ฟาวเลอร์พูดถึง “แวร์เนอร์” : ไม่ดีพอสำหรับลิเวอร์พูล แต่เหมาะแล้วกับเชลซี

“เเวร์เนอร์ คุณภาพยังไม่ถึง 3 ประสานเเนวรุกของเราเลย เเย่งตัวจริงจากกองหน้าเราไม่ได้เเน่นอน”

“ผมได้ยินเรื่องราวของ ติโม แวร์เนอร์ มากมายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ผมไม่ใช่แฟนตัวยงของเขา ผมรู้ดีว่า เขาเป็นนักเตะที่มีความสามารถ ทำผลงานได้เยี่ยมในหลายๆ เกมที่แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของเขา”

"อย่างไรก็ตาม แวร์เนอร์ อยู่ในมาตรฐานของ 3 ประสานแนวรุกที่เรามีอยู่ในเวลานี้หรือยัง ผมบอกได้เลยว่า ไม่ แน่นอนความเห็นของผมจะได้ทดสอบในฤดูกาลหน้า ถ้าเขาย้ายมาอยู่กับเชลซี"

“ช่วงที่ผ่านมามีข่าวลือหลายสโมสรกับเขาและทีมเก่าของผมก็มีข่าวมากสุด ผมเห็นมีแฟนบอลลิเวอร์พูลบางคนแทบหัวใจสลายที่รู้ว่า เขาจะไม่ย้ายจาก ไลป์ซิก มาเล่นที่ แอนฟิลด์”

“มันดูยังกับว่า เขาคือ มาร์โก แวน บาสเท่น นักเตะระดับโลกที่จะย้ายทีม สำหรับผมแล้ว ผมได้ดูการเล่นของเขา มีหลายอย่างในเกมของเขาที่ผมชื่นชอบ”

"อย่างไรก็ตาม เขามีอิทธิพลต่อเกมอย่างคงเส้นคงวามากพอหรือไม่ ผมบอกเลยว่า ไม่ เขาเจ๋งเหมือนนักเตะที่ต้องแย่งชิงตำแหน่งและทดแทนหรือเปล่า ไม่เลยที่ลิเวอร์พูล บางทีเขาอาจใช่ที่เชลซี"

: ร็อบบี้ ฟาวเลอร์

C. fanpage : Liverpool.life

อนาคตของลิเวอร์พูลเมื่อไม่มีติโม แวร์เนอร์

ผลดีผลเสียสำหรับลิเวอร์พูล

ต้องย้ำทำความเข้าใจว่า การหาซื้อนักเตะเข้าทีมในช่วงนี้จะเป็นเรตของนักเตะสำรองนะครับ เพราะ 11 ตัวจริงที่มีนั้นดีอยู่แล้ว ทางสโมสรจึงหาตัวผู้เล่นที่ราคาไม่สูงเกินไปเพื่อมาเป็นแบ็คอัพ และที่ผ่านมาทีมก็พยามเล็งหาฟูลแบ็คมาเสริมด้วย

จบฤดูกาลนี้หงส์แดงอาจเสียนักเตะสำรองไปอย่างชากีรี่, แฮรี่ วิสสัน และที่ไปแน่นอน 100% คืออดัม ลัลลาน่า ซึ่งผู้เล่นเหล่านี้อยากจะลงเล่นมากขึ้นเลยต้องการย้ายออกไปทีมที่เล็กกว่า ลิเวอร์พูลจึงต้องหานักเตะสำรองมาเสริม ซึ่งในสถานการณ์ปกติ 53 ล้านปอนด์กับระดับของแวร์เนอร์นั้นสโมสรยอมจ่ายได้ แต่เนื่องจากปัญหาการเงินในภาวะโควิดนี้จึงไม่สามารถซื้อได้

ผลเสียจากการไม่ซื้อแวร์เนอร์คือ ลิเวอร์พูลอาจจะไม่สามารถเอาแชมป์ไร้พ่าย หากไม่มีการเสริมทีมด้วยนักเตะฝีเท้าดี เนื่องจากโปรแกรมเตะที่ถี่ยิบ นักเตะชุดหลักจะล้าแล้วผลก็จะออกมาเหมือนฤดูกาลนี้คือ แชมป์พรีเมียร์นอนมา แต่จะมีแพ้บ้างเป็นบางนัด ส่วนถ้วยเล็กๆต้องทิ้งไป ส่งเยาวชนลงไปเล่นแล้วก็ยอมตกรอบคาราบาว, ตกรอบเอฟเอ เหมือนเดิม

ส่วนสำหรับยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าไม่น่าจะมีปัญหา น่าจะได้เข้ารอบลึกๆหรือถึงรอบชิง เพราะดูแล้วทีมอื่นๆในยุโรปก็ยังไม่ได้มีตัวผู้เล่นเด็ดๆที่จะมายกระดับทีม ทั้งหมดนี้เป็นการคาดการณ์นะครับ ความเป็นไปอาจจะเปลี่ยนแปลงตามแต่ปัจจัยที่เข้ามา

การแก้ปัญหาตรงนี้ของลิเวอร์พูลคือ อาจไปเล็งนักเตะที่หมดสัญญาหลังจบฤดูกาลนี้มาเข้าทีมแบบฟรี ส่วนการดันเยาวชนขึ้นมาเล่นอันนี้มันต้องทำอยู่แล้ว แต่ชุดเยาวชนของหงส์แดงเวลานี้ยังไม่มีใครที่สามารถเล่นระดับพรีเมียร์ได้ มีแค่เคอร์ติส โจนส์ กับฮาร์วี่ เอลเลียต ส่วนวิสสันนี่ระดับฝีเท้าดีกว่าแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเขาจะยอมอยู่ต่อหรือเปล่า

ส่วนผลดีของการไม่ได้แวร์เนอร์ ซึ่งทางสโมสรคงประเมินไว้แล้วว่าจะให้น้ำหนักมาทางนี้คือ เอาเงินไปต่อสัญญาฟาน ไดค์, อลิสซง, ไวจ์นัลดุม สิ่งสำคัญคือนักเตะตัวหลักชุดนี้ของลิเวอร์พูลนั้นดีอยู่แล้ว ระบบจะยิ่งลงตัวและยิ่งเข้าขามากขึ้น นักเตะมาใหม่อย่างมินามิโนะก็กำลังต้องใช้เวลาปรับตัว หากไปเอานักเตะมาใหม่ก็จะต้องมีการปรับตัวปรับระบบทีมกันอีก

ตรงนี้บางคนอาจจะมีความแคลงใจหรือไม่แน่ใจ แต่ผมขอสนับสนุนความเห็นของเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่บอกว่า "นักเตะชุดนี้ดีอยู่แล้ว และยังพัฒนาได้อีก" ซึ่งคล็อปป์ยืนยันคำพูดนี้เหมือนที่ได้พูดไว้เมื่อปีที่แล้ว

ช่วงปิดฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูลไม่ซื้อนักเตะเข้าทีมเลย ยกเว้นเพียงซื้อมาเข้าชุดเยาวชน 2 คนคือฟาน เดนเบิร์ก และเอลเลียต โดยคล็อปป์บอกว่าไม่ซื้อใครเพราะทีมชุดนี้ "ดีอยู่แล้ว และยังพัฒนาได้อีก" ตอนนั้นแฟนๆโวยวายไม่เชื่อคล็อปป์ แต่ผลที่ออกมาคือตอนนี้ทีมกำลังจะเป็นแชมป์ลีกในรอบ 30 ปี โดยนำแมนซิตี้ 25 แต้ม !

