เมืองไหนได้แชมป์ลีกเยอะที่สุดในอังกฤษ ?

ถ้าจะนับเป็นเมือง ดูว่าเมืองไหนเขารุ่งด้านฟุตบอล เราก็จะนำทุกสโมสรในเมืองนั้นมานับรวมกัน

ปกติถ้านับเป็นสโมสรแล้ว ทีมที่ได้แชมป์ลีกมากที่สุดในอังกฤษคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 20 สมัย และรองลงมาคือลิเวอร์พูล หากรวมของปีนี้ก็จะเป็น 19 สมัย แต่ถ้ายังไม่รวมก็คือ 18 สมัยโดยเป็นทางการ

  • แมนยูแบ่งเป็น ในนามดิวิชั่นหนึ่ง 7 สมัย และในนามพรีเมียร์ 13 สมัย
  • ลิเวอร์พูลมีในนามดิวิชั่นหนึ่ง 18 สมัย ยังไม่มีในนามพรีเมียร์ แต่หากนับของปีนี้ ก็จะมีแชมป์พรีเมียร์ 1 สมัย ซึ่งเตรียมไว้มอบเป็นที่แน่นอนแล้ว

{*หมายเหตุ : พรีเมียร์บางปีก็ใช้ชื่อ “พรีเมียร์ชิพ” บางปีก็ใช้ชื่อ “พรีเมียร์ลีก” ตามแต่สปอนเซอร์ต้องการ}

ส่วนถ้านับแชมป์เป็นเมือง เมืองที่ได้แชมป์ลีกมากที่สุดคือเมือง “ลิเวอร์พูล” (ยังไม่นับของปีนี้)
โดยแบ่งเป็นสโมสร -ลิเวอร์พูล 18 สมัย -เอฟเวอร์ตัน 9 สมัย รวมเป็น 27 สมัย

อันดับสองคือเมือง “แมนเชสเตอร์”
โดยแบ่งเป็นสโมสร -แมน ยูไนเต็ด 20 สมัย -แมน ซิตี้ 6 สมัย รวมเป็น 26 สมัย

อันดับสามคือเมือง “ลอนดอน” มีแชมป์ 3 ทีม
แบ่งเป็นสโมสร -อาร์เซนอล 13 สมัย -เชลซี 6 สมัย -สเปอร์ส 3 สมัย รวมเป็น 21 สมัย

และทีมอื่นๆก็ตามลำดับในภาพ


Wikipedia / อัปเดตฤดูกาลล่าสุด 2018-2019

{*หมายเหตุ : มีทีมที่เป็นอริย่านใกล้กันซึ่งมักเรียกเป็นศึกดาร์บี้ แต่ที่จริงอยู่คนละเมืองก็คือ “นิวคาสเซิล” กับ “ซันเดอร์แลนด์”}

C. fanpage : โลกฟุตบอล

กรณีข่าวปลอม “บัลลัค” ด้อยค่าใส่ “เวอร์กิล ฟาน ไดค์”

บัลลัคไม่ได้กล่าวไว้

ช่วงนี้ไม่ค่อยมีข่าวให้เล่น ก็เลยมีสื่อที่ชอบเล่นข่าวปลอมสร้างกระแส

อย่างข่าวที่อ้างบัลลัคเหน็บฟาน ไดค์ ก็เป็นการพูดลอยๆจาก "สปอร์ตไบเบิล" (Sportbible) เป็นสื่อออนไลน์เพียวๆ เขียนข่าวอย่างเดียวแต่ไม่มีนักข่าวอาชีพที่ไปคอยลงพื้นที่

อยู่ๆก็ออกมาเสี้ยมลอยๆไม่อิงแหล่งที่มา บอกว่า "มิชชาเอล บัลลัค" อดีตนักเตะบาเยิร์นและเชลซี เหน็บฟาน ไดค์ว่าที่ดูเก่งเพราะเวลานี้พรีเมียร์ลีกไม่มีกองหน้าอย่างเชียร์เรอร์, อองรี, รูนี่, ดร็อกบา, ฟาน เพอร์ซี่, เตเบส, อเดบายอร์ อะไรเหล่านี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมสื่อเจ้านี้ไปนึกชื่อบัลลัคมาอ้าง ? ปกติตัวบัคลัคก็ไม่ใช่คนนิสัยขี้อิจฉาหรือชอบจิกคน

ขนาดเดอะมิร์เรอร์ (The Mirror) สื่อจอมนั่งเทียนยังออกมาตบหน้าว่าอันนี้เป็นเฟคนิวส์ เรียกว่าเสียหมาไปเลยสปอร์ตไบเบิล แล้วเดอะมิร์เรอร์กับอีกหลายสื่อก็ยกคำพูดเฮนโด้มาสวนว่า "คนพวกนั้นโชคดีต่างหาก" (ที่ไม่ได้มาเจอฟาน ไดค์)

สปอร์ตไบเบิลที่มามุกนี้คือลืมไป 2 ข้อ :

1.) ฟาน ไดค์เล่นใน UCL ด้วย ไม่ใช่แค่ลีกในประเทศ
2.) กองหน้าพรีเมียร์เวลานี้ก็ไม่แพ้สมัยนั้น

คือเวลาสื่อจะเล่นข่าวอะไรเขาก็ดูกระแส ไอ้ทีมที่มีแฟนบอลเยอะแล้วชอบทะเลาะกันก็คือลิเวอร์พูล-แมนยู ฉะนั้นเขาก็ล่อเป้าให้แฟน 2 ทีมนี้หยิบข่าวมาเถียงกัน กระแสของแฟนแมนยูช่วงนี้ก็จะนิยมอวยสรรเสริญและรำลึกอดีตยุคเฟอร์กี้ เพื่อเอามาข่มในยุคที่ลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จ (แต่ลืมไปว่าลิเวอร์พูลก็มีอดีตที่สำเร็จมามากกว่ายุคของเฟอร์กี้) ถึงแม้ใครจะพยามหามุกมาด้อยค่า แต่ความจริงมันก็คือความจริง ว่าฟุตบอลอังกฤษสมัยนี้โหดและยากกว่าสมัยก่อน

ใน UCL นั้นมีทั้งเมสซี่, เอ็มบัปเป้, เลวานดอฟสกี้ ซึ่งฟาน ไดค์ก็ดวลมาหมดแล้ว แล้วผลเป็นไง ? ถ้าพูดก็เป็นการอวยไปอีก เอาตามที่เห็นๆกันว่าตัวต่อตัวไม่มีใครผ่านได้ (แม้แต่ในนัดแรกที่บาร์ซ่าชนะ 3-0 เมสซี่ก็ดวลไม่ผ่านฟาน ไดค์แม้แต่จังหวะเดียว ลูกที่เมสซี่ยิงได้คือจังหวะบอลกระดอน กับลูกฟรีคิก) ทั้งปีฟาน ไดค์มีฟอร์มดีต่อเนื่องเลยถูกโหวตได้รองบัลลง ดอร์ ห่างเมสซี่แค่ 7 คะแนน

ในลีกอังกฤษ สมัยนี้มีทั้งแฮรี่ เคน, ซน เฮืองมิน, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, กุน อเกวโร่, ลีรอย ซาเน่, โอบาเมย็อง, วาร์ดี้ หรืออย่างแรชฟอร์ดนี่ก็คลาสดีนะไม่ได้อ่อน แค่มาเกิดผิดยุค ถ้าได้เล่นบอลสมัย 10 ปีที่แล้ว 20 ปีที่แล้ว แรชฟอร์ดก็จะโชว์ฟอร์มเทพเหมือนกัน

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าฟานไดค์อยู่ยุคเจอร์ราร์ด ?

วิเคราะห์ง่ายมากเลยครับ ลิเวอร์พูลยุค 2000 - 2010 จัดว่ามีนักเตะชั้นดี กองกลางและกองหน้าถือว่าเกรด B ถึง A แต่ที่อ่อนชั้นคือเกมรับ เนื่องจากนโยบายระยำไม่ลงทุนของเจ้าของสโมสร ไม่ลงทุนนักเตะแพงๆ มันเลยขาดกองหลังชั้นดีไป เพราะจะคัดแต่ตัวถูกและดีนั้นไม่ค่อยมีหรอก

ถ้าเอาฟาน ไดค์คู่ฮูเปีย ตัดคาร์ราเกอร์ออกไปนั่ง หรือพอฮูเปียเลิกเล่น เอาคาร์ราเกอร์จอมเหวอมาจับคู่หนุนฟาน ไดค์ บอกได้ไม่ยากเลยว่าลิเวอร์พูลจะมีแชมป์ลีกสลับกับแมนยู, เชลซี, อาร์เซนอล โดยที่ฟาน ไดค์ก็จะฟอร์มเฉิดฉายในระดับเดียวกับเฟอร์ดินานด์, วิดิช, จอห์น เทอร์รี่

อันนี้หมายถึงฟาน ไดค์ช่วงที่อยู่กับลิเวอร์พูลไม่ใช่ฟอร์มตอนอยู่เซาแธมป์ตัน เพราะต่อให้เอาคันนาวาโร่ เอาเฟอร์ดินานด์ไปอยู่เซาแธมป์ตัน ก็จะฉายความสามารถไม่ได้เต็มที่เหมือนกัน

ส่วนลิเวอร์พูลฤดูกาล 2008/09 นี่แชมป์จะมาแบบสบายๆ เนื่องจากปีนั้นลิเวอร์พูลลุ้นสูสีมาก พลาดแชมป์แค่เพราะกรรมการไปเป่าเข้าทางแมนยู (อย่างที่อดีตกรรมการท่านนึงออกมายอมรับว่าตัดสินผิดพลาดจนทำให้แมนยู้ได้แชมป์ -- เดี๋ยวเรื่องนี้ไว้เล่าในโพสต์อื่น) ถ้ามีเซ็นเตอร์อย่างฟาน ไดค์ไปอยู่เป็นเสาหลักของทีม ลิเวอร์พูลจะแข็งขึ้นไปอีกชั้นนึง

แต่สิ่งที่เกิดไปแล้วไม่มีคำว่า "ถ้า" สำหรับผมรู้สึกพอใจที่ลิเวอร์พูลหลับไปนานแล้วพึ่งจะฟื้นตัวจากผลงานทีมผู้บริหารที่หัวพัฒนา สำหรับหลายปีที่ผ่านมาก็ถือว่าแบ่งปันสีสันให้ทีมอื่นสำเร็จชื่นมื่นกันบ้าง

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

สื่อปั่นกระแสข่าวเรื่องโควิด / แข่งต่อ – ไม่แข่งต่อ

การรู้เท่าทัน “สื่อ” และ “นักปั่น”

ช่วงนี้ก็จะมาว่ากันต่อเนื่องในเรื่องของเทคนิคการปั่นกระแสหรือการสร้างประเด็น ซึ่งเป็นนิสัยถาวร (สันดาน) ของพวกสื่อบางประเภท แล้วก็นิสัยคนบางจำพวก

คือตรงนี้ให้เข้าใจว่าไม่ได้เหมาตำหนิสื่อทั้งหมด เพราะมีสื่อจำนวนมากที่เป็นสื่อน้ำดี คือนำเสนอข่าวตามเนื้อผ้าไม่แต่งแต้มเติมสี และถึงจะสร้างกระแสเรื่องไหนก็จะเป็นกระแสที่ไม่หลอกลวง

เดี๋ยวไว้จะมาชำแหละพวกจอมเต้าสร้างกระแสเรื่องซื้อขายนักเตะ แต่โพสต์นี้ขอยกตัวอย่างประเด็นโควิด-19 กับเรื่องบอลจะแข่งหรือไม่แข่ง อะไรเหล่านี้ เพราะมันเป็นประเด็นที่คนในสังคมเห็นต่างกัน พอเรื่องไหนที่คนแตกความเห็น พวกสื่อกับพวก "นักปั่น" และพวก "ขาเสี้ยม" ก็จะชอบหยิบประเด็นมาตีให้มั่วให้วุ่นเข้าไว้

อย่างเรื่องสถานการณ์โควิดกับการแข่งขันฟุตบอล ทางสมาคมฟุตบอลเขาก็จะต้องตรวจบุคลากรของทุกสโมสรอยู่เรื่อยๆตามกำหนด เพื่อจะประเมินว่าสามารถแข่งขันต่อได้หรือไม่ ล่าสุดจากการตรวจบุคลากรลีกเยอรมันและอังกฤษ ทางเยอรมันมีติดเชื้อเพียง 10 คน ส่วนอังกฤษติดเชื้อเพียง 8 คน (รอบแรกพบ 6 คนรอบสองพบเพิ่มอีก 2)

เห็นมั้ยครับว่าผมใช้คำว่า "เพียง" ก็เพราะว่าตามเนื้อผ้ามันมาแบบนั้น มันเป็นผลตรวจที่ลีกเยอรมันและอังกฤษพอใจ บรรดานักฟุตบอล โค้ชและสตาร์ฟต่างก็สบายใจ เพราะถือว่ามีคนติดเชื้อไม่ถึง 1% จากที่ตรวจทั้งหมด

แต่ถ้าพวกสื่อนักปั่นเขาจะชอบใช้สำนวนว่า "พุ่ง" ! หรือ "ช็อค" ! อะไรแบบนี้ (ถ้าไล่อ่านข่าวโควิดมาแต่แรกจะพบสำนวนนี้แทบทุกวัน เพื่อหลอนประสาทผู้คน) แล้วก็ใช้สำนวนหลอกลวงผู้เสพข่าวเช่น "ส่อวุ่น" ! ใครวุ่นงั้นหรือ ? ไม่มีใครเขาวุ่นกันครับ ก็บิดเบือนข่าวไม่ยอมเอาความจริงมาลง

