ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ ถือกำเนิดเกิดขึ้นบนจักรวาลนี้ เมื่อคริสต์ศักราช 1892 เทียบเป็นพุทธศักราช ก็คือ ปี 2435 …………มีหลายพงศาวดารที่เขียนไว้ว่า สโมสรลิเวอร์พูล ถือกำเนิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 1892
แต่อีกหลายตำรายืนยันว่า…..ไม่ใช่แน่ๆ!!!!
……….หากนับเฉพาะ “เมืองลิเวอร์พูล” ถิ่นดินแดนนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ.1207 หรือกว่า 800 ปี หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นที่นี่
เพราะที่นี่เป็นเมืองท่าที่สำคัญของ อังกฤษ และของโลก
ที่นี่มีเรือที่เปลี่ยนความเชื่อของทุกคนนั่นคือ ไททานิค
ที่นี่เป็นเมืองกำเนิดวงดนตรีชื่อดังที่เปลี่ยนการฟังเพลงไปตลอดกาลอย่าง “เดอะ บีทเทิลส์”
แต่ในยุคปัจจุบัน หากพูดถึงเมืองนี้ ทุกคนจะนึกถึง ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ ก่อนเป็นลำดับแรก
ขนาดเมืองลิเวอร์พูลมีข่าวคนติดเชื้อโควิด สื่อประเทศนี้เมืองนี้บางแห่งยังหลงทาง นำภาพสโมสรลิเวอร์พูลไปประกอบข่าวใหญ่โต จนสร้างความเข้าใจผิดแบบเต็มตีนกันมาแล้ว!!!!! ไม่เกี่ยวว่า คนติดเชื้อจากเมืองคนแรกจากมาจากฝั่งเบอร์คเค่นเฮด หรือ "ลิเวอร์พูลฝั่งธน" แต่มันเป็นความคลาดเคลื่อนที่เพลี๊ยเพลียจริงๆ!!!
เส้นทางสู่การสร้างสโมสรแห่งนี้ ไม่ได้มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะก่อนหน้าที่จะมีสโมสรลิเวอร์พูล ที่นี่มีสโมสรเอฟเวอร์ตัน ฟุตบอล คลับ เพียงทีมเดียวเท่านั้น
หรือชื่อแรกของพวกเขาคือ เซนต์ โดมิงโก
ชื่อของ “เซนต์ โดมิงโก” คือนามแห่งมหาวิหาร ที่เกิดขึ้นมาจากคณะเทศมนตรีเมืองลิเวอร์พูล มีการลงมติให้สร้างโบสถ์ และโรงเรียน เพื่อให้ผู้คนมารวมกันในทุก ๆ วันอาทิตย์ เพื่อทดแทนโบสถ์เก่าทั้งหมด 3 แห่งที่ทรุดโทรม โดยกำหนดให้สร้างขึ้นที่เขตเอฟเวอร์ตัน เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1870
มหาวิหารแห่งนี้จึงเป็นรวมจิตใจของชาวคริสต์ในเมือง จากนั้นก็คือมีกิจกรรมทางด้านอื่น ๆ เข้ามาโดยเฉพาะกีฬาคริกเก็ต ก่อนจะมีการขออนุญาตในการจัดตั้งสโมสรฟุตบอลในปี ค.ศ.1878 ชื่อว่า “เซนต์ โดมิงโก”
หนึ่งปีต่อมา……….สโมสรแห่งนี้เป็นที่ชื่นชอบของชาวเมอร์ซี่ย์ไซด์ และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “เอฟเวอร์ตัน” ตามชื่อเขต พร้อมกับใช้สนามบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ ที่สวนสาธารณะสแตนลี่ย์ พาร์ค เป็นสนามเหย้า ซึ่งพวกเขาอยู่ในแลงคาเชียร์ลีก
กระทั่งปี 1882 สมาคมฟุตบอลแลงคาเชียร์ ออกกฎว่า ทุกสโมสรจะต้องมีสนามเป็นของตัวเอง เท่ากับเอฟเวอร์ตันต้องหาพื้นที่ใหม่ทันที