มาดูคำพูดที่ว่า "ยังพัฒนาได้อีก" ผมจะวิเคราะห์ขุมกำลังเวลานี้ เริ่มจากแบ็คโฟร์ หรือแผงหลังทั้ง 4 ตอนนี้ถือว่าเวิร์ลคลาส ซึ่งในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงโจโกเมซนะ ผมหมายถึงมาติปยืนคู่ฟาน ไดค์ (ส่วนโกเมซต้องปั้นอีกซัก 1-2 ปี) สำหรับฟาน ไดค์นั้นจะพีคขึ้นได้กว่านี้และจะทรงตัวระดับนั้นไปจนอายุซัก 33-34 ส่วนทางโรเบิร์ตสันน่าจะพัฒนาขึ้นได้อีกเล็กน้อย และเทรนท์-อาร์โนลด์นั้นยังพัฒนาขึ้นได้อีกหลายระดับ แถมมีอนาคตอีกยาวๆ

ทางด้าน 3 กองหน้า ผมมองว่าฟีร์มิโน่และมาเน่ ยังพัฒนาฝีเท้าขึ้นได้อีกมาก และช่วงพีคก็จะทรงตัวอยู่ได้อีก 2-3 ปี ส่วนโม ซาล่าห์ เวลานี้ยังไม่ถือว่าฟื้นตัว 100% หลังผ่าตัดบ่าจากนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก 2018 ปีนั้นที่เขาพีคสุดๆ ตอนนี้บาลานซ์ของเขายังไม่เหมือนเดิม แต่เริ่มจะดีขึ้นและคิดว่าเขาสามารถจะฟอร์มดีขึ้นใกล้เคียงกับช่วงพีค ซึ่งก็ถือว่ามีประโยชน์กับทีมไปอีก 1-2 ปี

กองกลางที่สามารถพัฒนาระดับขึ้นได้อีกเยอะคือ ฟาบินโญ่, เกอิต้า (แต่ถ้าเจ็บซ้ำบ่อยๆก็หมดอนาคต) ส่วนนักเตะที่ตอนนี้อยู่ในช่วงพีคและจะทรงตัวในระดับนี้คือ เฮนเดอร์สัน, ไวจ์นัลดุม นี่ก็น่าเล่นได้แบบนี้ไปอีก 2-3 ปี ส่วนแนวรุกที่จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆคือ โจนส์, เอลเลียต, มินามิโนะ

ลิเวอร์พูลซื้อไมไหว แต่ทำไมเชลซีซื้อไหว ?

ทีนี้ในประเด็นที่มีแฟนๆบางส่วนเป็นกังวัลอนาคตและมาบ่นที่สโมสรไม่ซื้อแวร์เนอร์นั้น ผมขออธิบายถึงเหตุผลที่เชลซีสามารถซื้อแวร์เนอร์ได้ ดังนี้

1.) เชลซีมีงบตกค้างในการซื้อนักเตะมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อน เนื่องจากเชลซีถูกแบนการซื้อนักเตะในฤดูกาลที่แล้ว เขาก็เลยสามารถที่เอางบที่สะสมมาซื้อแวร์เนอร์ในช่วงนี้

2.) สถานะทางการเงินของเจ้าของสโมสรเชลซี ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่ต้องกลัวเจ๊ง เพราะเขามีธุรกิจด้านอื่นที่มั่นคง ในขณะที่กลุ่ม FSG เจ้าของลิเวอร์พูลไม่ได้มีธุรกิจอื่นๆมารองรับตัวเอง บริษัทนี้ทำธุรกิจสโมสรกีฬาล้วนๆ และทุกสโมสรกีฬาก็เดือดร้อนและได้รับผลกระทบจากโควิดเต็มๆ

ถึงแม้จะมีข่าวทุกวันที่สร้างกระแสระหว่างแวร์เนอร์กับลิเวอร์พูล ทำให้แฟนๆคึกคักและคาดหวังมาก แต่ในความเป็นจริงคือลิเวอร์พูลถอนตัวจากแวร์เนอร์มาระยะนึงแล้ว

โดยนักข่าวที่รายงานเรื่องนี้แม่นยำที่สุดกลายเป็นเดวิด แมดด็อคค์ (David Maddock) นักข่าวสายลิเวอร์พูลจากเดอะมิร์เรอร์ (The Mirror) ซึ่งหลายครั้งที่ผ่านมาสายข่าวเขาพลาด แต่รอบนี้เขาแม่นกว่าใคร โดยเขียนไว้นานแล้วว่า "ลิเวอร์พูลถอนตัวจากการซื้อแวร์เนอร์" เนื่องจากงบไม่พอฉีกสัญญา (นั่นน่าจะเป็นช่วงที่คล็อปป์ได้บอกกับแวร์เนอร์ไปแล้ว) ขณะที่ลิเวอร์พูลเอคโค่, เจมส์ เพียร์ซ แอตเลติก ต่างฟันธงพลาดหมดเลยว่าแวร์เนอร์มาลิเวอร์พูลแน่นอน

(( ตรงนี้ขออธิบายแยกแยะว่า ถ้าเป็นข่าวจากเดอะมิร์เรอร์เอง ปกติจะเชื่อถือไม่ได้เรื่องการซื้อขายนักเตะ แต่ถ้าเป็นงานเขียนส่วนตัวของคอลัมนิสต์ ก็จะเป็นเครดิตเฉพาะบุคคลไม่เกี่ยวกับสำนักข่าว ))

ขณะที่บ่อนอังกฤษก็มีการหั่นราคาลิเวอร์พูลลงมานานพักนึงแล้วในเรื่องที่ว่าเป็นเต็งในการคว้าตัวแวร์เนอร์ แล้วก็ปรับราคาเชลซีสูงขึ้นมา แต่แฟนบอลยังไม่เชื่อกันตอนนั้น นึกว่าบ่อนหลอก

แฟนๆบางส่วนมีโวยสโมสรกันว่า ไหนมีไนกี้มาเป็นสปอนเซอร์ แล้วทำไมยังขี้เหนียวอีก ?

คือแฟนบอลหลายคนรู้แค่ว่าไนกี้จะมาเป็นสปอนเซอร์ แต่ไม่ยอมรู้รายละเอียดว่าเขาจ่ายเท่าไหร่ ?

ตามสัญญาไนกี้จะจ่าย 30 ล้านปอนด์ต่อปีให้กับลิเวอร์พูล ซึ่งน้อยกว่าที่นิวบาลานซ์ให้ และน้อยกว่าที่สโมสรอื่นๆได้กัน เพราะลิเวอร์พูลมีสัญญาจะได้ค่าส่วนแบ่งจากการขายสินค้าไนกี้ด้วย ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีรายได้เหยียบ 100 ล้านปอนด์กับไนกี้ แต่ไม่มีใครคาดหมายมาก่อนว่ามันจะมีเหตุการณ์โควิด ทำให้ทางสโมสรต้องเผื่อไว้ล่วงหน้า ที่อาจจะขายเสื้อขายสินค้าได้น้อยลง เพราะไม่มีแฟนบอลไปซื้อที่สโมสร (จะขายก็มีตามห้าง ตามออนไลน์) และฤดูกาลหน้าก็อาจแข่งแบบไร้คนดูในสนาม เนื่องจากถ้าวัคซีนไม่ออก รัฐบาลก็ยังไม่อนุญาตให้เปิดสนาม ตรงนี้จะทำให้ทีมขาดรายได้ราว 200 ล้าน ฉะนั้นเขาก็ต้องพิจารณาถึงความอยู่รอดของสโมสร

ผมเห็นด้วยอย่างมากที่ผู้บริหารพยามประคองตัวรักษาทีม ส่วนทีมไหนชอบอวดร่ำอวดรวยสร้างภาพ ผมเคยเขียนไปแล้วว่าเชิญตามสบาย อวดรวยไปเรื่อยๆแล้วรอดูผลในอนาคต เพราะแม้แต่บาร์เซโลน่าเองเขาก็ยังเผยผ่านสื่อของเขาว่าสโมสรได้รับผลกระทบทางการเงินอย่างมาก และเรื่องการซื้อขายนักเตะนั้นต้องเลื่อนไปก่อน วันนี้ทุกสโมสรสะเทือนหมด อยู่ที่ว่าใครจะรักษาฟอร์มรึเปล่าเท่านั้นเอง

ต้องบอกว่าในยุคของคล็อปป์และ FSG เนี่ย แนวคิดและการบริหารมันไม่เหมือนเดิมแล้ว เขาวางโปรเจ็คเพื่อพัฒนาทีมจริงๆ วางระบบทุกด้านเป็นอย่างดี สำหรับผมมองว่าไม่น่าเป็นห่วงเรื่องอนาคตของทีม แต่จะให้ถึงขั้นยิ่งใหญ่ครองโลกเพียงผู้เดียว อันนี้คงยากหน่อย เพราะทีมอื่นเขาก็มีฐานแฟนบอลแน่นไม่แพ้ลิเวอร์พูล เช่น เรอัล มาดริด, บาร์ซ่า หรือกระทั่งแมนยู แต่มั่นใจว่าภายใน 1-2 ช่วงทศวรรษข้างหน้านี้ FSG จะพาลิเวอร์พูลครองบัลลังก์ยาวๆอย่างแน่นอน