ความจริงแล้วทางสมาคมพรีเมียร์ออกมาแถลงแสดงความพอใจผลการตรวจว่า มีบุคลากรของทุกสโมสรติดเชื้อน้อยมาก มันคือควบคุมสถานการณ์ง่าย ติดตามกลุ่มเสี่ยงง่าย กักตัวง่าย และสามารถแข่งต่อได้

— แล้วตรงนี้ไม่ใช่การติดเชื้อจากสนามบอลหรือสนามซ้อม แต่ติดเชื้อตอนเขาพักหยุดแล้วไม่ยอมรักษากฎล็อคดาวน์กันนี่แหละ แต่ถ้าฟุตบอลกลับมาแข่งกันโดยกักนักบอลและทีมงานทุกสโมสรให้อยู่แต่ในที่พักจัดเตรียม ในไม่กี่นัดที่เหลือห้ามออกไปสู่โลกภายนอก มันจะไม่มีปัญหาการติดเชื้อเลย แต่ไม่ยอมทำกัน ชอบความอิสระมากกว่า แต่นักฟุตบอลเกือบจะทั้งหมดก็ไม่กลัวเชื้อไวรัสนี้ มีเพียงไม่กี่คนซึ่งสามารถชี้รายตัวได้เลยที่ออกมาบอกว่าไม่อยากกลับมาแข่งต่อ —

สำหรับทุกสโมสรพรีเมียร์ก็มีมติว่าไม่บังคับนักเตะให้แข่ง ใครจะพักหยุดก็ได้ ซึ่งส่วนมากนักเตะก็แสดงตัวว่าต้องการกลับมาซ้อม แต่มันมีไม่กี่คนที่สื่อพยามไปเอามาเป็นกระแส เพื่อจะทำให้สังคมมีเรื่องถกเถียงและแตกความคิดกัน

เป็นสันดานปกติของสื่อประเภทนี้ครับ ที่เจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิตก็เพราะน้ำมือของสื่อนี่แหละ รวมไปถึงการบ่อนทำลายราชวงศ์อังกฤษในปัจจุบัน ทำให้ตำแหน่งในวังเปลี่ยนแปลงอลหม่านไปหมด ก็มาจากผลงานของสื่อที่ไปลามปามวุ่นวาย

— คนที่พยามมีสติและใช้ปัญญาก็จะแยกแยะได้ ไม่ถูกเสี้ยม ไม่คล้อยตามกระแส ซึ่งอันนี้รวมถึงทุกข่าวสาร โดยเฉพาะพวกข่าวการเมือง หรือข่าวอาชญากรรม เรื่องราวชาวบ้านตบตีฆ่าแกงกัน เรื่องพวกนี้เราไม่มีทางรู้รายละเอียดข้อเท็จจริงหรอก ตำรวจเขาไม่เผยหมด พวกสื่อใส่สีตีไข่เองทั้งสิ้น —

สำหรับกรณี "กองเต้" ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่เคสที่ปรากฏในพรีเมียร์ ที่มาคือเพราะเขาเสพข่าวที่บอกว่าคนผิวสีเนี่ยติดเชื้อแล้วมีโอกาสเสียชีวิตง่ายกว่า แต่จริงๆแล้วมันเป็นสถิติที่วัดจากรอบโลกรวมไปถึงท้องถิ่นแอฟริกา ที่ปกติการแพทย์เจริญไม่ทั่วถึงแล้วก็มีคนเจ็บป่วยเป็นโรคอื่นๆเยอะอยู่แล้ว แต่ตรงนี้ทำให้กองเต้กังวลว่าเป็นเรื่องของพันธุกรรม

ส่วนกรณีของ "ทรอย ดินี่" มันเกิดจากการที่เขาไม่พอใจที่สโมสรมีมติว่าไม่จ่ายค่าเหนื่อยให้นักเตะที่ขอพักแข่ง เลยมาพูดในเชิงกระแทกกระทั้นว่า "ไม่ขอกลับมาซ้อม ผมไม่เอาค่าเหนื่อยหรอก" !

ซึ่งตรงนี้ที่จริงทางสโมสรเขาก็ไม่ได้บังคับ เพียงแต่สโมสรขาดรายได้ จะมีรายได้ก็จากการแข่งขันเท่านั้น ไอ้ตรงนี้ก็มีสื่อที่มาเล่นสำนวนว่าสโมสรพรีเมียร์ "ขู่" ! ไม่จ่ายค่าเหนื่อย อะไรจะขนาดนั้นครับ ? มันเป็นข้อตกลงระหว่างทุกสโมสรไม่ได้มีการขู่ใดๆทั้งสิ้น

ทั้งหมดนี้ก็คือตัวอย่างของสันดานสื่อ เรื่องไหนมันมีความเข้าใจแตกต่างกัน ผู้คนก็มีฐานความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากัน ไอ้ช่องตรงนี้แหละที่สื่อจะเอามาปั่นกระแส เป้าหมายหลักก็คือจะได้ขายได้ จะได้เรตติ้ง ได้ยอดวิว โดยไม่ต้องมีจรรยาบรรณใดๆทั้งสิ้น ส่วนไอ้เรื่องต้องการแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นเรื่องรอง

เรื่องสถานการณ์โควิดเนี่ย คนในสังคมมันมีความเห็นไม่ตรงกัน เช่น บางคนไปดูกระแสที่โควิดมันทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกปั่นป่วน แล้วก็ติดตามดูยอดคนติดเชื้อและยอดคนตายทุกวัน รู้สึกว่ามันเยอะเหลือเกิน กับคนอีกส่วนนึงที่เขาดูสถิติการตายของโควิด กับสถิติการตายจากสาเหตุอื่นๆประจำปี ก็จะรู้ว่ายอดคนตายจากโควิดน้อยกว่ามาก รวมถึงข้อเท็จจริงทางการแพทย์ว่าร่างกายมันมีภูมิต้านทานรักษาโรคนี้ได้โดยง่ายเลย ถ้าสุขภาพปกตินะ ถ้าไม่ได้เป็นโรคปอด โรคหัวใจ ความดัน เบาหวานขั้นรุนแรง ก็ไม่เสี่ยงที่จะเสียชีวิตเลย

แล้วจากที่ได้เห็นคนดังๆติดเชื้อแล้วกลับมาหายดี ทั้งเจ้าชายชาร์ลส์, นายกฯ บอริส หรือคนในวงการฟุตบอลอย่าง อาร์เตต้า กุนซือปืนใหญ่, เคนนี่ ดัลกลิช ตำนานหงส์แดง คนเหล่านี้สัมผัสการป่วยมาเองแล้วก็เอามาถ่ายทอดต่อให้คนเข้าใจว่ามันไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด

ส่วนในเคสของคนตาย ก็มีตัวอย่างคนในวงการฟุตบอลที่ครอบครัวเสียชีวิตจากโควิด อย่างคุณแม่ของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ตรงนี้ก็ต้องขอชื่นชมจิตวิญญาณของเป๊ปจริงๆว่าเขาแยกแยะออก และต้องชมในฐานะอดีตนักฟุตบอลลีกสเปนด้วย ว่าเขารักฟุตบอลจริงๆ ชีวิตก็สำคัญแต่ฟุตบอลก็คือชีวิต ถ้าฟุตบอลอุตส่าห์จัดการแข่งโดยมีมาตรการควบคุมอย่างดีแล้ว เขาก็อยากแข่ง ตรงนี้เราต้องเข้าใจความรู้สึกเขาด้วย

มันก็เหมือนคนรักช้อปปิ้ง หรือคนรักการกินเหล้า พอลองเปิดช่องให้ทำได้สิ คนรีบกันทำใหญ่ ไปกรูเบียดกันเพื่อเข้าห้าง ก็ไหนว่ารักชีวิตไง ? นี่แสดงว่ารักการช้อปปิ้งมากกว่า บางคนก็รักการกินเหล้ามากกว่า งานบุญก็กิน งานแต่งก็กิน งานศพก็กิน พ่อตายแม่ตายกินเหล้าได้หมด จริงมั้ย ?

นี่ก็เหมือนกัน ลองดูอย่างลีกเยอรมัน นักเตะหน้าชื่นตาบานดีใจที่ได้เตะบอล ก็เพราะเขารักฟุตบอลไง ส่วนลีกสเปนและอิตาลีก็อยากรีบกลับมาเตะ เพียงแต่รัฐบาลเขากำหนดปลดล็อคช้ากว่า

นักบอลส่วนมากเครียดที่ไม่ได้เตะบอล แต่บางคนก็เครียดที่จะต้องกลับไปเตะบอล (แต่สามารถทำอย่างอื่นที่เสี่ยงติดเชื้อได้ไม่เป็นไร) อย่าว่าแต่นักบอลอาชีพเลย แค่ฟุตบอลข้างถนน ฟุตบอลหลังเลิกงานนี่แหละ ลองรัฐบาลไฟเขียวให้เตะได้ คนก็จะมาเตะกันเยอะไปหมดเพราะเก็บกดมานาน ส่วนนักบอลอาชีพบางคนไม่มีแข่งบอลไม่เป็นไร แต่ขอหนีล็อคดาวน์ไปกินเหล้ากับเพื่อน บางคนก็นัดสาวไปเดต ! นี่แสดงว่ารักอย่างอื่นมากกว่าชีวิต รักอย่างอื่นมากกว่าฟุตบอล

การกระทำมันเป็นตัวพิสูจน์ ไม่ใช่จากลมปาก จะมาแถหรือมีคนมาช่วยแถให้ หรือมีสื่อมาปั่น ยังไงก็ฟังไม่ขึ้น ..อย่างไรก็ตามทุกอย่างจะเป็นไปตามมติของพรีเมียร์และสโมสรต่างๆ ว่าจะแข่งเมื่อไหร่ ?อนาคตจะเป็นไงต่อ ? เพราะเวลาโหวตกันเขาไม่ได้เอาพวกสื่อมาโหวตด้วย

[ โดย. โคชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

“Winning Eleven” เกมฮิตของคนชอบฟุตบอล

ยุคนี้เป็นยุคของเกม FIFA online แล้วก็ไม่มี Winning ให้เล่นแล้ว แต่ถ้าเป็นช่วง 20 ปีที่แล้ว FIFA ยังไม่ค่อยสมบูรณ์แบบนัก แฟนบอลส่วนใหญ่นิยมเล่น Winning

นักเตะที่มีเอกลักษณ์ที่สุด ที่เชื่อว่าหลายคนนึกถึงก็คือ "โรแบร์โต้ คาร์ลอส" ของเรอัล มาดริด/บราซิล ที่มีลูกยิงฟรีคิกเป็นเอกลักษณ์ คนอื่นนั้นจะยิงแบบไซด์โป้ง แต่คาร์ลอสจะยิงไซด์ก้อย และเป็นคนเดียวที่ในเกมให้มีท่าวิ่งไกลตะบันฟรีคิก

เรอัล มาดริดเป็นทีมที่มีคนชอบใช้กันเยอะเพราะมีตัววิ่งเร็วเว่อร์กระชากทีหาย อย่างโรนัลโด้ R9 แล้วช่วงนึงก็มีโอเว่น แล้วก็โรแบร์โต้ คาร์ลอส ที่ใช้เป็นตัวเลี้ยงเหมือนกัน

🎮 สำหรับพวกโปรและนักแข่งล่ารางวัล เขานิยมใช้ทีมไหนกันบ้าง?

เมื่อก่อนจะมีเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์กิจกรรมแข่งขัน Winning 11 ทั่วประเทศ ซึ่งก็จะมีจัดการแข่งขันเกือบทุกเดือนเวียนไปตามร้านต่างๆ หรือกิจกรรมใหญ่ระดับประเทศก็มี แล้วก็จะมีทำเนียบแชมป์จารึกไว้ด้วย ตอนนั้นเท่าที่สำรวจตามที่มีจัดกิจกรรมแข่งขัน พบว่าทีมที่นักแข่งนิยมใช้มากที่สุดคือ

  1. เอซีมิลาน
  2. เรอัล มาดริด
  3. อาร์เซนอล

นอกนั้นก็ทีมอื่นๆรองลงมาตามแต่ที่มีแฟนบอลนิยม เช่น บาร์เซโลน่า, แมนยู

โดยปกติมักใช้เรอัล มาดริดเพราะอาศัยวิ่งเร็วไว้ก่อน รองๆลงมาตอนนั้นอาร์เซนอลก็โหดมากเลย อองรี-วิลตอร์ก็คมและเร็วใช้ได้ แต่ลองถามพวกโปรว่าทำไมถึงใช้มิลานกันเยอะ? เรียกว่าแทบจะทุกการแข่งขันเลย คนใช้มิลานกันเกือบทั้งงาน และบ่อยครั้งก็จะเห็นมิลานเข้าชิงกับมิลาน

เขาบอกว่ามิลานไม่มีตัวเร็วจี๊ดก็จริงแต่เลี้ยงดี แน่นสมบูรณ์ทุกตำแหน่ง กองหลังเหนียว ทุกตำแหน่งครองบอลง่ายจ่ายบอลดี

แล้วคุณล่ะ แต่ละคนคงจะมีทีมโปรดต่างกันไป ชอบใช้ทีมไหนกันบ้าง ยังจำได้ไหม?

