นักเตะลิเวอร์พูลที่ย้ายไปเล่นให้ทีมคู่แข่ง

  • นักเตะลิเวอร์พูลที่ย้ายไปเล่นทีมใหญ่ และทีมอริ

สำหรับนักเตะที่ย้ายออกไปทีมเล็กๆ แฟนบอลมักไม่มีปัญหา แต่ถ้าย้ายไปทีมใหญ่ แฟนๆหลายคนอาจจะโกรธหรือเกลียด แต่ที่เกลียดหนักสุดคือประเภทย้ายไปเล่นให้ทีมที่เป็นคู่อริ

เรื่องการที่นักเตะลิเวอร์พูลย้ายไปทีมใหญ่ นอกจากจะดูเป็นการไปช่วยคู่แข่งแล้วมันยังเหมือนว่าไปให้ค่าทีมอื่น ทั้งที่ลิเวอร์พูลก็เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ ถึงแม้ยุคที่ผ่านมาจะเป็นช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จน้อยก็ตาม และสถานะการเงินก็ไม่ดี แต่ในแง่ของฐานแฟนบอลแล้ว ลิเวอร์พูลถือว่าเป็นทีมที่มีแฟนบอลเยอะที่สุดในโลกทีมนึง มีตำนานเรื่องราวความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่

เหมือนๆกับแมนยู คือไม่ว่าทีมจะอยู่ในช่วงตกต่ำ แต่แฟนบอลก็มีจำนวนมากตลอดทุกยุค ตรงนี้มันต่างกับลีกอิตาลีที่จะไปได้รับความนิยมในญี่ปุ่น ลีกสเปนได้รับความนิยมในอเมริกาใต้ แต่ลีกอังกฤษคือนิยมไปทั่วโลกทั้งเอเชียและแอฟริกา

ดังนั้นพอนักเตะคนไหนที่อยากย้ายไปเล่นทีมใหญ่ แฟนลิเวอร์พูลก็จะโกรธและต่อว่า อย่างแม็คมานามาน ที่ย้ายไปมาดริด, ซัวเรส-คูตินโญ่ ที่ย้ายไปบาร์ซ่า, หรือโดยเฉพาะโอเว่น ที่แฟนๆด่าถึงขั้นให้ชื่อจูดาสหรือคนทรยศ เพราะนอกจากย้ายไปมาดริดแล้วยังย้ายไปแมนยูอีก ที่สำคัญคือดันไปได้แชมป์พรีเมียร์กับแมนยูซะอีก ทำให้ต้องถูกแฟนบอลคู่อริเอาไปเยาะเย้ย

ความรู้สึกนึกคิดตรงนี้ผมคงไปห้ามแฟนๆไม่ได้ ใครคิดแบบนี้ก็ไม่ผิด แต่ผมเองรู้สึกว่านักเตะที่ภักดีกับทีมสมควรรักและยกย่องอย่างยิ่ง ขณะที่นักเตะที่อยากย้ายไปทีมใหญ่ ก็รักชอบแต่ไม่เท่า แล้วก็ไม่ได้เกลียดอะไร

แฟนลิเวอร์พูลที่ดูมาในยุค 90-2000 จะมีความรู้สึกชอบนักเตะที่เป็นเด็กปั้นสโมสร หรือนักเตะที่อยู่ยาวจนบั้นปลายชีวิตการค้าแข้ง แต่ถ้าย้อนไปในยุคคลาสสิคระดับตำนานลิเวอร์พูลยุครุ่งเรือง แฟนบอลไม่ได้มองกันเรื่องนี้

“เควิน คีแกน” เป็นตำนานของทั้งนิวคาสเซิลและลิเวอร์พูล จนทุกวันนี้เขาก็ยังผูกพันกับทั้ง 2 ทีม และทำให้ 2 สโมสรนี้มีพันธะผูกพันกันมาถึงตอนนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายนักเตะและโค้ชเป็นกรณีพิเศษมานานกว่า 30 ปี ในฐานะสโมสรพันธมิตร (ไม่ใช่ฐานะคู่ค้าขายอย่างเซาแธมป์ตันกับเรดบูลล์)

“เคนนี่ ดัลกลิช” ก็เป็นตำนานของเซลติก (ทีมที่ใช้เพลง You’ll never walk alone เหมือนเรา) การที่ย้ายมาทำให้เขารักและผูกพันกับลิเวอร์พูลมากที่สุดจนถึงตอนนี้

“หลุยส์ ซัวเรส” เขาสมควรจะได้รับการยกย่องว่าเป็นตำนานทั้งลิเวอร์พูลและบาร์เซโลน่า เพราะตั้งแต่ยุค 90 เรื่อยมาไม่มีกองหน้าลิเวอร์พูลคนไหนเก่งเท่าเขา ถึงแม้จะไม่สามารถคว้าแชมป์กับลิเวอร์พูลได้ก็ตาม และมีผลงานสำคัญกว่าคูตินโญ่ด้วย คูตี้แค่มาสร้างสีสันให้ทีมเพียงไม่นาน และผมเชื่อว่าซัวเรสรักและผูกพันกับลิเวอร์พูลมากกว่าบาร์ซ่าซะอีก

เราต้องเข้าใจว่านักฟุตบอลหลายๆคนมีนิสัยชอบพเนจร ชอบหาประสบการณ์ในชีวิต อยากเล่นกับหลายๆทีม ซึ่งเขาไม่ได้ผิดนะ ยิ่งแล้วนักเตะจากอเมริกาใต้เนี่ย จะมีความใฝ่ฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องเล่นกับบาร์ซ่าหรือมาดริด

“เอียน รัช” ที่ว่าเป็นตำนานคนสำคัญของลิเวอร์พูล ถึงขั้นว่าถ้าไม่มีเอียน รัช ลิเวอร์พูลจะไม่โด่งดังเป็นที่นิยมมาถึงยุค 90 แต่กระนั้นเอียน รัชก็ยังเคยย้ายไปเล่นกับยูเวนตุส ซึ่งสมัยนั้นก็ถือเป็นทีมใหญ่ แต่ไม่ได้ใหญ่ไปกว่าลิเวอร์พูลยุคนั้น แล้วพอเห็นว่าสไตล์ฟุตบอลมันไม่โอเค เข้ากับสไตล์เขาไม่ได้ เอียน รัชก็เลยย้ายกลับลิเวอร์พูล

“ไมเคิล โอเว่น” ก็ไม่ได้แตกต่างกับเอียน รัชเลย เขาแค่อยากพเนจรไปหาประสบการณ์กับชีวิตในสเปน ไปเล่นกับเรอัล มาดริด พอสไตล์บอลมันคนละแบบ โอเว่นเห็นว่าไม่เหมาะก็ติดต่อกลับมาที่ลิเวอร์พูลว่าอยากย้ายกลับ แต่สโมสรไม่พร้อมลงทุน และวางผังใหม่เลยมองว่าโอเว่นไม่อยู่ในแผนการทำทีม ก็กลายเป็นนิวคาสเซิลที่ผู้หลักผู้ใหญ่พร้อมรองรับนักเตะลิเวอร์พูลอยู่แล้ว โอเว่นเลยต้องจำใจมาเล่นกับนิวคาสเซิล ก่อนจะไปหาสีสันให้ชีวิตกับแมนยู

อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเขาชอบโอเว่นตั้งแต่เป็นนักเตะเยาวชน ชอบอย่างมากด้วย ดังนั้นการได้โอเว่นมาร่วมทีมถึงจะเป็นช่วงบั้นปลายที่โอเว่นแทบไม่เหลือฝีเท้าแล้ว แต่ถือว่าเฟอร์กี้ก็สมใจได้นักเตะในฝันมาร่วมในคอลเล็คชั่นตัวเอง ถ้าเรามองในมุมของเฟอร์กี้เราก็จะเข้าใจ

ลิเวอร์พูลเองก็เคยได้ “พอล อินซ์” อดีตนักเตะแมนยู อาจจะต่างกันตรงที่ตอนนั้นแมนยูไม่อยากใช้พอล อินซ์แล้ว แต่รอย อีแวนชอบสไตล์ดุดันของอินซ์

ถ้าแฟนลิเวอร์พูลมองว่าการไปเล่นกับทีมอริ ถือว่าหมดสิทธิ์ขึ้นหิ้งเป็นตำนานลิเวอร์พูล ตรงนี้ผมว่าแนวคิดของแฟนบอลยุคหลังๆไม่ถูกต้องนัก คือโกรธได้ไม่พอใจได้ แต่ถึงขั้นลบออกจากตำนานนี่ก็เหมือนว่าลบเรื่องราวส่วนนึงของทีมตัวเองไปด้วย เพราะโอเว่นสร้างผลงานดีๆและพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ทั้ง UEFA cup, FA cup, League cup และโอเว่นยังเป็นนักเตะลิเวอร์พูลคนเดียวที่ได้ “บัลลง ดอร์” ในฐานะนักเตะลิเวอร์พูล เพราะก่อนหน้านั้นเควิน คีแกนเคยได้ในฐานะนักเตะฮัมบูร์ก

“ปีเตอร์ เบียดส์ลีย์” เป็นตำนานทั้งนิวคาสเซิลและลิเวอร์พูล แฟนลิเวอร์พูลยุคเก่าไม่มีใครดึงเขาลงจากหิ้งตำนานหงส์แน่นอน เขาเคยเป็นนักเตะแมนยูมาก่อน พเนจรเยอะหลายทีมมาก แล้วก็ยังย้ายจากลิเวอร์พูลไปเอฟเวอร์ตันอีก นี่คือแฟนๆโมโหสุดๆ แต่พอผ่านพ้นไป สาวกทุกคนต่างก็ยกย่องและไม่ลืมผลงานที่เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีก (อยู่ในทีมชุดที่ได้แชมป์ลีกครั้งสุดท้าย 30 ปีก่อน)

