เทียบสกิล “จอห์น บาร์นส์ – ซาดิโอ มาเน่”

ต้องบอกว่ามีความแตกต่างทั้งในเรื่องของระดับฝีเท้า รวมถึงตำแหน่งและสไตล์การเล่นด้วย แต่พอดีมีข้อสงสัยจากแฟนบอลรุ่นหลังในโซเชียลว่า 2 คนนี้ใครเก่งกว่า ผมเลยขอแจงแยกออกมาเป็นข้อๆ

• ตำแหน่ง :
บาร์นส์ เป็นปีกในระบบ 4-4-2, เพลย์เมกเกอร์-มิดฟิลด์ตัวรุก, มิดฟิลด์ตัวรับ (ช่วงปลายการค้าแข้ง) ส่วนมาเน่ เป็นปีกในระบบ 4-3-3 (และ 4-2-3-1), สามารถเล่นหน้าเป้าได้

• เท้าที่ถนัด :
ทั้งบาร์นส์และมาเน่ เล่นได้ทั้ง 2 เท้า แต่บาร์นส์ถนัดซ้าย มาเน่ถนัดขวา

• การเลี้ยงบอล :
บาร์นส์ เป็นตัวลากเลื้อยโดยเฉพาะ เลี้ยงบอลติดเท้าดีกว่าหลายขุม สามารถแหวกหลบคู่ต่อสู้ได้หลายด่าน มีสไตล์โยกเอวหลอกแบบลาตินอเมริกา ส่วนมาเน่ไม่ใช่ตัวลากเลื้อย เป็นกองหน้าตัวเข้าทำ การเลี้ยงกินตัวจะทำได้ไม่ค่อยดี

• ความเร็ว :
บาร์นส์จะร่างใหญ่และช้ากว่า ส่วนมาเน่มีความเร็วมาก เป็นตัวรุกในสไตล์เคาน์เตอร์แอ็ทแทค หรือใช้ความเร็วเข้าทำประตู

• การจ่ายและเปิดบอล :
บาร์นส์เป็นตัวปั้นเกมและเป็นตัวจ่ายโดยเฉพาะ ฉะนั้นจะจ่ายบอลได้ดีกว่า ทั้งความหลากหลาย การต่อบอล การจ่ายทะลุช่องหรือคิลเลอร์พาส และบาร์นส์ยังถนัดเปิดบอลแบบเคิร์ฟด้วย คือเปิดปั่นโค้งให้กองหน้าทำประตูได้ ส่วนมาเน่ไม่ใช่ตัวจ่ายหรือตัวปั้นเกม แต่เป็นปีกแบบกองหน้าตัวยิงมากกว่า จึงทำไม่ได้อย่างบาร์นส์เรื่องนี้

• การยิงฟรีคิกและลูกเซ็ตเพลย์ :
บาร์นส์สามารถเตะลูกปั่นโค้งได้ จึงมีหน้าที่ยิงฟรีคิกทำประตูด้วย ซึ่งทำได้แม่นพอควร แล้วก็มีหน้าที่เล่นลูกตั้งเตะ เปิดบอลหรือเล่นลูกเตะมุมได้แบบเคิร์ฟและแม่นยำ ส่วนมาเน่ไม่ใช่นักเตะสไตล์ปั่นโค้งได้ดีนัก เลยไม่ใช่ตัวยิงฟรีคิกและไม่ใช่ตัวเปิดบอล

• การโหม่ง :
ทั้งคู่สามารถเล่นลูกกลางอากาศได้ดีพอๆกัน แต่เนื่องจากมาเน่ร่างเตี้ยกว่าเล็กน้อย เลยต้องยกให้ว่ามาเน่เหนือกว่านิดๆในการหาจังหวะเข้าโหม่ง โดยเฉพาะการโหม่งทำประตู

• การยิงประตู :
บาร์นส์ทำประตูได้ดีทั้งยิงไกลและในกรอบ แต่ไม่ถึงขั้นเป็นตัวจบสกอร์ของทีม ส่วนมาเน่จะเหนือกว่าเรื่องนี้ คือจบสกอร์คมกว่า และเหมาะจะเป็นหน้าเป้าด้วย (ถ้าเล่นระบบหน้า 2) เคยครองตำแหน่งดาวซัลโวพรีเมียร์ ส่วนการยิงจุดโทษนั้นก็สามารถยิงได้นิ่งพอๆกันทั้งคู่ แต่ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของทีม

• เกมรับ :
ทั้งคู่เล่นเกมรับได้ดี แต่การอ่านทางบอลและการเข้าสกัดของบาร์นส์จะดีกว่า ส่วนมาเน่ถูกฝึกมาให้เล่นเพรสซิ่ง ต้องช่วยเกมรับเหมือนกัน แต่ก็อ่านทางได้ไม่ดีเท่า

ทั้งหมดนี้คงพอจะเห็นภาพได้ว่าจอห์น บาร์นส์เหนือกว่าซาดิโอ มาเน่อยู่หลายข้อ ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นนักเตะระดับเวิร์ลคลาส ในปัจจุบันกูรูจำนวนมากสนับสนุนให้มาเน่ได้รางวัลบัลลงดอร์ หรือแม้แต่เลโอเนล เมสซี่ก็กล่าวเช่นนั้น

มาเน่เป็นทีมชาติเซเนกัล ซึ่งขุมกำลังไม่ดีพอที่จะสำเร็จในระดับโลก เช่นเดียวกับจอห์น บาร์นส์ เล่นทีมชาติอังกฤษที่โดยรวมผู้เล่นไม่แข็งนัก อีกทั้งบอลอังกฤษโบราณมันไม่เข้ากับสไตล์ของบาร์นส์ด้วย เลยยากที่เขาจะสำเร็จในระดับโลก เพียงแต่ลิเวอร์พูลเป็นสไตล์บอลทำชิ่งเล่นกับพื้น ซึ่งเหมาะกับบาร์นส์ แล้วเขาก็พาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ และพอยุคที่ลิเวอร์พูลพ้นโทษแบนจากยุโรป เขาก็ทำผลงานได้ดีถึงแม้จะเริ่มอายุมากขึ้น

บอลสมัยบาร์นส์นั้นเล่นหนัก สกัดหนัก ตัวลากเลื้อยต้องสกิลดีจริงถึงจะพลิ้วได้ เพราะกรรมการไม่คอยมาปกป้องเหมือนยุคใหม่ และถ้ามาอยู่ในยุคที่วิทยาศาสตร์การกีฬาพัฒนาเหมือนสมัยนี้ จอห์น บาร์นส์ก็จะร่างกายฟิตเฟิร์มและโหดกว่านั้นก็เป็นได้

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

แนะไอเดียหนังไทยเปลี่ยน “ผีปอบ” และ “กระสือ” ให้เป็นแนว Sci-fi ?

สมัยก่อนหนังฝรั่งแนว “ผีดิบ” หรือที่เรียกว่า “ซอมบี้” นี่จะเป็นผีที่ลุกขึ้นมาจากหลุม หรือเป็นศพคนตาย คือเป็นเรื่องวิญญาณและเวทมนตร์

ก็จะมีแค่ “Biohazard” ที่เป็นแนวผีดิบที่เอามาจากนิยายวิทยาศาสตร์ เลยพอยุค 90 ก็จะมีเกมแนวนี้ออกมาเยอะ แล้วก็มี “Resident Evil” ที่เอามาทำเป็นหนัง ก็เปลี่ยนจากเรื่องวิญญาณกลายมาเป็นเชื้อไวรัส ก็เลยถูกตั้งชื่อเป็นไทยว่า “ผีชีวะ”

นี่หละครับทำให้หนังซอมบี้ยุคใหม่ไม่เอาละเรื่องภูติผีวิญญาณ กลายเป็นแนว Sci-fi หมดเลย ทุกวันนี้หนังซอมบี้มีเยอะมากครับ ในลิสต์ก็มีเป็นหลัก 100 เรื่องเลย คนรุ่นหลังเวลานึกถึงซอมบี้ก็จะนึกไปถึงไวรัสและโรคระบาด แต่หนังซอมบี้สมัยก่อนมันคืออยู่หมวดหนังผีจริงๆ ไม่ใช่หนังแนว Sci-fi หรือแนว Post Apocalyptic