C. fanpage : โลกฟุตบอล

ยอดขายรถเดือน เม.ย. 30,109 คัน [ลดลง 65%]

บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด 

รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนเมษายน 2563 มียอดการขายรวมทั้งสิ้น 30,109 คัน ลดลง 65% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 8,830 คัน ลดลง 74.7% รถเพื่อการพาณิชย์ 21,279 คัน ลดลง 58.4% ขณะที่ รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ มีจำนวน 16,733 คัน ลดลง 59.4%

 ประเด็นสำคัญ 
ตลาดรถยนต์เดือนเมษายนมีปริมาณการขาย 30,109 คัน ลดลง 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 74.7% และตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 58.4% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าการเติบโตในเดือนนี้ยังคงปรับลดลง ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ภาครัฐฯ ได้ออกมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด   ทำให้หน่วยงานต่างๆ ได้ออกมาตรการการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) และผู้บริโภคมีความระมัดระวังการใช้จ่ายและชะลอการพิจารณาซื้อรถใหม่ รวมถึงความไม่แน่นอนในอนาคตส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดการชะลอตัว และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์

ส่วนตลาดรถยนต์สะสม 4 เดือน มีปริมาณการขาย 230,173 คัน  ลดลง 34.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 36.6% ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 32.6% เป็นผลมาจากเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์

สำหรับเดือนพฤษภาคมทางภาครัฐฯ ได้มีการผ่อนปรนมาตรการปิดเมือง ปรับเวลาเคอร์ฟิว แต่ยังคงให้ประชาชนเฝ้าระวังการใช้ชีวิตตามมาตรการความปลอดภัยเพื่อช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ลดความตึงเครียดในการใช้ชีวิตของประชาชน ที่สำคัญหลายค่ายรถยนต์ได้กลับมาเปิดสายการผลิตอีกครั้ง ทำให้แนวโน้มตลาดรถยนต์ในเดือนพฤษภาคมมีทิศทางดีขึ้นจากเดือนเมษายน 

C. pantip : GenPon_Redline

(คอมเมนต์เพิ่มเติม)

เบนซ์  BMW  Volvo  ยอดขายเป็น 0

แสดงว่ารอบนี้คนมีตังก็เริ่มประหยัดเงิน

ยอดฮอนด้าหล่นหนัก  

ถึงว่าทำไมโรงงานฮอนด้ายังไม่เปิด

https://mgronline.com/motoring/detail/9630000053675

แมนฯ ยูไนเต็ด มีหนี้สินเพิ่มขึ้น 127.4 ล้านปอนด์ ช่วงล็อคดาวน์โควิด

โควิด-19 นอกจากจะทำให้ฟุตบอลต้องถูกระงับการแข่งขันแล้ว มันยังพ่นพิษไปถึงเรื่องรายรับของสโมสรด้วย

ถึงเงินถังอย่าง บาร์เซโลน่า ที่ล็อกเป้าอยากได้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ยังต้องพยายามเสนอนักเตะตัวเองเป็นของแถมเพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวน

ขณะที่ ลิเวอร์พูล ซึ่งแทบไม่ได้ใช้จ่ายในซัมเมอร์ที่แล้ว และทีแรกคาดว่าจะกลับมาใช้เงินในซัมเมอร์นี้ ยังมีข่าวว่าอาจจะต้องเงียบอีกซัมเมอร์เนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจ

ด้าน แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ถือเป็นทีมเงินถังระดับโลกก็โดนผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 แบบเต็มๆ หลังประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 429 ล้านปอนด์

ผลประกอบการในช่วง 3 เดือนแรกของ แมนฯ ยูไนเต็ด มีหนี้สินเพิ่มขึ้น 127.4 ล้านปอนด์ ทำให้ยอดหนี้สินตลอด 12 เดือนหลัง (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2020) มาอยู่ที่ 429.1 ล้านปอนด์

ปัจจัยหลักเลยก็มาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ขณะที่ปัจจัยอื่นๆ ก็มาจากการพลาดตั๋วแชมเปี้ยสส์ลีกในซีซั่นนี้ และเงินจากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ที่น้อยลง

นี่ขนาดบรรดาสโมสรใหญ่ยังได้รับผลกระทบรุนแรงขนาดนี้ แล้วพวกทีมเล็กๆ จะไปเหลืออะไร

C. fanpage : คุณฉุยแชนแนล

นักเตะพรีเมียร์ลีกบางคนโวยเพื่ออะไรว่าไม่อยากกลับมาแข่ง ? [หลังที่ทุกสโมสรมีมติแล้วว่าไม่บังคับ]

ไม่นักเตะคนไหนติดเชื้อจากสนามซ้อมและสนามแข่ง แต่ดันมีติดเชื้อจากนอกสนาม

จากการตรวจบุคลากรของสโมสรหลายพันคน ทั้ง "บุนเดสลีก้า" และ "พรีเมียร์ลีก" มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพียง 16 คน นับรวมทั้งเจ้าหน้าที่สโมสรและนักฟุตบอล แต่เป็นเรื่องตลกคือที่กลัวเชื้อกันจนล็อคดาวน์การแข่งไปชั่วคราว ปรากฏว่าคนเหล่านี้ไปติดเชื้อจากทางบ้าน และติดเชื้อจากการไปเตร่นอกบ้าน

จากการที่บุนเดสลีกามีการกลับมาซ้อมและกลับมาแข่งเป็นทีมแรกใน 4 ลีกใหญ่ กลายเป็นว่าไม่มีใครติดเชื้อจากสนาม นั่นก็เพราะว่าเขามีมาตรการควบคุมโรคเป็นอย่างดี ที่จริงไม่ต้องมีกฎห้ามกอดดีใจหรือห้ามจับมือก็ยังได้ เพราะทุกคนปลอดเชื้อตั้งแต่เข้าสนามแข่งแล้ว แต่ก็เซฟๆไว้ก่อน

สโมสรในพรีเมียร์ได้ 36 ล้านปอนด์ต่อนัด

การที่สโมสรต่างๆถูกเว้นการแข่งขันไปก็จะทำให้แต่ละทีมขาดรายได้จากทางพรีเมียร์ ซึ่งในจำนวน 9-10 นัดที่เหลือ หากมีการกลับมาแข่ง แต่ละทีมจะได้รับ 36 ล้านปอนด์ (ราว 1,398 ล้านบาทไทย) ต่อแมตช์ หมายความว่าต่อ 1 ทีมลงเล่น 1 นัดก็จะได้รับไป 36 ล้านปอนด์ โดยจะให้เป็นนัดต่อนัด เรียกว่าแข่งเกมเดียวได้เงินเข้าสโมสรพันกว่าล้านบาท ถือว่าเยอะพอควร แต่ทุกสโมสรก็ต้องมีรายจ่ายมหาศาลเหมือนกันโดยเฉพาะทีมใหญ่ๆ และถ้าเกิดพอแข่งไปแล้วเกิดมีเหตุให้ยุติฤดูกาล ก็จะไม่ได้รับเงินในส่วนของนัดที่เหลือ

ทีนี้ในส่วนของนักเตะ ทุกสโมสรมีมติว่าจะไม่บังคับหากใครไม่ต้องการกลับมาซ้อม ก็คือไม่ต้องลงเตะ อนุญาตให้เลือกตัดสินใจ แต่ทางสโมสรของดจ่ายค่าเหนื่อย ไม่ถือว่านักเตะผิดสัญญาหรือต้องถูกถอดออกจากทีมแต่อย่างใด

ฉะนั้นใครที่มาออกมาพูดว่าไม่อยากกลับมาแข่งเพราะกลัวเชื้อโรค เป็นห่วงครอบครัว นั่นคืองอแงออกสื่อเฉยๆ เพราะเขาคุยกันไปแล้วว่าไม่อยากก็ไม่ต้องซ้อม ทุกสโมสรเขาประกาศโดยเป็นทางการไปแล้วว่าคุณมีสิทธิ์ที่จะไม่มาซ้อม สโมสรไม่ตำหนิเลย แต่นักเตะเหล่านี้เหมือนมีจุดประสงค์อย่างอื่น คือจะเรียกร้องอ้อมๆว่าไม่แข่งแต่ขอค่าเหนื่อยได้ไหม !

ตรงนี้นักฟุตบอลก็ต้องเห็นใจว่าทางสโมสรไม่มีรายได้ แต่ต้องมาจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะรายสัปดาห์ พอทางพรีเมียร์เขาอุตส่าห์จัดการแข่งขันด้วยความพร้อม ลงทุนเต็มที่เพื่อกำจัดเชื้อโรค ตรวจเชื้อโรค แต่คุณไม่แข่งก็ไม่มีใครบังคับ แค่คุณต้องยอมรับกติกาว่าไม่ต้องรับค่าเหนื่อยนะ อันนี้มันเป็นกระแสจากคนไม่กี่คนที่มาทำให้เป็นข่าว เพราะนักเตะเกือบทุกคนในพรีเมียร์มีความเห็นว่าต้องการซ้อมและกลับมาแข่ง ส่วนนักฟุตบอลในอีก 3 ลีกใหญ่, กัลโช่, ลา ลีก้า, บุนเดสลีก้า นักเตะลงความเห็นเป็นเสียงเดียวว่าต้องการแข่งต่อ

ทางด้าน "ริชาร์ด มาสเตอร์ส" ผู้บริหารระดับสูงของพรีเมียร์ลีก กล่าวกับทาง BBC ว่า พรีเมียร์ลีกจะกลับมาแข่งเดือน มิ.ย. นี้ด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยเต็มที่ และได้ยืดหยุ่นให้เลื่อนวันแข่งไปช้าๆได้ เพื่อจะให้นักเตะร่างกายฟิตพร้อมเสียก่อน

ซึ่งจริงๆแล้วหลังจบการแข่งขันตามกำหนด อีกเดือนเดียวฤดูกาลใหม่ก็เริ่ม ฉะนั้นการแข่ง 9-10 นัดที่เหลือ มันก็จะตรงกับการเตะในช่วงพรีซีซั่น ของทุกปีที่ผ่านมา

เดี๋ยวพวกนักเตะบางคนที่ไม่ขอมาซ้อม แล้วเกิดดันไปติดเชื้อขึ้นมาคงจะมีแฟนบอลส่วนนึงอยากตบหน้าแน่นอน เพราะไม่รู้ใช้สมองส่วนไหนคิด ว่าสนามซ้อมและสนามบอลมันอันตราย ทั้งที่เขาวางมาตรฐานจัดระบบไว้เป็นอย่างดี

ตรงนี้แฟนบอลหลายคนพูดกันว่า นักเตะคนไหนมีมุมมองว่าอยากกลับมาเตะหรือไม่อยากกลับมาเตะก็อย่าไปว่าเขา มันเป็นแค่ความเห็นต่าง แต่จากที่ได้เกาะติดข่าวสารความเคลื่อนไหวมาตลอด ขอแสดงความคิดเห็นว่าตรงนี้มันไม่ใช่เรื่องความเห็นต่าง แต่ส่วนนึงมันเกิดจากการที่บางคนทีมตนเองผลงานไม่ดี กับอีกทีมที่เสี่ยงตกชั้น แล้วก็ไม่มีสปิริตที่จะแข่งต่อเหมือนคนอื่นๆเขา

ส่วนทีมที่ลุ้นไปเตะถ้วยยุโรป ทีมที่ทำผลงานดีเกินเป้า และทีมที่ไม่มีอะไรเสียหาย ปรากฏว่าทีมเหล่านี้นักเตะคิดเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าอยากกลับมาแข่งต่อ (เช่น วูล์ฟ, เชฟฟิลด์, เลสเตอร์, แมนยู ฯลฯ) อันนี้ไม่ได้พูดถึงลิเวอร์พูลที่เขานอนมาอยู่แล้ว คือถ้ายุติซีซั่น พวกเขาก็ได้แชมป์ทันที แต่ถ้าแข่งต่อเขาก็ไปลุ้นอีกแค่ 6 คะแนน ส่วนทีมจะมีปัญหาแล้วฟ้องร้องก็คือพวกทีมที่ตกชั้น

"ทอม เวอร์เนอร์" ประธานสโมสรลิเวอร์พูล แจงว่าการกลับมาซ้อมนั้นอยู่ในมาตรการของการรักษาความปลอดภัย และเขายังให้ความเห็นไปถึงเรื่องการแข่งขันว่า "การเตะแบบปิดสนามนั้นปลอดภัยกว่าการไปเดินในห้าง"

นักเตะและแฟนบอลอังกฤษบางคนถ้าได้ยินคำพูดนี้คงจะจุกไปตามๆกัน เพราะคนอังกฤษวิถีชีวิตซุกซนกันเหลือเกิน อยู่บ้านไม่ติด แล้วถึงไม่มีบอลให้เตะไม่ได้ไปสนามซ้อม มันก็มีนักบอลติดเชื้อกันอยู่ดี สมมุตินะว่าเลื่อนไปก่อนโดยใน 3 เดือนนี้ไม่มีบอลแข่งเลย แต่รัฐบาลดันเปิดสวนสาธารณะ เปิดหาด เปิดห้าง เปิดร้านตัดผมแบบนี้ เชื่อเหลือเกินว่าจะมีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว แต่ตรงกันข้าม ถ้าสถานที่ที่ว่ามานี้ปิดหมด ล็อคดาวน์เหมือนเดิม แต่ให้มีบอลแข่งแบบมาตรการปิดสนามนี้ เชื่อว่าจะไม่มีซักคนเดียวที่ติดเชื้อจากสนาม

C. fanpage : โลกฟุตบอล

. . .

(คอมเมนต์เพิ่มเติม)

บางคนอาจไปเห็นข่าวที่บอกว่าทรอย ดีนี่ไม่ขอเอาค่าเหนื่อย

ตรงนี้ขอแจงว่า มันเป็นข้อตกลงที่ทุกสโมสรประกาศไว้แล้ว ที่จริงคุณไม่ต้องออกมาพูดซ้ำก็ได้ มันเหมือนเป็นการประชด

สาธยายวิพากษ์ “สามก๊ก” แต่ละเวอร์ชั่นที่ออกฉาย

เรื่องงานประพันธ์ “สามก๊ก” ทั้งหมด ฉบับวรรณกรรม เป็นเวอร์ชั่นที่นำเสนอได้ตรงที่สุด ในเรื่องของวัฒนธรรม จารีต วิถีชีวิต เพราะเขียนขึ้นโดยคนยุคโบราณ ฉะนั้นถ้าจะเกิดมโนภาพที่ถูก ก็ต้องมาจากการอ่านวรรณกรรมไม่ใช่จากการแสดงทางทีวี

แต่ตรงนี้ผมจะมาแจงความแตกต่างในแต่ละเวอร์ชั่นของสามก๊กหน้าจอทีวีว่า มันมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง และวัฒนธรรม ค่านิยมแนวคิดอะไรต่างๆที่ถูกใส่ลงไป แล้วก็ในด้านเนื้อหานั้นอันไหนผ่าน ? อันไหนไม่ใช่สามก๊ก ?