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

พรีเมียร์ลีกพอใจผลการตรวจโควิด – ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม จากการตรวจครั้งที่ 6

Sky Sports เผยผลการตรวจบุคลากรของทั้ง 20 ทีม รวมนักเตะ, โค้ช, และสตาร์ฟแต่ละฝ่าย

โดยครั้งล่าสุดมีการตรวจ 1,195 รายจาก 20 ทีม ผลออกมาวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. ผลออกมาเป็น 0 ไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม

รวมแล้วที่ผ่านมามีการตรวจ 6,261 ครั้ง พบบุคลากรติดเชื้อเพียง 13 ราย อัตราส่วนเท่ากับ 0.21% ถือว่าน้อยมากๆ นับเป็นสถานการณ์ที่ปลอดภัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีการติดเชื้อจากสโมสรหรือสนามซ้อม ซึ่งทุกสโมสรมีมาตรการควบคุมเป็นอย่างดี

สถานการณ์โควิด-19 ในยุโรปขณะนี้ถือเป็นขาลง ตามที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายประเมินไว้ และตรงกับที่สมาคมฟุตบอลยุโรปหรือ UEFA คาดการณ์

อย่างไรก็ตาม ภาวะเสี่ยงติดเชื้อในยุโรปยังคงมีอยู่ในสถานที่แออัด ดังนั้นฟุตบอลยุโรปจะยังคงไม่อนุญาตให้แข่งขันแบบมีคนดูในสนามจนกว่าจะมีวัคซีนที่ใช้ในวงกว้าง ซึ่งคาดว่าในฤดูกาลหน้าก็ยังคงต้องแข่งแบบปิดสนาม และรับชมได้แต่การถ่ายทอด ซึ่งจะทำให้ทุกสโมสรขาดรายได้จำนวนมาก กระทบไปถึงการซื้อขายและราคานักเตะ

C. fanpage : โลกฟุตบอล

เผยเบื้องหลัง “แวร์เนอร์” ดีลเชลซี

⚽ ลิเวอร์พูลต้องการเอาใช้เงินไปใช้สำหรับต่อสัญญาฟาน ไดค์กับไวจ์นัลดุม มากกว่าการซื้อนักเตะเข้าใหม่

⚽ ไลป์ซิกไม่รอให้ค่าตัวตก เมื่อมีทีมยื่นฉีกสัญญาจึงรีบตกลงทันที

เทียบดีลแวร์เนอร์ระหว่าง “ลิเวอร์พูล” กับ “เชลซี”
• ถ้าไปลิเวอร์พูล เป็นตัวเล่นเสริม ค่าเหนื่อย 140,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์
• ถ้าไปเชลซี การันตีตัวจริง ค่าเหนื่อย 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์
** > แต่กระนั้น ถึงเป็นแบบนี้แวร์เนอร์ก็ยังเลือกหงส์มาตลอด ด้วยความต้องการส่วนตัวของเขา

แต่เบื้องหลังเหตุผลที่ติโม แวร์เนอร์ตัดสินใจไปเชลซี ซึ่งทางสื่อดิ แอตเลติก (The Athletic) ได้เผยไว้ ผมขอสรุปดังนี้ :

  • ฤดูกาลที่แล้วแวร์เนอร์ต้องการย้ายออกจากไลป์ซิกไปบาเยิร์น แต่บาเยิร์นไม่ยอมเซ็นซักที เลยทำให้เขาพลาดการย้าย ดังนั้นเวลานี้เขาต้องการไปทีมที่ซื้อจริง แต่ลิเวอร์พูลไม่ยอมฉีกสัญญาเสียที กลับขอประวิงเวลาด้วยเหตุผลทางการเงิน
  • การคุยครั้งสุดท้าย คล็อปป์บอกกับทางแวร์เนอร์ว่าปีนี้ยังไม่สามารถซื้อได้จริงๆ ซึ่งทางแวร์เนอร์ก็เข้าใจ จึงตัดสินใจหาตัวเลือกใหม่
  • ไลป์ซิกมองว่าถ้าพ้นกำหนดฉีกสัญญาไป ค่าตัวแวร์เนอร์จะลดลงด้วยเหตุผลทางอุปสงค์-อุปทานจากการเงินช่วงโควิด นานไปค่าตัวแวร์เนอร์อาจเหลือ 40 หรือ 30 ล้านปอนด์ แต่ถ้ามีทีมมาฉีกสัญญาตอนนี้ ไลป์ซิกจะได้ 53 ล้านปอนด์ แล้วช่วงนี้ไลป์ซิกกำลังจะมีปัญหาทางการเงิน ดังนั้นเมื่อเชลซีตกลงจ่ายราคานี้ ทางไลป์ซิกจึงรีบเอาไว้ก่อน แล้วก็สมใจแวร์เนอร์ที่ได้ย้ายออกซะที

ทางด้าน “จอห์น บาร์นส์” กูรูสายหงส์วิเคราะห์ว่า เนื่องจากลิเวอร์พูลไม่ได้ให้น้ำหนักในตัวแวร์เนอร์จริงๆ เพราะถ้าหากคล็อปป์ต้องการตัวอย่างมาก ต่อให้ต้องใช้เงินเกินกำลังแค่ไหนคล็อปป์ก็จะซื้อ (แล้วสโมสรก็ไม่ขัดใจคล็อปป์ด้วย) เหมือนตอนที่ซื้อฟาน ไดค์กับอลิสซง ที่คล็อปป์ยืนยันว่าต้องซื้อให้ได้ เพราะเป็นสุดยอดนักเตะของยุคนี้จริงๆ

ดิ อินดิเพนเดนท์ (The Independent) เผยว่า ลิเวอร์พูลให้น้ำหนักกับการใช้เงินในการต่อสัญญานักเตะที่ทำผลงานดีๆให้ทีม อย่างฟาน ไดค์และไวจ์นัลดุม ซึ่งใกล้จะหมดสัญญา

ทางด้าน “ดีทมาร์ ฮามันน์” เคยให้ความเห็นแนะนำทั้งสองฝ่าย คือแนะนำว่าลิเวอร์พูลไม่ควรซื้อแวร์เนอร์ เพราะ 3 กองหน้าของลิเวอร์พูลดีอยู่แล้ว ถ้าแวร์เนอร์มาก็ไม่สามารถเบียดขึ้นมาเป็นตัวจริงได้ แล้วก็แนะนำแวร์เนอร์ด้วยความหวังดีว่าควรไปบาเยิร์น จะได้เป็นตัวจริงและมีอนาคต แต่ถ้าไปลิเวอร์พูลจะไม่ค่อยมีโอกาสเล่น (แต่สำหรับบาเยิร์นเวลานี้เล็ง “ฮาแวร์ทส์” เป็นเป้าหมายหลัก)

สอดคล้องกับกูรูสายแมนยู “โอเว่น ฮาร์กรีฟส์” เคยบอกว่า แวร์เนอร์ควรไปแมนยู เพราะถ้าไปลิเวอร์พูลจะได้เป็นสำรองไม่ค่อยมีโอกาสเล่น แต่ถ้าไปแมนยู การันตีตำแหน่งตัวจริงแน่นอน (แต่สำหรับแมนยูเล็ง “ซานโช่” เป็นเป้าหมายหลัก)

จากที่ได้คุยกับคล็อปป์หลายครั้ง ตัวแวร์เนอร์เองไม่เคยเกี่ยงที่จะมาเป็นสำรองในลิเวอร์พูล แต่เขาคงมองเรื่องนี้ออกว่าลิเวอร์พูลไม่ได้จริงจังที่จะซื้อเขานัก ขณะที่เชลซีเอาจริง อยากได้จริง แล้วเมื่อมีโอกาสมาถึง ซึ่งจะพาเขาออกจากไลป์ซิกมาอยู่ทีมใหญ่ได้ แวร์เนอร์ก็ตัดสินใจไม่ยากเพื่ออนาคต

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

Let The Story Begin…..3 มิถุนายนวันเกิดลิเวอร์พูล (เอฟซี)

ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ ถือกำเนิดเกิดขึ้นบนจักรวาลนี้ เมื่อคริสต์ศักราช 1892 เทียบเป็นพุทธศักราช ก็คือ ปี 2435
…………มีหลายพงศาวดารที่เขียนไว้ว่า สโมสรลิเวอร์พูล ถือกำเนิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 1892

แต่อีกหลายตำรายืนยันว่า…..ไม่ใช่แน่ๆ!!!!

