เสพข่าวทุกวันทำให้โง่ ไม่ได้ทำให้ฉลาดรอบรู้

ชีวิตประจำวันคนเรามันจะเซ็งๆ ถ้าไม่มีอะไรบันเทิงผ่านเข้าหูเข้าตาเลย ดังนั้นการได้เปิดอะไรดูให้เห็นความเป็นไปบนโลกนี้มันก็แก้เซ็งได้เหมือนกัน

การดูข่าวแก้เซ็งโดยไม่ใส่ใจเนื้อหามันก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการไปเสพให้มันครอบงำความคิดและจิตใจ ทุกอย่างที่สนใจก็อยู่ที่สื่อป้อนให้คิดไปทิศทางนั้น

นักข่าวก็แค่คนที่พยามหาเรื่องที่ขายได้มาแข่งกันนำเสนอสำนักข่าวของตน เรื่องมูลน้อยก็ใส่สีให้มันเยอะ เรื่องมีแค่น้ำก็ปั้นให้เป็นตัวขึ้นมา ชงเองตบเอง สื่อมวลชนก็แค่ว่าต้องหาอะไรมานำเสนอทุกวัน ไม่มีข่าวก็ต้องทำให้มันมีขึ้นมา ต้องทำให้มันมีเรื่องมีประเด็นทุกวัน

สื่อตะวันตก ถ้าเมื่อใดที่ไม่มีข่าวจะเล่น ก็จะใช้มุกเดิมๆฆ่าเวลา โปรโมทวัฒนธรรมตัวเองให้ชาวโลกเดินตาม ทำลายวัฒนธรรมอื่น โฆษณาชวนเชื่อเรื่องกฎหมายและจารีตของตัวเอง แล้วก็บลัฟของคนอื่น บลัฟอาหรับบ้าง บลัฟมุสลิมที่นู่นที่นี่บ้าง พยามโจมตีกฎหมายและวัฒนธรรมที่มันไม่ตรงกับตัวเอง หรือถ้าหมดมุกหมดเรื่องแล้วจริงๆ ก็จะไปเล่นเรื่องสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติและสัตว์โลก

ส่วนสื่อไทยก็ชอบเล่นเรื่องนินทาชาวบ้าน ใครทำผิดทำถูก เอาประเด็นคนนู้นคนนี้มาให้สังคมตัดสิน มาให้คนเสพข่าวทำหน้าที่เป็นศาลเตี้ยคอยวิพากษ์วิจารณ์ หรือประเภทบิวด์อารมณ์ให้ต่อต้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม คนรวยเอาเปรียบคนจน คนรวยไม่ต้องติดคุก ข่าวอะไรประเภทนี้ก็จะขายดี

เนื่องจากเมืองไทยประชากรส่วนมากก็ยากจน เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ดังนั้นหนังละคร เพลง หรือข่าว ที่เอาใจคนจน ตัดพ้อชะตาชีวิต ฉายภาพความไม่ยุติธรรมของชีวิต หรือเชือดเฉือนคนรวย เรื่องทำนองนี้ก็จะขายดี

คนจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อสังคม เป็นเหยื่อของสื่อมวลชน และเป็นผู้ที่กลายเป็นข่าวในชีวิตประจำวันของผู้คน ถูกคนในสังคมนินทา ถูกคนในสังคมตัดสินวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งมีเหยื่อตั้งแต่ระดับชาวบ้านโนเนมไปจนถึงคนมีชื่อเสียงในสังคม

วันนึงคนที่เคยเป็นศาลเตี้ยตัดสินคนอื่นบนหน้าจอ ก็อาจจะกลายเป็นจำเลยของสังคมซะเอง หากเราไม่เรียนรู้วิธีการป้องกันตัวเองก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของสื่อมวลชนเอาได้

“หนูนา” หนึ่งธิดา โสภณ กับชีวิตสาวกหงส์แดง

นอกจากจะเป็นศิลปินและนักแสดงมากความสามารถแล้ว หนูนายังมีชีวิตในอีกมุมที่เป็นแฟนตัวยงของทีมลิเวอร์พูล

หนูนาชอบ “สตีเว่น เจอร์ราร์ด” อดีตกัปตันทีมเบอร์ 8 เป็นพิเศษ

ปี 2014 แฟนๆลิเวอร์พูลลุ้นหนักเพราะเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ลีก แต่สุดท้ายก็ชวดแชมป์ผิดหวังกันไป

“สตีวี่ จี” กัปตันทีมชุดแชมป์ยุโรป 2005 สุดท้ายก็คว้าแชมป์ลีกไม่สำเร็จและต้องอำลาทีมไปในปี 2015