ซีรีส์สามก๊ก เวอร์ชั่น 1994  
การแต่งกายและวัฒนธรรมต่างๆ ค่อนข้างตรงตามประวัติศาสตร์ ผู้ชายไว้เครายาว ยิ่งเครายาวยิ่งสง่ายิ่งแมน แต่เรื่องลีลาการแสดงอาจแอคติ้งสีหน้ามากไปหน่อย คือหนังจีนรุ่นเก่าจะได้รับอิทธิพลจากอินเดียสูง

เรื่องการเลือกตัวละครมันก็มีข้อจำกัดในสมัยนั้น นักแสดงก็ไม่มีให้เลือกมากนัก บางทีก็เปลี่ยนตัวนักแสดงแบบไม่ค่อยแทนกันได้ หรือเลือกไม่เหมาะกับบุคลิกตามในหนังสือ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นจุดอ่อนของเวอร์ชั่นแรกนี้

โจโฉนี่บางครั้งกลายเป็นตัวตลกดูโง่ไปเลยโดยเฉพาะตอนพ่ายแพ้จากศึกผาแดง

เล่าปี่ก็มาดไม่นิ่งต่างจากในหนังสือ ดูดร็อปลงไป ดูทึ่มๆกลายเป็นลิเกเจ้าน้ำตาไปเลย ส่วนซุนกวนก็หน้าแก่เหลือเกิน ดูเป็นรุ่นพ่อโจโฉกับเล่าปี่ ทั้งที่วัยแค่รุ่นลูก

แต่ผมถือว่า 1994 เป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด ถึงจะออกงิ้วและออกหนังอินเดียมากไปหน่อย แต่มันยังมีแนวคิดของคนโบราณอยู่จริงๆ เนื้อหาก็หยิบจากวรรณกรรมมาเยอะสุด ปรับแต่งเนื้อหาใหม่ส่วนนึงไม่เยอะมาก

โดยสรุปถือว่า : ผ่าน

ซีรีส์สามก๊ก เวอร์ชั่น 2010
เวอร์ชั่นนี้เครื่องแต่งกายเริ่มค่อนข้างจะไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ ขุนนางบางคนปล่อยผมยาว ซึ่งคนสมัยก่อนคนมีตระกูล คนมีการศึกษาและพวกขุนนาง เขาจะเกล้าผมเรียบร้อย ส่วนปล่อยผมยาวคือพวกที่เกเรๆหน่อย พวกขี้เมาหรือไม่มีการศึกษา

คือหนังจีนจะนิยมให้ผู้ชายปล่อยผมยาวกัน ซึ่งมันอาจจะเป็นอิทธิพลของยุคร็อคเกอร์ผมยาว เอามาใส่ในหนังกำลังภายในให้มันดูเท่ แล้วหนังจีนแนวย้อนยุคก็ทำตามๆกันทุกเรื่อง แต่ที่จริงแล้วการปล่อยผมสมัยก่อนถือว่าไม่สุภาพ

เวอร์ชั่นนี้ให้อองลองมาปล่อยผมยาวน่าเกลียดมาก นี่ถ้าตามมาตรฐานของจีนโบราณถือว่าลบหลู่ไม่ให้เกียรติอองลองเลย หรืออย่างสุมาอี้ก็ปล่อยผมยาวด้วยเวอร์ชั่นนี้ เรื่องวัฒนธรรมและวิถีชีวิตถือว่าเวอร์ชั่นนี้เริ่มจะเลอะเทอะละ


(อองลองเวอร์ชั่น 1994 รวบผมเรียบร้อย)

(อองลองเป็นขุนนางผู้ใหญ่ของวุยก๊ก แค่วรรณกรรมให้โดนด่าตกม้าตายนี่ก็ว่าแย่ละ นี่ซีรีส์ 2010 เล่นให้ปล่อยผมยาวน่าเกลียดอีก ตามมาตรฐานของจีนโบราณนะ)

(สุมาอี้ 1994 รวบผมเรียบร้อย)

(สุมาอี้ 2010 ปล่อยผมเป็นกุ๊ยเลย  คนยุคนี้อาจมองว่าเท่ แต่สมัยก่อนถือว่าไม่สุภาพ)

เรื่องซีนสงครามต่อสู้ก็ออกจะเว่อร์เกินจริงนิดๆ ไม่ได้เป็นการต่อสู้สมจริงแบบใน 1994 คือของ 2010 จะเริ่มเล่นท่ายาก จะคล้ายๆออกกังฟูและกำลังภายในนิดๆ แต่ของจริงไม่มีนะครับ ในประวัติศาสตร์จีนไม่มีกำลังภายในแฟนตาซีแบบในหนัง แล้วเวอร์ชั่นนี้เป็นเจ้าแรกที่ทำฉากจูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊าแบบว่า 1 คนลุยทั้งกองทัพ แต่ในวรรณกรรมกับในซีรีส์ 1994 ไม่ได้มีซีนลุยฝ่าทั้งกองทัพ แค่ว่าทหารฝ่ายโจโฉทยอยไล่ตามล่าไล่ปะทะกับจูล่ง

ซีรีส์ 2010 ข้อดีคือ มาได้คาแรคเตอร์ของโจโฉที่ดีขึ้น ดูเก่งดูฉลาดหน่อย ส่วนเล่าปี่ก็นิ่งสุขุมใกล้เคียงกับในหนังสือ ไม่ใช่มาออกลิเกแบบในเวอร์ชั่น 1994

ด้านทัศนคติมุมมองหรือแนวคิดที่มีต่อสงคราม ยังคงเหมือนเดิม คือมองว่าเป็นสิ่งที่ดี ยกย่องการทำสงคราม มองว่าการฆ่าฟันเป็นเรื่องปกติ  แต่ที่เปลี่ยนไปคือแนวคิดความทันสมัยในเรื่องความรัก เริ่มมีแบบใส่ความสมัยใหม่เข้าไป เช่นไปใส่ความโรแมนติกให้บทของลิโป้ กลายเป็นได้รับบทคนรักเดียวใจเดียว คนงมงายในความรักอะไรแบบนี้ ส่วนเตียวเสี้ยนก็โรแมนติกกับลิโป้เหลือเกิน ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่ สมัยก่อนไม่มีหรอกโรแมนติกบ้ารักแบบเกาหลีอะไรแบบยุคนี้

ผู้ชายสมัยก่อนเขารักผู้หญิงได้หลายคน มีเมียหลายคนเป็นปกติ ลิโป้ก็มีเมียหลายคน แล้วที่พาครอบครัวหนีไปอาศัยเล่าปี่ ในเวอร์ชั่น 1994 นั่นที่โผล่มาคือเหงียมซี ไม่ใช่เตียวเสี้ยน ซึ่งในวรรณกรรมก็จะมาทั้งเมียหลวงเมียน้อย (ในประวัติจริง เมียน้อยไม่ได้ระบุชื่อว่าเตียวเสี้ยน เตียวเสี้ยนเป็นตัวที่วรรณกรรมแต่งขึ้น) แต่พอของ 2010 มาใส่ความโรแมนติก ให้เตี้ยวเสี้ยนเป็นเมียคนเดียว แล้วเตียวเสี้ยนก็รักลิโป้เหลือเกินจนยอมตายตามกันไป ก็เรียกว่าเวอร์ชั่นนี้เป็นต้นแบบของเวอร์ชั่นอื่นที่สร้างตามมาให้ลิโป้เป็นหนุ่มนักรบโรแมนติก

โดยสรุปถือว่า : ผ่าน

สามก๊ก โจโฉแตกทัพเรือ (2008, 2009) Red Cliff ภาค 1-2
เวอร์ชั่นนี้เป็นหนังใหญ่ เป็นหนังคุณภาพและใช้ทุนสร้างสูงสุดของเอเชีย แต่ออกแนวแฟนตาซีเล็กๆ มีกำลังภายในนิดหน่อย และใส่แนวคิดสมัยใหม่เข้าไป คือมีค่านิยมแบบต่อต้านสงคราม มองการรบราว่าเป็นเรื่องเลวร้าย ซึ่งต่างจากคนสมัยก่อนที่มองสงครามว่าเรื่องปกติ เป็นความชอบธรรม และคนออกรบก็ถือว่ากล้าหาญและมีเกียรติ ทั้งการรบขยายเมืองหรือการล่าอาณานิคม คนสมัยก่อนไม่ได้มองว่าเลวร้าย

แต่แนวคิดเรื่องต้านสงครามพึ่งจะมีราวๆยุค 1970 ในตะวันตก แล้วแนวคิดนี้ก็ขยายมาทางเอเชียมากขึ้นในช่วง 1990

ส่วนเรื่องของเครื่องแต่งกาย วัฒนธรรม ข้าวของเครื่องใช้ เรื่องนี้ก็ไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ทุกประเด็น เป็นจินตนาการสมัยใหม่ลักษณะประยุกต์ แถมมีกีฬาฟุตบอลซะด้วย ^^ คือจะสร้างมโนอวยชาติจีน ยิ่งแล้วช่วงนั้นเป็นการต้อนรับกีฬาโอลิมปิกด้วย

ส่วนตัวละครโจโฉก็ได้บทเลวมากๆ ทำสงครามเพื่อจะได้ผู้หญิง ฝ่ายเล่าปี่กับฝ่าย กังตั๋งนี่ดันได้บทรักสงบ แต่ความจริงคือไม่ใช่ เรื่องจริงก็เหมือนกับพล็อตซีรีส์ก็คือ ทุกฝ่ายต่างพยามชิงกันเป็นใหญ่

แต่หนังเรื่องนี้มันดันมีประเด็นที่ถูกต้องใกล้เคียงประวัติจริงเรื่องนึงคือ จิวยี่ในเรื่องนี้ไม่ได้เจ้าเล่ห์และวางแผนทรยศขงเบ้ง ความจริงคือขงเบ้งและจิวยี่เป็นเพื่อนกันเคารพกัน วางแผนเก่งใกล้เคียงกันเหมือนในเรื่องนี้แหละ (แต่กังตั๋งกับฝ่ายเล่าปี่รบกันหลังที่จิวยี่ตายไปแล้ว) อันนี้มันก็จะต่างกับในวรรณกรรมและซีรีส์ที่แต่งเรื่องใหม่ขึ้นมาเกี่ยวกับความขัดแย้งของจิวยี่และขงเบ้ง

เนื้อหาเวอร์ชั่นนี้ กะโดยคร่าวๆว่ามีแค่ 20% ที่เอามาจากซีรี่ส์ 1994 และอีก 5% ที่เอามาจากประวัติศาสตร์จริง นอกนั้นเป็นนิยายแฟนตาซีแต่งขึ้นเอง

โดยสรุปถือว่า : ผ่าน

ขุนศึกเลือดมังกร (2008) Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon
แสดงโดยหลิวเต๋อหัว ใช้ชื่ออังกฤษว่าสามก๊กซะด้วย แต่ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับสามก๊กเลย เป็นเรื่องสมมุติขึ้นใหม่ทั้งดุ้น แค่เอาชื่อตัวละครมาสวม เช่นมีจูล่ง เล่าปี่ ขงเบ้ง

คือต้องเข้าใจว่าที่ผมวิจารณ์ตรงนี้ไม่ได้ตำหนินักแสดงแล้วก็ไม่ได้ต่อต้านคนสร้าง คือจะวิจารณ์ตัวงานในมุมว่า ทำไมต้องทำลายเนื้อหาของสามก๊ก คือถ้าจะบอกว่าหนังมันคืองานศิลปะ ศิลปะไม่มีผิดถูก มันก็ใช่ แต่คุณใช้ชื่อสามก๊กนี่สิ

นี่ก็ไม่รู้ว่าคนสร้างชอบสามก๊กหรือเกลียดสามก๊กกันแน่ บางคนอาจมองว่าผมวิจารณ์เกินจริงรึเปล่า แต่ผมลองใส่ความรู้สึกไปตามเนื้อเรื่อง พยามเข้าถึงในสิ่งที่เขาสื่อ คือคนสร้างเขาสื่อแบบนั้นจริงๆ คือมองว่าสังคมโบราณเป็นสังคมป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม มีการเข่นฆ่า เป็นสังคมที่ไร้ขื่อไร้แป คือจะทำหนังออกมาแนว Dystopia แล้วมันใช่หรือ ? ถ้าจะสร้างแนวนี้ก็จินตนาการแต่งเรื่องขึ้นมาใหม่โดยไม่ต้องอิงชื่อสามก๊กก็ได้ เพราะคุณก็แต่งเนื้อหาใหม่อยู่แล้ว

เช่นตัวอย่างหนังเรื่อง Kingdom เนี่ยก็แฟนตาซีย้อนยุค จินตนาการขึ้นมาโดยไม่ต้องอิงประวัติศาสตร์เลย


(อันนี้ไม่ใช่ซีรีส์ซอมบี้ Kingdom นะ)

สำหรับประวัติศาสตร์จีน โดยเฉพาะสมัยชุนชิว และยุคสามก๊ก มันถูกยกย่องในเรื่องของความเจริญ เป็นยุคของบัณฑิต ยุคของนักปราชญ์ ประชันกันด้วยสมองและการวางแผน แต่เหมือนกับคนสร้างหนังเรื่องนี้จะพยามทำออกมาเพื่อดิสเครดิตทำลายสามก๊กและทำลายวัฒนธรรมจีนโบราณ

ก็ไม่รู้ว่าเพราะเกลียดวัฒนธรรมจีนโบราณ หรือเป็นหัวคอมมิวนิสต์ เลยเกลียดยุคราชวงศ์หรือยังไง