ทีนี้มาดูฝั่งหนังไทย ถ้าเป็นผีสดๆดิบๆ ก็จะนิยมเรื่องเกี่ยวกับผีปอบ กระสือ กระหัง อะไรพวกนี้ก็จะเป็นเรื่องของวิญญาณและเวทมนตร์ แต่ถ้าลองมาทำเป็นเรื่องแบบการกลายพันธุ์มนุษย์ที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือการทดลองอะไรแนวนี้มันก็น่าจะได้ ทีอย่าง Resident Evil ยังกลายพันธุ์เป็นซอมบี้หลายชนิดเลย แบบบินได้ก็มี แล้วจะแปลกอะไรถ้าแค่มนุษย์รับเชื้อเข้าไปแล้วกลายพันธุ์โดยถอดหัวเรืองแสง หรือมีปีกออกมา หรือเป็นปอบกัดกินคน

หนังผีแนวนี้ส่วนมากจะเป็นเนื้อหาในชนบทหรือแบบยุคโบราณ แต่จะมีหนังที่เอาผีมาไล่ล่ากันในเมืองแบบเมามันก็มีของน้องมิวนิค “กระสือสยาม” (Sisters) ผมว่าก็สนุกดี แต่มันก็เป็นแนวเวทมนตร์อยู่

มีนักเวทอย่างน้องโจ้ พลอยยุคล มาต่อสู้กับผี มันได้ความสนุกไปอีกแบบ ทำให้นึกไปถึงบรรยากาศผีไล่ล่าในเมืองอย่างเรื่อง “ปอบหวีดสยอง” (2001) ของน้องเจน ชมพูนุช ตอนนั้นเรื่องนี้ถือว่าทำปอบออกมาได้เป็นแนวใหม่มาก มีความเป็นอสุรกายกลายพันธุ์ ต่างจากปอบคุณยายแบบโบราณ

หลายๆอย่างถ้าลองประยุกต์ดูเราจะได้เห็นบรรยากาศใหม่ๆที่สนุกขึ้น อย่างเช่นมังกรเนี่ย มันก็คือตำนานความเชื่อเรื่องเทพเทวดาแบบฝรั่งแล้วก็จีน เป็นแนวแฟนตาซี แต่มันก็มีการเอามาสร้างเป็นแนว Sci-fi เหมือนกันอย่าง “Reign of Fire” คือกลายเป็นสัตว์ใต้ดินดึกดำบรรพ์ที่โผล่ออกมาทำลายล้าง

ทีนี้ถ้าหนังไทยจะทำให้หนังพญานาค เปลี่ยนจากแนวความเชื่อมาเป็นแนววิทยาศาสตร์แทน อย่างให้เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ใต้บาดาลหรือใต้ทะเลลึกอะไรแบบนี้ มันก็จะได้ความสนุกไปอีกแบบนึง

C. pantip : ตา o

แจงข่าวจริง-ปลอม ลิเวอร์พูลติดต่อซื้อขายนักเตะ [ช่วงพักเบรคจากโควิด]

ช่วงนี้วงการฟุตบอลพักเบรคจากโควิด บางประเทศต้องจบลีกและจัดอันดับตารางคะแนนตามเหมาะสม ส่วนบางประเทศก็กำลังเตรียมจัดการแข่งขันแบบปิดสนามภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ฉะนั้นจึงยังไม่ใช่ช่วงที่ตลาดซื้อขายเปิด ข่าวในช่วงนี้ส่วนมากเลยเป็นการขายข่าวเต้าเท่านั้น

สำหรับลิเวอร์พูลโดนทั้งสื่อบนบกและสื่อใต้ดินหยิบไปอ้างมากมาย เลยจะต้องมาขอจำแนกตามความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา

ขอสรุปกรณีข่าวลิเวอร์พูลซื้อขายนักเตะดังนี้ :

1.) “ติโม แวร์เนอร์”
เป็นนักเตะคนเดียวที่ถือว่าเป็นข่าวจริง ไม่ใช่ข่าวปลอม สื่อมาตรฐานทุกแห่งรายงานตรงกันว่า แวร์เนอร์มีการติดต่อขอซื้อกันจริง แต่เนื่องจากมีสถานการณ์โควิดมาเบรค ก็เลยต้องชะงักแล้วก็ต้องรอไปก่อน รอพิจารณาสถานการณ์ในอนาคตว่าจะซื้อหรือเปลี่ยนแผนไปเล็งตัวอื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในเวลานั้นด้วย ซึ่งอาจไม่มีการซื้อขายใครเลยก็เป็นได้

2.) “คูตินโญ่”
มีแต่เว็บข่าวปลอมที่สร้างกระแสนี้ เพราะสโมสรเลิกสนใจไปนานแล้ว สื่อท้องถิ่นลิเวอร์พูลเผยว่าซัมเมอร์ปี 2018 สโมสรพยามดึงคูตินโญ่กลับจริง แต่พอดีลไม่สำเร็จก็เลิกสนใจและเปลี่ยนแผนไปแล้ว สำหรับฤดูกาลนี้ได้วางระบบผังใหม่ไปเรียบร้อย คูตินโญ่จึงไม่อยู่ในแผนการทำทีม

ส่วนสื่ออย่างเดอะ มิร์เรอร์ (The Mirror) ที่ผ่านมาก็มีการเอาข่าวเก่านี้ของปีก่อนมาลงใหม่เพราะไม่มีข่าวอะไรจะลง ก็เลยทำให้คนเข้าใจผิดกันไปเนื่องจากอ่านเนื้อข่าวกันไม่ละเอียด

3.) “เอ็มบัปเป้”
ข่าวที่บอกว่าคล็อปป์ติดต่อทาบทามไปที่พ่อของเอ็มบัปเป้ เรียกว่านั่งเทียนกุเรื่องเพียวๆ ซึ่งรายงานโดยสื่อเลอดิสปอร์ต (Le10Sport) เป็นจอมแต่งนิยายของฝรั่งเศส สามารถแต่งเรื่องได้โดยไม่ต้องมีมูล

ถ้าหากพูดถึงเอ็มบัปเป้ ใครๆก็อยากได้ แฟนทีมไหนก็อยากได้ แต่ในโลกความเป็นจริงแล้ว เอ็มบัปเป้จะมีโอกาสย้ายมาลิเวอร์พูลได้ต้องมีเงื่อนไขที่ว่า ตัวเขาต้องยอมเอาค่าเหนื่อยไม่เกิน 2.8 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ ถ้าเลข 3 ขึ้นไปลิเวอร์พูลเพดานพังแน่นอน

อีกเงื่อนไขนึงคือเรอัล มาดริดเลิกสนใจ เพราะเอ็มบัปเป้และครอบครัวมีแผนจะไปสเปนแน่นอน แล้วมาดริดก็จองตัวเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง

4.) “วิลเลี่ยน”
จะได้รับการปล่อยฟรีจากเชลซีหลังจบซีซั่น ข่าวที่ว่าลิเวอร์พูลสนใจนี้ เป็นเพียงการวิเคราะห์จากสื่อ ซึ่งมีความเป็นไปได้อยู่เล็กน้อย เพราะลิเวอร์พูลไม่เสียหายถ้าจะได้นักเตะฟรีๆมาเป็นสำรอง และค่าเหนื่อยต้องไม่แพง แต่ถ้าทีมอื่นเสนอค่าเหนื่อยแพงๆตัดหน้า แบบนั้นลิเวอร์พูลไม่แข่งล่าด้วยแน่นอน

ถึงสื่อสายลิเวอร์พูลจะปฏิเสธข่าวนี้ แต่น้ำหนักก็ยังไม่มากพอ เพราะบางครั้งนักข่าวของลิเวอร์พูลเอ็คโค่ (Liverpool Echo) ก็ใช้การวิเคราะห์เอง และบางครั้งก็ช่วยสโมสรปกปิดข่าวการซื้อขาย ดังนั้นข่าววิลเลี่ยนจึงไม่ใช่ข่าวปลอมซะทีเดียว แต่เป็นเรื่องของมุมมองจากสื่อ