นักฟุตบอลดังๆของโลกก็ล้วนย้ายทีมไปมา เป็นวัฏจักรของฟุตบอล อย่าง “โรนัลโด้” เป็นทั้งนักเตะของบาร์ซ่า, มาดริด, อินเตอร์มิลาน, เอซีมิลาน หรืออย่าง “หลุยส์ ฟิโก้” ก็เล่นให้ทั้งบาร์ซ่าและมาดริด ก็โดนแฟนๆโห่เหมือนกัน แต่สุดท้ายเขาก็คือตำนานของทั้ง 2 ทีม

ขณะที่นักเตะที่จงรักภักดีก็มี อย่าง “ฟรานเชสโก้ ตอตติ” พอถูกซื้อมาก็เล่นกับโรม่าจนแขวนสตั๊ด เป็นนักเตะเวิร์ลคลาสที่ประสบความสำเร็จได้ถ้วยน้อยเพราะเลือกไม่ย้ายทีม แต่ดีที่ว่ามีแชมป์โลกกับอิตาลีติดตัว

นักเตะเวิร์ลคลาสอย่าง “เจอร์ราร์ด” สามารถไปคว้าแชมป์เยอะๆร่วมกับเชลซี, บาร์ซ่า, มาดริด ซึ่งเป็นทีมเก่งสมัยนั้นได้เลย แต่เจอร์ราร์ดเลือกไม่ย้าย ตรงนี้ก็สมควรที่จะเป็นที่รักยกย่องอันดับหนึ่งของแฟนๆ

ที่จริงการย้ายของเจอร์ราร์ดไป LA. ก่อนแขวนสตั๊ด มันไม่ใช่ความผิดของร็อดเจอร์สซะทีเดียว มันเป็นความต้องการของเจอร์ราร์ดเอง เกิดจากการที่เขาช้ำใจที่พลาดแชมป์ปี 2014 ก็เลยอยากจะไปแขวนสตั๊ดแบบไม่ช้ำใจ แต่ขณะที่คาร์ราเกอร์แขวนสตั๊ดปีนั้นเลยเพราะประกาศไว้แล้ว ทีแรกคาร์ร่าก็คิดว่าเขาจะได้แชมป์และจบแบบสวย แต่ทำไงได้ ทีมมันไม่แข็งพอ ผู้จัดการทีมไม่เก๋าพอ เลยพลาดไป

และนี่ก็เป็นธรรมดาของชีวิตดราม่านักฟุตบอล บางคนสำเร็จมาก บางคนสำเร็จน้อย ไม่เกี่ยวกับฝีเท้าเลย แล้วก็มีประเภทแบบไม่มีโชคเลย ขาหักเลิกเล่นไป หรือเสียชีวิตไปก่อนวัยอันควรก็มี

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

สโมสรไหนเรียกร้อง “โมฆะ” หรือ “แข่งต่อ” ? / (เหลี่ยมทีมฟุตบอลในช่วง COVID)

แมนยู – อาร์เซนอล อยู่ฝ่ายแข่งต่อ
เชลซี – สเปอร์ส อยู่ฝ่ายโมฆะ

ย้ำว่าตรงนี้เป็นความเห็นของสโมสรนะครับ ไม่เกี่ยวกับแฟนๆ ที่ผ่านมาเราอาจเห็นพวกสื่อที่เป็นแฟนๆปืนใหญ่ออกมาเรียกร้องให้โมฆะ แต่ไม่ใช่ความเห็นของทางโค้ชและผู้บริหาร

Echo ได้เผยรายชื่อสโมสรที่เสนอให้แข่งต่อและโมฆะ

(( เป็นที่เข้าใจว่า “แข่งต่อ” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแข่งในช่วงนี้ที่ไวรัสระบาด เพราะเวลานี้ฟุตบอลก็หยุดแข่งอยู่แล้ว ))

สโมสรที่อยากให้แข่งต่อ : (8 ทีม)
แมนยู, อาร์เซนอล, เลสเตอร์, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, วูล์ฟแฮมตัน, คริสตัล พาเลซ, เบิร์นลีย์, ลิเวอร์พูล

สโมสรที่อยากให้โมฆะ : (8 ทีม)
เชลซี, สเปอร์ส, เวสต์แฮม, นอริช, บอร์นมัธ, วัตฟอร์ด, แอสตัน วิลล่า, ไบรท์ตัน

สโมสรที่ยังไม่ออกความเห็น : (4 ทีม)
นิวคาสเซิล, แมนซิตี้, เอฟเวอร์ตัน, เซาแธมป์ตัน

เราจะเห็นได้ว่าไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ COVID อะไรหรอก เป็นเรื่องของการพยามหยิบฉวยอาศัยสถานการณ์เพื่อมาย้อนเวลาไปลบข้อผิดพลาดหรือผลงานที่แย่ๆของตัวเอง  (อารมณ์เหมือนแฟนลิเวอร์พูลเองที่อยากให้โมฆะ FA กับ UCL ที่ตกรอบไป แล้วย้อนเวลาไปใหม่)

ทั้งที่สถานการณ์ในยุโรปถือว่าหนักมากๆ มีคนป่วยและเสียชีวิตมากมายจาก COVID-19 แต่ทางสมาคมเขาแยกแยะได้เขาคิดออกว่าลีกมันสามารถพักเบรคไปยาวๆจนกว่าจะแก้ปัญหาโรคระบาดได้ แล้วค่อยกลับมาแข่งต่อ

ฉะนั้นไม่มีใครหรอกที่อยู่ในสถานการณ์แบบนั้นแล้วจะไม่ห่วงชีวิต เราเองอยู่ในเมืองไทยสถานการณ์เบากว่ามาก แค่เห็นคนรวมตัวกัน เห็นคนไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่กักตัว เรายังไม่พอใจ แน่นอนว่าคนในยุโรปต้องตระหนักและกังวลยิ่งกว่าเราอีก

แต่การที่มีแฟนบอลส่วนนึงมานำเสนอว่าให้ฟุตบอลโมฆะโดยแอบอ้างสวมอ้างว่าห่วงชีวิตคนนั้น มันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล คนที่มองอย่างกลางๆ คิดอย่างมีสติ ก็ต้องแยกแยะได้ว่า ทุกวันนี้บอลก็พักอยู่ไม่มีแข่ง บอลมันเลื่อนได้ หยุดเตะได้ แล้วจะมาโวยวายให้โมฆะหาอะไร

หรือจะตัดจบแบบที่ลีกเบลเยี่ยมเสนอกัน ว่าจะยกแชมป์ให้ทีมจ่าฝูง มันก็ไม่น่าจะยุติธรรมเท่าไหร่กับอันดับอื่นๆที่กำลังวัดชิงพื้นที่ไป UEFA หรือทีมที่จะเลื่อนชั้น ซึ่งตอนนี้ลีกเบลเยี่ยมก็ยังไม่มีข้อสรุป

“เบอร์บาตอฟ” ตำนานสเปอร์สและแมนยู เป็นอีกคนนึงที่ออกมาบอกว่า ควรแข่งต่อให้จบ แต่ถ้าจะตัดจบก็ควรยกแชมป์ให้ลิเวอร์พูล “ดูจากแนวทางการเล่นแล้ว ไม่มีทีมไหนสามารถไล่ทันแน่นอน การเล่นของพวกเขาล้ำมาก”  

แต่นั่นคือแนวคิดสำหรับทางเลือกที่ว่ารีบจบเพื่อให้ทันฤดูกาลใหม่ ในความเป็นจริงแล้วตอนนี้ทาง UEFA เองเริ่มเข้าใจสถานการณ์ว่า COVID ไม่มีทางจบเร็ว ไม่มีทางเริ่มฤดูกาลใหม่ได้ จึงเปิดทางให้แบบไม่บีบเวลา เลื่อนบอลถ้วยแบบไม่มีกำหนด ทำให้ทุกลีกสามารถเลื่อนไปแบบสบายๆด้วย ว่าง่ายๆคือรอจนกว่าสถานการณ์โลกจะปลอดภัย

คือเชื่อว่าผ่านไปซักระยะ ให้วงการฟุตบอลชินกับสภาพซะก่อน ให้แฟนบอลชินกับสถานการณ์ไปซักพัก ก็คงจะไม่มีใครพูดถึงประเด็นนี้อีก

เวลานี้เป็นเวลาที่สื่อกีฬาควรนำเสนออะไรที่สร้างสรรค์ นักฟุตบอลก็ควรพักอยู่กับครอบครัว สโมสรต้องให้หยุดการซ้อมที่บ้าน ให้พักเหมือนเป็นช่วงเบรคฤดูกาล แล้วพอมีกำหนดแข่งเมื่อไหร่ โลกนี้ปลอดภัยเมื่อไหร่ เมื่อนั้นค่อยกลับมาซ้อม

นักฟุตบอลคนไหนที่อยากทำตัวสร้างสรรค์ ควรทำแบบ “จอร์แดน เฮนเดอร์สัน” ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการรวมเงินนักเตะพรีเมียร์ บริจาคให้หน่วยงานด้านสาธารณสุข แล้วก็ทำสำเร็จด้วย เหล่ากัปตันทุกทีมให้ความร่วมมือ

เพราะเวลานี้ในยุโรปสถานพยาบาลไม่พอ สถานที่กักตัวไม่พอ หน้ากากไม่พอ บุคลากรไม่พอ แต่ถ้ามีงบบริจาคเข้ามาเรื่อยๆ เขาอาจนำไปคิดหาวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ฉะนั้นนักเตะในลีกใหญ่ของยุโรป สามารถทำอะไรดีๆแบบนี้ได้ เพราะรายได้และเงินในบัญชีมันล้นเหลือจริงๆ

. . . .