หลังจากไปเล่นที่ พิออรี่ สตรีท ซึ่งเป็นที่ดินบริจาคของ มร.เจ ครุยท์ อยู่ 2 ปี กลุ่มนักเตะเอฟเวอร์ตัน ก็ต้องยกพลมาเล่นที่สนามแอนฟิลด์ เมื่อปี 1884
หนึ่งในคณะบุคคลที่เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการก่อตั้งสโมสรเอฟเวอร์ตัน ก็คือ มร.จอห์น โฮลดิ้ง
มิสเตอร์โฮลดิ้ง ณ ขณะนั้น ดำรงค์ตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองลิเวอร์พูล เป็นนักการเมืองแห่งพรรคอนุรักษ์นิยม ในฐานะประธานสโมสรของเอฟเวอร์ตัน คือผู้ที่นำเอฟเวอร์ตัน มาสู่ แอนฟิลด์
………….แอนฟิลด์ เป็นพื้นที่ของ จอห์น โอเรล เพื่อนสนิท จอห์น โฮลดิ้ง ซึ่ง โอเรล เป็นเจ้าของธุรกิจเบียร์ท้องถิ่น
สัญญา ณ เพลานั้น ทีมต้องจ่ายค่าเช่าสนาม ด้วยสนนราคา ปีละ 100 ปอนด์
หนึ่งปีต่อมา จอห์น โฮลดิ้ง ได้ซื้อที่ดินนี้จาก จอห์น โอเรล ซึ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ก่อนที่ เอฟเวอร์ตัน จะก้าวเข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ในปี 1888
ให้หลังได้ 3 ปีเศษ ๆ จอห์น โฮลดิ้ง ได้มีปัญหาในเรื่องของธุรกิจการค้าขายในสนาม รวมไปถึงเรื่องของการบริหาร เรื่องของการจัดการ สารพัดปัญหาก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ หนักที่สุดก็คือ เรื่องค่าเช่าสนาม
จอห์น โฮลดิ้ง ขอเพิ่มจากเดิม 100 ปอนด์ เป็น 250 ปอนด์ต่อปี รวมถึงสโมสรต้องรับผิดชอบค่าตกแต่งอัฒจันทร์และอื่น ๆ อีกจิปาถะ นั่นคือ “ศึกใน”
โปรโมชั่นแถมเรื่องของ “ศึกนอก” ตอกย้ำเข้าไปอีกที เมื่อ จอห์น โฮลดิ้ง มีกรณีพิพาทเรื่องที่ดินกับ จอห์น โอเรล ที่เป็นเพื่อนสนิทกันแท้ ๆ
การทะเลาะกันในคราครั้งนี้ เป็นที่ดินผืนเล็ก ๆ หน้าแอนฟิลด์ แต่ประเด็นก็คือ ถึงผืนจะเล็ก แต่เรื่องไม่เล็กนะครับ เพราะดันเป็นทางเข้าออกของสนาม!!!
เรื่องราวทั้งหมดประดังประเดเข้ามา จนสุดท้ายก็หนีความแตกหักไม่ได้……………..
………….ในการประชุมสามัญประจำปีของสโมสร 15 กันยายน 1891 ที่รอยัล สตรีท ฮอลล์ ใกล้ ๆ กับ เอฟเวอร์ตัน วัลเลย์ มีข้อเสนอหนึ่งจาก จอห์น โฮลดิ้ง ที่ว่า สโมสรควรที่จะมีการซื้อที่ดินที่เป็นที่ตั้งของสนามอย่างเป็นทางการ ด้วยราคา 9,237 ปอนด์
แต่ที่ประชุมโดย จอร์จ มานน์ นักการเมืองพรรคเสรีนิยมและหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการเอฟเวอร์ตัน เห็นทุกอย่างเป็นตรงข้าม
สืบเนื่องจากคณะกรรมการของสโมสรตอนนั้น มีนักการเมืองจากทั้งพรรคอนุรักษ์นิยม ที่เป็นฝั่งของ จอห์น โฮลดิ้ง และพรรคเสรีนิยม ที่เป็นฝั่งของ จอร์จ มาห์น
จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ที่ประชุมจึงเสียงแตก เพราะทั้งสองพรรคนี้เคยปะทะคารมกันอย่างดุเดือดในการเลือกตั้งท้องถิ่นมาแล้ว!!!
