Tiki-Taka มีจุดอ่อนและใช้จังหวะเปลืองเกินไป จึงทำให้ต่อมาก็เลิกนิยมไป (ส่วนปัจจุบันเกือบจะทุกสโมสรบนโลกใช้ระบบเพรสซิ่งแบบเจอร์เก้น คล็อปป์)

คิดไปแล้วก็งงว่าที่จริงตัวเราน่าจะเป็นแฟนบาร์ซ่ามากกว่าแฟนลิเวอร์พูลซะอีก แต่อาจเป็นเพราะในยุค 80 เราดูบอลอังกฤษและลิเวอร์พูลมาก่อน แล้วก็ชอบสไตล์บอลคลาสสิคของลิเวอร์พูล เป็นทีมเดียวในอังกฤษที่เล่นบอลกับพื้น ซึ่งคงเอกลักษณ์มาถึงยุค 90 ไม่งั้นเราก็คงจะเป็นสาวกบาร์ซ่าไปแล้ว

ฤดูกาลนี้ถึงบาร์ซ่าจะพลาดแชมป์ลีกในประเทศไป แต่ก็ยังมีลุ้นกับถ้วยยุโรปถ้าผ่านบาเยิร์นไปได้

[ โดย โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

เด็กใหม่ “Girl From Nowhere” (2018) ซีรีส์ยอดเยี่ยมที่สุดของไทย

ถ้าเห็นจากภาพเป็นเด็กมัธยมแล้วนึกว่าจะเป็นหนังแนวเด็กวัยรุ่น ต้องบอกว่าไม่ใช่เลย มันเป็นแนว Thriller ที่เยี่ยมยอดมากในด้านของเนื้อหา ส่วนฉากฆาตกรรมโหดอาจไม่มีเหมือนเรื่องอื่น (แต่แน่นอนว่ามีเนื้อหาเรื่อง Sex ที่ไม่เหมาะกับเด็ก)

แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะให้อารมณ์แบบหนัง Net I Die, อวสานโลกสวย, ฉลาดเกมโกง อะไรแบบนั้น แต่สำหรับเรื่อง “เด็กใหม่” (หรือที่คนชอบเรียกกันว่า “แนนโน๊ะ”) จะมีเนื้อหาที่ล้ำลึกมากกว่าการให้อารมณ์แบบเคียดแค้น โรคจิตแบบไม่มีเหตุผล หรือลุ้นระทึกอย่างเดียว

เรื่องนี้จะฉายภาพด้านมืดของจิตใจคน ซึ่งใน ep แรกๆก็ยังไม่เท่าไหร่ จะเป็นเรื่องของคนประเภทมือถือสากปากถือศีลทั่วไป แล้วก็คนที่ริษยาแข่งขันกับคนอื่น แต่ ep ต่อๆมาเริ่มเจาะเข้าไปถึงคนประเภทที่รักความถูกต้อง ยึดถือความยุติธรรม ที่จริงแล้วก็แค่คนที่อัตตาสูง ถือว่าตัวเองถูกต้องหรือคิดว่าตนเป็นคนดีกว่าคนอื่น คนที่รู้สึกว่าตนเองถูกกระทำเอาเข้าจริงก็สามารถเป็นฝ่ายที่กระทำต่อคนอื่น

ตัวละคร “แนนโน๊ะ” ที่ถูกทิ้งปริศนาไว้ว่าจะเป็นคนที่มีความสามารถเหนือคนหรือเป็นผีปีศาจกันแน่นั้น เป็นตัวดำเนินเรื่องโดยจะเป็นคนลงโทษหรือสั่งสอนคนที่ทำชั่วตามด้านมืดของจิตใจ มีทั้งคนที่ขโมยของรักของคนอื่น คนที่สร้างภาพอวดคน ฯลฯ