เมื่อฤดูกาลหน้าไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในปีนี้
ฤดูกาลนี้ก็ยังไม่ต้องรีบจบเพื่อให้ทันฤดูกาลหน้า

C. pantip : ตา o

เหตุที่ผู้คนสมัยนี้แพนิค และตื่นตัวกลัวโรคระบาดมากกว่าเมื่อก่อน

โรคระบาดร้ายแรงที่จะมาคร่าชีวิตคนเป็นหลักหมื่นหลักแสนทุกๆ 10 ปี หรือ 20 ปี แต่เนื่องจากการคมนาคมและการสื่อสารในสมัยก่อนมันไม่กว้างไกลและรวดเร็วเหมือนปัจจุบัน

ไม่ต้องย้อนไปถึงยุค Black Death และ Spanish Flu ที่คนตายเป็นหลัก 100 ล้าน เอายุคหลังที่การแพทย์สมัยใหม่ก้าวหน้าแล้วนี่ก็มีหลายเหตุการณ์

ส่วนเมื่อ 10 ปีก่อนในยุคที่มีโรคไข้หวัด 2009 หรือ H1N1 ถึงแม้จะระบาดน้อยกว่านี้ แต่ก็ถือเป็นเชื้อไวรัสร้ายแรง มีคนตายทั่วโลกเท่าที่สำรวจบันทึกได้มีมากกว่า 18,000 คน องค์การอนามัยโลกก็ประกาศเตือนภาวะ Pandemic เหมือนกัน

แต่คนไม่แพนิคและได้รับความสนใจเท่าปัจจุบัน เนื่องจากตอนนั้นสื่อหลักยังออกอากาศแค่ช่องทางทีวี ส่วน YouTube กับ Facebook ไม่ใช่แหล่งเสพข่าว คนแค่ใช้เพื่อความบันเทิง

เดี๋ยวนี้สื่อมีรายได้อีกทางคือ YouTube เพราะผู้คนเริ่มใช้มือถือแทนการดูทีวี ข่าวทุกช่องจึงหันมาสร้างกระแสใน YouTube คนเคยทำทีวีก็หันมาเป็น YouTuber กันหมด

คนทำสื่ออย่างสุทธิชัย หยุ่น หรือจะสนธิ ลิ้มทองกุล ฯลฯ ก็หันมามาเป็น YouTuber กันหมด ไหนจะคนทั่วไปทั้งหมอและคนทุกวงการต่างก็มาสร้างรายได้จากช่องทางนี้

ตอนเหตุการณ์สหรัฐ-เกาหลีเหนือ / สหรัฐ-อิหร่าน คุณสุทธิชัยและเหล่า YouTuber ก็พยามเล่นข่าวสงครามโลก  พอมีเรื่อง COVID ทุกคนก็พร้อมใจกันเล่นข่าวนี้เพราะเป็นภัยที่ใกล้ตัวและเป็นหายนะกระทบคนเกือบทั่วโลก

สื่อก็มีการรายงานคนติดเชื้อทุกวัน รายงานคนตาย ทุกวัน พาดหัวให้แรงๆ แต่ไม่ค่อยรายงานยอดรักษาหาย คนเลยแพนิคกันมาก

(ณ เวลานี้ 1 เมษายน 2020 มีคนติดเชื้อ 861,295 คน และเสียชีวิต 42,387 คน)

ว่ากันที่จริงตอนปีไข้หวัด 2009 ระบาด โรงพยาบาลทุกแห่งมีปัญหามากและรุนแรงมากด้วยสื่อทั่วโลกไม่ค่อยสนใจเล่นข่าว คนก็เจ็บป่วยล้มตายกันเหมือนว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วไป

อัตราตายช่วงแรกมากกว่า 5% เพราะตอนนั้นไม่รู้ว่าจะรักษาอย่างไรในช่วงแรก แค่รักษาประคับประคองเท่านั้น ห้อง Negative Pressure ก็มีน้อยมาก ในบางโรงพยาบาลมีคนไข้ครึ่งโรงพยาบาล

โรงพยาบาลระดับจังหวัดมีคนไข้อย่างน้อย 10 คนขึ้นไป บางช่วงมีอาการปอดอักเสบ 5-10 รายต่อโรงพยาบาลก็มี

แต่ปรากฏว่ามีการพบว่ายาต้านไวรัสคือ Oseltamivir (Tamiflu) สามารถต้านไวรัสหวัด 2009 ได้ ซึ่งต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศเม็ดละประมาณ 200 กว่าบาท และไปซื้อได้ราคาถูกมาจากอินเดีย

ช่วงแรกยาไม่ค่อยพอใช้ แต่ก็สามารถลดอัตราการตายได้อย่างรวดเร็วจนสิ้นสุดการระบาด ทุกวันนี้เชื้อนี้กลายเป็นเชื้อประจำถิ่น และประชาชนก็มีภูมิต้านทานเกิดขึ้นแล้ว ขณะนี้การใช้ Tamiflu ยังคงได้ผลอยู่

สมัยไข้หวัด 2009 มีคนติดเชื้อและอาจตกสำรวจมากมาย คนไม่ค่อยตื่นตัวหรือสนใจกัน รัฐบาลและสื่อทุกประเทศไม่ค่อยตื่นตัวกลัวตายขนาดนี้ จึงมีการตกสำรวจจำนวนมากเนื่องจากไม่มีการอัปเดตสถิติรายวัน และสำหรับคนป่วยเจ็บไข้ ก็จะถูกรักษาตามอาการโดยถ้าไม่แจ้งว่าขอตรวจเชื้อหวัด 2009 ทางโรงพยาบาลก็จะไม่ตรวจให้

แต่สำหรับเชื้อ COVID-19 เมื่อผู้คนทั่วโลกตื่นกลัวกัน มีการรายงานบันทึกสถิติผู้ป่วย คนติดเชื้อและคนตาย รัฐบาลแต่ละประเทศจึงเกิดการพร้อมใจกันจัดระเบียบ มี Social Distancing หรือการรักษาระยะห่าง การสั่งคุมบริเวณ มาตรการสวมหน้ากากอนามัย

“Worldomeyers”
(https://www.worldometers.info/th/)
เป็นเว็บไซต์ที่อัปเดตจำนวนประชากรทั่วโลก และอัปเดตจำนวนคนเสียชีวิตตลอดทุกวินาที เราจะพบว่าทั่วโลกมีเด็กเกิดใหม่วันละ 200,000 กว่าคน และมีคนตายทุกวันวันละ 100,000 กว่าคน เป็นแบบนี้ทุกวันถึงแม้ไม่มีโรคระบาด ส่วนช่วงนี้ก็มีอัปเดตสถิติผู้ติดเชื้อ COVID ด้วย

จะเห็นได้ว่าทุกๆวันมีคนล้มตายเป็นแสนอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็มีการตายจากโรคระบาดหลักหมื่นหลักแสน แต่ไม่ได้รับความสนใจ ทั้งหมดนี้มันเกิดจากกระบวนการทางสังคมที่มีผลมาจาก -สภาพจิตใจ -ความสนใจ -การนำเสนอของสื่อ

“ลินิเกอร์” ตำนานทีมชาติอังกฤษ ออกมาหวดพวกที่บอกให้ลีกโมฆะ [พรีเมียร์ยุค COVID-19]

•• ถ้าสถานการณ์มันเลวร้ายขนาดว่าขยับเขยื้อนไม่ได้เลยประหนึ่งวันสิ้นโลก ป่านนี้คงไม่มีสื่อมาให้เราเสพ แต่ตอนนี้พวกนักข่าวก็ยังคงทำงานอยู่ พวกนักวิจารณ์ก็ยังมีงานทำกันอยู่ เอาไว้ให้พวกนักวิจารณ์ตกงาน สื่อปิดตัวลง ทีวีปิดตัวลง เมื่อนั้นคงไม่มีกีฬาฟุตบอลให้เราดู ••

ช่วงนี้ไม่มีบอลเตะ พวกสื่อก็จะเล่นประเด็นเรื่องการย้ายทีม การซื้อตัวนักเตะ แล้วก็ประเด็นเรื่องโมฆะไม่โมฆะ

จนกระทั่งทางพรีเมียร์ต้องออกโรงมาตักเตือนสโมสรต่างๆ ว่าห้ามพูดกับสื่อเรื่องโมฆะ เพราะมีมติกันแล้วว่ายังไงก็เตะต่อ แถมสื่ออย่าง The Time ได้เผยคำแถลงของ UEFA ทั้งหมดด้วยว่า จะให้ลีกต่างๆเลื่อนได้ไปถึงสิงหาคม แถมยังเปิดช่องไว้อีกว่าถึงเวลานั้นก็จะมาพิจารณากันใหม่ (ว่าจะจบหรือจะเลื่อน)

ทางด้าน “แกรี่ ลินิเกอร์” ตำนานทีมชาติอังกฤษ แล้วก็เป็นอดีตนักเตะเอฟเวอร์ตันและสเปอร์สซะด้วย ได้ออกมาจวกสายที่เรียกร้องให้โมฆะว่า

“ผมเชื่อว่าทุกๆคน -ยกเว้นพวกที่ไม่ชอบลิเวอร์พูล- ล้วนอยากให้พรีเมียร์แข่งให้จบ”

“เราสามารถยืดไปเตะเอาตอนมิถุนายน มันต้องรอเวลาหน่อย แล้วใช้การเตะแบบไม่มีคนดู มันไม่เป็นอะไรสำหรับเกมฟุตบอล แต่มันจะช่วยให้จบฤดูกาลได้” ลินิเกอร์กล่าวกับ talkSPORT

ซึ่งนี่ก็คงจะเป็นการหวดปิดฝาโลงประเด็นเรื่องโมฆะ เพราะก็คงไม่มีสื่อหรือนักวิจารณ์คนไหนออกมาฉายวนซ้ำเรื่องนี้

แต่เอาจริงๆ ตัวผมเองคิดว่าฤดูกาลนี้มันกร่อยไปแล้วล่ะ เพราะคนทั่วโลกต่างก็หมดความสนุกสนาน แล้วก็ถูกสั่งให้เก็บตัวอยู่บ้าน ก็จะมีบางอาชีพที่ยังต้องเดินหน้าทำงานต่อ หรืออาชีพที่จำเป็นต้องทำ เช่นคนทำทีวีหรือทำสื่อ ที่ต้องผลิตงานมาให้คนทางบ้านดู ไม่งั้นคนอยู่บ้านก็เครียด