……….แม้แนวคิดเรื่องนี้จะต่างกัน แต่ทั้ง จอห์น โฮลดิ้ง และจอร์จ มาห์น เห็นพ้องต้องกันว่า เอฟเวอร์ตัน ควรดำเนินธุรกิจในฐานะบริษัทจำกัด อย่างไรก็ตาม พอลงลึกเข้าไปในรายละเอียด สองคนนี้ก็คิดต่างกันอีก โดย โฮลดิ้ง อยากจะให้มี 12,000 หุ้น ส่วน มาห์น ต้องการให้หุ้นแค่ 500 หุ้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว
เมื่อสรุปกันกันไม่ได้ สโมสรจึงได้มีมติมีประชุมสามัญครั้งพิเศษ ในวันที่ 25 มกราคม 1892 ที่ลิเวอร์พูล คอลเลจ ในชอว์ สตรีท
หนนี้ข้อเสนอของ จอห์น โฮลดิ้ง เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และ จอร์จ มาห์น บอกว่า เอฟเวอร์ตัน จะต้องย้ายสนามไปยังที่ใหม่ “เรามีทุ่งหญ้าอันเขียวขจีรอเราอยู่ The Mere Green Field ที่วอลตัน นั่นจะเป็นสนามใหม่ของเรา”
บันทึกเอาไว้ว่า วันที่ 15 มีนาคม ค.ศ.1892 จอร์จ มาห์น ได้รับการชูมือจากสมาชิก ให้ขึ้นมาเป็นประธานคนใหม่ของทีม พร้อมกับนำข้อเสนอในการย้ายสนามเป็นมติหลัก
ยืนยันไอเดียที่ว่า ไม่ต้องการเตะที่แอนฟิลด์อีกต่อไป!!! นอกจากนั้น บอร์ดมีมติยิ่งกว่าเอกฉันท์ ทั้งบัตรดีบัตรเสียบัตรเขย่งก้าวกระโดด ถึง 297 ต่อ 2 เสียง ไม่อนุมัติการซื้อสนามแอนฟิลด์ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเอฟเวอร์ตัน เพราะมีความเชื่อว่า ไม่ชอบมาพากล
2 เสียงที่โหวตว่าต้องซื้อสนาม ก็คือ จอห์น โฮลดิ้ง หัวหน้าผู้บริหารสโมสร และจอห์น โอเรลล์ เจ้าของที่ดินที่ตั้งของสนามแอนฟิลด์!!!
ข้อเสนอของ จอร์จ มาห์น ผ่านมติในการไปสร้างอาณาจักรใหม่ คนละฟากฝั่งกับ แอนฟิลด์ นั่นคือ กูดิสัน พาร์ค อยู่ที่กูดิสัน โร้ด ห่างจากถิ่นเดิมไปทางสวนสาธารณะสแตนลี่ย์ พาร์ค 0.97 กิโลเมตร
ทันทีที่ มาห์น ไปนั่งเก้าอี้ประธาน ทำให้ โฮลดิ้ง โกรธจัดแล้วออกจากที่ประชุมพร้อมกับปิดประตูเสียงดังสนั่น ทำให้ โฮลดิ้ง กับ เอฟเวอร์ตัน แตกหัก สิ้นเยื่อขาดใยกันในวันนั้น
แต่ โฮลดิ้ง ไม่ยอมและเดินหน้า ทำหน้าที่เป็นฟรอนท์แมน เพื่อสร้างทีมใหม่ในทันที!!!