5.) “ซาดิโอ มาเน่”
ข่าวที่ว่ามาเน่อยากย้าย อันนี้เป็นข่าวเสี้ยมเต็มๆ มาจากสื่ออย่างฟรองค์ฟุตบอล (France Football) เป็นสื่อใหญ่ฝรั่งเศสเจ้าของรายการบัลลงดอร์ แต่ไม่ได้เน้นความถูกต้องของเนื้อหา เป็นสื่อแนวสร้างสีสันขายกระแสเพื่อความบันเทิง ตรงนี้ถือเป็นข่าวปลอมเพียวๆ นอกจากนั้นฟรองค์ฟุตบอลยังมีสายสัมพันธ์กับมาดริดและบาร์ซ่าด้วย

แต่ข่าวว่ามาดริดสนใจมาเน่ อันนี้สนใจจริงซึ่งเป็นข่าวยืนยันจากหลายแหล่ง ซีดานสนใจมาตั้งแต่คุมทีมรอบก่อน แต่ต้องเข้าใจว่ามาเน่เป็นตัวเลือกรองจากเอ็มบัปเป้ เพราะมาเน่คืออายุใกล้ 30 แต่เอ็มบัปเป้เป็นดาวรุ่ง 20 ต้นๆ ซึ่งน่าลงทุนมากกว่า

6.) นักเตะที่จะย้ายออกจากลิเวอร์พูล ได้แก่ “ลอฟเรน”, “ชากิรี”, “ลัลลาน่า” อันนี้ชัดเจนว่าทางลิเวอร์พูลเผยเอง อย่างลัลลาน่าหมดสัญญาพอดี จบฤดูกาลก็จะย้ายออก

ส่วนชากิรีมีอาการเจ็บบ่อย เจ็บเรื้อรังจนทำให้ได้ซ้อมร่วมกับทีมน้อยมาก จึงไม่สามารถปรับการเล่นเข้ากับระบบได้ เดิมๆก็มีแผนว่าจะย้ายออก แต่ทว่าพอติดเบรคช่วงโควิด หากลิเวอร์พูลไม่สามารถหานักเตะสำรองมาแทนที่ลอฟเรนและชากิรีได้ หลายสื่อสรุปตรงกันว่าทั้ง 2 คนนี้อาจจะอยู่กับทีมต่อไปอีกฤดูกาลนึง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การซื้อขาย เพราะทางสโมสรต้องการพักเรื่องการลงทุน เนื่องจากขาดรายรับไปมหาศาลช่วงหยุดแข่งนี้

[โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

ใครตีกรอบให้เขา ? ..ถูกผิดเอาอะไรมาวัด..

คนทั่วไปแต่งตัวโป๊ได้ รักชอบใครคบใครก็ได้ นอนกับใครก็ได้ จะมีรสนิยมทางเพศแบบไหนก็ได้ แต่พอเป็น King เป็น Queen หรือเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่งตัวโป๊ถูกด่า จะชอบใครคบใครก็ถูกนินทา

จะนอนกับใครก็เป็นเรื่องผิด ถ้าเป็นคนทั่วไปจะถ่ายภาพถ่ายคลิปนอนกับใครก็ทำได้ จะเล่นโซ่แส้กุญแจมือก็ไม่มีใครว่า แต่พอเป็น Royal กลับทำไม่ได้

คนทั่วไปจะทำผมทรงไหน จะสูบบุหรี่กินเหล้า จะสักเต็มตัว ใส่กางเกงหลุดตูด มองเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ผิดอะไร แต่ถ้าเป็น Royal ทำบอกว่าผิด ทำแบบนั้นไม่ดี

น่าแปลกตรงที่ว่า ประชาชนที่ไม่ชอบธรรมเนียมจารีตโบราณของ Royal กลับเอากฎเกณฑ์เหล่านั้นมาใช้ตัดสินพวกเขา แทนที่จะมองจากบรรทัดฐานของตัวเองจริงๆ

คนแบกทีมอย่าง “เจอร์ราร์ด” กับไส้ติ่งทีมอย่าง “เวส บราวน์” อย่างไหนคือตำนาน ?

เมื่อมีเกรียนผีแดงตั้งมุกขึ้นมาว่า
👉 เจอร์ราร์ดที่ไม่เคยได้แชมป์ลีก ถูกเรียกว่า “ตำนาน” แล้วเวส บราวน์ จะเรียกว่าอะไรดี ?

ตรงนี้เลยต้องขอมาฟื้นฟูเกียรติประวัติและความสวยงามของกีฬาฟุตบอล ซึ่งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานนับร้อยปี แต่กำลังจะถูกทำให้เละเทะเลอะเทอะแปดเปื้อนในยุคเฟซบุค จากน้ำมือของเหล่าเกรียนคีย์บอร์ด

คือว่า “นักเตะตำนาน” (Legends) ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นจะต้องได้แชมป์ลีก หรือได้เหรียญรางวัลอะไรก็ตาม แต่หมายถึงว่าเขาเป็นนักเตะคนสำคัญของทีม ทำผลงานให้แฟนบอลประทับใจมาอย่างยาวนาน

เช่น : “เลอ ทิสซิเอร์” ถือเป็นตำนานของเซาแธมป์ตัน ซึ่งไม่เคยได้แชมป์, “เควิน ฟิลลิปส์” เป็นตำนานของซันเดอร์แลนด์, “เชียร์เรอร์” ได้แชมป์กับแบล็คเบิร์น แต่นิวคาสเซิลยกย่องเขาเป็นตำนานคนสำคัญแม้เขาจะไม่มีถ้วยกับนิวคาสเซิลเลย, “ดาวิด ชิโนล่า” นักเตะศิลปินที่โคตรเก่ง ถือเป็นตำนานของนิวคาสเซิลและสเปอร์ส ซึ่งก็ไม่เคยได้แชมป์ลีกกับทีมเหล่านี้, หรืออย่าง “แฮรี่ เคน” และ “ซน ฮงมิน” ต่อไปก็จะนับเป็นตำนานของสเปอร์ส ถึงแม้อาจไม่ได้แชมป์กับทีมเลยซักถ้วย

เหล่านี้ยกมาเป็นตัวอย่างว่า พวกเขาคือนักเตะที่มีเกียรติ มีคุณค่า ไม่ใช่ว่าไปเอาเหรียญรางวัลมาชี้วัด เพราะสีสันของฟุตบอลมันไม่ได้มีแต่ทีมใหญ่ทีมแชมป์อย่างเดียว

ถ้าเวส บราวน์ไปอยู่กับซันเดอร์แลนด์หรือเซาแธมป์ตัน ก็จะกลายเป็นนักเตะดาดๆธรรมดา แต่พอมาเป็นตัวสำรองในแมนยู ซึ่งมีทั้งเบ็คแฮม, มีไรอัน กิกส์ และนักเตะชั้นนำเต็มทีม เลยเกาะชายกางเกงได้แชมป์ไปกับเขาด้วย เรียกว่าโชคดีที่ได้อยู่ในทีมที่ได้แชมป์ลีกและแชมป์ยุโรป

เวส บราวน์ ถือว่าไม่ได้มีความสำคัญอะไรในทีม คือไม่ต้องมีอยู่ก็ได้ ซื้อใครมาก็ได้ระดับนี้มีเยอะแยะ แค่ลงมาโรเตชั่นให้คนอื่นได้พัก ไม่ใช่ตัวสำรองซูเปอร์ซับเหมือนโซลชาและเชอริงแฮม ไอ้แบบนี้ถึงจะเรียกว่าตำนานแมนยู

นักเตะไส้ติ่งในทีมแชมป์ ไม่ได้มีคุณค่าเทียบเท่านักเตะตำนานของทีมเล็ก หรือทีมที่ไม่ได้แชมป์

สาวกลิเวอร์พูลต่างยกย่องให้ “สตีเว่น เจอร์ราร์ด” เป็นตำนานคนสำคัญของทีม เพราะว่าในยุคที่ลิเวอร์พูลตกต่ำ บอร์ดบริหารขี้เหนียวไม่ค่อยควักเงินซื้อนักเตะชั้นนำ เน้นใช้เด็กปั้น แต่มันก็ยังมีเจอร์ราร์ด ที่ถือว่าเป็นนักเตะเกรด A เป็นแถวหน้าของอังกฤษคนนึง ในยุคเดียวกันก็มักถูกเทียบให้อยู่ระดับเดียวกับแฟรงค์ แลมพาร์ด แล้วก็รุ่นพี่อย่างพอล สโคลส์