ฉะนั้นพวกรายการข่าวรายการบันเทิง เขาก็พยามเดินหน้าต่อแบบเอาปลอดภัยที่สุด โดยยึดหลักว่า “The Show Must Go On” แต่การเดินหน้าต่อคือต้องปลอดภัย ไม่เสี่ยงตาย

วงการฟุตบอลเองก็เป็นแบบนี้ คือสปอนเซอร์เขาให้เงินมา คุณต้องทำงานให้จบเพื่อคนดูทางบ้าน แต่ทำในยามที่ปลอดภัย

ตัวเจอร์เก้น คล็อปป์และนักเตะลิเวอร์พูล ตอนนี้คงทำใจกันได้และไม่คิดเรื่องฉลองแชมป์ เพราะสถานการณ์ในอังกฤษมันหนักหน่วง ต่างกันมากกับในเมืองไทย อารมณ์ประมาณว่าเขาจัดให้เตะก็เตะเพราะเป็นอาชีพที่ต้องทำ ถ้าได้แชมป์ก็ดี หรือโมฆะไปแล้วค่อยเริ่มใหม่ก็ไม่เป็นไร

สำหรับแฟนหงส์แดง ถ้าหากสถานการณ์ผ่านไปหลายเดือน เชื่อว่าก็หลายๆคนก็คงจะเบื่อเรื่องลุ้นแชมป์แล้วเหมือนกัน ตัวผมเองถ้าหากว่านานไปแล้วบอลต้องโมฆะก็คงทำใจได้ หรือถ้าหากได้แชมป์แบบตัดจบ ทางพรีเมียร์ยกแชมป์ให้ตามลำดับคะแนน แบบนั้นจะรู้สึกว่าเขาให้ก็ตามใจล่ะ แต่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะมันได้แชมป์แบบทำแต้มไม่ครบ

บางอารมณ์ก็คิดว่ากลับไปเตะใหม่ก็ดีเหมือนกัน เพราะมีบางนัดที่ไม่พอใจผลสกอร์เท่าไหร่ อย่างนัดที่บุกไปเสมอแมนยู 1-1 ทั้งที่น่าจะชนะ หรือในเกมเหย้าที่ชนะแมนยู 2-0 ฟอร์มห่างขนาดนั้นควรได้สกอร์ 4-0 มากกว่า ไหนจะตกรอบทั้ง FA cup และ UCL รู้สึกว่าฤดูกาลนี้มันก็มีอะไรหลายอย่างที่น่าผิดหวัง

หรือจะกรณีของการพลาดบุกไปแพ้วัตฟอร์ด 3-0 ทำให้เสียสติไร้พ่าย ผมเชื่อว่าถ้าเริ่มต้นฤดูกาลกันใหม่ ลิเวอร์พูลก็อาจจะเก็บบทเรียนเป็นแรงกระตุ้นไปทำสถิติไร้พ่ายได้อย่างแน่นอน แต่ให้ถึงขั้นไร้เสมอคงเป็นไม่ได้ เต็มที่ก็อาจทำได้อย่างอาร์เซนอล ก็คือไร้พ่ายแต่เสมอซะเยอะ

อย่างไรก็ตาม เวลานี้เบื้องต้นคือทางพรีเมียร์ต้องการแข่งต่อให้จบ ถ้าหากสถานการณ์มันดีขึ้นในช่วง 4 เดือนนี้ ไม่มีอะไรที่แย่ลงกว่าเดิม เราก็จะได้ดูบอลกันแบบเต็มอิ่มเหมือนดูบอลโลก มีบอลเตะทุกวัน เรียงกันครบทุกทีมจนจบ 9-10 นัดที่เหลือ

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานบอล

ทำไมดาราฝรั่งแก่เร็ว และรูปร่างก็เผละเร็ว ?

ก่อนอื่นต้องบอกว่า วงการหนังต่างประเทศนั้นเรื่องการคัดนักแสดงจะเน้นความสามารถมากกว่าหน้าตา คือถ้าหล่อสวยอย่างเดียวแต่ไม่มีความสามารถก็เป็นได้แค่นายแบบนางแบบ

พระเอกนางเอกของหนังฝรั่งเลยไม่ใช่คนที่หล่อสวยหุ่นดี ส่วนถ้าใครที่หล่อสวยแล้วยังได้เล่นหนังใหญ่ แสดงว่าต้องฝีไม้ลายมือดีจริงๆ

สำหรับเรื่องที่ว่าดาราฝรั่งแก่เร็ว ตรงนี้ต้องมาทำความเข้าใจเรื่องสรีระทางธรรมชาติ

ปกติเด็กแต่ละคนจะมีความช้าเร็วในการเติบโตต่างกัน แต่ถ้าแยกแยะโดยรวมๆแล้ว ธรรมชาติของคนบางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์มักจะโตเร็วแก่เร็ว

อย่างคนแอฟริกันหรือคนผิวสี ร่างกายจะโตเร็วมาก อายุ 8-9 ขวบนี่โตเป็นวัยรุ่นแล้ว และถ้าอายุ 19-20 บางคนหน้าตาจะมีรอยย่นเหมือนวัยกลางคน ในขณะที่คนไทยหรือคนอาเซียน อายุ 19-20 ยังเป็นหนุ่มสาววัยใสอยู่เลย

ส่วนคนเซมิติก (ยิว, อาหรับ) และคนผิวขาวหรือฝรั่ง ก็โตเร็วเหมือนกัน คืออายุ 11-12 นี่หลายคนร่างกายสูงใหญ่ เกือบจะเท่าคนไทยที่โตเต็มที่ แต่การโตเร็วในที่นี้ไม่ได้หมายถึงด้านความสูง เอาเป็นว่าถึงแม้บางคนเป็นคนตัวเตี้ย แต่โครงสร้างร่างกายมันคือเป็นผู้ใหญ่ อย่างหญิงวัยรุ่นฝรั่งอายุ 16-17 สะโพกผาย รูปร่างกว้างหนาขึ้น เหมือนคนเอเชียวัย 30 ปลายๆ หรือ 40

คนไทยสมัยปัจจุบันถ้าเทียบกับสมัยก่อน ต้องถือว่าปัจจุบันคนแก่ช้ากว่าสมัยก่อน เพราะเรื่องการบำรุงผิวพรรณ การดูแลตัวเอง แต่กระนั้นก็ตามเมื่อเทียบแล้ว คนฝรั่งสมัยก่อนก็ยังแก่เร็วกว่าอยู่ดี

ทีนี้เมื่อโตเร็ว เป็นผู้ใหญ่เร็ว สิ่งที่ตามมาคือแก่เร็ว รูปร่างเผละเร็ว ซึ่งบางคนอาจเข้าใจว่าตรงนี้มันเกี่ยวกับอาหารการกิน แต่ความจริงมันไม่เกี่ยวซะทีเดียว ต่อให้เอาฝรั่งมากินอาหารไทยตั้งแต่เด็กจนโต หรือให้คนไทยกินอาหารฝรั่งตั้งแต่เด็ก มันก็จะโตช้าเร็วตาม DNA ตามพันธุกรรมของแต่ละเชื้อสาย

Millie Brown หรือ Eleven นางเอกในซีรีส์ Stranger Things เล่นในภาค 3 ยังเป็นเด็กวัยรุ่นที่เริ่มโต เริ่มมีฮอร์โมน มีความรักความใคร่ แต่ในเรื่องตั้งลิมิตไว้แค่การจูบเพราะยังเด็กอยู่ หนังแนวโลกสวยหรือแนวสร้างสังคมในอุดมคติ มักจะไม่กล้าใส่เนื้อหาที่มันดิบหรือสมจริงเกินไป

ในโลกความเป็นจริงเด็กวัยรุ่นทั่วโลกรวมถึงในอเมริกา อายุ 13 – 15 นี่มักจะเริ่มมีเซ็กซ์กันแล้ว

คนสมัยก่อนนั้นจะแต่งงานเร็ว โดยเฉพาะในวัฒนธรรมของยุโรป สมัยก่อนปกติอายุ 14-16 ก็เริ่มแต่งงานออกเรือนกันแล้ว หรือจะอายุต่ำกว่านั้นหรือมากกว่านั้นก็มี แต่โดยส่วนมากคือราว 14-16

ในยุคสมัยใหม่นี้สังคมพยามรณรงค์ให้แต่งงานช้าๆ ให้เป็นเรื่องของคนวัย 30 ขึ้นไป แต่มันค่อนข้างฝืนธรรมชาติ หรืออาจใช้คำว่าฝืนสังขารพอสมควร แล้วทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ทั้งเรื่องความเบื่อหน่ายจากการแต่งงานในวัยที่ไม่สด หมดไฟจากการที่เสพชีวิตรักมาแล้วเป็นสิบๆปี หรือทั้งปัญหาเรื่องของวัยรุ่นที่ได้เสียกันขณะที่สังคมตีกรอบให้เป็นวัยเรียน

ทุกวันนี้สังคมในยุโรป ตามเมืองที่ใช้วิถีแบบเดิมๆ ถิ่นที่ไม่ใช่เมืองหลวง ก็ยังคงแต่งงานเร็วคืออายุประมาณ 20 จะเริ่มแต่งงานมีครอบครัว เพราะเป็นช่วงวัยที่กำลังสวยหล่อสดใส แต่พอ 20 ปลายๆ จะเริ่มเผละ ร่างกายย้อยมีไขมัน และเริ่มมีรอยย่น

ความค่อยๆเปลี่ยนแปลงเติบโตทีละนิดของเธอ

Millie เป็นคนเชื้อสายสเปน เกิดปี 2004 อายุเพียง 16 เท่านั้น จะเห็นได้ว่าเธอคือผู้ใหญ่แล้ว เทียบเท่าคนไทยอายุ 29-30