คนแวดวงสื่อ แฟนลิเวอร์พูลตัวยงทั้ง 2 คน
หนูนา-สรยุทธ

ลิเวอร์พูลมาได้แชมป์ยุโรปอีกครั้งเป็นสมัยที่ 6 เมื่อปี 2019 หนูนาก็เลยโพสต์ฉลองซะหน่อย

หนูนาเดินทางไปเยือนสนามแอนฟิลด์ ยุคนี้เป็นยุคที่ลิเวอร์พูลกำลังกลับมาทวงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่

ตัวหนูนาเองก็เป็นมุสลิมเหมือนซาล่าห์ด้วยนะ

ในที่สุดลิเวอร์พูลก็มาได้แชมป์ลีกอีกครั้งจนได้ กว่าจะสำเร็จต้องใช้เวลารอคอยถึง 30 ปี กับแชมป์พรีเมียร์ 2020

หนูนาร่วมโพสต์ฉลองแชมป์พรีเมียร์
คลิปหนูนาเดินชมสนามแอนฟิลด์

เสื้อใหม่ไนกี้ “ลิเวอร์พูล” 2020/21 กับที่มาของแถบสีเขียวบนขอบเสื้อ

มีบางคนแสดงความเห็นว่าเพจนี้เชียร์ลิเวอร์พูลแล้วทำไมไม่ตั้งชื่อว่า “เพจลิเวอร์พูล” หรือ “ตำนานลิเวอร์พูล” ?

คำตอบ :

เหตุผลข้อแรก คือ ทางเพจต้องการจะนำเสนอเรื่องราวของทีมอื่นด้วย เพียงแต่จะนำเสนอเรื่องของลิเวอร์พูลเยอะหน่อย รวมถึงความคิดเห็นในมุมที่เป็นกระบอกเสียงสำหรับแฟนลิเวอร์พูล

เหตุผลข้อสอง คือ มันไม่มีกติกาว่าเป็นแฟนบอลทีมไหนแล้วต้องตั้งชื่อตามทีมนั้น ที่ปรากฏทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่าแฟนทีมอื่นก็ไม่ได้ตั้งชื่อเพจตามทีมที่เชียร์ เช่นอาจจะใช้ชื่อเพจ “พรีเมียร์…” , “ฟุตบอลลีก… , หรือ “ชัดทุกลีก…” อะไรแบบนี้แต่จริงๆแล้วเชียร์แมนยู และนำเสนอเรื่องต่างๆในมุมของแฟนแมนยู หรือมีหลายเพจใช้ชื่อทั่วไปแต่เป็นแฟนบอลทีมอิตาลี ทำนองนี้เป็นต้น ฉะนั้นมันไม่ได้มีกติกามาจำกัด

ทีนี้มาว่ากันเรื่องเสื้อไนกี้ สปอนเซอร์รายใหม่ของสโมสรลิเวอร์พูลบ้าง เรื่องสวยหรือไม่สวยนั้นไม่พูดถึง เพราะแต่ละคนก็มองแตกต่างกันได้ แต่ที่แน่ๆเรื่องคุณภาพเนื้อผ้าและงานดีไซน์เข้ารูปเข้าทรง ของไนกี้เขาขึ้นชื่อ

ทำไมต้องแถบสีเขียว ?

ทางไนกี้เผยว่า สีเขียวเป็นสีของนก "ไลเวอร์เบิร์ด" (Liver Bird) สัญลักษณ์ของเมืองลิเวอร์พูลที่อยู่บนอาคารเมือง (Royal Liver Building)

ลิเวอร์พูลเคยมีเสื้อลายแถบเขียวมาแล้วในชุดเหย้าฤดูกาล 1994/95 และสำหรับชุดทีมเยือนนั้นลิเวอร์พูลก็เคยใช้สีเขียวมาหลายสมัย

อนาคตจะมีนักเตะแพงๆได้หรือไม่ ฐานะการเงินของสโมสรจะดีขึ้นหรือไม่ ส่วนนึงก็ต้องหวังจากไนกี้นี่แหละเป็นคำตอบ ว่าจะดึงดูดให้แฟนๆมาอุดหนุนสินค้าได้หรือเปล่า ซึ่งในสัญญานั้นลิเวอร์พูลจะได้ส่วนแบ่ง 20% ของทุกสินค้า เนื่องจากเงินสปอนเซอร์โดยตรงนั้นลิเวอร์พูลได้น้อยมาก ทำสัญญาไว้เพียง 30 ล้านปอนด์ต่อปีเท่านั้น แต่ถ้าสินค้าขายดีก็อาจทำให้ลิเวอร์พูลมีรายได้รวมจากไนกี้ราว 100 ล้านปอนด์ต่อปี