เวอร์ชั่นนี้จากที่ผมได้ดูคำวิจารณ์จากที่อื่นๆ แฟนๆสามก๊กก็ลงมติแทบเป็นเอกฉันท์ว่าเวอร์ชั่นนี้บิดเบือนสามก๊กมากที่สุด ยิ่งกว่า “เทพเจ้ากวนอู” ยิ่งกว่า “ดิ แอสแซสซินส์”

โดยสรุปถือว่า : ไม่ผ่าน ไม่ใช่สามก๊ก

สามก๊ก เทพเจ้ากวนอู (2011)
เป็นเรื่องที่บิดเบือนสามก๊กและปู้ยี่ปู้ยำทั้งวัฒนธรรมจีน ทั้งตัวละคร รวมถึงประวัติศาสตร์และวรรณกรรม

คือจริงอยู่ว่ามันเป็นสิทธิ์ของคนแต่งเรื่องและคนสร้างหนัง ที่จะสร้างจินตนาการออกมายังไงก็ได้ แต่เมื่อมันจะสื่อว่าเป็นหนังอิงชีวประวัติ ดังนั้นก็ต้องมีสิทธิ์ถูกวิจารณ์เหมือนกันว่าสร้างความเสียหายต่อทั้งกวนอู โจโฉ และไม่มีเรื่องความเป็นสามก๊กและการวางแผนอะไรเลย

แค่ตัวกวนอู คาแรคเตอร์ก็ไม่ใช่แล้ว ตัวเล็กกระจิ๊ดเดียวแถมเคราสั้นเป็นขนแพะเลย ไอ้ภาพปกหละโอเค แต่ในเรื่องตัดเคราซะสั้นเลย

คนจีนโบราณการไว้เครายาวคือความแมน ความมีบารมี เขาจะแสดงสัญลักษณ์ว่าต่างจากผู้หญิง (ไม่ใช่แค่จีน ฝรั่งยุคโบราณก็เหมือนกัน พวกนอร์ส, พวกแองโกล-แซกซัน ก็ไว้เครายาว แต่ของฝรั่งจะไว้รุงรัง) ของกวนอูนี่ต้องเคราดก เครายาวร่างใหญ่น่าเกรงขาม

ทางนักแสดงกับฝ่ายสร้างเขาก็ตอบโต้เสียงวิจารณ์ว่าเขาพอใจแบบนี้ แต่นั่นแหละยังไงก็ถือว่าเละเทะครับ แฟนสามก๊กสับเละโดยเฉพาะเรื่องเนื้อหา

แล้วมีการใส่บทให้สกปรกต่ำทรามอีก มาแต่งพล็อตขึ้นว่ากวนอูแอบรักพี่สะใภ้ คือแอบรักเมียเล่าปี่ ซึ่งในความจริงมันไม่ใช่อุปนิสัยของกวนอู  ถึงจะนำเสนอว่ากวนอูแอบรักในใจแต่ไม่แตะต้องก็เหอะ คือสมัยก่อนถ้าคนไม่วิปริตจริงๆเขาจะไม่คิดอะไรกับอาซ้อ เขาจะถือเป็นพี่น้องตัวเอง แล้วกวนอูนี่เรียกว่าอยู่ตรงข้ามกับคำว่าวิปริต คือซื่อตรงเถรตรงสุดๆ

นั่นไม่เท่าไหร่ แต่ยังกลายเป็นว่าให้บทอาซ้อมาให้ท่าจะสนองตอบกวนอูอีก อันนี้เรียกว่าปู้ยี่ปู้ยำคนโบราณมาก คือเอานิสัยคนสมัยใหม่ไปใส่ยัดให้คนโบราณ (ถ้าเป็นหนัง R หรือหนังพิเศษผมจะไม่ว่าเลยเพราะเข้าใจว่ามันต้องแต่งเนื้อเรื่องให้พิสดาร)

เอาหละเรื่องนี้คือหนังกำลังภายใน ใครที่ชอบการต่อสู้และความเก่งของตัวละคร ก็คงจะเสพได้ในมุมนี้ แต่ก็ไม่สนุกเหมือนหนังบู๊เรื่องอื่นๆ ส่วนเนื้อหาก็ไม่ได้มีเรื่องราวของสามก๊กหรือการวางแผนอะไร อาจจะหยิบมาอิงท่อนนึงคือช่วงกวนอูขอแยกทางจากโจโฉ แต่ไม่ได้เอาพล็อตมา

ผมได้เห็นคนที่ไม่รู้เรื่องราวสามก๊กมาก่อน เกิดอยากศึกษาขึ้นมาแล้วไปดูเรื่องนี้เข้า คือจบเลยไม่ได้เนื้อหาอะไรจากการดู ต่างกันนะกับเรื่อง Red Cliff อันนั้นมีเนื้อหาจากพล็อตวรรณกรรมในตอนศึกผาแดง

โดยสรุปถือว่า : ไม่ผ่าน ไม่ใช่สามก๊ก

โจโฉ (2012) The Assassins
แหม้ชื่อเรื่องนักฆ่า แต่ภาษาไทยดันตั้งชื่ออิงสามก๊กเต็มๆเลย ^^  เป็นหนังแนวดาร์กแฟนตาซี ทำให้เนื้อหาออกหม่นๆ ในแง่ของแนวกำลังภายในเหาะเหินเดินอากาศ ก็ไม่ได้มีอะไรเด่นหรือสนุกไปกว่าเรื่องอื่น แล้วแอสแซสซินส์ในที่นี้ไม่ใช่ฝ่ายโจโฉนะ แต่เป็นฝ่ายฮ่องเต้ ชื่อไทยตั้งสลับกัน โฟกัสคนละจุดกับคนสร้าง

เรื่องนี้ตัวละครมันอิงประวัติศาสตร์ ยังไงเขาก็จัดหมวดเป็นหนังอิงประวัติศาสตร์ คือเอาชื่อตัวละครมา ยศตำแหน่งเหมือนเดิม แต่ใส่เนื้อหาใหม่หมด ไม่มีอะไรที่หยิบมาจากวรรณกรรมหรือประวัติศาสตร์เลย

ก็ไม่รู้ว่าคนยุคหลังนี่ทำไมชอบปู้ยี่ปู้ยำความเป็นจีนโบราณ หรือชอบแค่เรื่องกำลังภายในกับความแฟนตาซีโบราณๆ แต่ไม่ชอบประวัติศาสตร์จีนจริงๆ เหมือนถ้าเป็นฝรั่งก็ชอบเทพนิยายแฟนตาซี The Witcher อะไรแบบนั้น แต่เกลียดประวัติศาสตร์จริง เกลียดสงครามดอกกุหลาบ เกลียดกรีก เกลียดทรอย อะไรแบบนั้นรึเปล่า

เรื่องราวความโสมม การทำลายเกียรติคนโบราณมันก็มีอีกตามเคย ให้บทโจผีข่มขืนเมียฮ่องเต้ พยามจะใส่ความดาร์กเข้าไป แต่จริงๆสมัยก่อนเขาให้เกียรติกันนะ โจผีต่อมาก็เป็นฮ่องเต้ ไม่ใช่คนบ้าที่ไหน

สมัยสามก๊กเขาฆ่ากันชิงอำนาจกัน แต่ข่มขืนเมียคนอื่นน่ะไม่ใช่แล้ว หรือกระทั่งข่มขืนชาวบ้านทหารเขาก็ไม่ทำกัน แต่ละฝ่ายเขาก็มีคุณธรรม เนื้อหาดาร์กสุดๆที่ถูกใส่ไปในวรรณกรรมก็คือ โจโฉชอบแต่งงานกับแม่หม้าย นี่คือใส่ดราม่าที่ว่าแบบแย่ๆแล้วนะ คือสมัยก่อนถ้าเป็นเมียของศัตรู เขาก็ประหารเลยยกโคตร หรือจับขังหรือเนรเทศ แต่โจโฉวิปริตหน่อยคือศัตรูที่ตายแล้วเนี่ย โจโฉจะชอบเอาเมียเขามาแต่งงาน ไม่ได้ข่มขืนนะ คือชอบเอาแม่หม้ายมาเป็นเมียว่าง่ายๆ ซึ่งสมัยนี้มันดูไม่เสียหายอะไรด้วยซ้ำไป

เรื่องนี้ก็จะมีพลิกหักมุมเนื้อหาโดยให้ฮ่องเต้เป็นตัวร้าย เป็นคนผลิตนักฆ่า ก็ไร้สาระไร้ตรรกะกันไป เอาไว้ต่อสู้กันมันๆพอ แล้วก็ชิงอำนาจกับโจโฉ

โดยสรุปถือว่า : ไม่ผ่าน ไม่ใช่สามก๊ก

จูล่ง ขุนพลเทพสงคราม (2016) God of War, Zhao Yun
เป็นซีรีส์แนวรักๆ  บู๊กำลังภายใน แฟนตาซีอภินิหาร เหาะเหินลอยตัว ไม่ได้เน้นความเป็นสามก๊กเลย แต่สำหรับคนชอบแนวต่อสู้กำลังภายใน ผมบอกได้เลยว่าเรื่องนี้ฉากบู๊ดีมาก ต่อสู้เจ๋งมาก ค่อยๆดำเนินเรื่องตั้งแต่จูล่งพึ่งวิชา ไปจนถึงช่วงพีค (เวอร์ชั่นนี้จูล่งกับม้าเฉียว ตอนหลังเก่งกว่าลิโป้นะ เพราะเป็นหนังฝ่ายจ๊กก๊ก)

สำหรับคนชอบแนวรักๆ เรื่องนี้มีพระเอก มีนางเอก มีความโรแมนติกแบบเกาหลี เพราะขายที่เกาหลีด้วย เป็นหนังจีนแต่มีดาราเกาหลี พระเอกคือจูล่ง นางเอกก็ตัวละครสมมุติ มีความตลกคิกขุน่ารักในทุกตอน พระเอกหล่อ นางเอกน่ารัก แฟนๆ “อิม ยุน-อา” นักร้อง Girls’ Generation ไม่พลาดแน่  ส่วนลิโป้กับเตียวเสี้ยนก็มีโรแมนติกด้วยเรื่องนี้ ก็ต่อยอดมาจากซีรีส์ 2010

ส่วนแฟนๆจ๊กก๊ก สาวกขงเบ้ง ต้องชอบแน่นอนเรื่องนี้ ก็จะสนุกไปกับเนื้อหาช่วงที่ดึงเรื่องมาตอนเล่าปี่พบขงเบ้ง ไปถึงศึกผาแดง รวมถึงการเฉือนคมระหว่างจิวยี่กับขงเบ้ง คือดึงพล็อตมาจากซีรีส์เลยช่วงนี้

แล้วพีคสุดของเรื่องนี้คือซีน “ฝ่าทัพรับอาเต๊า” เรียกว่าพัฒนาต่อยอดมาจากซีรีส์ 2010 ได้เห็นเวอร์ชั่นจูล่ง 1 คนปะทะกองทัพโจโฉทั้งกองทัพ นี่หละเทพมากๆ เป็นฉากบู๊ที่ดีที่สุดเรื่องนึง

ไทม์ไลน์ไล่เรียงตามลำดับถูกต้องตามวรรณกรรมและซีรีส์ แต่เนื้อหาตอนท้ายมีปรับแต่งเล็กน้อยให้เป็นแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งสำหรับขุนพลจ๊กก๊ก

เรื่องวัฒนธรรมและแนวคิดอะไรต่างๆไม่ต้องพูดถึง เป็นสมัยใหม่หมดละ ทรงผมแบบหนังจีนยุคใหม่ การแต่งตัวสีสันสวยงาม มีไว้ทรงผมเดรดล็อคด้วย ชาวเสเหลียงนี่เสื้อผ้าหยั่งกับฮาวาย

เนื้อหาอาจจะไม่มีแวะไปก๊กอื่น จะเน้นที่จูล่งเป็นตัวดำเนินเรื่องหลักๆ ส่วนเล่าปี่ ขงเบ้งมาสร้างสีสัน แล้วก็มีบังทองมาช่วยเอาฮาด้วยเวอร์ชั่นนี้ เน้นสนุกสนาน แต่ก็มีพล็อตสามก๊กเรื่องการวางแผนและลำดับไทม์ไลน์ตรงตามซีรีส์ แต่เสียเวลาไปกับเรื่องแต่งเพิ่มและเรื่องแฟนตาซีซะเยอะ

โดยสรุปถือว่า : ผ่าน

ตำนานลับสามก๊ก (2018) Secret of the Three Kingdoms
เรื่องนี้เป็นเนื้อหาสำหรับคนชอบวุยก๊ก เป็นซีรีส์จำนวนตอนไม่เยอะนัก มีพระเอกนางเอก มีรักหวานซึ้ง แล้วก็เป็นเรื่องแต่งเกือบจะ 90% โดยประมาณ แต่เวอร์ชั่นนี้เป็นเนื้อหาเฉพาะภายในวุยก๊ก คือไม่ได้ลบเนื้อหาสามก๊กทิ้ง แค่ไม่ดำเนินเรื่องของอีก 2 ก๊ก ไม่มีเนื้อหาของฝ่ายเล่าปี่และฝ่ายกังตั๋ง แค่เอ่ยชื่อและรายงานเหตุการณ์  ด้านตัวละครและไทม์ไลน์ก็วางมาอย่างถูกต้องตรงกับวรรณกรรมถึงจะเอามาไม่หมด ก็เพราะทำเป็นซีรีส์สั้นๆ