Emma Watson หนูน้อยจากเรื่อง Harry Potter และโตมายังมีผลงานเป็นนางเอกเรื่อง Beauty and the Beast เวลานี้ก็โตเต็มที่แล้ว

Emma ไขมันเริ่มมา

Emma เป็นคนอังกฤษ เกิดปี 1990 ตอนนี้อายุ 29 ฉะนั้นก็จะเทียบได้กับคนไทยอายุ 30 ปลายหรือ 40 ต้นๆ

Chloe Moretz หนูน้อยจากเรื่อง Kick Ass ในช่วงโตมาเป็นวัยรุ่นได้มีผลงานเรื่อง The 5th Wave พอเวลาผ่านไปไม่นานเธอก็เริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

Chloe เป็นสาวอเมริกัน อายุ 23 เกิดปี 1997 ตอนนี้ก็เหมือนสาววัย 30 บ้านเรา

Scarlett Johansson สาวสวยจาก Marvel เกิดปี 1984 ตอนนี้อายุ 35 ล่าสุดมีถ่ายทำหนังเดี่ยวในบทบาทของ Black Widow

เวลานักแสดงจะเตรียมเล่นหนัง เขาก็จะพยามไดเอท ฟิตลดหุ่น แต่นั่นไม่ได้ช่วยอะไรมาก ฉะนั้นในหนังแต่ละเรื่อง นอกจากมุมกล้องและการถ่ายทำที่จะช่วยให้นักแสดงออกมาดูรูปร่างฟิต และหน้าตาเนี้ยบแล้ว ยังต้องใช้ CG ช่วยอีกด้วย

Scarlett ในช่วงเวลาปกติ เธอก็เริ่มจะเผละตามวัย แต่ไม่ใช่ปัญหาของ Hollywood เพราะถึงแม้จะกลับมาฟิตไม่ทัน แต่เวลามีการถ่ายทำ CG จะช่วยได้เสมอ

นี่ยกดารารุ่นใหม่เป็นตัวอย่าง แต่ถ้าเป็นดารารุ่นก่อนที่เล่นหนังดังที่ผ่านมา หลายคนแก่กันหมดแล้ว จนบางคนก็ไม่ยอมจะกลับมาสู่วงการอีกเลย แต่บางคนก็ยังลุย แต่งหนุ่มแต่งสาว ทำศัลยกรรม แต่งหน้าย้อมผมกันเพื่อที่จะออกงานปรากฏตัวในสังคม

Keanu Reeves ดาราเชื้อสายเลบานอน วัย 55 ปีถือเป็นดาราหน้าหล่อหน้าใสคนนึง ล่าสุดมีผลงานเรื่อง John Wick กับการทำงานในช่วงอายุ 50 ต้นๆ ถ้าดูในหนังก็จะพบว่าไม่แก่เลย นั่นก็เพราะเทคนิคการถ่ายทำ แต่ตัวจริงต้องย้อมหงอกมานานแล้ว

ก็ถือว่า Keanu เป็นคนหล่อจริงๆ ขนาดแก่แล้วก็ยังหล่อแบบแก่ๆ แต่สำหรับวัฒนธรรมสมัยก่อนแล้ว ชายวัย 40-60 นี่ถือว่าเป็นวัยพีค คือวัยที่จะต้องประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะด้านฐานะและการงาน หรือถ้าเป็นนักรบก็ถือเป็นวัยที่แข็งแกร่งที่สุด คือเรียกว่าใครจะราศีจับมีบารมี ก็คือต้องเป็นวัยนี้

ถ้าลองมาดูพระเอกหน้าหล่อของไทยวัย 57 ปี อย่างแซม ยุรนันท์ แก่กว่า Keanu Reeves 2 ปี แต่หน้าหนุ่มใสกว่าชนิดเทียบกันไม่ติด

แซมปัจจุบัน

ปกติคนไทยอายุ 50 ขึ้นนี่ก็ต้องมีรอยย่น มีผมหงอกเป็นธรรมดา แต่พอดีว่าแซมเป็นประเภทคนหล่อแก่ยาก ซึ่งสำหรับคนไทยถ้าดูแลตัวเองดีๆ ก็จะได้เปรียบในเรื่องนี้

ส่วนหญิงไทยสมัยก่อน อายุ 30 นี่คือต้องมีเผละ มีหย่อนยานกันตามวัย แล้วก็มีลูกโตกันหลายคนแล้ว แต่ปัจจุบันหญิงยุคใหม่มีลูกช้า แล้วก็ทำตัวเป็นวัยรุ่นกันอยู่ ดูแลรูปร่างกันดี เลยทำให้สาวใสหุ่นเป๊ะ

อั้ม พัชราภา ปัจจุบันอายุ 41 แล้ว แต่ดูราวกับ 28-29 ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างมาก

นี่ก็สวยยาวๆ ไอซ์ อภิษฎา อายุ 34 แต่ยังเป๊ะ

วิเคราะห์: The Platform (2020): หนังคุกหลุมลึกแนวตั้งแสดงความเหลื่อมล้ำของระบบทุนนิยม

[ Spoil | อธิบายเล่าเรื่อง ]

หนังที่แฝงปรัชญาการเมืองระบอบทุนนิยม สอดแทรกความเชื่อที่แตกต่าง ความเหลื่อมล้ำของชนชั้น

แสดงความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ โดยใช้คุกหลุมลึกกว่า 333 ชั้น เป็นตัวดำเนินเรื่อง น่าสนใจ

ในเรื่องจะบอกโลกนี้มีคนอยู่แค่ 3 แบบ คนที่อยู่ข้างบน คนที่อยู่ข้างล่าง กับคนที่ร่วง

คุณจะอยู่เฉยๆมองดูระบบ จะเป็นผู้กอบโกยทำร้ายคนอื่น จะทุกข์ทรมานกับมัน หรือจะสร้างความเปลี่ยนแปลงกันล่ะ? 

เป็นหนังสไตล์ดูแปลกใหม่ ชวนสงสัยแถมแฝงข้อคิดได้ดี ชอบมาก เสียแต่จบแบบปลายเปิด ไปคิดต่อเองเอง ส่วนตัวให้ 8.5/10 

ส่วนตัวเปรียบเทียบได้ว่าคุกนี้คือ World of Capitalism 

สารสำคัญของเรื่องนี้คือ “ถ้าเราเอาไปหมด จะไม่เหลืออะไรให้ลูกหลานเราเลย”

โรงครัว = พระเจ้าที่จัดสรรทรัพยากรให้แก่โลก ผู้ซึ่งไม่แบ่งเชื้อชาติ ส่งอาหารให้แก่ผู้คนบนโลก (ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คุกนี้ = โลก/ ประเทศชาติ
ระบบของคุก = ผู้มีอำนาจ/ รัฐบาล
คนชั้นบน = นายทุน/ เจ้าสัว/ ผู้ประกอบการรายใหญ่
อาหารที่ส่งลงมา = ทรัพยากร/ เงินภาษีที่เอื้อประโยชน์กับคนชั้นบน
เด็ก = อนาคตของชาติและโลก
พระเอก = พระเยซู/ ผู้ส่งสาร
คนที่ขี้ใส่อาหาร เหยียบย่ำ สวาปาม = มนุษย์ผู้ละโมบและทำลายทรัพยากรธรรมชาติ

รูปแบบการทำงานของคุก

ในคุกนี้มี 333 ชั้น มีคนคุกอยู่ชั้นละ 2 คน เท่ากับมีคนในคุกอยู่ถึง 666 คน ซึ่งเป็นเลขซาตาน ชั้น 0 คือชั้นที่ปล่อยอาหารดีๆลงมา ให้ชั้นล่างทานเรื่อยๆ เมื่อลงไปถึงชั้น 333 จะดีดกลับขึ้นมา จะเห็นได้ว่า ต่ำกว่าชั้น 132 ก็ไม่มีอะไรให้กินแล้ว คนจึงฆ่ากันเองเพื่อนการอยู่รอด ชั้นไหนที่มีคนตาย อาหารจะผ่านไปโดยไม่หยุด ในคุกจะสามารถเลือกของเข้ามาได้ 1 อย่าง อะไรก็ได้ คนในคุกสามารถเลือกอาหารที่ชอบได้ 1 อย่าง และถ้าโชคดีมันจะถูกเสริฟ์ลงมาจะได้ทานไหมอีกเรื่องทุกๆ 1 เดือน ทุกคนจะถูกวางยาสลบถูกและย้ายชั้น 

ถ้าสังเกต พระเอกจะมีหน้าคล้ายพระเยซูมาก เขาพกนิยายชื่อ Don Quixote อัศวินนักฝัน เข้ามาอ่านในคุก

“ดอน กิโฆเต คือตัวแทนของ (HOPE) ผู้ที่มีฝันและพลังแห่งจินตนาการ เป็นตัวแทนของผู้ที่มีศรัทธาในตัวเอง มีศรัทธาในการมีชีวิตอยู่ มองโลกในมุมที่อยากมอง มองโลกด้วยจินตนาการเพื่อเลือกมองข้ามในสิ่งที่ดูต้อยต่ำ แต่ใช้จินตนาการผลักดันให้ทุกสิ่งทุกอย่างน่ามองไปหมด ทั้งการมองตัวเองในมุมบวก มองเพื่อนร่วมโลกอย่างให้เกียรติ และไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออุปสรรคใดในชีวิตแม้จะเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดสำหรับตัวเองก็ตาม” 

“ปลาใหญ่กินปลาเล็กเป็นเรื่องปกติ?”

Thimagasi ผู้ถือมีด (ตอนอยู่ที่ชั้น 48) คือตัวแทนของมนุษย์ ความเห็นแก่ตัว “จะทำดีกับคนข้างล่างไปทำไม ขนาดคนข้างบนยังไม่เห็นหัวเราเลย” ทำให้เราต้องมานั่งคิดว่า “เขาแย่กับเรา เราต้องแย่กับคนอื่นต่อไหม?” แล้วถ้าวันนึงเราอยู่ชั้นล่างกว่าเขาล่ะ? เขาก็จะทำแบบเดียวกับที่เราทำ วนลูปไม่รู้จบ

“ถ้าคุณรู้ว่าจะต้องตาย คุณจะยอมฆ่าคนอื่นเพื่อเอาชีวิตรอดไหม?” 