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

ฟุตบอลอังกฤษจบฤดูกาลเรียบร้อย ไม่มีบุคลากรติดเชื้อโควิด

ปิดฉากฟุตบอลอังกฤษไปเรียบร้อย กับฤดูกาล 2019/20 ในช่วงหลังล็อคดาวน์โควิด
▪️ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ลีก
▪️อาร์เซนอล เป็นแชมป์เอฟเอคัพ
▪️แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นแชมป์ลีกคัพ

ยังคงเหลือโปรแกรมฟุตบอลยุโรปคือ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก และยูฟ่ายูโรป้าลีก ส่วนเดือนหน้าฟุตบอลลีกอังกฤษก็จะเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ 2020/21 โดยยังคงแข่งแบบปิดสนาม และอาจจะเริ่มให้มีคนเข้าดูในช่วงเดือนตุลาคม

ล่าสุดจากการตรวจบุคลากรของทุกสโมสร อัตราเป็น 0 ไม่พบว่ามีผู้ติดเชื้อ นั่นก็หมายความว่าบุคลากรของทุกสโมสรต่างดูแลตัวเองเป็นอย่างดี และฝ่ายจัดการแข่งขันถือว่าประสบความสำเร็จในการควบคุมโรคและการรักษาความปลอดภัย

ประเทศไทยเป็นเขตปลอดเชื้อมาหลายเดือนแล้ว ขณะที่ในยุโรปยังคงมีผู้ติดเชื้อแต่สถานการณ์ดีขึ้นมาก หลายกิจการถูกผ่อนปรนให้ดำเนินการได้

เดิมทีในช่วงการระบาดแรกๆ บุคคลสำคัญของอังกฤษติดเชื้อโควิดกันหลายคน ทั้งนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน และเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ทำให้ในช่วงแรกที่ผู้คนยังไม่รู้จักกับโรคต่างก็ตื่นตระหนกกัน แต่พอบรรดาบุคคลสำคัญและคนที่ติดเชื้อทั้งหลายมีอัตราการรักษาหายเป็นส่วนมาก จึงทำให้คนอังกฤษและคนยุโรปเริ่มรู้จักกับโรคนี้ว่ามันไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด

คนที่มีสุขภาพดีไม่มีโรคประจำตัวก็สามารถสู้กับโรคได้สบาย เหมือนกับการสู้กับไข้หวัดใหญ่และโรคระบาดอื่นๆในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา

บุคลากรในวงการฟุตบอลก็มีมิเกล อาร์เตตา กุนซืออาร์เซนอล ที่ติดเชื้อโควิดเป็นคนแรก จึงทำให้สมาคมฟุตบอลต้องพักการแข่งขันชั่วคราว จากนั้นก็เริ่มมีนักฟุตบอลที่ติดเชื้อ รวมถึงผู้ใหญ่ในวงการฟุตบอลอย่างเซอร์เคนนี่ ดัลกลิช ของลิเวอร์พูลที่ติดเชื้อ แต่สุดท้ายทุกคนก็รักษาหาย

สำหรับมิเกล อาร์เตตา ก็ปิดฤดูกาลโดยมีรางวัลตอบแทนคือได้แชมป์เอฟเอคัพ เป็นถ้วยรางวัลแรกในการทำงานของเขา

C. fanpage : โลกฟุตบอล

“อาร์เซนอล” เจ้าพ่อ FA Cup คว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 14

เป็นฤดูกาลที่น่ามหัศจรรย์สำหรับฟุตบอล FA Cup 2019/20 เนื่องจากรอบรองชนะเลิศ ทีมจากลอนดอนเจอกับทีมจากแมนเชสเตอร์ทั้ง 2 คู่ และเป็นทีมจากลอนดอนชนะทีมจากแมนเชสเตอร์ได้หมด

ทำให้นัดชิงชนะเลิศนั้นทีมจากลอนดอนมาเจอกันเอง โดยในรอบรอง "อาร์เซนอล" เจอกับ "แมนซิตี้" ซึ่งเป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีก และอาร์เซนอลสามารถเอาชนะมาได้ 2-0 ส่วนอีกคู่คือ "แมนยู" เจอกับ "เชลซี" และผลคือแมนยูพ่ายแพ้ในบ้านต่อเชลซีไป 1-3