……….หากนับเฉพาะ “เมืองลิเวอร์พูล” ถิ่นดินแดนนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ.1207 หรือกว่า 800 ปี หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นที่นี่

เพราะที่นี่เป็นเมืองท่าที่สำคัญของ อังกฤษ และของโลก

ที่นี่มีเรือที่เปลี่ยนความเชื่อของทุกคนนั่นคือ ไททานิค

ที่นี่เป็นเมืองกำเนิดวงดนตรีชื่อดังที่เปลี่ยนการฟังเพลงไปตลอดกาลอย่าง “เดอะ บีทเทิลส์”

แต่ในยุคปัจจุบัน หากพูดถึงเมืองนี้ ทุกคนจะนึกถึง ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ ก่อนเป็นลำดับแรก

ขนาดเมืองลิเวอร์พูลมีข่าวคนติดเชื้อโควิด สื่อประเทศนี้เมืองนี้บางแห่งยังหลงทาง นำภาพสโมสรลิเวอร์พูลไปประกอบข่าวใหญ่โต จนสร้างความเข้าใจผิดแบบเต็มตีนกันมาแล้ว!!!!! ไม่เกี่ยวว่า คนติดเชื้อจากเมืองคนแรกจากมาจากฝั่งเบอร์คเค่นเฮด หรือ "ลิเวอร์พูลฝั่งธน" แต่มันเป็นความคลาดเคลื่อนที่เพลี๊ยเพลียจริงๆ!!!

เส้นทางสู่การสร้างสโมสรแห่งนี้ ไม่ได้มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะก่อนหน้าที่จะมีสโมสรลิเวอร์พูล ที่นี่มีสโมสรเอฟเวอร์ตัน ฟุตบอล คลับ เพียงทีมเดียวเท่านั้น

หรือชื่อแรกของพวกเขาคือ เซนต์ โดมิงโก

ชื่อของ “เซนต์ โดมิงโก” คือนามแห่งมหาวิหาร ที่เกิดขึ้นมาจากคณะเทศมนตรีเมืองลิเวอร์พูล มีการลงมติให้สร้างโบสถ์ และโรงเรียน เพื่อให้ผู้คนมารวมกันในทุก ๆ วันอาทิตย์ เพื่อทดแทนโบสถ์เก่าทั้งหมด 3 แห่งที่ทรุดโทรม โดยกำหนดให้สร้างขึ้นที่เขตเอฟเวอร์ตัน เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1870

มหาวิหารแห่งนี้จึงเป็นรวมจิตใจของชาวคริสต์ในเมือง จากนั้นก็คือมีกิจกรรมทางด้านอื่น ๆ เข้ามาโดยเฉพาะกีฬาคริกเก็ต ก่อนจะมีการขออนุญาตในการจัดตั้งสโมสรฟุตบอลในปี ค.ศ.1878 ชื่อว่า “เซนต์ โดมิงโก”

หนึ่งปีต่อมา……….สโมสรแห่งนี้เป็นที่ชื่นชอบของชาวเมอร์ซี่ย์ไซด์ และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “เอฟเวอร์ตัน” ตามชื่อเขต พร้อมกับใช้สนามบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ ที่สวนสาธารณะสแตนลี่ย์ พาร์ค เป็นสนามเหย้า ซึ่งพวกเขาอยู่ในแลงคาเชียร์ลีก

กระทั่งปี 1882 สมาคมฟุตบอลแลงคาเชียร์ ออกกฎว่า ทุกสโมสรจะต้องมีสนามเป็นของตัวเอง เท่ากับเอฟเวอร์ตันต้องหาพื้นที่ใหม่ทันที

หลังจากไปเล่นที่ พิออรี่ สตรีท ซึ่งเป็นที่ดินบริจาคของ มร.เจ ครุยท์ อยู่ 2 ปี กลุ่มนักเตะเอฟเวอร์ตัน ก็ต้องยกพลมาเล่นที่สนามแอนฟิลด์ เมื่อปี 1884

หนึ่งในคณะบุคคลที่เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการก่อตั้งสโมสรเอฟเวอร์ตัน ก็คือ มร.จอห์น โฮลดิ้ง


มิสเตอร์โฮลดิ้ง ณ ขณะนั้น ดำรงค์ตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองลิเวอร์พูล เป็นนักการเมืองแห่งพรรคอนุรักษ์นิยม ในฐานะประธานสโมสรของเอฟเวอร์ตัน คือผู้ที่นำเอฟเวอร์ตัน มาสู่ แอนฟิลด์

………….แอนฟิลด์ เป็นพื้นที่ของ จอห์น โอเรล เพื่อนสนิท จอห์น โฮลดิ้ง ซึ่ง โอเรล เป็นเจ้าของธุรกิจเบียร์ท้องถิ่น

สัญญา ณ เพลานั้น ทีมต้องจ่ายค่าเช่าสนาม ด้วยสนนราคา ปีละ 100 ปอนด์

หนึ่งปีต่อมา จอห์น โฮลดิ้ง ได้ซื้อที่ดินนี้จาก จอห์น โอเรล ซึ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ก่อนที่ เอฟเวอร์ตัน จะก้าวเข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ในปี 1888

ให้หลังได้ 3 ปีเศษ ๆ จอห์น โฮลดิ้ง ได้มีปัญหาในเรื่องของธุรกิจการค้าขายในสนาม รวมไปถึงเรื่องของการบริหาร เรื่องของการจัดการ สารพัดปัญหาก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ
หนักที่สุดก็คือ เรื่องค่าเช่าสนาม

จอห์น โฮลดิ้ง ขอเพิ่มจากเดิม 100 ปอนด์ เป็น 250 ปอนด์ต่อปี รวมถึงสโมสรต้องรับผิดชอบค่าตกแต่งอัฒจันทร์และอื่น ๆ อีกจิปาถะ นั่นคือ “ศึกใน”

โปรโมชั่นแถมเรื่องของ “ศึกนอก” ตอกย้ำเข้าไปอีกที เมื่อ จอห์น โฮลดิ้ง มีกรณีพิพาทเรื่องที่ดินกับ จอห์น โอเรล ที่เป็นเพื่อนสนิทกันแท้ ๆ

การทะเลาะกันในคราครั้งนี้ เป็นที่ดินผืนเล็ก ๆ หน้าแอนฟิลด์ แต่ประเด็นก็คือ ถึงผืนจะเล็ก แต่เรื่องไม่เล็กนะครับ เพราะดันเป็นทางเข้าออกของสนาม!!!

เรื่องราวทั้งหมดประดังประเดเข้ามา จนสุดท้ายก็หนีความแตกหักไม่ได้……………..

………….ในการประชุมสามัญประจำปีของสโมสร 15 กันยายน 1891 ที่รอยัล สตรีท ฮอลล์ ใกล้ ๆ กับ เอฟเวอร์ตัน วัลเลย์ มีข้อเสนอหนึ่งจาก จอห์น โฮลดิ้ง ที่ว่า สโมสรควรที่จะมีการซื้อที่ดินที่เป็นที่ตั้งของสนามอย่างเป็นทางการ ด้วยราคา 9,237 ปอนด์

แต่ที่ประชุมโดย จอร์จ มานน์ นักการเมืองพรรคเสรีนิยมและหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการเอฟเวอร์ตัน เห็นทุกอย่างเป็นตรงข้าม

สืบเนื่องจากคณะกรรมการของสโมสรตอนนั้น มีนักการเมืองจากทั้งพรรคอนุรักษ์นิยม ที่เป็นฝั่งของ จอห์น โฮลดิ้ง และพรรคเสรีนิยม ที่เป็นฝั่งของ จอร์จ มาห์น

จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ที่ประชุมจึงเสียงแตก เพราะทั้งสองพรรคนี้เคยปะทะคารมกันอย่างดุเดือดในการเลือกตั้งท้องถิ่นมาแล้ว!!!