มาถึงตรงนี้คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องวัฒนธรรมและแนวคิดละ สามก๊กยุคใหม่ๆไม่มีทางทำได้คลาสสิคเหมือนเดิม มันนิยมมาทางนี้หมดคือ มีเรื่องกำลังภายใน เครื่องแต่งกายเป็นแฟนตาซีประยุกต์ วัฒนธรรมข้าวของเครื่องใช้ประยุกต์หมด แนวคิดก็ต่อต้านสงคราม มองการต่อสู้เป็นเรื่องชั่วร้าย แล้วก็ใส่ความโรแมนติกรักเดียวใจเดียว ก็เรียกว่าเป็นเวอร์ชั่นที่เป็นซีรีส์รักๆอีกเรื่องนึงคล้ายเวอร์ชั่น “จูล่ง ขุนพลเทพสงคราม”

มีการพลิกบท ให้ฮ่องเต้เป็นพระเอก ผมจะชอบเวอร์ชั่นนี้ก็ประเด็นเหล่านี้ มีสุมาอี้เป็นตัวเอกหรือตัวเทพของเรื่อง เป็นเพื่อนพระเอกคือฮ่องเต้ และนี่แหละคือตำนานลับๆ ไอ้ตรงนี้ผมไม่สปอยล์ คือเรื่องนี้หัวใจของเนื้อหาคือ ความลับของฮ่องเต้ เขาคือใครเขามาจากไหน และสู้กับโจโฉอย่างไร อันนี้แหละคือตำนานลับ

ทุกเวอร์ชั่นที่ผ่านมา ตั้งแต่วรรณกรรมก็ให้ฮ่องเต้เป็นหุ่นเชิด ส่วนโจโฉเป็นคนกุมอำนาจราชสำนัก

ในเวอร์ชั่น 1994 ฮ่องเต้ก็ดูจะฉลาดแค่ตอนเด็ก แต่โตมาหมดสภาพเลย (มันใช่หรือ), เวอร์ชั่น 2010 ก็หนัก ถูกกักขังไม่มีอำนาจอะไรเลย, ใน Red Cliff ก็เอ๋อติงต๊อง, ในกวนอู เป็นตัวร้ายบ้าอำนาจ

แต่ประวัติศาสตร์ผมมองว่าฮ่องเต้ฉลาด และคานอำนาจกับโจโฉพอสมควร (มี 2 ฮ่องเต้ที่ถูกดร็อปความสามารถเกินจริงไปมากในวรรณกรรม คือเหี้ยนเต้ กับอาเต๊า คนหลังนี่ได้บทปัญญาอ่อนไปเลย)  ฮ่องเต้น่าจะชิงเหลี่ยมกับโจโฉพอสมควร ขาดแต่เป็นรองเรื่องบู๊และการไม่มีกองทัพในมือ ไม่มีอิทธิพลต่อขุนนาง

ส่วนในซีรีส์เวอร์ชั่นนี้กลายเป็นพลิกเลย เรียกว่าฮ่องเต้เก่งทั้งบุ๋นและบู๊แล้วออกรบด้วย ซึ่งอันนี้มันคือเรื่องแต่งเพียวๆ เกินจริงไปเยอะ แต่การดำเนินเรื่อง พล็อตลำดับเหตุการณ์มันก็เป็นไปตามซีรีส์ต้นฉบับ ส่วนฮ่องเต้จะลงจากอำนาจยังไง อันนี้ก็จะถูกเล่าต่างไป

เวอร์ชั่นนี้ หมันทองแสดงดีมาก บุคลิกดีสุด เป็นคนเก่งฉลาด แต่ก็เป็นไปตามวรรณกรรม คือเรื่องนี้ยกให้กุยแกเป็นกุนซือที่เก่งสุดของโจโฉ (ตามทัศนะของแฟนสามก๊กหลายคน) และในเรื่องที่ดูเหนือกว่ากุยแกก็คือสุมาอี้ ส่วนฮ่องเต้นี่ก็ฉลาดตามทัน 2 คนนี้ทุกอย่าง เรียกว่า 3 คนนี้คือตัวเทพของเรื่องหละ


(ฮ่องเต้หล่อแบ๊วสไตล์เกาหลี)

(สุมาอี้ดูดี เก่งสุด)

(กุยแก ก็สมบทบาท แต่ยังแสดงสู้หมันทองไม่ได้ และเตียวเสี้ยนยังไม่ตาย สวยเหมือนเดิม)

(หมันทอง บุคลิกเจ๋งและฉลาดมากๆ)

(ลูกสาวโจโฉ หรือเมียฮ่องเต้คนต่อมา น่ารักมาก แต่ไม่ใช่นางเอกนะ)

(โจโฉก็เลือกนักแสดงได้เหมาะสม ดูฉลาดและเหี้ยมตามที่เป็นจริง)

(ซุนฮก ก็ถ่ายทอดได้ดีในเรื่องความสับสนระหว่างความภักดีต่อโจโฉ กับฮ่องเต้ ที่ต้องชั่งน้ำหนัก)

สำหรับคนชอบหนังยุคใหม่ ชอบความสนุกน่ารักแบบเกาหลี มีจิ้นเล็กๆระหว่างชายกับชายสไตล์หนังเกาหลียุคใหม่ ก็จะดูสนุกคล้ายๆเวอร์ชั่นจูล่ง ขุนพลเทพสงคราม แต่เวอร์ชั่นนี้ไม่ได้เน้นการต่อสู้ จะเน้นเรื่องวางแผนลับๆของราชวงศ์และการปกป้องฮั่น

ที่ค่อนข้างขัดใจและรำคาญคือการพากย์ชื่อ ตกลงจะเอาจีนกลางหรือฮกเกี้ยนกันแน่ ฮ่องเต้ในเรื่องถูกเรียกเล่นๆชื่อ “หลิว” เพราะแซ่เล่าแต่เรียกแบบจีนกลาง พอเล่าปี่ กลับเรียก “เล่าปี่” ไม่เรียก “หลิวเป้” แต่พอทีกวนอู คนบ้านเราทั่วประเทศเรียก “กวนอู” นี่ดันเรียก “กวนหวี่” เพื่ออะไรก็ไม่รู้ ถ้าจะเอาจีนกลางอย่างน้อยก็กวนหยู กวนหยวี อะไรก็ได้ แต่กวนหวี่นี่ภาษาอะไร ? ทางที่ดีคือ นักพากย์รุ่นต่อไปควรดูตำราบ้าง เปิดกูเกิ้ลก็ได้ว่าชื่อไทยเขาเขียนยังไง

จะจีนกลางก็กลางไปเลยทั้งเรื่องแบบนั้นก็ได้ แต่ถ้าจะใช้ฮกเกี้ยนก็น่าจะเบิ่งดูบ้างว่าในตำราบ้านเราสะกดยังไง ในซีรีส์บ้านเราออกเสียงยังไง เลือกเอาซักอย่างไม่ใช่เดี๋ยวกลางเดี๋ยวฮกเกี้ยน ผสมมั่วไปหมด ชื่อเมืองก็ออกเสียงมั่ว แต่นี่คือผมติงฝ่ายแปลและพากย์นะ ไม่เกี่ยวกับตัวซีรีส์

โดยสรุปถือว่า : ผ่าน

. . .

สรุปว่า : สามก๊กมี 2 เวอร์ชั่นเท่านั้นครับที่เป็นถ่ายทอดจากวรรณกรรมมาเป็นซีรีส์ ส่วนเวอร์ชั่นอื่นไม่ได้ถ่ายทอดจากวรรณกรรม แค่อิงตัวละครและเหตุการณ์ไปสร้างเป็นเนื้อหาอื่น เช่นเป็นหนังกำลังภายใน, หนังรัก

จากเวอร์ชั่นที่ผมมีมุมมองว่าผ่านนั้นก็สรุปดังนี้สั้นๆ

ซีรีส์ 1994
ในด้านวัฒนธรรม แนวคิด วิถีชีวิตยังคงตรงกับสมัยโบราณ เนื้อหาถ่ายทอดวรรณสามก๊กมาสู่หน้าจอ

ซีรีส์ 2010
ด้านวัฒนธรรมเริ่มไม่ตรง ส่วนแนวคิด วิถีชีวิตส่วนมากก็จะตรงกับสมัยโบราณ แต่มีส่วนน้อยที่เริ่มมีความเป็นสมัยใหม่ เนื้อหาถ่ายทอดวรรณกรรมสามก๊กมาสู่หน้าจอ

หนัง โจโฉแตกทัพเรือ
วัฒนธรรมและแนวคิดเป็นแบบสมัยใหม่ เนื้อหาเป็นหนังแนวสงครามโบราณ

ซีรีส์ จูล่ง ขุนพลเทพสงคราม
วัฒนธรรมและแนวคิดเป็นแบบสมัยใหม่ เนื้อหาเป็นซีรีส์แนวรักและแนวบู๊กำลังภายใน

ซีรีส์ ตำนานลับสามก๊ก
วัฒนธรรมและแนวคิดเป็นแบบสมัยใหม่ เนื้อหาเป็นซีรีส์แนวรัก ความสัมพันธ์ และการชิงอำนาจ

และสำหรับคนที่บอกว่าจะเริ่มศึกษาสามก๊ก แต่ยังไม่อยากอ่านหนังสือ ควรดูอะไรก่อน ?
–> ก็แนะนำว่าเป็น ซีรีส์ 1994 ครับ ของไทยมีลิขสิทธิ์ ดูทาง YouTube ได้เลย

C. pantip : ตา o

สามก๊ก สื่อให้เราเข้าใจอะไร ? (ว่าด้วยซีรีส์ – วรรณกรรม – ประวัติศาสตร์)

“สามก๊ก” คือวรรณกรรม ลักษณะเป็นกึ่งนิยายอิงประวัติศาสตร์ โดย “หลัวกวั้นจง” นักเขียนโคตรเทพที่หนังสือของเขากลายเป็นตำราพิชัยสงครามเล่มนึง ซึ่งมีคนอ่านและศึกษาตั้งแต่ยุคนั้นมาถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะบรรดานักปกครอง

โดยโครงเรื่องนั้นเอามาจากจารึกบันทึกประวัติศาสตร์และชีวประวัติบุคคล ของ “เฉินโซว่” นักวิชาการที่โคตรเทพอีกคนซึ่งมีข้อมูลเต็มหัว ซึ่งเริ่มเรื่องราวตั้งแต่ปลายราชวงศ์ฮั่น ยาวไปจนถึงยุค 3 อาณาจักร และจบที่การสถาปนาราชวงศ์จิ้น เรียกว่าเป็นบันทึกทรงคุณค่าที่มีข้อมูลละเอียดยิบ (ส่วนความคลาดเคลื่อนไปจากประวัติศาสตร์แหล่งอื่นก็อาจมีบ้างเพราะเป็นบันทึกจดหมายเหตุจากคนๆเดียว)

จากวรรณกรรมของหลัวกวั้นจง ก็มีการดัดแปลงปรับแต่งเนื้อหาไปอีกหลายเล่มหลายเวอร์ชั่น จนในยุคใหม่ที่มีการถ่ายทำภาพยนตร์นี่ก็มีการแต่งเนื้อหาออกมาหลายเวอร์ชั่นไปหมด เรียกว่าแล้วแต่คนสร้างหนังสร้างซีรีส์เลย

สามก๊กของหลัวกวั้นจงที่ทั่วไปกล่าวถึงกันนั้น เป็นวรรณกรรมที่สอนเรื่องพิชัยสงคราม และสอนกลยุทธในการใช้ชีวิตและการบริหารสิ่งรอบตัว ไม่ใช่ตำราสอนคุณธรรม ไม่ใช่ตำราธรรมะ แล้วก็ไม่ใช่งิ้วไม่ใช่ละครที่จะต้องมีดราม่าว่าใครเป็นคนดี ใครเป็นตัวร้าย

ฉะนั้นใครอ่านสามก๊กแล้วถกกันเรื่องใครดีใครชั่ว อันนี้ค่อนข้างหลงประเด็น บางคนพาลไปเกลียดเล่าปี่อีกว่ามีความทะเยอทะยานเหมือนกันแต่ดันถูกให้บทเป็นคนดี ซึ่งแฟนๆส่วนนี้เข้าใจผิดกันไปเองหรืออาจจะไปเริ่มต้นดูจากซีรีส์ก่อน แล้วเอามโนในซีรีส์มาสวมใส่ในหนังสือ เพราะจริงๆมันไม่มีเลยครับ ในหนังสือนั้นเขาสื่อว่าในยุคที่ราชวงศ์อ่อนแอ ขุนศึกชิงกันเป็นใหญ่ แต่ละคนเล่นการเมืองวิธีไหน เคลมอะไร สร้างตัวเองด้วยอะไร

เล่าปี่ก็แค่เล่นการเมืองแบบที่อาจเรียกว่าคล้ายๆประชาธิปไตยเยอะกว่าคนอื่นหน่อย ใช้ประชานิยม สร้างภาพลักษณ์แล้วให้คนมาชอบเอง แต่ขุนศึกบางคนก็ใช้วิธีทางการทหาร วางแผนยึดเมือง หรือวางแผนฆ่าซะส่วนใหญ่ แล้วก็ใช้ประชานิยมบ้างบางครั้ง

แม้ในซีรีส์ 2010 อาจให้เล่าปี่ได้บทเป็นคนดีมีคุณธรรม (ซึ่งย้อนแย้งกับเนื้อเรื่องมาก) นั่นก็เพราะมันคือละครทีวีไงครับ แต่ในเวอร์ชั่น 1994 ก็จะสื่อต่างออกไป คือทำให้คนดูมองได้หลายมุม แต่ที่เด่นชัดคือความแหลของแต่ละฝ่าย นักแสดงสมัยนั้นก็ออกแนวหนังอินเดีย คือสื่อหน้าตาสื่ออารมณ์ชัดมาก กลัวคนดูไม่เข้าใจ อย่างเล่าปี่ก็ให้บุคลิกแตกต่างจากในวรรณกรรมโดยสิ้นเชิง ในละครกลายเป็นว่าเล่าปี่ได้บทแหลเจ้าน้ำตา แต่จะว่ามีคนเดียวก็ไม่ใช่ ขุนนางแทบจะทุกคนเลยครับตั้งแต่ยุค 10 ขันทียันแกนนำก๊กทั้ง 3 มันจะต้องมีซีนบีบน้ำตา มีแหลเพื่อลวงคนอะไรแบบนี้ตลอด โจโฉก็มีบทแบบนี้