ถ้าเจอร์ราร์ดย้ายไปอยู่แมนยู หรือไปอยู่เชลซี แน่นอนว่าก็ต้องเป็นตัวสำคัญและได้แชมป์ลีกร่วมกับแมนยูหรือเชลซี แต่เจอร์ราร์ดไม่ยอมไปไหน อยู่แบกทีมจนบั้นปลายชีวิตนักเตะ

เขาได้แค่ถ้วยเล็กๆน้อยๆ แต่ก็สร้างประวัติศาสตร์เป็นกัปตันที่พาทีมได้แชมป์รายการใหญ่สุดหนึ่งสมัย นั่นก็คือแชมป์ UCL ปี 2005 ซึ่งเป็นสมัยที่ 5 ของสโมสร ถือว่าทำได้มากที่สุดในอังกฤษ ซึ่งกองแช่งล้วนปฏิเสธไม่ได้ว่าอิจฉา (แม้แต่แมนซิตี้ที่ว่าเก่งๆเวลานี้ก็ยังไม่เคยได้แชมป์ UCL) แต่เจอร์ราร์ดดันถูกเอามาด้อยค่าว่าต่ำตมกว่านักเตะไส้ติ่ง

คือการแซวกันล้อกันตลกขำขันเป็นสิ่งที่รับได้ เป็นเรื่องธรรมดาของฟุตบอล แต่แฟนบอลประเภทชอบคิดมุขเกรียนๆซึ่งมันไม่สมเหตุสมผล ไม่สนใจว่าจะทำลายประวัติศาสตร์ลูกหนังป่นปี้ คนแบบนี้นอกจากเรื่องฟุตบอลแล้วในชีวิตจริงผมว่าก็ไม่น่าคบ ไม่ใช่เกี่ยวกับแฟนแมนยูนะ ต่อให้เป็นแฟนลิเวอร์พูลหรือทีมไหนๆก็ตาม คนที่ไม่ใช้เหตุใช้ผล ชอบคิดแต่เรื่องทำลายล้างและก่อกวน ถือว่าเป็นคนนิสัยใช้ไม่ได้

เอาล่ะ ก็ขอสรุปว่าเรื่องเกียรติประวัติของนักเตะนั้นการได้เหรียญรางวัลอะไรหรือไม่ มันไม่ได้เป็นตัวชี้วัดสำหรับนักเตะไปซะทุกทีม เช่นอย่างทีมใหญ่หรือทีมลุ้นแชมป์ ในผู้เล่น 11 ตำแหน่ง อาจจะมีบางตำแหน่งไม่ได้เป็นตัวสำคัญอะไร สโมสรเขาต้องบริหารเงิน ก็จะมีการใช้ตัวที่ฝีเท้าอ่อนแต่พอเล่นกับทีมได้

“ชิมี่ ตราโอเร่” เป็นแบ็คคนนึงที่เล่นได้มาตรฐานต่ำ แต่ก็อยู่ในทีมลิเวอร์พูลชุดแชมป์ UCL ปี 2005 นักเตะแบบนี้ถือว่าไม่ต้องมีก็ได้ คือช่วยยืนให้ครบ 11 คน เหมือนกับ “มิคาเอล ซิลแวสต์” ของแมนยู เรียกว่าเป็นบ่อของทีม แต่ต้องมีไว้ให้ครบทีม คอยสลับเปลี่ยนกับเดนนิส เออร์วินและฟิล เนวิลล์

แต่เวส บราวน์ยิ่งกว่านั้นไปอีก คือเป็นเซ็นเตอร์ตัวสำรองซะส่วนมาก เอาไว้ลงตอนให้ยาป สตัม หรือยอห์นเซ่นได้พักเหนื่อย

ทีนี้สำหรับแฟนบอลประเภทเกรียน ดูบอลแบบไม่เอาเหตุผล ไม่สนสีสันความสวยงาม มันก็อาจจะถูกเกรียนมาเกรียนกลับไม่รู้จบ เพราะแฟนหงส์ก็สามารถเอาถ้วย UCL มาข่มกลับ อย่างเอริก คันโตน่า ที่ได้แต่แชมป์ลีก ไม่เคยได้แชมป์ UCL แบบนี้ก็อาจจะถูกตั้งคำถามเกรียนๆว่า

👉 ถ้าคันโตน่าที่ไม่ได้เคยได้แชมป์ UCL เรียกว่า “ตำนาน” แล้วแชมป์ UCL อย่างชิมิ ตราโอเร่ จะเรียกว่าอะไร ?

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

หนังเสียดสี เหยียดเอเชียและเมืองไทย

รีวิว : No Escape ใจกลางความขัดแย้ง

หากเอ่ยถึงสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น่าจะเป็นตัวเลือกต้นๆในจุดหมายการเดินทาง ด้วยสภาพอากาศที่สดใส ทะเลสวย วัฒนธรรมงดงาม อาหารอร่อย สินค้าราคาไม่แพง ผู้คน(ส่วนใหญ่)เป็นมิตร กระนั้นอาเซียนที่กำลังจะรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจในต้นปีหน้า หลายประเทศมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเรื้อรังมายาวนานหลายปี จอห์น อีริค ดาวเดิ้ล ผู้กำกับ No Escape ตัดสินใจไม่ล้มเลิกทริปมาไทยกับพ่อเขาในปี 2006 เขาบินถึงหลังวันรัฐประหาร 19 กันยา 1 วัน ก่อนจะพบว่าสามารถท่องเที่ยวได้ตามปกติ ไม่มีอันตรายใดๆอย่างที่เขาและครอบครัววิตกกังวล

แต่หากเกิดความวุ่นวายขึ้นในช่วงที่เขาอยู่ในเมืองไทยหละ? จอห์น ซึ่งชํ่าชองในการพาตัวละครไปติดในพื้นที่ต่างๆจึงลงมือเขียนบททันที หลังจากเคยทำหนังติดในสุสานใต้ดิน (As Above, So Below) ติดในลิฟท์ (Devil) ติดในตึก (Quarantine) มาแล้ว โดยครั้งนี้เขาดึง โอเว่น วิลสัน มารับบทหัวหน้าครอบครัวที่ต้องพาภรรยากับลูกสาวสองคนหนีออกจากใจกลางความขัดแย้ง

หนังเล่าถึง แจ็ค ไดเยอร์ (โอเว่น วิลสัน) ซึ่งต้องเดินทางมาประเทศหนึ่งในเอเชียเพื่อทำงาน เขาพาภรรยากับลูกสาวสองคนย้ายมาด้วย บนเครื่องบินพวกเขาพบกับ แฮมมอนด์ (เพียร์ซ บอสแนน) ชายลึกลับที่กำลังมาเที่ยวในประเทศเดียวกัน เขาชวน แจ็ค กับครอบครัวโดยสารรถจากสนามบินไปโรงแรมด้วยกัน พวกเขาเริ่มเห็นเหตุการณ์แปลกๆหลายอย่างในคืนนั้น แต่ยังไม่มีใครพูดอะไร วันรุ่งขึ้นเกิดม็อบประท้วงที่กลายเป็นจลาจลและไปสู่การก่อกบฏในประเทศอย่างรวดเร็ว แจ็ค ติดต่อใครที่ทำงานไม่ได้ เขาติดอยู่ระหว่างการปะทะกันของผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐตอนออกมาซื้อหนังสือพิมพ์ รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ เมืองดังกล่าวแปรสภาพเป็นแดนมิคสัญญี  แจ็ค รอดตายกลับไปถึงโรงแรม เขาพบว่าชาวต่างชาติเป็นเป้าหมายหลักในการถูกสังหาร แจ็ค จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพาครอบครัวหนีออกจากประเทศนี้ให้เร็วที่สุด

No Escape จัดเป็นหนังอื้อฉาวพอสมควร โดยก่อนหน้านี้เคยเป็นข่าวกองถ่ายไฟไหม้จนโด่งดัง ต่อมาก็มีข่าวว่าหนังอาจโดนแบบในไทย หลังมีการถ่ายทอดภาพผู้ชุมนุมในทางเลวร้ายสุดๆ บทภาพยนตร์ค่อนข้างเป็นหนังทริลเลอร์สูตรสำเร็จ แต่ จอห์น ผู้กำกับทำออกมาให้ดูง่าย ไม่ยัดเยียดประเด็นการเมือง ทำให้หนังดูสนุกกว่าที่คิด ชวนเอาใจช่วยตัวละครในการหนีออกจากพื้นที่สเกลใหญ่ขึ้นกว่าหนังเรื่องก่อนๆของเขา(แม้ตัวละครลูกสาวในเรื่องจะน่ารำคาญมากก็ตาม)