“มิตรภาพเสื่อม ความเชื่อใจเสื่อม ก่อให้เกิดความขัดแย้งและอาชญากรรม”

เมื่อตกลงไปชั้นที่ 171 ที่อาหารเหลือมาไม่ถึง Baharat จับพระเอกมัด บอกจะค่อยๆขูดเลือดเนื้อไปกิน แต่จะไม่ทำให้ตาย สุดท้ายพระเอกก็โกรธแค้นฆ่าและกินเนื้อเขา 
ในเรื่องสื่อว่า คนดีก็เปลี่ยนเป็นปีศาจได้ พระเอกเดิมเป็นคนดี เห็นใจทุกคน แคร์ทุกคน เริ่มเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม ตามแต่ละชั้นและผู้คนที่เจอ” Baharat เองก็ไม่ได้ผิดอะไร เขาเองก็ไม่อยากทำ แต่ชะตาถูกบีบให้ต้องทำ “สุดท้ายเมื่อถึงตาจน เราไม่ต่างกันเลย ถ้าเราไม่ทำร้ายเขา เขาก็ทำร้ายเราอยู่ดี “ถ้าเราไม่กอบโกยไป คนชั้นล่างก็กอบโกยไปแทน ไม่เหลือให้ชั้นสุดท้ายอยู่ดี แล้วทำไมเราจะไม่เก็บมันไว้เองล่ะ?”

“นับถือพระเจ้าองค์เดียวกันไหม ระบอบการเมืองเดียวกันไหม?”  

“คุณจะฉวยโอกาส หรือจะช่วยผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ?”

สาวญี่ปุ่นตัวที่ตามหาลูกเพียงลำพัง ยอมเสี่ยงลงไปข้างล่าง ฆ่าทุกคนที่จะเข้ามาทำร้ายตัวเอง เสี่ยงทั้งโดนข่มขืนและถูกฆ่าไปกิน 
แต่ก็ไม่เจอลูกซักที เพราะที่ผ่านมาลูกคงอยู่ชั้นที่เหนือกว่าตัวเองทุกครั้ง

“จิตสำนึกต่อสังคม? อะไรที่เสียผลประโยชน์ พวกเขาไม่ทำกันหรอก”

Imoguiri คือ หญิงที่เคยทำงานให้คุก รู้ระบบดี ทำงานมากว่า 25 ปี เมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็งเต้านม ก็อาสาลงมาพยายามเปลี่ยนแปลงระบบ พยายามพูดว่าให้เหลืออาหาร 2 จาน สำหรับคนชั้นล่างไปเรื่อยๆ พูดปากเปียกปากแฉะ 15 วันแล้วก็ไม่เป็นผล จนพระเอกต้องใช้วิธีบังคับรุนแรง ถ้าไม่ทำตามจะขี้ใส่อาหาร คนกลับยอมทำตามและได้ผลดี เธอสูญเสียความหวังแล้วว่าคนจะทำตามแบบสันติ สุดท้ายเธอก็ฆ่าตัวตาย

ความลับของด้านบน 

แม้เธอจะทำงานบนหลุมมาถึง 25 ปี เธอกลับรู้แค่ว่า มี 200 ชั้น และคิดว่าระบบนั้นเพอร์เฟ็ค ไม่มีทางมีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีอยู่ในคุกได้
การที่พระเอกพบเจอเด็กและส่งเด็กกลับขึ้นไปก็เป็นสารที่สื่อได้ว่า ต่อให้คิดว่าระบบดี และเข้มงวดแค่ไหน ก็มีความผิดพลาดได้

“ทรัพยากรจะมีเพียงพอ ถ้าทุกคนใช้ไปเท่าที่พอใช้”  

ถ้านายทุนหรือคนข้างบนรู้จักแบ่งปันให้คนข้างล่างบ้าง ทุกคนจะรอด อาหารมีให้ทุกวัน แต่ถ้าทุกคนโลภกอบโกยเกินความจำเป็น จะต้องมีคนที่ตาย

“ต่อให้รวยแค่ไหน ก็หลีกหนีระบบทุนนิยมไม่ได้” คุณต้องอยู่ใต้อำนาจของรัฐบาล และนายทุนที่เหนือกว่า 
 

เมื่อตื่นมาคราวนี้ พระเอกกับชายผิวดำชื่อ Bahamat ได้อยู่ชั้น 6

Baharat ผู้เชื่อในพระเจ้า ดีใจมาก พยายามปีนขึ้นไปชั้นบนสุด เข้าใกล้พระเจ้ามากที่สุด แต่ก็ถูกคนคอยขัดแข้งขัดขาอยู่ดี
พระเจ้าช่วยพวกเราในคุกไม่ได้ ต่อให้พวกเขาร่ำรวยแค่ไหน “ไม่มีใครอยากเห็นคุณขึ้นไปได้ดีกว่า”

“I cannot do this alone.” จะเปลี่ยนแปลงได้ ก็ต้องร่วมมือกันทำ

เมื่อชายผิวดำตกลงกับพระเอก จัดสรรแบ่งอาหารให้เพียงพอกับทุกคนโดยเริ่มลงไปจากชั้น 6 มีทั้งคนที่เชื่อฟังและไม่เชื่อฟัง สุดท้ายพูดดีๆไม่เข้าใจก็ต้องใช้ไม้หนัก

“เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้ เมื่อทรัพยากรไม่มี ต่อให้มีเงิน ก็ซื้อไม่ได้” 

“ยอมเสียสละเพื่ออนาคต”

ชายผิวดำยอมให้เค้กก้อนสุดท้ายแก่เด็กที่อยู่ชั้นท้ายสุด ทั้งๆที่สำคัญกับเขามาก และเค้กนั่นคือสิ่งที่เขาปกป้องมาตลอดด้วยชีวิต

สุดท้ายเมื่อถึงชั้นล่างสุด พระเอกกลับไม่ขึ้นไปด้วย

“สารไม่ต้องการผู้ส่งสารหรอก” = อายุของเราอยู่ไม่ถึงหรอก มันเป็นเรื่องของอนาคต 

ไม่รู้หรอกว่าเมื่อเด็กไปถึงข้างบนแล้วจะเป็นยังไงต่อไป เพราะมันเป็นเรื่องของอนาคต
ผู้ส่งสารแค่อยากบอกว่า เรายังมีความหวังอยู่ ว่าลูกหลานในอนาคตของเราจะรอด

“ถ้าเราเอาแต่ take จะไม่หลงเหลืออะไรให้แก่ลูกหลานในอนาคตเลย”

หากหนังเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ Covid-19

“ทรัพยากรจะมีเพียงพอ ถ้าทุกคนใช้ไปเท่าที่พอใช้” ทั้งหน้ากาก ทั้งอาหาร ทั้งเจล ที่มีปัญหาว่าไม่เพียงพอต่อคนที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ เมื่อเศรษฐกิจมีปัญหา หลายคนก็พร้อมที่จะหลอกคนอื่น พร้อมขูดเลือดขูดเนื้อคนอื่นทันทีเพื่อให้ตัวเองรอด ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จักหรือเป็นเพื่อนกันแล้วก็ตาม มีทั้งคนที่กังวลเกินเหตุ ชิงฆ่าตัวตายเพราะคิดว่าตนจะติดเชื้อ หรือคนที่ธุรกิจล่มมีหนี้สินจนต้องฆ่าตัวตาย ถ้าในหนังก็คือพอรู้ว่าได้อยู่ชั้นล่างก็โดดลงมาทันที บางคนแค่อยู่ชั้นกลางๆ ยังไม่ชั้นล่างก็ชิงโดดก่อนแล้ว 

พระเอกคือตัวคุณ และลูกๆคืออนาคตของคุณค่ะ ขอให้เชื่อมั่นและมีความหวังต่อไป

“สุดท้ายนี้ขอให้คุณยังมีความหวัง แม้ในช่วงที่ลำบากที่สุดในชีวิตนะคะ สู้ๆค่ะ” 

C. pantip : WingTip

วาทกรรม “โมฆะ” เป็นแค่การสร้างความป่วน [วิกฤต COVID กับบอลพรีเมียร์]

ช่วงที่ไม่มีบอลแข่งนี่บรรดาสื่อก็พยามนำเสนอเรื่องที่เป็นข้อถกเถียง ล่าสุดทางพรีเมียร์ลีกจึงขอให้ทางสโมสรต่างๆ งดออกมาแสดงความเห็นต่อสื่อมวลชนเรื่อง “โมฆะ”

เนื่องจากพรีเมียร์ลีกได้มีมติแล้วว่าต้องแข่งต่อให้จบ และจากเดิมที่รอพิจารณาแข่งหลังสิ้นเดือนเมษายนนั้น เวลานี้ได้มีกำหนดออกมาว่าอาจจะเริ่มแข่งต่อในเดือนกรกฎาคม

ที่จริงแล้วทางพรีเมียร์ดูจะไม่สนใจว่าจะต้องรีบมาแข่งต่อให้จบ แต่ปัญหามันมีอยู่ที่ว่า UEFA เหมือนจะไม่ตระหนักเพียงพอ จึงคิดว่าจะต้องมีการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ให้ทันเวลา เลยมาบีบให้ทางฟุตบอลลีกประเทศต่างๆ ต้องจบภายในสิ้นเดือนมิถุนายน

ตรงนี้ดูเหมือนว่า UEFA จะไม่เข้าใจสถานการณ์ว่าฤดูกาลใหม่มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพราะยุโรปเกิดวิกฤตหนักเวลานี้ คนติดเชื้อโควิดเป็นเบือ แต่ทาง UEFA ก็มาบีบว่าแต่ละประเทศต้องจบและส่งรายชื่อทีมที่เข้าเล่นฤดูกาลหน้าได้ทันเวลา

ยูเวนตุสมีการงดจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะ 4 เดือนในขณะที่พักแข่ง นี่ก็น่าจะช่วยป้องกันสโมสรไม่ให้เจ๊ง ซึ่งสำหรับค่าเหนื่อยนักบอลใน 5 ลีกใหญ่ หยุดรับเงินไปปีนึงยังไม่สะเทือนชีวิตเลย ตรงนี้คงจะเป็นแนวทางที่สโมสรอื่นเอาไปใช้ คืองดจ่ายค่าเหนื่อยหรืออาจลดค่าเหนื่อยลงก็ได้

ก่อนหน้านี้ที่กูรูสายปืนใหญ่ได้ออกมาสนับสนุนให้ลีกโมฆะ รวมถึงริโอ เฟอร์ดินานด์ด้วย ทางด้านสตีฟ นิโคล กูรูสายหงส์แดงจึงออกมาแย้งผ่าน ESPN ว่า

“ทำไมต้องยกเลิก ? สิ่งที่เขาพูดมันคือเรื่องความปลอดภัยของนักเตะใช่ไหม”

“ก็เวลานี้นักบอลก็ไม่ได้มีซ้อม ไม่มีการรวมตัวกัน แล้วพอถึงเวลาที่จะกลับมาแข่งต่อ ตอนนั้นก็จะไม่มีความเสี่ยงแล้วสำหรับนักเตะ”

“นี่ถ้าบอลพึ่งแข่งไป 10 นัด ผมคงไม่มีปัญหาถ้าจะให้โมฆะ แต่ความจริงมันคือเหลืออีกแค่ 10 นัดเท่านั้น”

“ปกติพวกทีมท็อปเขาก็แข่งวันเสาร์ วันพุธ วันเสาร์กันได้เลย แล้วถ้าจะใช้เวลา 3 ถึง 4 สัปดาห์แข่งที่เหลือให้จบมันจะมีปัญหาอะไร”

. . .

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

(COVID-19) “อิตาลี-สเปน” สาหัส “อเมริกา” สากรรจ์ / และมโนผิดๆเกี่ยวกับเอเชีย

คนไทยเราบางคนชอบยกย่องภูมิปัญญาหรือความคิดคนตะวันตก อะไรๆก็จะชอบบอกให้ดูตัวอย่างอเมริกาสิ เขาทำแบบนั้น ดูที่ยุโรปสิเขาทำแบบนี้

มันก็มีเรื่องที่น่าศึกษาน่าเลียนแบบ อย่างเช่นการสร้างหนัง เทคนิคทำซีจี อะไรแบบนี้สิครับที่เราน่าพัฒนา ทำไมเราทำไม่ได้อย่างเขาซักที ?

แต่อีกหลายเรื่องก็ไม่น่าจะไปเลียนแบบเอาเยี่ยงอย่าง

ยกตัวอย่างบางค่านิยมที่ผมพบเจอคนพูดกันบ่อยคือเรื่อง “แมสปิดจมูก” เห็นเยอะเลยกับความคิดที่ว่า -ใส่แมสเฉพาะคนที่ป่วย คนที่ไม่ป่วยก็ไม่ต้องใส่-  หรือความคิดที่ว่า -แมสเก็บไว้ให้บุคลากรทางการแพทย์เถอะ หรือคนที่เขาจำเป็นต้องใช้-

ไอ้ตัวอย่างตรงนี้เรื่องนึงหละครับ เป็นแนวคิดที่ไม่ควรเอามาทำตามหรือยกมาเป็นเยี่ยงอย่าง  เพราะตามจริงใครที่จำเป็นต้องใช้ครับ ? ก็คือคนที่ออกจากบ้านนั่นแหละที่ต้องใช้

เวลานี้บ้านเราในช่วงพรก.ฉุกเฉิน ใครไม่ปิดแมส เซเว่นไม่ให้เข้า เคอร์รี่ไม่ให้เข้า นี่ก็คือการให้ความร่วมมือของภาคประชาชน

< อยากจะพูดไปถึงระบอบการปกครองและระบบเศรษฐกิจด้วยว่า มีแนวโน้มจะล่มสลายหรือไม่ แต่ละไว้เป็นกระทู้อื่นละกันเดี๋ยวเยอะไป >

สถิติที่เห็นในภาพนี่ มีฝรั่งมีคนตะวันตกจำนวนมากครับ ที่เขาไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่ายุโรปและอเมริกาจะโดนหนักกว่าเอเชีย เขาเชื่อว่าประเทศอย่างไทย, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, เกาหลี และโดยเฉพาะจีน มีการโกหกปกปิดข้อมูลต่อชาวโลก (มโนคล้ายชาวโซเชียลในบ้านเราเลยนะครับ ^^) หรือตกการสำรวจเพราะบ้านเมืองด้อยพัฒนา

ฝรั่งส่วนมากเป็นคนที่ไม่มีความรู้รอบตัว จะมโนว่าเอเชียเป็นเมืองล้าหลัง ไร้การศึกษา เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน “ป่านนี้คงนอนตายกันเกลื่อนถนน แต่ตกสำรวจ หรือรัฐปิดข่าว”  

ถ้าถามคนไทยว่า ลองมองไปรอบตัว ดูรอบบ้าน ดูตามถนนหนทาง มันเป็นแบบที่เขามโนมั้ยครับ ? มีคนล้มตายเกลื่อนกลาดตามท้องถนนมั้ย ? การแพทย์เราไม่เจริญมั้ย ?

(มีฝรั่งส่วนน้อยที่จะมีความรอบรู้ตรงนี้ว่า การแพทย์บ้านเราก็ก้าวหน้าปกติเหมือนที่อื่น และค่าใช้จ่ายไม่สูงด้วย คนเหล่านี้เลยชอบเดินทางมารักษาที่เมืองไทย)

*การตกสำรวจยอดคนติดเชื้อ เป็นเรื่องปกติของทุกประเทศ เพราะไม่ใช่ว่าคนติดเชื้อทุกคนจะได้ไปเข้าตรวจ ส่วนยอดคนเสียชีวิต อันนี้ไม่ค่อยตกสำรวจ มีโอกาสคลาดเคลื่อนน้อย เพราะการแพทย์ทุกประเทศจะมีบันทึกสาเหตุการตาย*

แล้วก็ยังมีคนอีกจำนวนมากครับ ที่เขลาถึงขั้นเหยียดเชื้อชาติ มโนดูถูกคนเอเชีย คนไทยอย่างคุณๆนี่แหละครับ ว่าเถื่อนถ่อยด้อยพัฒนา กินงูกินหนู กินค้างคาวกินแมลง (ทีแบร์ กริลส์ กินทุกอย่างพวกเขาไม่เห็นเหยียดชาติตัวเอง ^^)


(ภาพแซวๆ จากเรื่อง Iron Fist) ตอนนี้มีคนตะวันตกบางคนเรียกคนเอเชียว่า “พวกโคโรน่า”

พูดถึงการมโน คนไทยเราเองก็เหมือนกันครับ เวลานึกถึงประเทศที่ประชากรจนกว่าหรือวัฒนธรรมแตกต่างจากเรา อย่างถ้าพูดถึงโซมาเลีย, เซเนกัล, เอธิโอเปีย, อินเดีย, ปากีสถาน, ศรีลังกา ฯลฯ  เราจะมโนว่า ไร้การศึกษา ฆ่ากันง่ายๆไม่ติดคุก มีการข่มขืนกันก็ไม่กล้าไปแจ้งความ กฎหมายดูแลไม่ได้ การแพทย์ไม่เจริญ มีคนป่วยโรคระบาดก็ตกสำรวจ อะไรแบบนี้

แต่ในความจริงแล้ว ประเทศเหล่านี้ด้านความรู้ของประชากรก็เหมือนเรา เหมือนยุโรป-อเมริกา คือคนส่วนน้อยที่มีความรู้รอบตัว มีตรรกะเหตุผล และคนส่วนมากก็ไม่มีความรู้ เป็นคนไม่ค่อยมีความคิดความอ่าน

ทั้งที่ส่วนมากผ่านการเรียนในโรงเรียน แต่ไม่ช่วยให้มีความรู้หรือคุณภาพ (เป็นธรรมดาของทุกประเทศ ว่าระบบการศึกษาไม่ได้ช่วยพัฒนาคน มันอยู่ที่คุณภาพของแต่ละบุคคลเอง)

ด้านการแพทย์ เขาก็มีสถาบันการศึกษาตามหลักสูตรสากล มีคณะแพทย์ มีหมอเยอะแยะ แต่ในเรื่องโรงพยาบาล เรื่องความพร้อมในการแพทย์ แต่ละประเทศมันไม่เท่ากัน แล้วไม่เกี่ยวกับว่าประเทศพัฒนาหรือไม่พัฒนา แต่อยู่ที่การจัดการบ้านเมือง (อย่างอิตาลี ยุโรปแท้ๆ สังคมศิวิไลซ์ แต่กลายเป็นว่าการแพทย์ไม่ดี ไม่สามารถรองรับประชาชนอย่างทั่วถึง)

ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ก็เหมือนบ้านเรา เหมือนยุโรปและอเมริกา คือคุมได้บางส่วน คุมไม่ได้บางส่วน มีเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำตามระเบียบ และมีประเภทที่ทำตัวนอกระเบียบ ก็เหมือนๆกันทุกประเทศ

เอธิโอเปีย
โซมาเลีย

อย่าไปมโนว่าประเทศที่ล้าหลังด้านวัตถุและเทคโนโลยี เขาจะไร้ขื่อไร้แป ในสื่อของตะวันตกอาจมีการโฆษณาชวนเชื่อ มีรายการถ่ายทอดภาพจากในศาล มีคลิปโปรโมทออกมาเยอะแยะสร้างภาพให้ดูว่าเขามีอารยะ มีกฎหมายและการปกครองที่เชื่อถือได้ แต่โลกความจริงก็ไม่แตกต่างจากประเทศอื่น