นัดชิงชนะเลิศ 1 ส.ค. 2020 ทีมจากลอนดอนได้ดวลกันเอง ปรากฏว่า "อาร์เซนอล" ชนะ "เชลซี" ไป 2-1 โดยโอบาเมยองยิงคนเดียว 2 ประตู ถือเป็นการย้ำแค้นในสกอร์เดิม ซึ่ง FA Cup ฤดูกาล 2016/17 นัดชิงชนะเลิศก็เป็น "อาร์เซนอล" เจอ "เชลซี" เหมือนปีนี้ และอาร์เซนอลก็ชนะในสกอร์เดียวกันคือ 2-1 เหมือนเดิมเป๊ะ

มีสลับกันแค่เรื่องของนักเตะ 2 คน คือในปี 2017 "ออลีวิเย ชิรู" อยู่กับอาร์เซนอลและได้แชมป์ในปีนั้น แต่ปีนี้ชิรูอยู่กับเชลซีและชวดแชมป์ ในขณะที่ "ดาวิด ลุยซ์" ในปี 2017 อยู่กับเชลซีและชวดแชมป์ แต่ปีนี้ลุยซ์อยู่กับอาร์เซนอลและได้แชมป์

ปีที่แล้ว 2 ทีมนี้ได้เจอกันในนัดชิง Europa League 2018/19 และเป็นเชลซีชนะอาร์เซนอลไป 4-1 ก็ถือว่าปีนี้อาร์เซนอลได้สางแค้นสำเร็จใน FA Cup แทน

ทำให้ถ้วยเก่าแก่ที่สุดในอังกฤษอย่าง FA Cup นั้น อาร์เซนอลนำโด่งเป็นทีมที่คว้าแชมป์มากที่สุด โดยทำได้ 14 สมัย (รองลงมาคือแมนยู 12 สมัย) และถือเป็นถ้วยรางวัลแรกของผู้จัดการทีม "มิเกล อาร์เตต้า"

นอกจากอาร์เซนอลจะเป็นเจ้าพ่อรายการนี้แล้ว อดีตกุนซืออย่าง "อาร์เซน แวงเกอร์" ยังเป็นผู้จัดการทีมที่ได้ถ้วย FA Cup มากที่สุดอีกด้วย โดยทำได้ 7 สมัย ((เขาถือเป็นตำนานของอาร์เซนอลตัวจริง แถมชื่อของเขา "Arsène" ยังเป็นรากศัพท์เดียวกับคำว่า Arsenal ด้วย))

[ โดย โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

Goblin ซีรีส์เกาหลีแนวรักข้ามวัยอีกหนึ่งเรื่อง

Goblin ในเรื่องนี้ไม่ได้ตรงกับตำนานความเชื่อของยุโรป แต่มีการประยุกต์ความเชื่อแบบจีนมาผสมผสานกับตะวันตก

พระเอกซึ่งเป็น Goblin ผู้ถูกสาปแช่ง มีอายุยืนยาวมา 900 กว่าปีโดยมีดาบปักหน้าอก ซึ่งผู้ที่สามารถดึงออกได้มีแต่นางเอกเท่านั้น คือผู้มีชะตาเป็นเจ้าสาว Goblin

นางเอกในเรื่องแสดงโดย Kim Go-Eun ผู้มีความสามารถมองเห็นภูติผีและได้ยินมาตลอดว่าตนเองเป็นเจ้าสาว Goblin ทำให้เรื่องนี้จึงเป็นฝ่ายไปสารภาพรักกับพระเอกตั้งแต่แรก โดยเวลานั้นเธอเป็นเด็ก ม.6 อายุ 19 ส่วนพระเอกเป็นหนุ่มวัย 30 กลางๆ ซึ่งนางเอกใช้คำเรียกเล่นๆว่า “ลุง”

เรื่องนี้เป็นแนวเวทมนตร์ภูติผี ไม่ต้องมีความสมเหตุหรือมีตรรกะอะไร เป็นแนวโรแมนติก-คอมเมดี้ที่ไม่ค่อยมีน้ำเน่าเท่าไหร่ ไม่มีรักสามเส้าเห่ยๆน่ารำคาญ แต่เป็นเรื่องที่ว่าต้องสู้กับความตายและการพลิกชะตาชีวิต

บทสรุปฟุตบอลลีกอังกฤษ 2019/20

▪️ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีกอังกฤษเป็นสมัยที่ 19 ของตนเอง ซึ่งแชมป์ลีกครั้งล่าสุดที่ลิเวอร์พูลทำได้คือเมื่อปี 1990 หรือ 30 ปีที่แล้ว

▪️ฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลได้ 99 คะแนน เป็นสถิติรองจากแมนซิตี้ที่เคยทำได้ 100 คะแนนในปี 2018 ซึ่งปีนั้นรองแชมป์คือแมนยู มี 81 คะแนน ส่วนปีนี้รองแชมป์คือแมนซิตี้ มี 81 คะแนนเท่ากัน