จอห์น เลือกสร้างประเทศใหม่ขึ้นมาด้วยการนำตัวอังษร เครื่องแต่งกาย ภาษา สภาพบ้านเมือง อาหาร ของหลายๆชาติในเอเชียมาผสมกัน แน่นอนว่าเขาพยายามจะไม่รับว่ากำลังพูดถึงประเทศไทย ทว่าสิ่งที่น่าตลกคือเกือบทุกอย่างในหนังมันเป็นประเทศอื่นใดไม่ได้นอกจาก ไทยแลนด์ หนังไม่ได้เสียดสีปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมในเอเชียหรือไทยแบบตรงๆ มีการจับบางสิ่งบางอย่างมาล้อเลียนพอเป็นพิธี(รูปปั้นผู้นำสีทองเหมือนพระพุทธรูป แท็กซี่ขี้โกงในสนามบิน ขอทานข้างถนน ชาวบ้านที่ชอบเอาเปรียบต่างชาติ) แต่ก็มีฉากที่ทำให้นึกถึงคนเสื้อแดงกับรัฐบาลทหารชัดเจนไม่ว่าจะเป็น การสู้กันบนถนนที่เหมือนกับซอยข้าวสาร การบุกเข้าโรงแรมของม็อบ การนำยางรถยนตร์กับไม้ไผ่เป็นบังเกอร์ สไนเปอร์ตามอาคาร เป็นต้น  

ขณะที่อีกด้านของหนังเป็นการเอาคืนของคนโลกที่ 3 กลายๆ ทั้งการที่กลุ่มม็อบคลั่งหมายละเมิดทางเพศเมียของแจ็ค น่าจะเป็นการตอบโต้ที่ผู้หญิงในประเทศของเขาถูกตาแก่ชาวต่างชาติ (แฮมมอนด์) ใช้เงินซื้อเหมือนสินค้า นอกจากนั้นการไล่ฆ่าชาวต่างชาติยังเป็นการแก้แค้นประเทศตะวันตกที่เข้ามาทำธุรกิจสีเทาเอาเปรียบ กอบโกยทรัพยากรจากผืนดินของพวกเขา หรือการที่ภรรยาของแจ็คซึ่งเคยทำท่าเหยียดโสเภณีท้องถิ่นตอนที่ได้ยินสามีคุยกับแฮมมอนด์จำใจเข้าไปหลบภัยในซ่อง เจอหลอกให้กินเนื้อหมา เหล่านี้คือการจงใจตอกหน้าชาวตะวันตกส่วนหนึ่งที่มีความคิดคอยตั้งแง่รังเกียจชาวเอเชีย เพียงแต่การนำเสนอไร้ชั้นเชิงไปหน่อย ช่วงท้ายของหนังตัวละครอเมริกันต้องหนีตายไปขอพึ่งพาประเทศเวียดนาม จุดนี้จิกกัดสหรัฐฯเต็มๆ

ส่วนที่แย่ของหนังน่าจะเป็นความย้อนแย้งของประเทศสมมติ ไม่ว่าจะเป็น สภาพบ้านเมือง ภูมิศาสตร์ ภาษา ที่ทำออกมาได้มั่วซั่วสุดๆ หมิ่นเหม่ต่อการสร้างความเข้าใจผิด หากคนไทยหรือชาวต่างชาติที่เคยมาเมืองไทยดูอาจจะมีความรู้สึกขัดใจมาก แต่ก็คงมีขำขันกับมันเป็นระยะ ด้านการแสดง โอเว่น วิลสัน ดันทำได้ดีในบท แจ็ค เขาทิ้งอารมณ์ขันที่ติดตัวออกไปได้เกือบหมด อย่างน้อยๆคนดูก็เชื่อว่าเขาเป็นพ่อผู้ยึดคติตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ส่วน เพียร์ซ บอสแนน เป็นอีกครั้งที่เขารับบทรองซึ่งไม่ค่อยน่าจดจำนัก

No Escape เป็นหนังครอบครัวมากกว่าแอ็คชั่น ถ้ามองข้ามความไม่สมบูรณ์ของผู้คนกับสถานที่ในเรื่อง ก็พอที่จะเพลิดเพลิน ลุ้นระทึกไปกับการเอาตัวรอดของตัวละครที่ติดอยู่ในต่างแดนได้ หวังเพียงว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ทำให้คนดูทั่วโลกมีภาพจำร้ายๆต่อ อาเซียน และ ไทย

คะแนน 7/10

โดย นกไซเบอร์

https://www.facebook.com/cyberbirdmovie

C. pantip : mninho

5 ยอดนักพากย์บอล ที่พากย์เก่งที่สุดในไทย

ทางเพจเราขอนำเสนอ นักบรรยายฟุตบอลของไทยที่โลกควรจดจำ ซึ่งหลายๆคนทั้งยุคเก่าและยุคใหม่ก็มีคนที่พากย์ดีพากย์สนุก แต่ที่เราคัดมาในที่นี้ คือนอกจากจะบรรยายให้คนดูรู้สึกสนุกกับเกมเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องฟุตบอล ทันเกม อ่านเข้าใจเกมทุกอย่าง

จะตรงใจใครรึเปล่าไม่รู้ แต่ขอยกย่อง 5 บุคคล
กับประวัติคร่าวๆ ดังนี้ :

1.) “เอกชัย นพจินดา” หรือคุณนิดหน่อย ที่คนไทยรู้จักกันดีกับนามปากกา “ย.โยง” เป็นพิธีกรช่อง 7 บรรยายฟุตบอลตั้งแต่ยุคคลาสสิคจนถึงยุคพรีเมียร์ นอกจากนั้นก็ยังทำสื่อให้สยามกีฬา-สตาร์ซอคเก้อร์

ย.โย่ง เชี่ยวชาญรอบเรื่องกีฬาทุกชนิดไม่ใช่แค่ฟุตบอล น้ำเสียงทุ้มนิดๆเร้าใจ บรรยายองค์ประกอบของเกมทุกอย่างได้ดี และเป็นต้นแบบของนักบรรยายรุ่นหลังๆหลายคนรวมทั้งคุณเอกราชด้วย

การเสียชีวิตของเขาทำให้วงการฟุตบอลขาดหายอะไรไปหลายอย่าง นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการกีฬา จนวันนี้ยังมีคนมาแทนหรือมาเทียบไม่ได้จริงๆ ข้อนี้คนในแวดวงสื่อฟุตบอลล้วนยอมรับตรงกัน

สำหรับ ย.โย่ง รักกีฬาฟุตบอลมากที่สุด และเป็นแฟนพันธุ์แท้ของทีมลีดส์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ในอดีต

. .

2.) “เอกราช เก่งทุกทาง” หรือคุณหนุ่ย บรรยายฟุตบอลในยุคใหม่ทางเคเบิ้ลทีวีช่องทรูวิชั่น แล้วก็เป็นนักข่าวกีฬาทางช่อง 3 ในรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” ร่วมกับสรยุทธ สุทัศนะจินดา แล้วก็เป็นคอลัมนิสต์ของสยามสปอร์ตโดยใช้นามปากกาว่า “ขุนไข่” ต่อมาก็เป็น บก.ของนิตยสาร “โฟร์โฟร์ทู”

สไตล์การพากย์จะเป็นเสียงทุ้มเร้าใจ ถอดแบบมาคล้าย ย.โย่ง แต่ก็มีความโดดเด่น มีการเล่นน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

ส่วนใหญ่นักพากย์หลายคนก็จะเป็นแฟนบอลกลางๆ คือเชียร์หลายทีมที่เล่นดีหรือน่าสนใจในช่วงนั้นๆ สำหรับเอกราชก็เช่นกัน เขาชอบอยู่หลายทีมไม่ว่าจะเป็นอาร์เซนอล, เวสต์แฮม, วูล์ฟ และไม่เป็นอริหรือคอยแช่งทีมไหน แต่ที่ชอบมากที่สุดคือลิเวอร์พูล

. .