……….แม้แนวคิดเรื่องนี้จะต่างกัน แต่ทั้ง จอห์น โฮลดิ้ง และจอร์จ มาห์น เห็นพ้องต้องกันว่า เอฟเวอร์ตัน ควรดำเนินธุรกิจในฐานะบริษัทจำกัด อย่างไรก็ตาม พอลงลึกเข้าไปในรายละเอียด สองคนนี้ก็คิดต่างกันอีก โดย โฮลดิ้ง อยากจะให้มี 12,000 หุ้น ส่วน มาห์น ต้องการให้หุ้นแค่ 500 หุ้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว

เมื่อสรุปกันกันไม่ได้ สโมสรจึงได้มีมติมีประชุมสามัญครั้งพิเศษ ในวันที่ 25 มกราคม 1892 ที่ลิเวอร์พูล คอลเลจ ในชอว์ สตรีท

หนนี้ข้อเสนอของ จอห์น โฮลดิ้ง เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และ จอร์จ มาห์น บอกว่า เอฟเวอร์ตัน จะต้องย้ายสนามไปยังที่ใหม่
“เรามีทุ่งหญ้าอันเขียวขจีรอเราอยู่ The Mere Green Field ที่วอลตัน นั่นจะเป็นสนามใหม่ของเรา”

บันทึกเอาไว้ว่า วันที่ 15 มีนาคม ค.ศ.1892 จอร์จ มาห์น ได้รับการชูมือจากสมาชิก ให้ขึ้นมาเป็นประธานคนใหม่ของทีม พร้อมกับนำข้อเสนอในการย้ายสนามเป็นมติหลัก

ยืนยันไอเดียที่ว่า ไม่ต้องการเตะที่แอนฟิลด์อีกต่อไป!!! นอกจากนั้น บอร์ดมีมติยิ่งกว่าเอกฉันท์ ทั้งบัตรดีบัตรเสียบัตรเขย่งก้าวกระโดด ถึง 297 ต่อ 2 เสียง ไม่อนุมัติการซื้อสนามแอนฟิลด์ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเอฟเวอร์ตัน เพราะมีความเชื่อว่า ไม่ชอบมาพากล

2 เสียงที่โหวตว่าต้องซื้อสนาม ก็คือ จอห์น โฮลดิ้ง หัวหน้าผู้บริหารสโมสร และจอห์น โอเรลล์ เจ้าของที่ดินที่ตั้งของสนามแอนฟิลด์!!!

ข้อเสนอของ จอร์จ มาห์น ผ่านมติในการไปสร้างอาณาจักรใหม่ คนละฟากฝั่งกับ แอนฟิลด์ นั่นคือ กูดิสัน พาร์ค อยู่ที่กูดิสัน โร้ด ห่างจากถิ่นเดิมไปทางสวนสาธารณะสแตนลี่ย์ พาร์ค 0.97 กิโลเมตร

ทันทีที่ มาห์น ไปนั่งเก้าอี้ประธาน ทำให้ โฮลดิ้ง โกรธจัดแล้วออกจากที่ประชุมพร้อมกับปิดประตูเสียงดังสนั่น ทำให้ โฮลดิ้ง กับ เอฟเวอร์ตัน แตกหัก สิ้นเยื่อขาดใยกันในวันนั้น

แต่ โฮลดิ้ง ไม่ยอมและเดินหน้า ทำหน้าที่เป็นฟรอนท์แมน เพื่อสร้างทีมใหม่ในทันที!!!

เรื่องของเรื่องก็คือ การทำทีมฟุตบอลไม่ใช่ของง่าย ว่ากันว่า จัดตั้งพรรคการเมืองยังง่ายกว่า

แต่ด้วยความมุ่งมั่น……จอห์น โฮลดิ้ง จัดการรวบรวมสมัครพรรคพวกเข้ามาหารือกันที่เนปจูน โฮเทล ในย่านเคลย์ตัน สแควร์ ทั้งหมด 4 คน

หนึ่งในนั้นคือ วิลเลี่ยม เอ๊ดเวิร์ด บาร์เคลย์ กุนซือเอฟเวอร์ตัน และ จอห์น แม็คเคนน่า ที่อีกไม่กี่เดือนต่อมาทั้งสองก็รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการทีม “คนคู่” คู่แรกของลิเวอร์พูล

หลังจากการประชุมที่เนปจูน โฮเทล เป็นที่เรียบร้อย อีก 15 วันต่อมา หรือวันที่ 30 มีนาคม 1892………….คือวันสำคัญที่สุดอีกหนึ่งวันก็ว่าได้

……….จอห์น โฮลดิ้ง ผู้ถูกยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหลือแต่สนามอันว่างเปล่า เขาไม่ยอมให้ทุกอย่างจบ เขาไม่สามารถที่จะปล่อยให้ “สนามแอนฟิลด์” ร้างราจากฟุตบอลไม่ได้

การประชุมด่วนเป็นไปหลายครั้งกระทั่งมาได้ข้อยุติ ณ “The Sandon” โอ๊คฟิลด์ โร้ด ย่านแอนฟิลด์

นอกจาก จอห์น โฮลดิ้ง เป็นประธานผู้ขับเคลื่อนแล้ว พร้อมกับทีมงานคู่ใจอีก 3 คน ประกอบด้วย เอ๊ดวิน เบอร์รี่, วิลเลี่ยม บาร์เคลย์ และจอห์น แม็คเคนน่า

เนื้อหาใจความสำคัญนั่นก็คือ การจัดตั้งทีมขึ้นมาใหม่ และแบรนด์ใหม่แทนที่ “เอฟเวอร์ตัน เอฟซี”

จริงๆ แล้ว โฮลดิ้ง ต้องการจะใช้ชื่อ “เอฟเวอร์ตัน แอธเลติค” ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เขาสร้างมากับมือ แต่ไม่สามารถอีกต่อไป เพราะลีกปฏิเสธ ว่า ห้ามใช้ชื่อเหมือนกันจนกระทั่งได้ข้อสรุปใช้ชื่อเมือง “ลิเวอร์พูล” มาเป็นชื่อทีม

หนึ่งในข้อสรุปวันนั้นคือ จอห์น แม็คเคนน่า กับ วิลเลี่ยมส์ บาร์เคลย์ มารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนแรกและเป็นคนคู่ของลิเวอร์พูล ในเวลาต่อมา

สตีเฟ่น ดอน ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ลิเวอร์พูล ให้คำจำกัดความในวันที่ 30 มีนาคม 1892 เอาไว้ ใจความประมาณว่า……………..

“วันที่ 30 มีนาคม 1892 ถือเป็นวันที่สำคัญยิ่ง ไม่ซิ!!!! ผมคิดว่ามันสำคัญอย่างที่สุด เพราะข้อสรุปว่าจะมีสโมสรลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ เกิดขึ้นในวันนี้ เมื่อทุกอย่างได้ข้อสรุปจากคณะที่ประชุม ก็ได้เตรียมยื่นหนังสือเพื่อนำ ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ ไปสู่การเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพ ภายใต้กฎของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ และเซ็นสัญญากำเนิดทีมอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มิถุนายนปีเดียวกัน”

ชื่อของสโมสรลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ อยู่ในใจของ โฮลดิ้ง อยู่แล้ว เพราะเขาตั้งใจเอาไว้ในตอนแรก ว่า จะตั้งทีมคริกเก็ตชื่อว่า “ลิเวอร์พูล”

เขาเปลี่ยนชื่อเดิมจาก “Everton Football Club and Athletic Grounds Company Limited”

มาเป็น “Liverpool Football Club and Athletic Grounds Company Limited”

………..หนึ่งในความคลาสสิคที่มีบันทึกก็คือ โฮลดิ้ง บอกให้ แม็คเคนน่า ขึ้นเหนือไปหานักเตะที่สก็อตแลนด์ มาเสริมทัพ

ไม่แปลกที่นักเตะลิเวอร์พูลชุดแรก จะมีพวก “แม็ค” บานตะเกียง จนเป็นที่มาของคำแซวว่า “แม็คเวอร์พูล เอฟซี”

ข้อสรุปในวันนั้น ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับคำว่า “ขุมทองแม็คเคนน่า” หรือไม่….อย่างไร

เพราะ แม็คเคนน่า แกขึ้นไปขุดทองหาเพชรพลอยมาเจียรไนไว้มากมายมหาศาล

สุดท้าย 3 มิถุนายน 1892 ทุกอย่างลงตัวสมบูรณ์แบบทั้งหมด จึงถือกำเนิดสโมสรลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ อย่างเป็นทางการ……..