เรื่องของเรื่องก็คือ การทำทีมฟุตบอลไม่ใช่ของง่าย ว่ากันว่า จัดตั้งพรรคการเมืองยังง่ายกว่า
แต่ด้วยความมุ่งมั่น……จอห์น โฮลดิ้ง จัดการรวบรวมสมัครพรรคพวกเข้ามาหารือกันที่เนปจูน โฮเทล ในย่านเคลย์ตัน สแควร์ ทั้งหมด 4 คน
หนึ่งในนั้นคือ วิลเลี่ยม เอ๊ดเวิร์ด บาร์เคลย์ กุนซือเอฟเวอร์ตัน และ จอห์น แม็คเคนน่า ที่อีกไม่กี่เดือนต่อมาทั้งสองก็รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการทีม “คนคู่” คู่แรกของลิเวอร์พูล
หลังจากการประชุมที่เนปจูน โฮเทล เป็นที่เรียบร้อย อีก 15 วันต่อมา หรือวันที่ 30 มีนาคม 1892………….คือวันสำคัญที่สุดอีกหนึ่งวันก็ว่าได้
……….จอห์น โฮลดิ้ง ผู้ถูกยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหลือแต่สนามอันว่างเปล่า เขาไม่ยอมให้ทุกอย่างจบ เขาไม่สามารถที่จะปล่อยให้ “สนามแอนฟิลด์” ร้างราจากฟุตบอลไม่ได้
การประชุมด่วนเป็นไปหลายครั้งกระทั่งมาได้ข้อยุติ ณ “The Sandon” โอ๊คฟิลด์ โร้ด ย่านแอนฟิลด์
นอกจาก จอห์น โฮลดิ้ง เป็นประธานผู้ขับเคลื่อนแล้ว พร้อมกับทีมงานคู่ใจอีก 3 คน ประกอบด้วย เอ๊ดวิน เบอร์รี่, วิลเลี่ยม บาร์เคลย์ และจอห์น แม็คเคนน่า
เนื้อหาใจความสำคัญนั่นก็คือ การจัดตั้งทีมขึ้นมาใหม่ และแบรนด์ใหม่แทนที่ “เอฟเวอร์ตัน เอฟซี”
จริงๆ แล้ว โฮลดิ้ง ต้องการจะใช้ชื่อ “เอฟเวอร์ตัน แอธเลติค” ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เขาสร้างมากับมือ แต่ไม่สามารถอีกต่อไป เพราะลีกปฏิเสธ ว่า ห้ามใช้ชื่อเหมือนกันจนกระทั่งได้ข้อสรุปใช้ชื่อเมือง “ลิเวอร์พูล” มาเป็นชื่อทีม
หนึ่งในข้อสรุปวันนั้นคือ จอห์น แม็คเคนน่า กับ วิลเลี่ยมส์ บาร์เคลย์ มารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนแรกและเป็นคนคู่ของลิเวอร์พูล ในเวลาต่อมา
สตีเฟ่น ดอน ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ลิเวอร์พูล ให้คำจำกัดความในวันที่ 30 มีนาคม 1892 เอาไว้ ใจความประมาณว่า……………..
“วันที่ 30 มีนาคม 1892 ถือเป็นวันที่สำคัญยิ่ง ไม่ซิ!!!! ผมคิดว่ามันสำคัญอย่างที่สุด เพราะข้อสรุปว่าจะมีสโมสรลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ เกิดขึ้นในวันนี้ เมื่อทุกอย่างได้ข้อสรุปจากคณะที่ประชุม ก็ได้เตรียมยื่นหนังสือเพื่อนำ ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ ไปสู่การเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพ ภายใต้กฎของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ และเซ็นสัญญากำเนิดทีมอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มิถุนายนปีเดียวกัน”
ชื่อของสโมสรลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ อยู่ในใจของ โฮลดิ้ง อยู่แล้ว เพราะเขาตั้งใจเอาไว้ในตอนแรก ว่า จะตั้งทีมคริกเก็ตชื่อว่า “ลิเวอร์พูล”
เขาเปลี่ยนชื่อเดิมจาก “Everton Football Club and Athletic Grounds Company Limited”
มาเป็น “Liverpool Football Club and Athletic Grounds Company Limited”
………..หนึ่งในความคลาสสิคที่มีบันทึกก็คือ โฮลดิ้ง บอกให้ แม็คเคนน่า ขึ้นเหนือไปหานักเตะที่สก็อตแลนด์ มาเสริมทัพ
ไม่แปลกที่นักเตะลิเวอร์พูลชุดแรก จะมีพวก “แม็ค” บานตะเกียง จนเป็นที่มาของคำแซวว่า “แม็คเวอร์พูล เอฟซี”
ข้อสรุปในวันนั้น ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับคำว่า “ขุมทองแม็คเคนน่า” หรือไม่….อย่างไร
เพราะ แม็คเคนน่า แกขึ้นไปขุดทองหาเพชรพลอยมาเจียรไนไว้มากมายมหาศาล
สุดท้าย 3 มิถุนายน 1892 ทุกอย่างลงตัวสมบูรณ์แบบทั้งหมด จึงถือกำเนิดสโมสรลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ อย่างเป็นทางการ……..
C. fanpage : บีแหลมสิงห์FanPage