แต่สำหรับตัวละครที่เทพที่สุดนั้น ถ้าให้วิเคราะห์ว่าหลัวกวั้นจงเลือกยกย่องใครเป็นพิเศษ หรือให้ใครเป็นตัวเอก ? ก็มองว่าเขายก “ขงเบ้ง” แต่ไม่ใช่ยกว่าเป็นคนดีมีคุณธรรมนะ เขายกว่าเป็นคนปราดเปรื่องที่สุดเหนือมนุษย์ อะไรทำนองนั้น แต่นั่นก็สิทธิ์ของเขาไงครับ เขาเป็นคนเขียนบทประพันธ์ ถ้าใครไม่ชอบใจคุณก็ไปเขียนเล่มใหม่แต่งใหม่ซะเองถ้ามีความสามารถนะ ไม่มีใครห้าม

สมัยโบราณไม่มีการถ่ายหนัง ไม่มีละคร ฉะนั้นพวกนิทาน นิยายต่างๆมันก็คือสิ่งบันเทิงในสมัยก่อน แต่บางคนก็ติงต๊อง ไปด่าหลัวกวั้นจงว่าบิดเบือนเขียนเนื้อหาและชีวประวัติไม่ตรงกับจดหมายเหตุ เอ้า ! ก็มันบทประพันธ์หนิครับ ก็เหมือน “บุปเพสันนิวาส” เขาจะเอา “ขุนศรีวิสารวาจา” เป็นตัวเอกมันก็เรื่องของเขา ตัวจริงอาจแทบไม่มีบทบาทอะไรเลยก็ได้นอกจากไปฝรั่งเศส

คือชาวฮั่นจำนวนมากเขาก็จะยกย่องขงเบ้ง บูชากวนอูอะไรแบบนั้น ขงเบ้งเป็นปราชญ์ที่หลัวกวั้นจงเขานับถือ เขาก็เลยอวยเล่าปี่ อวยจ๊กก๊ก มันก็เรื่องของเขา แต่ที่แน่ๆ เขาสื่อออกมาได้มีเสน่ห์อย่างนึง คือพยามทำให้ทั้ง 3 ฝ่ายมันสมดุล คานอำนาจกัน แล้วนำเสนอความโดดเด่นของแต่ละฝ่ายที่ต่างกันไป เรียกว่าคนอ่านสามารถที่จะฝักใฝ่ฝ่ายไหนได้ตามใจชอบเลย เพราะทุกฝ่ายล้วนมีสตอรี่น่าสนใจ มีขุนนางเจ๋งๆ มีกุนซือเก่งๆและโดดเด่น แฟนๆจำนวนมากชอบโจโฉ แล้วก็มีเยอะที่ชอบจิวยี่กับง่อก๊ก แต่ถ้าให้ดีที่สุดและสามารถตกผลึกจากสามก๊กที่สุดคือต้องมองแบบเข้าใจทุกฝ่าย เรียนรู้ทุกกลยุทธ นั่นแหละครับที่เป้าหมายของพิชัยสงครามต้องการ

* ถึงได้มีคำพูดว่า “อ่านสามก๊ก 3 จบคบไม่ได้” เพราะมันเป็นกลยุทธวางแผนกำจัดคู่แข่ง แต่ถ้าคนดีๆก็จะเรียนรู้ไว้เพื่อรู้ทันเหลี่ยมคน *

มองจริงๆตามประวัติศาสตร์ ทั้ง 3 ฝ่ายมันก็เจ๋งพอๆกัน แต่ถ้าในซีรีส์พยามดันจ๊กก๊กเป็นตัวเอก มันก็ไม่น่าเกลียดนะ ในมุมนึงที่ผมมองคือ ตามประวัติศาสตร์แล้วจ๊กก๊กเป็นก๊กเล็ก ขุนนางก็น้อยกว่าเทียบจำนวนกันไม่ติด แต่ในยุคขงเบ้งเนี่ย วุยก๊กทำอะไรเขาไม่ได้ มีทั้งสุมาอี้และแม่ทัพเจ๋งๆมากมายแต่ก็ปราบไม่สำเร็จ มันก็พอเข้าใจได้ว่าขงเบ้งก็ไม่ธรรมดาจริงๆนั่นแหละ ถึงจะไม่ใช่เทวดาหยั่งรู้ฟ้าดินแบบในเรื่องแต่ง

ในซีรีส์ 1994 เขาก็ปูเรื่องให้ทั้ง 3 ก๊กมีความโดดเด่นและมีเสน่ห์ต่างกันไป เผื่อว่าคนดูจะชอบฝ่ายไหน พรรคไหน อย่างของปี 1994 มันเริ่มต้นแบ่งซีนโปรโมทออกเป็น 3 ฝ่ายชัดเจน เริ่มจากซีนของฝ่ายเล่าปี่หรือสามพี่น้องจ๊กก๊ก ต่อมาก็เป็นซีนของวุยก๊ก ซึ่งก็ปูบทบาทของโจโฉในการต้านตั๋งโต๊ะ เรียกว่าโจโฉเด่นมาแต่แรกเลย ส่วนอีกซีนนึงของฝ่ายง่อก๊ก เริ่มปูจากซุนเซ็กมากกว่า เกริ่นเรื่องซุนเกี๋ยนน้อยมาก แต่ไปเน้นซีนประทับใจของซุนเซ็กกับจิวยี่ช่วงนั้น

แต่ในเวอร์ชั่น 2010 ไม่ได้แบ่งซีนเป็น 3 ฝ่ายแบบสมดุล แต่จะเน้นไปที่โจโฉกับเล่าปี่ ให้ 2 คนนี้ดูเด่นมาก  แล้วในซีรีส์ทั้ง 2 ยุคเหมือนกันตรงที่จะให้บทดราม่าเล่าปี่ไปทางว่าเป็นผู้จงรักภักดีกับฮ่องเต้และราชวงศ์ฮั่น ส่วนโจโฉเป็นผู้ยึดอำนาจราชวงศ์ไว้ในมือ และหวังรวมแผ่นดินกำราบทุกแคว้นทุกเมือง

นั่นก็เพราะมันเป็นดราม่า เป็นละครทีวีมันก็ต้องมีความเป็นงิ้วอยู่ คือต้องมีเรื่องของความรัก มีความสัมพันธ์ มีความภักดี มีเศร้ามีล้มเหลว

แต่ในวรรณกรรมสื่ออะไร ?

หนังสือสามก๊กนั้นเพียงนำเสนอกลยุทธของฝ่ายต่างๆ พล็อตเรื่องหลักๆมันก็คือเป็นไปตามประวัติศาสตร์ คือราชวงศ์ฮั่นเริ่มเสื่อม ขัดแย้งกันภายในไม่เห็นแก่บ้านเมือง ปล่อยให้ขุนนางเป็นใหญ่ ขุนนางก็ข่มเหงประชาชน จนมีกบฏออกมาต่อสู้จะล้มราชวงศ์ พวกขุนศึกก็ออกมาปราบกบฏสำเร็จ ขุนศึกทุกคนก็ต่างแสวงหาลาภยศและอำนาจ

ตั๋งโต๊ะ, ลิฉุย-กุยกี, ลิโป้, ม้าเท้ง, อ้วนสุด, อ้วนเสี้ยว มีอำนาจมีฐานกำลังเยอะ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้หมดอำนาจล้มตายเพราะไม่ฉลาดพอ เหลือ 3 ฝ่ายคือ
1.) โจโฉ สร้างอำนาจโดยอาศัยความใกล้ชิดราชวงศ์ ใช้เป็นเครื่องมือในการไต่เต้าขยายอำนาจ เป็นฝ่ายวังหลวงมีแม่ทัพและกุนซือมากมายให้เลือกใช้
2.) เล่าปี่ สร้างอำนาจโดยเล่นการเมืองให้ถูกจังหวะจะโคน การเฟ้นหาบุคลากรเก่งๆ ด้านบุ๋นและบู๊ ไม่ได้มีจำนวนเยอะแต่ทำงานสำเร็จเป็นพอ เคลมแซ่เล่าและเชื้อพระวงศ์ของตน  
3.) ซุนกวน ใช้สิ่งที่พ่อและพี่ชายสร้างไว้ให้ สานต่อและใช้ความฉลาดปกครองบ้านเมืองของตัวเอง

ทั้ง 3 คนนี้เก่งทุกคน ฉลาดมีเหลี่ยมทุกคนไม่งั้นอยู่ไม่รอด แล้วทุกฝ่ายก็ไม่ได้พิทักษ์รักษาราชวงศ์อะไรหรอกครับ ใครๆก็รู้สถานการณ์ว่า ต้าฮั่นไปต่อไม่ไหวละ แล้วทั้ง 3 ก็ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจใคร ต่างหาวิธีสถาปนาตัวเองทั้งนั้นแล้วแต่ช่องทาง

ขุนศึกหรือแกนนำแต่ละฝ่าย ต่างเป็นคนที่ไม่อยากก้มหัวให้ใคร อยากเป็นใหญ่เอง โดยต่างคนก็ต่างรู้ดีว่าขุนนาง-แม่ทัพคนไหนบ้างที่ยอมสวามิภักดิ์รับใช้คนอื่น และใครบ้างเป็นหัวโจกที่อยากเป็นใหญ่ พวกเขาก็ต้องวางแผนกำจัดซึ่งกันและกัน ต้องมีการรวมหัวกับฝ่ายนึงเพื่อกำจัดฝ่ายนึง เพื่อที่สุดท้ายจะได้เหลือฝ่ายตนผู้เดียว

โจโฉ ใช้วิธีการปูทางให้ลูกหลาน ทีแรกก็ให้ลูกสาวเป็นมเหสี หวังให้หลานเป็นฮ่องเต้ พอไม่สำเร็จต่อมาก็ปูทางให้ลูกชายสถาปนาราชวงศ์ใหม่  
เล่าปี่ ก็หวังอาศัยเชื้อพระวงศ์ปลายแถวของตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ แค่ต้องรอจังหวะ จะสถาปนาฮั่นซ้อนฮั่นไม่ได้ พอฮั่นถูกโค่นคราวนี้จึงเคลมตั้งฮั่นขึ้นมาใหม่ได้  
ซุนกวน ก็มีดินแดนตัวเองที่กว้างใหญ่ไพศาล มีขุนนางมากพอที่สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ โดยอาศัยจังหวะฮั่นถูกโค่น

นั่นคือประวัติศาสตร์ที่ถูกเอาพล็อตตรงนี้มาใส่ในวรรณกรรม เพียงแต่พอมันเป็นนิยายเขาเลยใส่สีสันความสนุกไปด้วยเช่น มีเรื่องราวอภินิหาร มีไสยศาสตร์ มีผี และมีชิงรักหักสวาท มีนางเตียวเสี้ยนขึ้นมาเป็นตัวละครเพิ่มเติม นี่แหละครับมันคือเป็นสื่อบันเทิงของยุคโบราณ ก็เหมือนที่ฝรั่งมีนิทานกริมส์อะไรแบบนั้น

มีปรับแต่งตัวละครให้ตัวนั้นตัวนี้ดูโง่ลง (เช่นอ้วนเสี้ยวและฮ่องเต้ ถูกทำให้ด้อยความสามารถลงกว่าความเป็นจริง) แล้วบางตัวก็ปั้นให้เก่งเว่อร์เกินไป

เรื่องเหตุการณ์ใครรบกับใคร ใครฆ่าใคร ก็มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นสีสัน บางสงครามไม่หวือหวามากก็มาทำเป็นเรื่องใหญ่ มีวางแผนการซับซ้อนขึ้นอลังการขึ้น นี่ก็เป็นสีสันดราม่าที่หลัวกวั้นจงใส่เข้าไป

ในการรวมพรรครวมพลก็มาแต่งเรื่องให้เป็นละครขึ้นมา อย่างสามพี่น้องเล่าปี่ก็ใส่เรื่องสาบานที่สวนท้อเข้าไป ให้มันดูเป็นนิยายหน่อย แต่เรื่องจริงไม่มีครับ คนสมัยก่อนถ้าถูกชะตากันชอบพอกัน เขาก็รักเพื่อนเหมือนเป็นพี่น้อง ก็เหมือนกับที่ฝ่ายซุนเซ็ก-ซุนกวน ก็มีจิวยี่เป็นพี่น้องอะไรทำนองนั้น

คนที่เป็นขุนศึกฝีมือเก่งๆ ก็จะมีคนเคารพอยากเป็นลูกน้อง ใครเคยดูหนังเจ้าพ่อหรือยากูซ่ามันก็จะประมาณนั้นแหละครับ นี่ก็คือสาเหตุนึงซึ่งในชีวิตจริงทุกวันนี้ผู้มีอิทธิพลก็มีเยอะแยะมากมาย

ตั๋งโต๊ะ, ลิโป้, อ้วนสุด, อ้วนเสี้ยว ฯลฯ มีขุนนางมีบริวารกองทัพติดตามมากมาย เอามาจากไหน ? ไม่ใช่แค่จ้างมาก็พอ แต่คนจะเป็นผู้นำได้ มีลูกน้องจำนวนมากยอมสู้ถวายหัว ไม่ใช่เรื่องง่าย

ยกตัวอย่างทุกวันนี้คนเรายอมไปอยู่พรรคเดียวกันคือ ต้องมีผลประโยชน์ร่วมกัน มีแนวคิดอุดมการณ์เดียวกัน คุยถูกคอกัน เลือกชอบผู้นำพรรคเพราะว่าดูมีรัศมี มีออร่า มีอิทธิพลต่อสังคมวงกว้าง มีเป้าหมายโดนใจตัวเอง และกว่าที่แต่ละคนจะเป็นใหญ่มีกองทัพที่ติดตามเลื่อมใส ไม่ใช่ว่าสร้างได้ภายในไม่กี่วัน