และปิดด้วย ep ท้ายๆที่ให้อารมณ์แบบดาร์กๆหดหู่กับสังคมบนโลกแห่งความเป็นจริง อย่างเช่น “โรงเรียน” ซึ่งเป็นระบบการศึกษาและสถาบันที่สังคมมองกันว่ามีไว้สำหรับพัฒนาคน การมีมิตรภาพและความสนุกสนาน แต่จริงๆแล้วมันคือสถานที่แห่งความหลอกลวง มีสิ่งต่างๆมากมายที่ดึงให้ผู้คนแอบแฝงการแข่งขันกันในใจ แล้วก็สำหรับคนหลายคนนั้น โรงเรียนไม่ใช่ความทรงจำดีๆในวัยเด็กเลย แต่เป็นช่วงเวลาที่สร้างปมร้ายๆในชีวิตซะมากกว่า

คำเตือน : ตัวแนนโน๊ะเองก็มีมาตรฐานถูกผิดตามที่ผู้สร้างบทวางมา ฉะนั้นมันไม่ใช่ความถูกผิดทางศีลธรรมหรือทางกฎหมาย ผู้ชมก็ต้องใช้วิจารณญาณ รับชมเพียงความบันเทิงเท่านั้น แต่เอาจริงๆมันก็ได้แง่คิดไม่ใช่น้อยกับการขยี้เบื้องลึกในจิตใจมนุษย์

“ประเทศกูมี..มานานแล้ว” / IO , เผด็จการ , กะลาครอบ

ขนมสลิ่ม, สัตว์ไถนาสีแดง, ผลส้มเน่า

คนรุ่นใหม่ที่นิยมธนาธร หรือเรียกว่าสีส้ม ส่วนมากก็คือคนที่ไม่ได้สนใจหรือเป็นฝ่ายของการเมืองเก่า ก็จะเป็นคนสมัยใหม่ที่อุดมการณ์ออกไปทางหัวใหม่หัวก้าวหน้า ที่เขาไม่ชอบความไม่อิสระ การถูกคุมมากเกินไป ไม่ชอบอำนาจเบ็ดเสร็จที่ไม่โปร่งใส แต่กับส่วนนึงก็คือฝ่ายแดงเก่านี่หละ

จะลองแยกแยะให้เห็นภาพดังนี้ สมมุตินะ คุณลองโพสต์ให้คนมาตอบหรือมาโหวตว่า หากมีตัวเลือกนายก 2 คน คือทักษิณ กับธนาธร ว่าจะเลือกใครเป็นนายก ?

ถ้าตอบว่า “ทักษิณ” นั่นแหละฝ่ายการเมืองเก่า สาวกชาวสีแดง ที่ถูกฝ่ายตรงข้ามเรียกว่าสัตว์ไถนาสีแดง แต่ถ้าตอบว่า “ธนาธร” อันนี้แหละคือฐานคนรุ่นใหม่สีส้ม หัวใหม่จริง ประชาธิปไตยจริง แต่นอกจากจะต้านรัฐบาลตู่ร่วมกันแล้ว มันมีจุดจูนเชื่อมกันในประเด็นของแนวคิดทางการเมือง คืออยู่ฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม และบรรดาแกนนำก็มีหัวต่อต้านสถาบันด้วย

แล้วจะมาใช้วาทกรรมว่า “ไม่ได้ชังชาติ แต่ชังรัฐบาล” อะไรก็เหอะ นั่นก็เพราะนิยามของความว่าชาติมันไม่ตรงกับฝ่ายอนุรักษ์ ที่เขาถือว่าบางเรื่องห้ามแตะ ห้ามมีการเปลี่ยนแปลง

ในที่นี้จะไม่ตัดสินนะว่าแนวคิดไหนผิดถูก คือมันเป็นความนิยมที่ต่างกัน แต่จะเท้าความว่าที่มาที่ไปเดิมๆเนี่ย คนรักทักษิณเขาไม่ใช่คนนิยมประชาธิปไตยนะ เดิมทีคุณทักษิณก็เข้ามาแบบเผด็จการรัฐสภา สส.เกือบทั้งสภาจะกี่พรรค คุณทักษิณเลี้ยงดูปูเสื่อหมด กลายเป็นเผด็จการรัฐสภา ครองเสียงส่วนใหญ่ในสภา จะออกมติ ร่างกฎหมายอะไรก็ได้ เลือกตั้งกี่สมัยก็ได้เป็นนายก เพราะฐานคะแนนจะกี่พรรค กี่สส.ตามท้องถิ่น คนของทักษิณหมด ไม่ต่างกับรัสเซียหรือตุรกี เป็นประชาธิปไตยเพียงในนามเท่านั้น