C. fanpage : บีแหลมสิงห์FanPage

สมาคมคนชอบเด็ก มีมากมายเป็นปกติทุกยุคสมัย

ธรรมชาติเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ถึงแม้จะมีกระบวนการขัดเกลาหรือเปลี่ยนแปลงทางสังคมยังไงก็ตาม เมื่ออยู่ในภาวะที่ไม่ได้ถูกบีบหรือกดดันโดยสังคม คนเราก็แสดงออกเผยถึงสิ่งที่เป็นตัวตน

ทุกวันนี้ในสังคมมีจำนวนมาก ไม่ได้หมายถึงสังคมไทย แต่เป็นสังคมทั่วโลก เรื่องของเด็กมีสัมพันธ์กับเด็กวัยเดียวกัน, เด็กมีสัมพันธ์กับเด็กวัยโตกว่า, เด็กมีสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์ที่ว่านี้ หมายถึงสัมพันธ์ในระดับพูดคุยจีบกัน ไปจนถึงระดับสัมพันธ์ทางเพศ

หลายๆครอบครัวมักไม่รู้ว่า เด็กในการดูแลของตนได้มีความสัมพันธ์กับเพื่อนที่โรงเรียน ตั้งแต่วัยประถมต้น เริ่มจีบกัน เริ่มหลอกล้อระหว่างเพื่อนฝูงว่าใครเป็นแฟนใคร พอประถมปลายก็ยิ่งมีอัตรามากขึ้น ส่วนถ้าเข้าระดับมัธยมไม่ต้องพูดถึง

ในเรื่องของอารมณ์ความใคร่และความรัก ก็เหมือนเดิมทุกสมัย แต่ในเรื่องของความกล้าในเรื่องเพศ การไม่สงวนตัว เด็กยุคนี้จะมีมากกว่าสมัยเมื่อ 20 ปี 30 ปีที่แล้ว พวกเขามักจะเริ่มมีกิจกรรมทางเพศโดยมองเป็นเรื่องไม่เสียหาย โดยเฉพาะในวันหยุดที่ไปเที่ยวเล่นบ้านเพื่อนหรือตามสวนตามทุ่ง เด็กสมัยนี้จะสนุกกับกิจกรรมทางเพศมากกว่าเล่นเกม หรือเล่นกีฬา

และมีเด็กจำนวนนึงที่นิยมเรื่องเพศข้ามวัย เพราะมองว่ารุ่นพี่มีประสบการณ์ หรือมองว่าผู้ใหญ่มีประสบการณ์ ไม่รู้สึกเขินอายเหมือนเวลาทำกับเพื่อนวัยเดียวกัน

ในยุคโซเชียลนี้ ผู้ใหญ่สามารถทักแชตไปจีบเด็กได้ไม่ยาก และมีเหมือนกันสำหรับเด็กบางคนซึ่งถือเป็นส่วนน้อย ที่เป็นฝ่ายทักแชตไปจีบรุ่นพี่ หรือจีบคนรุ่นผู้ใหญ่เอง คนหนุ่มๆที่ไม่แก่เกินไป ทั้งวัยนักศึกษา, วัยทำงาน เด็กๆจะชอบมาก หรือถ้าวัยกลางคน เด็กบางคนก็รับได้และชอบได้

เรื่องเหล่านี้ถ้าได้เข้าไปกลุ่มที่เด็กๆคุยเล่นสนทนาแลกเปลี่ยนกัน หรือสัมผัสคลุกคลีกับสังคมของเด็กๆมานาน เราก็จะเข้าใจสังคมของเด็กยุคปัจจุบัน ว่าเขาชอบทำอะไร ชอบเล่นเกมอะไร กำลังนิยมดารานักร้องคนไหน และมีเรื่องรักๆใคร่ๆกันอย่างไร

ภาพต่อไปนี้ไม่ใช่ตัวอย่างที่กล่าวถึง แต่เป็นภาพตัวอย่างบางกลุ่มบางสังคมในโซเชียล ที่มีเด็กเข้าไปโพสต์รูปหรือโปรโมทตัวเอง ให้คนทุกวัยได้ชื่นชม และสามารถติดต่อทำความรู้จักกันได้ ซึ่งตรงนี้จะสื่อว่าผู้ใหญ่ที่ชอบเด็กนั้นมีอยู่ทุกยุค

คำพูดเหล่านี้เป็นเพียงการพูดหยอกล้อกันในกลุ่ม ไม่ได้มีการติดต่อซื้อขายบริการทางเพศกันจริงๆ

ภาพเหล่านี้คือเจ้าตัวโพสต์เอง แนะนำแอคเคาท์โซเชียลของตัวเองให้คนไปติดตามหรือทำความรู้จัก

แต่ภาพนี้ไม่ใช่เจ้าตัวโพสต์ แค่ผู้ชายเอามาโพสต์หยอกกันเล่นๆ

วิถีชีวิตที่ไม่ถูกเปิดเผยในวงกว้างของสังคม หรือผู้คนไม่ได้ใส่ใจ แต่มันเป็นวิถีที่มีอยู่จริง และเป็นเรื่องปกติในสังคม ส่วนถ้าใครคิดว่าไม่เหมาะ ไม่ดีงาม คุณก็ต้องกำหนดกติกาให้ครอบครัวของคุณเอง ควบคุมอบรมดูแลลูกหลาน อยากให้เขาอยู่ในสังคมแบบไหน วิถีแบบไหน คุณวางกติกาได้หมด

C. โม

ลิเวอร์พูลแห้วแวร์เนอร์ กับข้อพิสูจน์ข่าวจริง-ปลอม ที่ผ่านมา

“แวร์เนอร์” , “ซาเน่” ข่าวจริง นอกนั้นข่าวโม้

สื่อมาตรฐานทุกสำนักยืนยันว่า เชลซีตัดหน้าลิเวอร์พูลยื่นซื้อ "ติโม แวร์เนอร์" บรรลุข้อตกลงเรียบร้อย เหลือแค่ขั้นตอนการเซ็นสัญญาก็จบ โอกาสใครจะพลิกแย่งซื้อยากมาก ตรงนี้มันเป็นข้อพิสูจน์ว่าข่าวการซื้อขายนักเตะอื่นๆที่ผ่านมานั้นเป็นข่าว 'ปั้นน้ำเป็นตัว'

อย่างที่ผมเคยบอกไปว่าช่วงที่ไม่มีบอลแข่ง พวกสื่อสายโม้เขาก็ไม่มีอะไรจะเล่น ก็เล่นแต่ข่าวการติดต่อซื้อขาย ทั้งที่ยังไม่จบฤดูกาลแล้วมันจะมีการติดต่อซื้อขายกันทำไม อีกทั้งสโมสรเกือบทั้งหมดในลีกใหญ่ที่ไม่ใช่ทีมมหาเศรษฐี ล้วนแล้วประสบภาวะขาดทุน จนทางยูฟ่าต้องผลักดันให้กลับมาแข่ง ไม่งั้นวงการฟุตบอลเจ๊งกันหมด

แวร์เนอร์ หรือที่อังกฤษเรียกกันว่า "เวอร์เนอร์" เป็นนักเตะคนเดียว ที่ลิเวอร์พูลติดต่อซื้อจริง คล็อปป์ติดต่อทาบทามจริง เหตุที่ยังไม่จบฤดูกาลแล้วต้องรีบติดต่อซื้อขายเพราะเขามีกำหนดเวลาในเรื่องการฉีกสัญญา ซึ่งแวร์เนอร์มีค่าฉีกสัญญา 50 กว่าล้านปอนด์ แล้วทีมที่มีกำลังจ่ายขนาดนี้ในพรีเมียร์ก็ได้แก่ แมนซิตี้, แมนยู, เชลซี แต่ทีมที่สนใจซื้อมากคือเชลซี แล้วแวร์เนอร์ก็ต้องเลือกเชลซีเพราะไม่ใช่คู่แข่ง เพื่อจะได้ไม่ผิดใจกับแฟนลิเวอร์พูล (แวร์เนอร์เองก็มีใจให้คล็อปป์และหงส์)