3.) “พิศณุ นิลกลัด” หรือคุณณุ มีนามปากกาว่า “เตยหอม” เป็นคนทำสื่อรุ่นอาวุโสที่เชี่ยวชาญทั้งเรื่องการเมือง เรื่องกีฬาทุกชนิด เป็นทั้งเซียนบอลและเซียนกอล์ฟ เคยทำข่าวอยู่ช่อง 7 มายาวนาน แล้วก็ได้มาทำกับทรูวิชั่นและช่อง 3 และเป็นคอลัมนิสต์ในสยามสปอร์ตด้วย

สไตล์การบรรยายกีฬาของพิศณุ จะเป็นแบบน้ำเสียงเรียบๆแต่มีศิลปะ ทำให้คนดูเข้าใจเกมและเพลินไปกับมัน

สำหรับคุณพิศณุ ถึงเขาจะชอบกีฬาหลายประเภทแต่ก็รักฟุตบอลมากที่สุด โดยตัวเขาเป็นแฟนทีมลิเวอร์พูล

. .

4.) “วีรศักดิ์ นิลกลัด” มีนามปากกาว่าแอ๊ดดี้ คนในวงการมักเรียกชื่อเล่นกันว่า “น้าแอ๊ด” ผู้เป็นน้องชายของพิศณุ นิลกลัด ทำงานในสายข่าวกีฬา ชื่นชอบและรอบรู้กีฬาทุกประเภท เป็นพิธีกรทางช่อง 7 มายาวนานจนถึง พีพีทีวี ในยุคจานดำเวลานี้ อีกทั้งเคยพากย์ให้เกม “ฟีฟ่าออนไลน์ 3” เวอร์ชั่นภาษาไทยด้วย

น้ำเสียงการพากย์ของวีรศักดิ์คล้ายพี่ชายของเขามาก แต่เสียงบางกว่า สไตล์พากย์เรียบๆนิ่มๆเหมือนกัน แต่เน้นศิลปะและความเข้าใจเกม

ถึงจะเป็นเซียนมวยและเซียนกีฬาหลายประเภท แต่คุณวีรศักดิ์ก็รักฟุตบอลที่สุดเหมือนกับพี่ชาย และเป็นแฟนพันธุ์แท้ เป็นแฟนตัวยงของทีมลิเวอร์พูล

. .

5.) “อัฐชพงษ์ สีมา” หรือที่ในวงการเรียกกันว่า “น้าหัง” เป็นนักพากย์สมัยใหม่ ปัจจุบันบรรยายอยู่ทางช่องทรู สไตล์การพากย์ของเขาถอดแบบมาจนคล้ายคุณเอกราช น้ำเสียงทุ้มเร้าใจ

น้าหังก็เหมือนกับนักพากย์มืออาชีพทุกคนคือจะพากย์เป็นกลาง มีอารมณ์ร่วมกับทุกทีม และจะบรรยายเอาใจแฟนๆทีมใหญ่ที่มีคนเชียร์อย่างแมนยู เชลซี แมนซิตี้ เป็นต้น แต่ที่จริงแล้วน้าหังเป็นแฟนฟุตบอลทีม ฟอเรสต์และลิเวอร์พูล 2 ทีมที่ยิ่งใหญ่ในยุคอดีต

. .
จากบุคคลที่เรายกย่องในที่นี้ต้องบอกว่าเก่งจริงๆ ถ้าเราไปเทียบดูของต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เราจะเจอคนเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่นถ้าสายฟุตบอลก็จะเป็นกูรูเฉพาะฟุตบอลไปเลย หรือบางคนก็เชี่ยวชาญสายบอลอังกฤษ สายลีกเยอรมันหรืออิตาลี เฉพาะทางนักข่าวบางคนก็จะเป็นสายข่าวเฉพาะทีม เช่นสายข่าวอาร์เซนอล สายข่าวแมนยู สายข่าวลิเวอร์พูล แต่สำหรับคนทำสื่อรุ่นอาวุโวในเมืองไทย มันต้องรอบรู้ทุกกีฬา ด้วยกับการที่ทางช่องต้องการให้เหมาทุกงาน แล้วถ้าเป็นเรื่องฟุตบอลก็รอบรู้ทุกลีกจริงๆ นี่คือสิ่งที่สื่อกีฬายุคใหม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

C. fanpage : โลกฟุตบอล

ป็อกบาหรือ ? ริอาจมาเทียบผลงานกับซูเนสส์

ถึงแกรม ซูเนสส์ จะไม่ค่อยเป็นที่พอใจของสาวกหงส์แดง เพราะในฐานะกุนซือถือว่าเป็นคนที่เริ่มทำให้ลิเวอร์พูลตกต่ำ แต่ในบทบาทของนักเตะ ซูเนสส์ถือว่าเป็นขุมกำลังสำคัญของเครื่องจักรสีแดง และประสบความสำเร็จมากมาย

ที่จริงข่าวซูเนสส์เฉือนวาทะกับป็อกบา ผมไม่ค่อยให้คุณค่าเท่าไหร่เพราะมองว่าเป็นการสร้างประเด็นขายข่าวในช่วงไม่มีบอลแข่ง แต่ผมเพียงจะหยิบมาแจกแจงว่าทำไมป็อกบาถึงเทียบชั้นซูเนสส์ไม่ได้

โดยเฉพาะแฟนๆยุคใหม่ที่พึ่งหย่านม ไม่ทันดูบอลยุคคลาสสิค หรือกรณีของแฟนปีศาจแดงบางคนที่อาจปกป้องป็อกบา ผมขอให้ลองเทียบดูระหว่าง “รอย คีน” กับ “ป็อกบา”

ตรงนี้ผมไม่ได้พูดถึงคลาสของฝีเท้านะ ผมพูดถึงการโชว์ฟอร์มและผลงานที่ทำให้สโมสร ซึ่งมันเกี่ยวกับช่วงฟอร์มขึ้นฟอร์มลงและเรื่องของความทุ่มเทจริงจังด้วย

แฟนแมนยูล้วนยอมรับแน่นอนว่ารอย คีน ทั้งฟอร์มดีคงเส้นคงวา ทำผลงานดีๆให้สโมสรมาเยอะแยะมากมาย แล้วก็มีเหรียญรางวัลกับสโมสรเต็มไปหมด ในขณะที่ป็อกบาฟอร์มห่วย เรียกว่าจำนวนนัดที่เล่นแย่มีมากกว่านัดที่เล่นดีหลายเท่า

ซึ่งรอย คีนนี่แหละถึงจะเอามาเทียบกับซูเนสส์ได้ คือเป็นกัปตันที่เป็นเคารพเหมือนกัน แล้วก็เป็นจอมทัพแดนกลาง เล่นเป็นฮาร์ดแมนเหมือนกัน ซูเนสส์ได้เหรียญรางวัลร่วมกับลิเวอร์พูลมากมาย แชมป์ดิวิชั่น (พรีเมียร์) 5 สมัย, ลีกคัพ 3 สมัย, ยูโรเปี้ยน (UCL) 3 สมัย

แล้วบางคนก็มีการไปเอาเหรียญรางวัลแชมป์ฟุตบอลโลกของป็อกบามาข่ม ตรงนี้ไม่รู้ใช้ส่วนไหนมาคิด จริงๆเขาพูดกันถึงผลงานในสโมสร เพราะสำหรับทีมชาติ ป็อกบาอยู่ทีมชาติฝรั่งเศสที่ขุมกำลังเกรด A เกือบทั้งทีม ขณะที่ซูเนสส์อยู่ทีมชาติสกอต แลนด์ แล้วจะไปเอาแชมป์ยังไง ?