คนรักทักษิณหรือสาวกทักษิณ ก็คือคนที่ยอมรับในเผด็จการอำนาจนิยมเหมือนกัน หรือยอมรับในการสืบสันตติวงศ์ ยินยอมพอใจให้ผูกขาดอำนาจไว้กับคนหนึ่งคนใด รักทั้งตระกูล ไม่ต่างอะไรกับที่คนรัสเซียรักปูติน หรือคนเกาหลีเหนือรักตระกูลคิม (ไอ้ที่ลือออกมาว่า คนเกาหลีเหนือถูกกดขี่ อยากหนีออกนอกประเทศอันนั้นมีแต่เป็นส่วนน้อย แล้วปกติชาวโลกก็จะรู้แต่ Fake news จากสื่อตะวันตกมาอีกทอดนึง จริงๆคนเกาหลีเหนือเขาเลื่อมใสในระบอบของเขา)

ลักษณะที่ประชาชนรักผูกขาดคนหนึ่งคนใดหรือตระกูลใด อย่างเกาหลีเหนือหรืออย่างสาวกทักษิณนี่ คือเขาเต็มใจ เขายอมรับในอำนาจเบ็ดเสร็จ เหมือนที่สมัยก่อนคนรักราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์จิ้น คนรักตระกูลยอร์กก็สู้ถวายหัว คนรักตระกูลแลงแคสเตอร์ก็สู้ถวายหัว อะไรทำนองนั้น ก็ไม่ต่างกับฝ่ายขนมสลิ่มที่ยินยอมและภาคภูมิที่จะปกป้องสถาบัน หรือฝ่ายแดงที่สู้เพื่อตระกูลชิน

ทุกวันนี้ฝ่ายสีแดงเขาก็มีความพยามอย่างมากที่จะโปรโมทคุณทักษิณโดยอาศัยจังหวะว่ารัฐบาลนายกตู่มีผู้คนเบื่อหน่ายหรือคนบ่นเรื่องเศรษฐกิจกันมากมาย ทีนี้สาวกคุณทักษิณก็มาละ ออกมาโฆษณาชวนเชื่อว่า สมัยคุณทักษิณไม่มีคนจน ไม่มีหนี้ ถ้าคุณทักษิณบริหารเมืองไทยจะแก้ปัญหาโควิดได้ดีกว่านี้ ! (ว่ากันไปนั่น)

เลยต้องมาขอทวนให้ว่าสมัยนั้นที่ประชาชนเขาไล่ทักษิณก็เพราะต่อต้านอำนาจเบ็ดเสร็จนี่แหละ โปรโมทผลงานออกสื่อทุกวัน “นายกคุยกับประชาชน” พูดฝ่ายเดียว ห้ามมีฝ่ายค้าน พอมีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ไม่ให้สื่อเล่นข่าวเยอะ ไปเล่นข่าวหมีแพนด้าแทน (ตอนนั้นไทยพึ่งซื้อแพนด้ามาจากจีน) อีกครั้งนึงก็ปล่อยข่าวจะซื้อลิเวอร์พูลบ้าง ทั้งที่ก็ไม่ได้ซื้อจริงตอนนั้น แล้วภายหลังถึงไปซื้อแมนซิตี้ ขณะที่ระบบศาลก็เชื่อถือไม่ได้ คนของทักษิณหมด

นักวิชาการคนไหนออกมาวิจารณ์ก็บอก “แผ่นเสียงตกร่อง” ซึ่งไม่มีคำพูดนักวิชาการคนไหนได้ออกสื่อเลย คือเผด็จการเบ็ดเสร็จ (อีกมุมนึงคือคนชมว่ามีความเป็นผู้นำที่เด็ดขาด) ขึ้นศาลเรื่องคอรัปชั่นก็ชนะ เป็นวาทกรรมคำตัดสินของศาลที่สะท้านเมืองมาก “บกพร่องโดยสุจริต” ! เห็นมั้ยไม่ใช่ว่าพึ่งจะยุคปัจจุบันที่รัฐบาลคุมศาลได้ สมัยก่อนนู้นศาลก็อยู่ในอำนาจรัฐบาล