ในสถานการณ์โควิดที่ผ่านมาทำให้ลิเวอร์พูลไม่มีกำลังซื้อจริงๆ ไม่ใช่ว่าเล่นแง่หรือยึกยัก ไอ้เหตุผลนี้ผมไม่โกรธสโมสร แต่ถ้าเป็นเรื่องของความขี้เหนียวทั้งที่มีตัง หรือจะดูดผลกำไรอย่างเดียวโดยไม่สนถ้วยรางวัลแบบยุคที่ผ่านมา อันนั้นถึงน่าแค้น ฉะนั้นผมจะทวนให้อีกครั้งว่า ข่าวใดบ้างที่เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับนักเตะซุปตาร์ที่แฟนลิเวอร์พูลชอบใจและอยากได้

1.) “คูลิบาลี”
ข่าวนี้ตลกมาก กองหลังวัยใกล้ 30 ขวบ แต่ค่าตัวดันเกิน 60 ล้านปอนด์ และฝีเท้าก็ไม่ได้ดีไปกว่าตัวหลักที่ลิเวอร์พูลมีอยู่ จากที่แฟนๆได้รู้แล้วว่าแม้แต่แวร์เนอร์ 50 ล้าน หงส์ยังไม่มีจะจ่าย แล้วจะไปคิดเรื่องคูลิบาลี ยิ่งห่างไกลความจริง หรือที่บอกว่าจะแถมโอริกี้ให้เพิ่มยิ่งบ้าบอไปกันใหญ่

2.) “ตราโอเร่”
นักเตะที่แฟนลิเวอร์พูลหลายคนชอบกัน ตรงนี้ไม่ว่ากัน เพราะทุกคนก็มีสิทธิ์จะชอบนักบอลคนไหนก็ได้ แต่ถ้าพูดถึงระดับฝีเท้าแล้ว ในทีมวูล์ฟเองตราโอเร่ก็ยังหาตำแหน่งตัวจริงยากเลย ไม่มีสโมสรยักษ์ใหญ่ที่ไหนหรอกครับจะควักตัง 60 ล้าน 70 ล้านปอนด์มาซื้อ ถ้าหากจะควักซัก 30 ล้านมาไว้เป็นสำรอง อันนั้นพอเป็นไปได้สำหรับทีมรวยๆ

3.) “คูตินโญ่”
สื่อชอบปั่น ชอบดราม่าเยอะมาก ทำนองว่าไม่มีใครต้องการคูตินโญ่ ขายข่าวเพื่อให้แฟนหงส์สมน้ำหน้าเล่น แต่สถานการณ์จริงมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น คูตินโญ่ยังมีอนาคตกับทีมครับ และผมเชื่อว่าบาร์เซโลน่าก็ไม่ได้อยากปล่อย ไม่ใช่อย่างที่เราเห็นจากข่าวว่าเร่ปล่อยให้ยืมตัว ถ้าหากไม่มีทีมไหนควักเงินมาซื้อจริงๆ บาร์ซ่าก็เก็บไว้ใช้เอง

4.) “เดมเบเล่”
ถ้าเล่นในบาร์ซ่าระดับฝีเท้ายังเป็นตัวหลักไม่ได้ มาลิเวอร์พูลก็เป็นตัวหลักไม่ได้ครับ และถ้าลิเวอร์พูลจะซื้อมาเป็นสำรอง ก็คงต้องเป็นนักเตะฝีเท้าดีที่ราคาไม่เกิน 20 ล้านปอนด์ ไม่ใช่ซุปตาร์ที่ราคาเกินฝีเท้า

ส่วนข่าวการติดต่อนักเตะที่เป็นข่าวจริงคือ “เลรอย ซาเน่” อันนี้สื่อสายลิเวอร์พูลเองคอนเฟิร์มว่าข่าวจริง ลิเวอร์พูลมีการติดต่อจริง แต่ไม่ได้ติดต่อซื้อแบบเสียตัง เป็นการติดต่อล่วงหน้าเพื่อดึงตัวแบบฟรี (หากนักเตะไม่ต่อสัญญา) ซึ่งตรงนี้ก็ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่ว่าลิเวอร์พูลติดต่อแล้วซาเน่จะมาได้จริง เพราะโอกาสมายากมาก ซาเน่ก็ต้องเกรงใจแฟนๆแมนซิตี้ ไม่ย้ายมาทีมคู่แข่งแย่งแชมป์ ดังนั้นซาเน่ก็มีเป้าหมายที่บาเยิร์นเป็นหมายเลขหนึ่ง

ทีนี้สำหรับประเด็นว่าการที่ลิเวอร์พูลพลาดได้ตัวแวร์เนอร์ มันเสียหายกับทีมหรือไม่ ? ผมมองว่าไม่เสียหายในการล่าแชมป์พรีเมียร์ แต่จะเสียหายต่อการลุ้นถ้วยเล็กๆเพิ่ม เช่น เอฟเอ คัพ, คาราบาว คัพ เพราะลิเวอร์พูลไม่ได้จะซื้อแวร์เนอร์มาเป็นตัวจริง แต่มาเพื่อเป็นแบ็คอัพหมุนเวียนตัวผู้เล่น เนื่องจากการที่มีโปรแกรมเตะเยอะและถี่ ในเรื่องนี้ผมจะไว้แจงในคราวต่อไป

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

(1985-2020) 35 ปีมาแล้ว โศกนาฏกรรม “เฮย์เซล” / ย้อนทวนเหตุการณ์

35 ปีเหตุการณ์ “เฮย์เซลสเตเดี้ยม” เบลเยียม

• คู่ชิงยูโรเปี้ยนคัพ (แชมป์เปี้ยนส์ลีก) 29 พ.ค.1985 ยูเวนตุส พบกับลิเวอร์พูลแชมป์เก่าจากปี 1984 ซึ่งยูเวนตุสกำลังลุ้นแชมป์สมัยแรก

• ก่อนหน้านี้ทั้งสองสโมสรได้ยื่นเรื่องต่อทางยูฟ่า ให้เปลี่ยนสนามแข่งไปใช้สนามของบาร์ซ่าหรือมาดริด เพราะยูเวนตุสและลิเวอร์พูลเป็นทีมใหญ่ สนามที่เบลเยียมไม่มาตรฐานพอที่จะรองรับแฟนบอล รั้วกำแพงก็พังและมีรอยแยก และสมัยนั้นไม่มีจำกัดที่นั่งแต่จะให้กองเชียร์ยืนเบียดกัน ทางลิเวอร์พูลกังวลอย่างมาก เพราะสนามเฮย์เซลเป็นถิ่นชุมชนชาวอิตาลี

• สมัยก่อนเป็นยุคชาตินิยม กองเชียร์ชาวอิตาลีก็ไม่ได้มีแต่แฟนยูเวนตุส แต่เป็นคนอิตาลีที่มาเชียร์ชาติตัวเองและแฟนบอลทีมอื่นด้วย ส่วนกองเชียร์ลิเวอร์พูลก็คือนอกจากแฟนบอลลิเวอร์พูลแล้วก็รวมฮูลิแกนหลายๆทีมมาเชียร์ชาติตัวเอง เป้าหมายนั้นเหมือนเป็นการรบกันตีกันระหว่างอิตาลีกับอังกฤษ

• จากการยั่วกันไปมา สุดท้ายก็จบที่แฟนบอลตีกัน โดยฝ่ายที่ตายเป็นกองเชียร์อิตาลีเกือบทั้งหมด คนบาดเจ็บ 600 คน เสียชีวิต 39 คน โดยในจำนวนนี้รวมบุคลากรด้านอื่นด้วย เป็นชาวอิตาลี 32 คน, เบลเยียม 4 คน, ฝรั่งเศส 2 คน (แฟนบอลของพลาตินี่), ไอร์แลนด์เหนือ 1 คน (อาจเป็นแฟนลิเวอร์พูลหรือไม่ก็กองเชียร์ยูเวนตุส เพราะคนไอริชส่วนนึงก็ไม่ถูกกับอังกฤษ)