▪️ทีมที่ได้สิทธิ์ไปยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกส์แน่นอนแล้วคือ ลิเวอร์พูล, แมนซิตี้, แมนยู, เชลซี

▪️ทีมที่ได้สิทธิ์ไปยูโรป้าลีกคือ เลสเตอร์ ส่วนอีกทีมยังไม่แน่นอน ต้องรอผลเอฟเอคัพนัดชิงชนะเลิศ และรอดูผลว่าทีมจากอังกฤษได้แชมป์ยูโรป้าลีกปีนี้หรือไม่ โดยทีมที่มีลุ้นไปคือ สเปอร์ส, วูล์ฟ, อาร์เซนอล

▪️ดาวซัลโวประจำฤดูกาลคือ เจมี่ วาร์ดี้ จากเลสเตอร์ ทำได้ 23 ประตู ส่วนรางวัลถุงมือทองคำตกเป็นของ แอร์เดซอน ผู้รักษาประตูแมนซิตี้

▪️ทีมที่ตกชั้นคือ นอริช, บอร์นมัธ, วัตฟอร์ต

▪️ทีมที่จะเลื่อนชั้นขึ้นมาในฤดูกาลหน้าคือ ลีดส์, เวสต์บรอมวิช และโควต้าอีกหนึ่งทีมต้องรอผลเพลย์ออฟ

C. fanpage : โลกฟุตบอล

ทำตัวเด่นดัง ใช้ชีวิตยาก

มันต่างกันระหว่างคนไม่ต้องการเด่นดังแต่อยู่ในสถานะที่เลี่ยงไม่ได้ กับคนที่พยามสร้างตัวเองขึ้นมาเพื่อให้เด่นดัง

ถ้าขึ้นแล้วก็ลงยาก เมื่อคุณต้องการเป็นที่สนใจของผู้คนในลักษณะว่าต้องการเป็นที่ยอมรับ ต้องการถูกยกย่องชื่นชม ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคือคุณจะไม่ต้องการให้คนดูถูก หรือถูกมองเห็นในเรื่องที่เป็นความเสื่อมเสีย

ถ้าเป็นวัยมัธยมและมหาลัย คุณก็จะต้องการมีแฟนที่เป็นหน้าเป็นตา คุณต้องการที่จะเรียนจบและมีอาชีพการงานที่ดี คุณจะไม่ยอมแต่งงานหากคุณไม่พร้อมที่จะจัดงานแต่งที่เพอร์เฟ็ค

แต่ในชีวิตจริง ทุกคนย่อมมีช่วงเวลาที่ล้มเหลว มีช่วงที่ตกต่ำ และคนจำนวนมากก็มักมีชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับช่วงเวลาที่มีปัญหา

คนที่รับมือง่ายสุดกับการเผชิญสิ่งต่างๆคือคนที่ไม่เป็นเป้าสายตาของคนอื่น คนที่ทำอะไรดีหรือไม่ดีก็จะไม่ถูกคนอื่นพูดถึง นั่นคือคนที่มีความสุขมากกว่า และใช้ชีวิตง่ายกว่า เมื่อเจอความวุ่นวายก็จะเจอน้อยกว่า

ส่วนสำหรับคนที่อยู่ในจุดที่เป็นที่สนใจของผู้คน ความสุขที่ได้รับมีแค่ช่วงสั้นๆบางเวลา และมันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับผลร้ายๆที่ต้องแลกมา ใครที่พาตัวเองมาจุดนี้ถือว่าเดินทางผิดอย่างแท้จริง

ถ้าใครขึ้นมาอยู่จุดสูงแล้ว ก็อย่าคิดว่ามันลงไม่ได้ มันมีทางลงแน่นอน อยู่ที่คุณจะเลือกว่าจะหาทางลงแบบสวยๆ หรือจะลงแบบเงียบๆ หรืออยู่รอเสี่ยงที่จะพลาดตกลงมา

The higher you go, the harder you fall.