(อย่างการเมืองไทยก็มีฝ่ายทักษิณ มีฝ่ายไม่เอาทักษิณ มีฝ่ายอนุรักษ์ มีฝ่ายเสรี มีฝ่ายลุงตู่ มีฝ่ายธนาธร อันนี้แวะแถมเป็นตัวอย่าง   –หรือมีอีกแบบคือ มองการเมืองแบบอยู่เหนือการเมือง นำตำราสามก๊กมาใช้ นี่ก็พวกนึง –จะอยู่แบบรู้จังหวะเหมือนกาเซี่ยง หรือจะไม่ยุ่งเกี่ยวอย่างสุมาเต็กโชก็มีอีก)

คนเราบางคนมีนิสัยอยากติดตามนายดีๆ ต้องศึกษาดูคนให้เป็น และบางคนที่มีนิสัยไม่ชอบเป็นลูกน้องใคร คุณอาจชอบเป็นนักวิชาการอิสระ เป็นบัณฑิตอิสระ หรือเป็นชาวบ้านที่เอาตัวรอดได้ ไม่ตกเป็นเหยื่อของการเมือง แต่ถ้าไม่ชอบเป็นลูกน้องใครเพราะอยากเป็นใหญ่ ก็ต้องศึกษาวิธีการขึ้นครองอำนาจ จะไต่เต้าวิธีไหน ในการอ่านการดูมันใช้เวลาไม่นาน แต่ของจริงคือต้องใช้เวลาทั้งชีวิต เดินให้ถูกจังหวะ ถ้าผิดจังหวะคือคุณแพ้

การเมืองสมัยก่อน คนเป็นใหญ่เป็นโต มีสิทธิ์จะเผชิญอยู่ 2 ทาง คือสุขสบายมีอำนาจ และอีกทางคือเสี่ยงที่จะต้องถูกเชือด โดยพาครอบครัวจบชีวิตไปด้วย

ทั้งหมดนั่นก็คือแง่คิดจากเนื้อหา รวมถึงที่มาและความแตกต่างของประวัติศาสตร์จากจดหมายเหตุ มาสู่วรรณกรรมสามก๊ก

C. pantip : ตา o

แกรี่ เนวิลล์ชม “เทรนท์-อาร์โนลด์” เจ๋งที่สุดต่อจากยุคคาฟู [ไม่ได้บอกว่าวาน บิสซาก้าเหนือกว่า]

สมัยนี้มีแต่คนชอบปั่น
สงสัยชอบขี่จักรยานกัน

ล่าสุดก็เห็นในโซเชียล ทั้งในเฟซบุค, youtube, ทวิตเตอร์ โต้กันประเด็นเปรียบเทียบ "เทรนท์-อาร์โนลด์" กับ "วาน บิสซาก้า" ซึ่งจริงๆมันก็ไม่น่าเอามาเทียบเพราะคนละสไตล์กันเลย เทรนท์เป็นผู้เล่นสำหรับเกมรุก ส่วนวาน บิสซาก้า เป็นผู้เล่นสำหรับเกมรับ ถ้าจะเทียบก็ต้องแจกแจงไปแต่ละข้อ

แต่มันมีสื่อที่ออกมาตัดต่อคำพูดเปลี่ยนนัยยะความเห็นของเนวิลล์ โดยจั่วหัวจั่วแคปชั่นทำนองว่า "เทรนท์สู้วาน บิสซาก้าไม่ได้" อะไรทำนองนั้น ซึ่งที่จริงแกรี่ เนวิลล์เขาไม่ได้พูดแบบนั้น

เขาแสดงความเห็นถูกต้องด้วยซ้ำโดยชมเทรนท์-อาร์โนลด์ว่า "ผมไม่เคยเห็นใครเก่งอย่างนี้เลย นับตั้งแต่สมัยคาฟู" ก็คือเขาพูดถึงตำแหน่งแบ็คขวา ซึ่งมาร์กอส คาฟู ตำนานบราซิลชุดแชมป์โลกเรียกว่าเป็นสุดยอดแบ็คขวาสมัยนั้น การที่เนวิลล์ยกย่องอาร์โนลด์เทียบระดับนั้นคือเขายกย่องว่าสุดยอดมากๆ แม้แต่ดาเนียล อัลเวสซึ่งเป็นต้นแบบของอาร์โนลด์นี่ก็ยังสู้คาฟูไม่ได้เลย แต่เนวิลล์ได้ยกระดับอาร์โนลด์ข้ามอัลเวสไปแล้ว

แต่เนวิลล์มีพูดต่อ คือจะชมทั้งทีแต่ก็ขอแถมว่า เทรนท์เก่งในเรื่องเกมรุก แต่ถ้าพูดถึงเกมรับแล้ว วาน บิสซาก้าเก่งกว่า ซึ่งตรงนี้มันก็ถูกต้อง อย่าว่าแต่วาน บิสซาก้าเลย แม้แต่คาร์ราเกอร์ ! ตอนเล่นแบ็คขวายังเกมรับดีกว่าเทรนท์-อาร์โนลด์เลย

ฟูลแบ็คลิเวอร์พูลของยุคคล็อปป์ จะเป็นผู้เล่นที่เน้นเกมรุก เป็นตัวบุกและแอสซิสต์ทั้งฝั่งซ้ายฝั่งขวา ก็คล้ายๆแท็คติกบราซิลที่มีโรแบร์โต้ คาร์ลอส และคาฟู ที่คอยบุกทั้งสองฝั่ง อย่างที่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ชื่นชมว่า "ลิเวอร์พูลบุกหมดโดยทิ้งตัวรับไว้แค่ 3 ตัว พวกเขาทำได้ยังไง"

คือคำพูดของเนวิลล์มันเป็นลักษณะว่าชม แต่ชมไม่สุด คือถ้าใครติดตามเขาทุกวันและเรียนรู้นิสัยเขามานานจะรู้ว่า เนวิลล์มีนิสัยขี้อิจฉาโดยเปิดเผย คือไม่แอ๊บเลย อันนี้ผมต้องพูดตรงๆ ผมไม่นิยมนำเสนอประเภทแกล้งมองอะไรแบบโลกสวยงามหรือแกล้งหลอกตัวเองแล้วก็สร้างภาพให้แฟนๆมองเห็นอะไรแบบสวยๆที่มันไม่เป็นความจริง

ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดีนะ เพียงแต่มันเป็นนิสัยของแฟนบอลประเภทนึง เนวิลล์เวลาพูดถึงหงส์ เขาจะชื่นชมตรงไปตรงมา ในขณะเดียวกันก็จะเผยความรู้สึกบ่อยๆว่า ไม่พอใจที่ลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ อันนี้มันก็ต่างกับอดีตนักเตะแมนยูคนอื่นๆ ที่หลายๆคนเขาทิ้งอดีตไปแล้ว แล้วก็เอาใจช่วย ออกมาสนับสนุนว่าลิเวอร์พูลสมควรจะประสบความสำเร็จในยุคนี้

ทีนี้ก็อยากจะทำความเข้าใจแวดวงสื่อว่า เขาจะชอบไปหยิบเอาคำพูดหรือการแสดงความเห็นของคนในวงการฟุตบอลมาเล่นข่าว มีทั้งนักเตะในปัจจุบันและอดีต แล้วก็บรรดาโค้ช มีบางคนที่เขาเป็นนักวิจารณ์ในสื่ออยู่แล้ว เขาก็ต้องพูดออกรายการหรือแสดงความเห็นผ่านโซเชียล ก็จะถูกสื่อต่างๆหยิบเอาไปเล่น ตรงนี้เราต้องเข้าใจอาชีพของเขา แล้วเราก็ควรรู้และจดจำว่าใครบ้างที่เป็นนักวิจารณ์ และใครบ้างที่เป็นแค่อดีตนักเตะแต่ไม่ได้ทำงานด้านสื่อ

ตัวอย่างอดีตนักเตะเหล่านี้ ที่สื่อดึงมาทำหน้าที่กูรูนักวิจารณ์ เช่น -เควิน ฟิลิปส์, -รอย คีน, -แกรี่ เนวิลล์, -อลัน เชียร์เรอร์, -มาติน คีโอว์น, -ริโอ เฟอร์ดินานด์,

หรือกูรูที่เป็นอดีตนักเตะหงส์แดง เช่น -ไมเคิล โอเว่น, -มาร์ค ลอว์เรนสัน, -อลัน แฮนเซ่น, -แกรม ซูเนสส์, -เจมี่ คาร์ราเกอร์, เจมี่ เรดแนปป์, พอล อินซ์ ทีนี้ตัวโอเว่นเอง แฟนลิเวอร์พูลจะไม่ค่อยชอบ ส่วนพอล อินซ์แฟนแมนยูก็จะอคติเหมือนกันเพราะย้ายไปทีมอริ ยิ่งแล้วเป็นคนพูดตรงๆมีอะไรก็วิจารณ์ แต่ในฐานะกูรูเขาเก่งนะ โดยเฉพาะโอเว่นนี่วิเคราะห์มองอะไรค่อนข้างแม่น

ตอนนี้คู่หูที่กำลังดังที่สุดในสกายสปอร์ตก็คือ "คาร์ร่า" กับ "เนวิลล์" 2 คนนี้เก่งในเรื่องทำสื่อ การเป็นนักข่าว และเนวิลล์ก็ยังเป็นนักพากย์บอลด้วย

แต่เนวิลล์นี่อย่างที่บอกคือไฟริษยาเขาแรงแล้วก็แสดงออกตลอด ยิ่งช่วงนี้คือลิเวอร์พูลได้แชมป์ไปแล้วอย่างไม่เป็นทางการ แกรี่ก็ยิ่งเสียอาการ คือเสียศูนย์ลนลานไปหมด พยามจะออกมาสู้ทุกทางเพื่อขวางแชมป์ ทั้งเคยเสนอโมฆะ ทั้งบ่นนู่นบ่นนี่จนหาตรรกะไม่เจอ เดี๋ยวก็บอกว่ากลัวทีมตกชั้นจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เดี๋ยวก็บอกว่าไม่อยากให้แข่งสนามกลางเพราะห่วงเรื่องสุขภาพ ตลก ! (ก็ถ้ากลัวเชื้อโรคก็น่าจะส่งเสริมให้แข่งสนามกลางนะ นักเตะจะได้ถูกจำกัดบริเวณไม่ต้องเสี่ยงเวลากลับบ้าน)

เจอร์เก้น คล็อปป์ เลยแซวติดตลกว่าช่วงล็อคดาวน์ได้เห็นอะไรหลายอย่าง แล้วก็ได้เห็นว่าแกรี่ เนวิลล์รู้ไปหมด พูดได้หมดทุกเรื่อง ! คือคล็อปป์จะหยอกแบบอ้อมๆว่า ช่วงนี้ดูเครื่องจะรวนนะ ! อะไรทำนองนั้น

ฉะนั้นมันจะมีข่าวตลอดแหละครับเรื่องการแสดงความเห็นของกูรู แล้วถ้ามันมีประเด็นที่เกี่ยวกับลิเวอร์พูล-แมนยู หรือทีมที่มีแฟนบอลเยอะๆ พวกสื่อก็จะรีบหยิบมาสร้างข่าว ยิ่งถ้ามีการวิจารณ์เปรียบเทียบ หรือวิจารณ์ข้อดีข้อเสีย พวกสื่อต่างๆก็จะชอบเอามาปั่น เอามาบิดเบือนคำพูดบิดเบือนนัยยะ แล้วก็เอามาทำให้เป็นประเด็นดราม่าเพื่อทำเรตติ้ง

ทั้งเว็บข่าวเอย แล้วก็ทั้งสื่อใต้ดิน เพจเฟซบุคต่างๆก็จะหยิบมาปั่น สร้างประเด็นให้คนเข้าใจผิด ซึ่งมันเป็นแบบนี้ทุกวงการนะเราต้องระวังให้ดี โดยเฉพาะเรื่องสังคมบ้านเมืองและการเมือง อันนี้พวกสื่อชอบบิดเบือนชอบเสี้ยมหนักมาก

สรุปคือเรื่องของการแสดงความเห็น เรื่องใดถูกต้องเราก็เห็นด้วย อย่างเรื่องเทรนท์เนี่ย แกรี่เขาชม แต่ดันถูกเอาไปบิดเบือน ส่วนวาน บิสซาก้าเองเป็นนักเตะทัศนคติดี นิสัยดี ผมชอบเป็นการส่วนตัว ไม่น่าจะถูกเอามาปั่นให้คนด่าเล่น เรื่องความเหนียวก็เหนียว เล่นดี แต่ค่าตัวซื้อมาแพงเกินจริง (มันเป็นเรื่องปกติของทีมนี้) เชื่อว่าทางเว็บ Transfer ก็จะไม่ตั้งราคาขนาดนั้น

ถ้าให้ผมเทียบระหว่างแกรี่ เนวิลล์ กับวาน บิสซาก้า ผมยกให้แกรี่นั้นเหนือกว่าทั้งเกมรุกและเกมรับ ทางวาน บิสซาก้าเองก็เก่งใช้ได้ แต่เขาจะทรงตัวรักษาเลเวลอยู่ประมาณนี้แหละ

ก็สรุปว่าคนมีสติปัญญาก็เสพข่าวให้ดี เรื่องความคิดเห็นมันมองต่างได้ แต่ไอ้เรื่องความจริงความลวงต้องรู้เท่าทันแยกแยะออก สมัยนี้คนเรามันสกปรก คือเรื่องดีๆคำพูดดีๆกลับเอาไปทำให้เสียหายได้ จากคำชมก็เอามาบิดเบือนให้เป็นคำต่อว่า ปั่นให้เป็นดราม่าได้ทุกเรื่อง

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น