• ทั้งที่มีคนตายมากมายคาสนาม แต่ยูฟ่ากลับดันทุรังให้แข่งต่อเมื่อเคลียร์พื้นที่แล้ว นักเตะลิเวอร์พูลแชมป์เก่าลงไปเล่นแบบไม่เต็มใจ เพื่อให้มันจบๆเกมไป

• มีเหตุการณ์สุดแปลกคือ กิเลสพีกองหลังสำรองของลิเวอร์พูลที่ถูกเปลี่ยนลงไป ได้ทำฟาวล์นอกกรอบเขตโทษแบบห่างเส้นอย่างมาก ชัดเจนโดยไม่ต้องมี VAR แต่กรรมการเป่าให้เป็นจุดโทษ ราวกับว่าได้ใบสั่งมาจากเจ้าพ่อหรือไม่ก็เป็นการปลอบใจยูเวนตุสยังไงยังงั้น ผลคือมิเชล พลาตินี่ ยิงจุดโทษให้ยูเวนตุสชนะลิเวอร์พูล 1-0 คว้าถ้วยนี้เป็นสมัยแรกของทีม

• ยูเวนตุสฉลองแชมป์กันหน้าชื่นตาบานทั้งที่แฟนบอลตนเองตายไป 30 กว่าคน นับเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญมาก ไม่ใช่สะเทือนเรื่องที่มีคนตาย แต่เป็นเรื่องที่มีคนตายคาสนามแต่ยูฟ่าไม่ยอมเลื่อนแข่ง (ต่างกันมากกับปัจจุบันที่มีการเลื่อนแข่งอันเนื่องจากเหตุการณ์โรคระบาด ทั้งที่ไม่มีใครตายคาสนาม และมันไม่เกี่ยวกับฟุตบอลด้วย)

• ยูฟ่าไม่ยอมรับความผิดตนเองในการจัดการแข่งขันที่หละหลวม สุดท้ายก็ให้สโมสรเป็นแพะ โดยลงโทษแบนลิเวอร์พูลจากถ้วยยุโรป 6 ปี และแบนเหมารวมสโมสรอังกฤษ 5 ปีโทษฐานที่ฮูลิแกนอังกฤษไปตีกับแฟนบอลอิตาลี

• ปีนั้นเอฟเวอร์ตันได้แชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง (พรีเมียร์) ซึ่งจะได้สิทธิ์ไปเล่นถ้วยยูโรเปี้ยน และในคลาสของเอฟเวอร์ตันเวลานั้นมีสิทธิ์ครองเจ้ายุโรปด้วย แต่กลับโดนแบน

• การแบนทีมจากอังกฤษและลิเวอร์พูล เป็นผลทำให้อดีตทีมเก่งของอังกฤษตกต่ำลงเรื่อยๆ ทั้งลิเวอร์พูล, เอฟเวอร์ตัน, ลีดส์, วิลล่า, ฟอเรสต์ รัฐบาลเบนเข็มจากการสนใจเมืองลิเวอร์พูล หันไปบำรุงเมืองแมนเชสเตอร์แทน พอในปี 1992 ทางสมาคมฟุตบอลร่วมกับสื่อและคนใหญ่คนโตในอังกฤษต้องการกู้ภาพลักษณ์ฟุตบอลอังกฤษ จึงตั้ง “พรีเมียร์ชิพ” ขึ้นมาเป็นลีกสูงสุดแทนนามดิวิชั่นหนึ่ง เพื่อให้ดูมีมาตรฐานขึ้น และนับจากนั้นก็กลายเป็นยุครุ่งเรืองของแมน ยูไนเต็ดมาอีก 2 ทศวรรษ ส่วนอดีตทีมยิ่งใหญ่หลายๆทีมก็ดิ่งลงยังกุไม่กลับมาถึงเวลานี้ ส่วนที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับนึงก็คือลิเวอร์พูล จนกลับมาได้แชมป์ยูโรเปี้ยน (แชมเปี้ยนส์ลีก) อีกครั้งในปี 2005 และ 2019 ล่าสุด

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

ใครว่า “แกเร็ธ เบล” มีปัญหากับสโมสรแล้วจะเบี้ยวซ้อม ?

ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะมีข่าวลือว่าแกเร็ธ เบล มีปัญหากับสโมสรและจะย้ายทีม จนแฟนๆกลัวว่าเบลจะไม่ยอมมาซ้อมไม่พร้อมแข่ง

แต่ล่าสุดหลังจากที่ทางเรอัล มาดริดมีการซ้อมกันอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ทีมแพทย์สโมสรเผยว่านักเตะที่สภาพร่างกายฟิตพร้อมที่สุดในทีมคือแกเร็ธ เบล โดยสภาพร่างกายฟิตอยู่ที่ราว 90% ซึ่งเป็นผลจากการซ้อมอย่างขะมักเขม้น เรียกว่าต่อให้แข่งอาทิตย์หน้า เบลก็จะสามารถลงแข่งได้ทันที ดังนั้นสำหรับการแข่งช่วงกลางเดือน มิ.ย.นี้ นักเตะทั้งทีมพร้อมลงบู๊กันถ้วนหน้าอย่างแน่นอน

แฟนบอลในสเปนต่างใจจดใจจ่อกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที หลังจากที่มีกำหนดการออกมาว่าฟุตบอลลาลีกา จะเริ่มรีสตาร์ทวันที่ 12 มิ.ย.นี้ โดยจะมีโปรแกรมแข่งต่อเนื่องทุกวัน หลังจากที่เก็บกดมานานกับช่วงเบรคโควิด

สำหรับทางเรอัล มาดริดจะมีโปรแกรมกลับมาแข่งนัดแรกวันที่ 15 มิ.ย. โดยพบกับ เอย์บาร์

C. fanpage : โลกฟุตบอล

“สปาเก็ตตี้เลก” เจอร์ซี่ ดูเด็ค คนสำคัญที่ทำให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ UCL 2005

ลูกเซฟเผาขนที่อิสตันบูล

มีหลายความทรงจำที่น่าประทับใจในเกมนัดชิงแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2005 ไม่ว่าจะเป็นการแก้เกมของเบนิเตส การทวงคืนสามประตูในเวลาอันรวดเร็ว และการดวลจุดโทษท้ายเกม

และอีกหนึ่งความยอดเยี่ยมของ เจอร์ซี่ ดูเด็ค กับการเซฟลูกยิงสองจังหวะระยะเผาขนของ อังเดร เชฟเชนโก้ ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ช่วยทีมรักษาสกอร์ ไว้ได้จนจบเกม

นอกการเต้นเซฟจุดโทษแล้ว การเซฟในเกมก็สำคัญอย่างมาก

ดูเด็คเผยว่า เขาไม่อธิบายไม่ได้เช่นกันว่าตัวเองนั้นทำได้อย่างไร เผยโล่งใจสุดๆหลังเห็นบอลลอยออกหลังไป

“ความจริงก็คือ ผมไม่สามารถอธิบายได้ว่าผมป้องกันลูกนั้นได้อย่างไร ผมไม่เห็นลูกบอลด้วยซ้ำมันลอยขึ้นไปในอากาศ เมื่อมันตกลงบนหลังตาข่าย ผมบอกกับตัวเองว่า เ**สเข้ นี่แหละที่เราต้องการ!”

🗣️ เจอร์ซี่ ดูเด็ค อดีตผู้รักษาประตูลิเวอร์พูล ชุดแชมป์ปี 2005 กล่าวถึงจังหวะเซฟสุดมหัศจรรย์

  • สำหรับใครที่ได้ดู นี่น่าจะเป็นจังหวะที่ทำให้เดอะค็อปหลายคนใจหายใจคว่ำไม่น้อย และสำหรับแอดมินเองคิดว่านี่เป็นหนึ่งในจังหวะเซฟที่ดีที่สุดในชีวิตที่แอดมินเคยเห็นมาเลยครับ

[ ฉุยฉาย ]

C. fanpage : โคตรแอ็ค ทันข่าวลิเวอร์พูล

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น