ยิ่งสูงยิ่งหนาว

รวมภาพวัน “Liverpool” ชูถ้วยฉลองแชมป์พรีเมียร์ 2019/2020

แชมป์ลีกครั้งสุดท้ายเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1989/90

แชมป์ลีกสมัยที่ 19 : พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20

แชมป์ลีกในรอบ 30 ปี และเป็นแชมป์สมัยแรกในนามพรีเมียร์

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นกัปตันทีมคนที่ 11 ของสโมสรที่ได้ชูถ้วยลีก และเป็นคนแรกที่ได้ชูถ้วยในนามพรีเมียร์
นักเตะร่วมถ่ายรูปหลังการรับถ้วย
เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นผู้จัดการทีมที่คว้าแชมป์ลีกต่อจาก เคนนี่ ดัลกลิช ซึ่งผ่านมาถึง 30 ปี
ซาดิโอ มาเน่ เป็นนักเตะเซเนกัลคนแรกที่ได้แชมป์พรีเมียร์ / นาบี เกอิต้า เป็นนักเตะกินีคนแรกที่ได้แชมป์พรีเมียร์
เอลเลียต, โจนส์, วิลเลี่ยมส์ : 3 นักเตะเยาวชนที่ได้เข้ามามีรายชื่อในทีมชุดใหญ่ ก็ได้มีแชมป์เป็นเกียรติประวัติ ซึ่ง 3 คนนี้เคยคว้าแชมป์สโมสรโลกมาแล้วด้วย
มินามิโนะ นักเตะญี่ปุ่นที่พึ่งย้ายทีมมาได้แค่ครึ่งฤดูกาลก็ได้ร่วมเป็นแชมป์
อดัม ลัลลานา อยู่กับทีมเป็นฤดูกาลสุดท้าย ถ้วยนี้ถือเป็นถ้วยสุดท้ายของเขาในเสื้อลิเวอร์พูล
3 นักเตะทีมชาติบราซิลในทีมลิเวอร์พูล : ฟีร์มิโน่, อลิซซอน, ฟาบินโญ่
คล็อปป์และทีมโค้ช ผู้ขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ
ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก 2019, ซุปเปอร์คัพ 2019, สโมสรโลก 2019, พรีเมียร์ลีก 2020 : ถ้วยรางวัลของเจอร์เก้น คล็อปป์ และนาบี เกอิต้าก็อยู่ทีมชุดนี้

“ลีดส์ ยูไนเต็ด” – “แมน ยูไนเต็ด” คู่อาฆาตข้ามศตวรรษ / การกลับมาของยูงทอง

และแล้วปี 2020 ลีดส์ได้แชมป์ลีกรองและกลับขึ้นลีกสูงสุดอีกครั้ง หนึ่งในทีมตำนานของอังกฤษได้กลับมาอยู่ในจุดที่ควรอยู่ ก็จะทำให้ฟุตบอลมีสีสันมากขึ้น ถึงแม้เวลานี้ลีดส์จะไม่ได้อยู่ในระดับทีมเก่งแต่ฐานแฟนบอลเขาแน่น

ระหว่างลิเวอร์พูล - แมนยู เป็นอริที่เกลียดชังกันในฐานะ 2 ทีมคู่แข่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอังกฤษ มีแฟนบอลมากในทั่วโลก ก็จะอยู่ในระดับด่ากันไปกันมา อิจฉากันถากถางเยาะเย้ยกัน แต่สามารถอยู่ร่วมบ้านกันได้เป็นเพื่อนกันได้ ในครอบครัวเดียวกันก็อาจมีแฟนบอลลิเวอร์พูล - แมนยูอยู่ร่วมกัน แต่ระหว่างลีดส์ - แมนยู คือไม่ได้เด็ดขาด

มันยิ่งกว่าการเมือง ยิ่งกว่าศาสนา มันเหมือนระดับของความชาตินิยมหรือประมาณความคลั่งไคล้สถาบัน โรงเรียนอาชีวะนึงที่เป็นอริกับอีกสถาบันนึงประมาณนั้น ในครอบครัวลีดส์หรือแมนยูที่เป็นคนท้องถิ่น จะมีลูกหลานไปชอบอริไม่ได้ ถือว่ากบฏต่อตระกูลเลยทีเดียว ถ้า 2 ทีมนี้เจอกันตำรวจต้องคุมเข้มเป็นพิเศษเพราะอาจจะมีการเมาและตีกันได้ทุกเมื่อ

คนไทยถูกสั่งสอนร่ำเรียนปลูกฝังว่าพม่าเป็นศัตรูมาตั้งแต่โบราณ เพราะถ้านึกถึงการเสียสละของบรรพบุรุษเราก็จะนึกถึงการรบกับพม่า มีสงครามมาหลายครั้ง แต่ปัจจุบันความสัมพันธ์มันเปลี่ยนไป เราไม่ได้เป็นศัตรูกับพม่าแล้ว ต่างกับสถานการณ์ของลีดส์ - แมนยู แฟนฟุตบอลต่างสั่งสอนลูกหลานกันมาเป็นรุ่นๆตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นทวดว่าต้องเกลียดกัน ถึงแม้เขาจะไม่ได้อินกับประวัติศาสตร์แล้ว แต่ชาวเมืองเกลียดหน้ากันเรื่อยมาตั้งแต่ยุคสงครามดอกกุหลาบ อันนี้เป็นเรื่องแปลกมากที่ชาวเมืองจะเกลียดกันได้ยาวนานหลายศตวรรษ