ก็เหมือนกับรอย คีนที่อยู่ทีมชาติไอร์แลนด์ ไม่มีทางได้แชมป์โลกแน่นอน (ขนาดเก่งสุดของโลกอย่างเมสซี่ก็ยังไม่เคยได้แชมป์โลกเลย) นักเตะระดับโลกอย่างไรอัน กิกส์, เอียน รัช ก็ไม่มีทางได้แชมป์โลก เพราะอยู่ทีมชาติเวลส์ ฉะนั้นตรรกะป่วยมากถ้าเอาเหรียญแชมป์โลกมาเทียบกับผลงานในสโมสร

ที่จริงแล้วสำหรับผมถือว่าป็อกบาเป็นนักเตะเวิร์ลคลาส เป็นนักเตะที่เก่งที่สุดของแมนยูในชุดนี้ ฝีเท่านั้นเหนือกว่าบรูโน่ แฟร์นันซ์หลายขุม เพียงแต่บรูโน่เล่นเข้าระบบ ฟอร์มดี ขณะที่ป็อกบาตอนเล่นกับยูเวนตุสโชว์ฟอร์มดีมาก แต่พอมาอยู่แมนยูดูเหมือนจะไม่เข้าระบบ และพฤติกรรมก็ดูไม่ใส่ใจไม่ทุมเท

ดังนั้นก็สมควรแล้วที่จะมีนักวิจารณ์ออกมาตำหนิป็อกบา ซึ่งตอนนี้ซูเนสส์เขามีอาชีพเป็นนักวิจารณ์ในสื่อ ใครดีใครแย่เขาก็ต้องวิจารณ์ไปตามมุมมอง นักเตะก็ต้องรู้จักวางตัว ไม่ใช่ไปย้อนว่าไม่รู้จักซูเนสส์ !

แล้วแฟนๆที่พึ่งหย่านมก็ไม่ต้องมาสวนโดยบอกว่าคนวิจารณ์เขาอิจฉา (น่ากลุ้มใจกับแฟนบอลรุ่นเกรียนนี้มาก) ถ้าใครจะอิจฉาใครเขาต้องอิจฉาคนที่ฟอร์มดีสิครับ ไม่ใช่อิจฉาคนฟอร์มห่วยกับทีมที่กำลังขาลง

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

“คิงเคนนี่” รักสโมสรจริง ไม่กินเงินเปล่า

สำหรับแฟนๆสาวกของทีม ไม่ใช่แฟนบอลทั่วไปที่ไม่มีทีมรักเฉพาะ แน่นอนว่าจะต้องรักที่ตัวสโมสร ไม่ใช่ยึดติดที่ตัวนักเตะ เพราะนักเตะมาแล้วก็เลิกเล่นไป หรือมาแล้วเดี๋ยวก็ย้ายไป

อดีตนักเตะหลายคน แฟนๆก็เลิกชอบหรือเหม็นขี้หน้าไปก็มี ฉะนั้นสโมสรคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่เวลานี้ในช่วงที่มีสถานการณ์โควิด ฟุตบอลหยุดพักแข่ง สโมสรก็ขาดรายได้แต่ยังต้องมีรายจ่ายมากมาย

สโมสรไหนเป็นทีมใหญ่ก็ยิ่งมีรายจ่ายเยอะ มีบุคลากรรวมทุกแผนกเกินครึ่งพัน ในระยะสั้นอาจไม่ส่งผลกระทบ แต่ถ้าหากบอลหยุดแข่งหลายเดือนหรือถึงปี ต่อให้สโมสรรวยแค่ไหนก็มีสิทธิ์เจ๊งได้แน่นอน ยิ่งสำหรับทีมรวยๆ นักเตะก็ยิ่งมีค่าเหนื่อยแพงลิบ

ส่วนสำหรับสโมสรเล็กๆ ปกติก็มีรายได้น้อยอยู่แล้ว ถึงจะรายจ่ายไม่เยอะมาก แต่มันก็เยอะพอที่จะทำให้เจ๊งเร็วกว่าสโมสรใหญ่

ตรงนี้ไม่ใช่ว่าพูดเรื่องธุรกิจมุมเดียวโดยไม่สนใจความเป็นทีมฟุตบอล หรือสนใจแต่เรื่องดราม่าสร้างภาพลักษณ์โดยไม่สนธุรกิจการเงิน เพราะสโมสรก็คือบริษัท ถ้าขาดทุนสโมสรก็อยู่ไม่ได้

ทีมอย่างสเปอร์ส นิวคาสเซิล มีการพักจ่ายพนักงานไปเรียบร้อย ให้พนักงานเข้าโครงการรัฐโดยที่สโมสรไม่จ่ายเงินเดือนซักบาท ซึ่งรัฐบาลอังกฤษเขามีงบมารองรับธุรกิจแบ่งเบาผู้ประกอบการ แต่พอทีบอร์ดลิเวอร์พูลพักจ่ายพนักงานบ้าง แถมไม่พักจ่ายทั้งหมด ยังช่วยออกเงินเดือน 20% กลับกลายเป็นดราม่าขึ้นมา

ไม่ใช่เป็นการโจมตีจากทีมอื่น แต่ถูกโจมตีจากแฟนบอลตัวเอง จากอดีตนักเตะเก่าๆ อย่างฮามันน์ เมอร์ฟี่ ซึ่งเป็นนักเตะที่ไม่มีตัวตนก็ได้ ถ้าแฟนหงส์ยุคเก่าๆแทบจะไม่สนใจด้วยซ้ำไป เพราะเป็นนักเตะที่อยู่ในยุคตกต่ำ ส่วนตัวแสบคือคาร์ราเกอร์ ถึงจะอยู่ตั้งแต่เริ่มจนเลิกเล่น แต่ก็เป็นบ่อของทีม ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย แค่ได้เป็นตัวหลักเพราะตอนนั้นลิเวอร์พูลขี้เหนียว เจ้าของเป็นปลิงคอยสูบเลือด มาเอาประโยชน์อย่างเดียวโดยไม่ลงทุน

ทุกวันนี้คาร์ราเกอร์ก็เป็นแค่นักวิจารณ์ในสื่อ ไม่มีบทบาทอะไรในการบริหารสโมสรหรือพัฒนาทีม แต่กลุ่ม FSG ต่างหากที่เข้ามาพัฒนาทีมโดยยังไม่เก็บเกี่ยวกำไรไปซักบาท บางครั้งเขาก็คิดตัดสินใจพลาดบ้าง อย่างการขึ้นราคาตั๋ว จนถูกโวยแล้วต้องแก้ไขกลับลำ

ล่าสุดบอร์ดหงส์ก็กลับลำเรื่องพักจ่ายพนักงาน เพราะต้านกระแสไม่อยู่ จริงๆไม่ได้ผิดอะไรเลย พนักงานก็ได้เงินเดือนอยู่ แค่รัฐบาลเขาช่วยส่วนนึงเพื่อเซฟบริษัทต่างๆในประเทศ ตรงนี้รัฐบาลก็ทำถูกเพื่อประคองเศรษฐกิจ บริษัทใหญ่ๆกว่าลิเวอร์พูลก็พักจ่ายพนักงาน เข้าโครงการเอาเงินรัฐกันทั้งนั้น

แต่พอเป็นสโมสรฟุตบอลขึ้นมา เกิดมีพวกออกมาดราม่า “ลิเวอร์พูลต้องเป็นทุกอย่าง” “เป็นครอบครัว” “You’ll never walk alone” อะไรต่างๆ เลอะเทอะมาก แล้วพอคนล้มปึ๊บโดนข้ามทันที มีพวกทีมใหญ่ ทีมคู่แข่ง ออกมาข่มว่า “ของเราจะไม่มีการพักจ่ายพนักงาน” เรียกว่าได้ที

เอาเถอะ ทีมไหนอยากทำหล่ออวดรวย เอาให้จริงนะ แล้วนานไปจะรู้สึก ที่จริงแต่ละสโมสรก็อยากทำแบบสเปอร์ส อยากทำแบบลิเวอร์พูล แต่พอเห็นลิเวอร์พูลโดนกระแสตีมา เลยไหวตัวทัน

ก็มีสิทธิ์อวดหล่ออวดรวยไปจนเจ๊งนั่นแหละ แต่โชคดีว่าอาจได้แค่อวด ไม่ต้องทำจริง เพราะตอนนี้สโมสรในพรีเมียร์ลีกกำลังจะตกลงกับนักเตะได้ในการลดค่าเหนื่อยช่วงที่บอลยังไม่แข่ง

จริงๆมันต้องเป็นแบบนี้ คือไม่ใช่ไปพักจ่ายพนักงาน แต่ต้องมาลดที่ค่าเหนื่อยนักเตะแทน ทำเหมือนทีมในลีกสเปนและอิตาลี เพราะนักเตะไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว

ตอนนี้ทีมแรกในพรีเมียร์ที่นักเตะตกลงลดค่าเหนื่อย กลายเป็นเซาแธมป์ตัน ตรงนี้ต้องขอชมในสปิริตนักเตะและโค้ช ส่วนทีมที่สองตามมาคือเวสต์แฮมที่ลดค่าเหนื่อย สรุปว่ามีแต่ทีมเล็ก ทีมที่นักเตะค่าเหนื่อยต่ำๆ ดันยอมลดค่าเหนื่อยเพื่อเซฟสโมสรให้อยู่รอด

ก่อนหน้านี้ทุกสโมสรมีการประชุมกับนักเตะว่าจะขอลดค่าเหนื่อย แต่พอดีมันมีไอ้ PFA คือเป็นสมาคมนักเตะที่เสร่อคอยปกป้องสิทธิ์ มารวมหัวกับนักเตะว่าไม่ต้องตอบตกลงยอมลดค่าเหนื่อย

ทางฝ่ายบรรดานักเตะและ PFA มีการย้อนถามกลับว่า “ถ้าสโมสรลดค่าเหนื่อยแล้วจะเอาค่าเหนื่อยไปทำอะไร ?” แล้วก็มาตั้งข้อแม้ว่าให้เอาเงินที่หักไปบริจาคหน่วยที่ทำงานด้านโควิด

ทั้งที่จริงไม่เกี่ยวเลย การลดค่าเหนื่อยมันคือการเซฟสโมสร ส่วนสโมสรไหนจะบริจาคเรื่องโควิดนั่นอีกเรื่องนึง นี่อย่าให้รู้นะว่ามีนักเตะคนไหนในทีมที่คิดแบบนี้หรือตั้งคำถามแบบนี้ ผมนี่จะขอสาปส่งจากทีมเลย เพราะแสดงว่าคุณไม่ได้รักสโมสร ทั้งที่มีเงินมหาศาลเป็นเศรษฐีกันทุกคน

สำหรับแฟนบอลที่ไม่มัวดราม่าหรือถือศักดิ์ถือศรี ก็ล้วนเข้าใจดีว่ารักษาสโมสรสำคัญกว่ารักษานักเตะ แต่เหมือนกับกลุ่ม FSG เป็นคนนอกมาใหม่ เลยเกรงใจแฟนบอล เอาใจไม่ถูกจะทำอะไรก็ไม่กล้า

ตัวอย่างค่าเหนื่อย แบบที่ว่าต่ำๆอย่างของโรเบิร์ตสัน 50,000 ปอนด์ เป็นเงินไทยคือ 2 ล้านบาทต่อสัปดาห์ เทรนท์-อาร์โนลด์ 30,000 ปอนด์ เป็นเงินไทยคือ 1.2 ล้านบาทต่อสัปดาห์

อย่างมาเน่ 120,000 ปอนด์ หรือ 4.8 ล้านบาทต่อสัปดาห์ แล้วตัวที่แพงสุดคือซาล่าห์ 200,000 ปอนด์ หรือ 8.1 ล้านบาทต่อสัปดาห์

แล้วค่าใช้จ่ายไม่ใช่ว่าสูงตาม ราคามือถือก็พอๆกับเมืองไทย จะบ้าน รถ เสื้อผ้า เรตราคามันก็มาตรฐานเดียวกันทั่วโลก แถมเมืองไทยแพงกว่าซะอีกถ้าซื้อเสื้อผ้าแบรนด์ยุโรป

ส่วนถ้าของแมนซิตี้ แมนยู นักเตะแถวหน้าค่าเหนื่อยอยู่ที่ 300,000 – 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เรียกว่าเป็นมหาเศรษฐี เหลือกินเหลือใช้ไปทั้งชาติถ้าไม่เอาเงินผลาญทิ้ง

ฉะนั้นการที่เฮนเดอร์สัน เป็นตัวตั้งตัวตีในการประสานรวมนักเตะพรีเมียร์ทุกทีม หักรายได้ 30% ร่วมบริจาค NHS หรือหน่วยงานด้านสาธารณสุข มันก็เป็นเรื่องดี แต่มันไม่เกี่ยวกับภาวะที่สโมสรต้องเผชิญกับการขาดรายได้ ตอนนี้อาจมีแนวโน้มว่าพรีเมียร์ลีกจะกลับมาแข่งอีก 2 เดือนข้างหน้า แต่ถ้าสถานการณ์ไม่ดีและลากยาวไปอีก ตรงนี้สโมสรต่างๆอาจจะลดค่าเหนื่อยตามอย่างเซาแธมป์ตันกับเวสต์แฮม

นักเตะรุ่นนี้ยังไม่มีใครที่แสดงความรักต่อสโมสรอย่างที่เซอร์เคนนี่ ดัลกลิชทำ ในช่วงที่เขาถูกเชิญมาเป็นผู้จัดการทีมขัดตาทัพ เพื่อกู้สถานการณ์ในช่วง 2011-2012 พอถูกเลิกจ้างที่จริงแล้วตามสัญญาคิงเคนนี่จะต้องได้เงินชดเชย แต่เขาขอไม่รับเพื่อเซฟเงินให้สโมสร

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

สธ.ฟันธง! โควิดไม่มีผลให้ตายเฉียบพลัน / (ลุงที่ตายในรถไฟ ไม่ได้ตายเนื่องจาก COVID)

สธ.เผยโควิดไม่ใช่สาเหตุการเสียชีวิตบนขบวนรถไฟ ชี้ผู้ตายโรครุมเร้าเพีบบ ทั้งเบาหวาน-โรคหัวใจ

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีชายวัย 57 ปี เสียชีวิตบนรถไฟขบวน 37 เมื่อรถไฟวิ่งมาถึงสถานีทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยพบว่ามีการติดเชื้อโควิด-19 ว่า บุคคลดังกล่าวเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศปากีสถาน โดยตรวจวัดอุณหภูมิที่สนามบิน 35.1 องศา ซึ่งถือว่าไม่มีไข้

อย่างไรก็ตาม บุคคลดังกล่าวเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันซึ่งต่างจากการเสียชีวิตด้วยโรคทางเดินหายใจ ขณะนี้จึงยืนยันว่า สาเหตุการเสียชีวิตไม่ได้เกิดจากโรคโควิด-19 เพราะตลอดระยะเวลาเดินทางไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการเหนื่อยหอบ ยังสามารถเดินไปซื้อตั๋วรถไฟได้อยู่

ขณะที่ นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค เปิดเผยรายละเอียดของผู้เสียชีวิตบนรถไฟว่า จากการตรวจสอบพบ ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานซึ่งเมื่อวินิจฉัยอาการเบื้องต้น พบว่ามีอาการเล็กน้อย ระหว่างทางมีการอาเจียน ซึ่งลักษณะอาการข้างต้น บ่งบอกว่าไม่ได้มีสาเหตุมาจากปอดเป็นหลัก

เมื่อหลังเสียชีวิต ผลตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 ค่อนข้างสูง แต่การเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน จากการประเมินเบื้องต้นผู้ตายมีโรคหัวใจ ร่วมกับมีประวัติป่วยโรคเบาหวาน ต้องฉีดยาเพื่อคุมระดับน้ำตาล ซึ่งถือว่าหนัก รวมถึงอาจจะมาจากการคุมน้ำตาลได้ไม่ดี จากการอ่านรายงานทางการแพทย์ หากป่วยอาการหนักด้วยโรคโควิด-19 จะต้องใช้เวลาหลายวัน ก่อนที่จะเสียชีวิต ซึ่งกรณีผู้เสียชีวิตรายนี้ มีโรคประจำตัวร่วมด้วย อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน

“โรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัวสูงสุดของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยผู้ป่วยเบาหวานจะมีอายุยืนยาวหรือไม่ อยู่ที่ผู้ป่วยจะสามารถควบคุมน้ำตาลในร่างกายให้ดีแค่ไหน และถือเป็นโรคหนึ่งที่ทำให้ภูมิในร่างกายลดลงด้วย” นพ.ทวีกล่าว

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/874177

(2 เม.ย. 2563)

C. กรุงเทพธุรกิจ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น