ใครวิจารณ์เรื่องคอรัปชั่น คุณทักษิณก็ไปปิดรายการเขา อย่าง “เมืองไทยรายสัปดาห์” ของคุณสนธิ ลิ้ม จนเขาไปทำ ASTV เผยแพร่ทางเคเบิ้ล ก็พยามตามไปปิด จนกลายเป็นเกิดม็อบต้านรัฐบาลขึ้นมา คุณทักษิณก็ตั้งม็อบมาสู้ มีถึงขั้นบุกเคเบิ้ลท้องถิ่นไปยิงเจ้าของตายก็มี บุกไปทุบตีม็อบฝ่ายต้านรัฐบาล นี่หละรัฐประหารมันจึงเกิด

ตอนนั้นถ้าคุณทักษิณไม่บริหารแบบเผด็จการ ใครอยากวิจารณ์ก็วิจารณ์ไป สนธิ ลิ้มพูดไรก็พูดไป แถมเฟซบุ๊กก็ไม่มี ไม่มีเกรียนโซเชียล พวก Fake News ก็แทบไม่มี กระจายยาก ปัญหาประชาชนฆ่ากันก็ไม่เกิด

อย่างทุกวันนี้ รัฐบาลมาจากอำนาจเบ็ดเสร็จเหมือนกัน แต่มันต่างกันตรงที่ สมัยนี้เขาไม่ตั้งม็อบมาตี เขาสู้กันผ่านอินเตอร์เน็ต ฝ่ายนึงตั้งกลุ่มตีรัฐบาลทางโซเชียล ฝ่ายรัฐบาลก็ตั้ง IO มาตีกลับ

ธนาธรจัดชุมนุมสงบเรียบร้อยก็จบไป ใครวิจารณ์ก็ว่าไป คนเขาจะพิจารณาข้อมูลที่คุณพูด ก็เหมือนม็อบมือตบหรือม็อบเสื้อเหลืองนั่นแหละ ตอนแรกเขาก็มีแต่นักศึกษามาฟัง มีคนแก่มาฟัง สงบเรียบร้อย แต่พอคุณทักษิณไปตั้ง “คาราวานคนจน” มาตีเสื้อเหลือง คราวนี้มันเลยมีการปะทะแล้วทำให้มีข้ออ้างให้รัฐประหาร ซึ่งเป็นรัฐประหารที่ชาว กทม.พอใจยินดีมาก ตอนนั้นถ้าคุณทักษิณปล่อยให้มีม็อบประท้วงวิจารณ์ได้ไม่ต้องตั้งกลุ่มไปตี ตัวเองก็คงไม่เสียอำนาจไป

หลังรัฐประหารก็ตั้ง นปก.มาลุย คราวนี้แหละทั้งเหลืองทั้ง นปก.ต้องพกอาวุธกันละ เขาต้องจ้างทั้งนักรบนักเลงมาคุมม็อบ ยิ่งพอสมัย นปช. เสื้อแดง สองฝ่ายนี่กลายเป็นกองทัพดีๆนี่เอง เล่นอาวุธหนักใส่กันเลย มีอาวุธสงครามครบมือ

แต่ทุกวันนี้สถานการณ์บ้านเมืองต่างกันลิบ โดยที่ 80% เรื่องการเมืองในโซเชียลจะเป็นการโจมตีรัฐบาลตู่ นักร้องแต่งเพลงด่ารัฐบาลเต็มไปหมด ไม่ถูกปิด ไม่ถูกจับ แต่รัฐบาลแค่ใช้วิธีหนามยอกหนามบ่ง คือจัดตั้งกลุ่มตอบโต้ทางโซเชียล ซึ่งมันก็ไม่ดีตรงที่ต่างฝ่ายต่างมี Fake news ทั้งคู่