สงครามดอกกุหลาบก็คือที่มาของซีรี่ส์ Game of Thrones คือฝ่ายตระกูล "ยอร์ค" ที่ในเรื่องคือ "สตาร์ค" ห้ำหั่นกับตระกูล "แลงแคสเตอร์" หรือในเรื่องก็คือ "แลนนิสเตอร์" ที่กุมอำนาจและข่มเหงมานาน สุดท้ายตอนจบก็คือสตาร์คหรือยอร์คเป็นฝ่ายได้ขึ้นปกครอง ยอร์คมีตรากุหลาบขาว แลงแคสเตอร์ใช้ตรากุหลาบแดง ซึ่งปัจจุบันยอร์คก็คือถิ่นของลีดส์ ส่วนแลงแคสเตอร์ก็คือถิ่นของแมนเชสเตอร์

ทุกวันนี้โลโก้ของสโมสรลีดส์ก็ยังคงเป็นกุหลาบสีขาว ขณะที่แมนยูถึงแม้จะไม่ใช้รูปดอกกุหลาบแต่ยังคงใช้สีแดงเป็นเอกลักษณ์ ต่างกับแมนซิตี้ที่ใช้สีฟ้าซึ่งบ่งบอกว่าไม่ได้อวยฝ่ายแลงแคสเตอร์ เลยทำให้ไม่เป็นอริกับลีดส์

พูดถึงลีดส์นั้นในอดีตคือทีมเก่ง เป็นทีมใหญ่ของอังกฤษในยุค 60-70 และเป็นทีมรักของ ย.โย่ง นักข่าวและนักบรรยายกีฬาเบอร์หนึ่งของไทย แต่ลีดส์ก็ไม่มีโชคพอที่จะคว้าแชมป์ได้มากมายนัก ขณะที่ยุคก่อนก็มีคู่แข่งเก่งๆเยอะ ทั้งแมนยู, สเปอร์ส, ลิเวอร์พูล

ถ้าพูดถึงบอลสเปนแล้วนึกถึงแอตเลติโก มาดริด เราจะมองว่าเป็นทีมอ่อนหรือทีมเก่ง ? แน่นอนว่าแฟนบอลสมัยนี้ก็ต่างยอมรับว่าแอตเลติโกเป็นทีมเก่งทีมแข็งอันดับต้นๆของยุโรป เพียงแต่ไปไม่ค่อยถึงแชมป์ พอได้เข้าชิงถ้วยยุโรปก็ทำได้แค่รองแชมป์ สำหรับลีดส์ก็คล้ายๆกัน สมัยก่อนถือเป็นทีมแข็งที่สุดทีมนึง และมีบางช่วงที่พวกเขาเป็นทีมเก่งอันดับหนึ่งของลีกอังกฤษ เพียงแต่ไม่ค่อยได้แชมป์

(( ลีกอังกฤษมีการเปลี่ยนชื่อรายการหลายครั้ง เช่น จากดิวิชั่นสอง กลายเป็นดิวิชั่นหนึ่ง และกลายเป็นแชมเปี้ยนชิพ, ส่วนดิวิชั่นหนึ่ง กลายเป็นพรีเมียร์ลีก, ดิวิชั่นสาม กลายเป็นดิวิชั่นสอง และกลายเป็นลีกวัน ดังนั้นในสถิติรางวัลเกียรติยศโดยทางการและในวิกิพิเกียก็จะใส่ชื่อทั้งหมดรวมกัน ))

ในที่นี้ไม่ขอใส่ข้อมูลครั้งที่ได้รองแชมป์ หรือแชมป์ลีกในระดับรอง และถ้วยรางวัลกระชิบมิตร

โดยถ้วยรางวัลรายการหลักของลีดส์มีดังนี้ :

ดิวิชั่นหนึ่ง / พรีเมียร์ลีก
3 สมัย : 1968–69, 1973–74, 1991–92

เอฟเอคัพ
1 สมัย : 1971–72

ลีกคัพ
1 สมัย : 1967–68

สำหรับถ้วยยุโรปนั้น ลีดส์ได้เข้าชิงแต่ทำได้แค่รองแชมป์ในปี 1975

พอเข้ายุค 80 มันเป็นช่วงเวลาของลิเวอร์พูล, เอฟเวอร์ตัน, อาร์เซนอล ที่กำลังพีค ส่วนลีดส์เริ่มๆที่จะขาลงแต่ยังเป็นทีมท็อปอยู่

ในยุค 90 หรือยุคพรีเมียร์ เป็นช่วงเวลาที่แมนยู, อาร์เซนอล, เชลซี ขึ้นมาเป็นทีมท็อป ส่วนลีดส์ไม่ใช่ทีมท็อปอีกต่อไปแต่ก็ถือเป็นทีมที่เก่งและอันตรายสำหรับทีมอื่น ถ้าเทียบกับฤดูกาลนี้ก็คือพอๆกับสเปอร์ส, อาร์เซนอล, วูล์ฟ มีนักเตะเก่งๆที่แฟนบอลพรีเมียร์ชื่นชอบ

นักเตะตำนานของสโมสรลีดส์คือ “แจ็ค ชาร์ลตัน” ผู้เล่นทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลก 1966 และอีกคนที่อยู่ในชุดแชมป์โลกด้วยก็คือ “นอร์แมน ฮันเตอร์”

แจ็คกี้ ชาร์ลตัน กับถ้วยเอฟเอคัพ 1972

สตาร์ดังของลีดส์ในยุคพรีเมียร์ :
“มาร์ค วิดูก้า” กองหน้าตัวเก่งทีมชาติออสเตรเลีย
“โจนาธาน วูดเกธ” กองหลังทีมชาติอังกฤษ เล่นเซ็นเตอร์คู่กับริโอ เฟอร์ดินานด์

นักเตะลีดส์ที่ทรยศย้ายไปอยู่ทีมอริคือ :
“อลัน สมิธ” ตัวจี๊ดที่โชว์ฟอร์มเก่งตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน ทำผลงานดีจนเฟอร์กี้ต้องฉกไปแมนยู
“เอริค คันโตน่า” มาลีดส์แค่ปีเดียว พอได้แชมป์ลีกปึ๊บก็ย้ายไปอยู่แมนยู
((* ลีดส์เป็นทีมสุดท้ายที่ได้แชมป์ในนามดิวิชั่นหนึ่ง ก่อนที่ฤดูกาลต่อมารายการถูกเปลี่ยนเป็นพรีเมียร์ ซึ่งคันโตน่าก็ได้แชมป์ร่วมกับแมนยูต่อทันทีในนามพรีเมียร์สมัยแรก *))
“ริโอ เฟอร์ดินานด์” เก่งมาตั้งแต่สมัยที่เวสต์แฮมปั้นขึ้นมาจนย้ายมาอยู่ลีดส์ แล้วเฟอร์กี้ก็ชอบแกล้งทีมอริโดยการฉกนักเตะไปอยู่กับตัวเอง

คันโตน่าและเฟอร์ดินานด์ ทั้ง 2 คนนี้ได้ไปสร้างตำนานให้แมนยูประสบความสำเร็จ เรียกว่าทรยศสองชั้นเลย คือแค่ย้ายไม่พอแต่กลายไปเป็นนักเตะตำนานคนสำคัญของแมนยูด้วย

(( เฟอร์กี้ชอบเล่นงานทีมอริโดยการฉกตัวนักเตะ เช่นเคยทาบทามเจอร์ราร์ดจากลิเวอร์พูล แต่เจอร์ราร์ดไม่ไป และเคยจะดึงโอเว่นตั้งแต่แรกๆไม่สำเร็จ แต่ในที่สุดก็สามารถดึงโอเว่นไปร่วมทีมได้ตอนช่วงปลายการค้าแข้งที่โอเว่นอยู่กับนิวคาสเซิล ))

ส่วนนักเตะลีดส์ที่ย้ายทีมแล้วยังคงยืนหยัดขออยู่ในทีมตรงข้ามแมนยูคือ :
“แฮรี่ คีเวล”
“ร็อบบี้ คีน”
“เจมส์ มิลเนอร์”
3 คนนี้กลายมานักเตะลิเวอร์พูล ซึ่งคีเวลนั้นอยู่ในลิเวอร์พูลชุดแชมป์ยุโรป 2005 ส่วนมิลเนอร์ย้ายไปได้แชมป์ลีกกับแมนซิตี้ ก่อนจะมาประสบความสำเร็จกับลิเวอร์พูลทั้งแชมป์ยุโรปและแชมป์ลีก

สำหรับนักเตะลิเวอร์พูลที่ต่อมาย้ายไปเล่นให้ลีดส์ก็มี ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, โดเมนิค มัตเตโอ

[ โดย โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น