สมัยนั้นนักวิชาการฝ่ายนิยมประชาธิปไตย ฝ่ายเสรีหรือหัวก้าวหน้าเนี่ย เขาก็ต้านทักษิณกัน แต่พอหลังจากรัฐประหาร 49 เท่านั้นหละมันเริ่มจัดฝ่ายแบ่งฝ่ายกันใหม่

ฝ่ายก้าวหน้าก็เริ่มเห็นละว่า ขั้วตรงข้ามทักษิณเนี่ยเป็นหัวอนุรักษ์นิยม แล้วก็ยอมรับในเผด็จการด้วย ถ้าเผด็จการนั้นจะปกป้องสถาบันชาติ แต่ทักษิณนี่เป็นหัวก้าวหน้า เรื่องสถาบันชาติไม่สำคัญ สำคัญที่เสรีประชาธิปไตยต้องมาก่อน

ฝ่ายก้าวหน้าอย่างครอบครัวและผู้สนับสนุนทักษิณ ก็เช่นสื่อ Voice (ที่มีคุณช่อเข้าไปทำ) หรือคนหัวใหม่อย่างจอห์น วิญญู อะไรเหล่านี้ก็เลยมาเป็นฝ่ายเดียวกัน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าเป็นคนไม่ดีนะ ไม่ได้มาชี้ว่าใครดีใครชั่ว แค่มาชี้ให้เห็นว่าใครมีอุดมการณ์แนวคิดแบบไหน

ค่ายของฟ้าเดียวกันอะไรต่างๆ เหล่านี้มันก็มาจูนเข้ากับคนยุคใหม่อย่างพลพรรคของคุณธนาธรแล้วก็แฟนคลับทั้งหลาย มันถูกสเป็คกัน เรียกว่าเป็นยุคของเขาพอดี คือคนยุคใหม่เขาไม่ค่อยสนใจเรื่องอนุรักษ์นิยมอะไรอยู่แล้ว

นักร้องวง Rap Against Dictatorship ตอนนั้นก็ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ใช่ว่าต่อต้านเฉพาะรัฐบาลเผด็จการคสช. “เผด็จการรัฐสภาเราก็ต่อต้าน” เห็นมั้ย (แต่อยากให้แสดงจุดยืนให้ชัดกว่านี้) แสดงว่าเขาไม่พอใจบ้านเมืองมาตลอด เพียงแต่รวมเอาทุกอย่างมาลงในเพลงเดียว มันกลายเป็นว่าเอาเรื่องสกปรกของทุกเรื่องเมืองไทยมาลงที่รัฐบาลตู่อย่างเดียว เป็นมโนเหมารวมแล้วเอามาลงที่แพะตัวเดียว

ทุกวันนี้ใครคดใครโกงมาลงที่รัฐบาลตู่หมด ก็นับว่าเป็นจังหวะของแกพอดี ลำพังแค่นาฬิกายืมเพื่อนและทีมงานแย่ๆก็ต้านกระแสประชาชนไม่ไหวแล้ว ไหนจะเรื่องต่างๆที่มันมีในเมืองไทยมาตลอดอยู่แล้ว อย่างกรณีกระทิงแดง (ผิดถูกด้านกฎหมายไม่พูดถึง เพราะกฎหมายมีหลายมุม) แต่เรื่องมันมีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลปูแล้ว ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับรัฐบาล มันเป็นเรื่องของประเทศไทย เหมือนกับเรื่องคอรัปชั่น หรือเรื่องคนจนคนติดหนี้ มันก็เป็นแบบนี้มาทุกสมัย ไม่งั้นเสือ ธนพลจะแต่งเพลง “ชีวิตหนี้” ทำไม ไม่มียุคไหนหรอกที่คนไทยไม่จน

อย่างที่เรารู้กันดีว่าคุณจั๊ดช่อง One เป็นสื่อแบบหัวกลางๆ เรื่องไหนโจมตีรัฐบาลเขาก็โจมตีหนัก เรื่องไหน Fake news เขาก็แจงให้ นี่เป็นการอธิบายตอบโต้เนื้อหาเพลง “ประเทศกูมี” แบบชัดทุกประเด็น ว่าอันไหนตรงไม่ตรง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น