ในความเป็นจริง มันเป็นเรื่องธรรมดาที่อเมริกาและยุโรป หรือประเทศที่พัฒนาอย่างญี่ปุ่น, สิงคโปร์
– รัฐบาลก็จำเป็นต้องมีเรื่องบางเรื่องที่ปกปิดข้อมูล เป็นความลับในการบริหาร
– มีคนในรัฐบาลที่คอรัปชั่น ทั้งแบบจับผิดได้และจับผิดไม่ได้
– กระบวนการยุติธรรมคุ้มครองได้ แต่ไม่ทั้งหมด มีอภิสิทธิ์ชนเหนือกฎหมายเหมือนกัน
– ศาลก็มีทั้งยุติธรรมและไม่ยุติธรรม
– มีอาชญากรลอยนวล มีโจรผู้ร้ายมากมาย
– คนที่ถูกข่มขืนก็มีทั้งกล้าแจ้งความ ไม่กล้าแจ้งความ มีการตัดสินที่ถูกต้องและผิดพลาด

ผมเคยค้นหาพวกข้อมูลมูลนิธิคุ้มครองสิทธิ์แต่ละประเทศ มันก็จะเจอปัญหาเหมือนๆกันทุกประเทศ ในประเทศจนๆไม่เจริญด้านวัตถุเขาก็มีองค์กรเหล่านี้ดูแลเหมือนกัน

ทีนี้ไปดูล่างตารางกันบ้าง  

ประเทศเหล่านี้ไม่ใช่ตกสำรวจอะไรหรอกครับ แค่เป็นประเทศเล็กๆ บริหารง่าย คุมคนง่าย และบางประเทศก็คนไม่สนใจเดินทางเข้าออกเนื่องจากความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองในประเทศ

C. pantip : ตา o

ตรรกะวิบัติ : “บอลแข่งต่อไม่ได้เลยต้องโมฆะ” [สถานการณ์ COVID]

ทำไมพวกเขาถึงอยากให้ยกเลิกฤดูกาล ?

ในขณะที่ทางสมาคมฯ ได้มีมติออกมาแล้วว่าต้องแข่งให้จบฤดูกาล โดยเลื่อนออกไปก่อน อย่างน้อย 30 เมษายน จึงค่อยมาดูอีกทีว่าแข่งได้แล้วหรือไม่

แต่มันก็มีพวกสื่อพวกนักวิจารณ์ที่พยามเขย่า พยามปั่นกระแสให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

“ริโอ เฟอร์ดินานด์, พอล เมอร์สัน, อลัน เชียร์เรอร์” ออกมาบอกว่า ควรโมฆะลีก

ทางด้าน “แกรี่ เนวิลล์” ก็พูดจาเหมือนรวนๆอยู่ไม่นิ่ง โดยบอกว่าแข่งแบบไม่มีคนดูมันไม่เวิร์ค

แต่อีกฝ่ายก็มีอย่าง “มาร์ติน คีโอน” บอกว่าควรรอไปก่อนแล้วค่อยแข่งให้จบ (เป็นกองหนุนปืนใหญ่ที่เห็นต่างกับคนอื่น)

สื่อบางคนก็มาแสดงตัวว่าคิดเรื่องจริยธรรมคุณธรรมมากกว่าฟุตบอล แล้วก็ให้เหตุผลว่า ในเมื่อมันแข่งต่อไม่ได้ก็ควรจะยุติไป ???

“เดวิด ออร์นสตีน” นักข่าวกองหนุนอาร์เซนอล มีการตำหนิทางสมาคมฯ อ้างว่าอย่าสนใจเรื่องรายได้และการขาดทุน โดยออร์นสตีนได้รวมหัวกับประธานสโมสรจากหลายทีมที่ต้องการให้โมฆะ ทางสมาคมก็ทนแรงกดดันไม่ไหวจึงเตรียมที่จะประชุมกันใหม่

ฝ่ายโมฆะมีการอ้างว่า เมื่อขณะนี้ไม่สามารถแข่งต่อได้ก็ต้องยกเลิกลีกไป กอปรกับในอังกฤษเจอวิกฤต COVID หนักขึ้นกระทั่งนายกรัฐมนตรีก็ติดเชื้อ ทำให้ผู้คนตื่นกลัวดับเบิ้ลเข้าไปอีก

สำหรับคนที่รู้จักใช้สติ คิดอย่างมีเหตุผลก็จะเข้าใจว่า ถ้าแข่งต่อไม่ได้มันก็แค่พักเบรคไว้ก่อน ไม่ต้องรีบแข่ง อย่างที่สื่อหรือกูรูหลายคนในบ้านเรานำเสนอกัน

คือต้องเข้าใจว่า ปกติแล้วฝรั่งเป็นกลุ่มคนที่ตรรกะไม่ค่อยดีนัก แต่ในเรื่องที่บ้านเมืองเขาพัฒนาได้นั้นมีสาเหตุมาจากว่า พวกเขามีรูปร่างใหญ่ รบเก่ง และเป็นจังหวะที่ยุคหนึ่งได้คิดค้นผลิตอาวุธปืนมาได้ เลยมีการล่าอาณานิคมและรบชนะไปทั่ว (โดยมีบริษัทชาวยิวบัญชาการชักใยอยู่เบื้องหลัง)

จนทำให้ร่ำรวยเป็นยักษ์ใหญ่ นั่นแหละจึงเริ่มพัฒนาประเทศก้าวหน้าตั้งแต่ยุคนั้นมา แต่ในด้านสมองหรือสติปัญญา ฝรั่งเองไม่ได้ฉลาดไปกว่าคนเอเชียหรือคนไทยนะ ใครที่คลุกคลีหรือคบค้าสมาคมกับฝรั่งคงจะรู้ นอกจากนี้ผมก็ติดตามพวกเว็บบอร์ดและโลกโซเชียลของฝรั่งมานานพอควร

อย่างที่บอกว่ากูรูบ้านเราบางทียังวิเคราะห์วิจารณ์ได้ดีกว่า นอกจากฟุตบอลแล้วก็รวมถึงเรื่องการเมืองด้วย คือฝรั่งเขาจะใช้เหตุผลทางอารมณ์มากกว่าเหตุผลในเชิงตรรกะ หรือความสมเหตุสมผล

อย่างในเรื่องการใส่หน้ากากอนามัย ฝรั่งส่วนมากมีความคิดตลกๆว่า “หน้ากากอนามัย ใส่เฉพาะคนป่วย คนที่ไม่ป่วยไม่ต้องใส่” อันนี้เป็นตรรกะที่เพี้ยนมาก (คือเขาคิดไม่ได้อย่างเราว่ามันไม่ใช่แค่เพื่อป้องกันเราแพร่เชื้อ แต่เพื่อป้องกันเราติดเชื้อด้วย) แล้วก็ยังมีความดื้อเรื่องการใช้ชีวิตอีกหลายอย่างที่ประมาท ด้วยเหตุนี้อเมริกาและยุโรปจึงเจอวิกฤตหนัก

แน่นอนว่า COVID มันเป็นปัญหาใหญ่ของโลกที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน นายกรัฐมนตรีบอริสก็ติดเชื้อ ระดับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ก็ยังติดเชื้อ เวลานี้มันจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ร้ายแรงสำหรับอังกฤษและยุโรป มากกว่าแถบบ้านเราหลายเท่า นั่นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าฟุตบอลมันไม่สามารถแข่งต่อได้

แต่ต้องถามว่า แล้วมันมีอะไรมาจี้ก้นรนคอไหม ว่าจะต้องรีบปิดจบฤดูกาล ?

หรือต้องยุติไปเลย เพื่ออะไร ? เพราะกลัวว่ามันจะไปชนกับฤดูกาลหน้าหรือ ?

แข่งต่อไม่ได้ก็พักไว้ก่อน แค่นั้นเอง แล้วจะเดือนไหน หรือจะปีหน้า พอทุกอย่างเรียบร้อยก็ค่อยกลับมาแข่งต่อนัดที่เหลือ ไม่มีอะไรเสียหาย

ก็มัวแต่คิดวนๆว่า “แข่งต่อไม่ได้ต้องโมฆะ” ! “แข่งต่อไม่ได้ต้องยุติลีก” นี่คือความคิดแบบไร้เหตุผลและพายวนอยู่ในอ่าง มันเหมือนมีอะไรมาครอบกั้นไว้ไม่ให้เข้าใจ

ส่วนการพักเบรคก็ให้นักบอลกักตัว และทำเหมือนบริษัททั่วไป คือลดค่าจ้าง 50% แบบที่มีสื่ออังกฤษเสนอ ข้อนี้ถูกแล้ว เพราะถ้าไม่มีแข่งแต่ต้องจ่ายค่าเหนื่อย สโมสรก็เจ๊งกันหมดกระทั่งทีมรวยๆ

สื่ออย่างเดวิด ออร์นสตีน เผยว่าประธานสโมสรหลายเจ้าบอกว่าควรโมฆะลีก โดยบอกว่าต้องสนชีวิตมนุษย์ก่อน มากกว่าสนที่ลิเวอร์พูลจะได้แชมป์

ตรงนี้ถึงจะอ้างจริยธรรมก็ตามแต่ แต่มันบ่งบอกถึงปมในใจว่า ฤดูกาลนี้พวกเขาไม่พอใจกับผลงานของทีมตัวเอง แล้วมาโบ้ยว่ามีแต่ลิเวอร์พูลเท่านั้นที่คิดแต่เรื่องจะเอาแชมป์อย่างเดียว

แต่ที่จริงแล้วฤดูกาลนี้ถ้านับดูทีมที่พอใจผลงานก็มี เชฟฟิลด์ยูไนเต็ด , วูล์ฟแฮมตัน, เลสเตอร์ ที่ทำผลงานได้สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ และยังมีทีมที่จะขึ้นชั้นจากแชมเปี้ยนชิพอีก

แต่ทีมที่ผิดหวังกับผลงานแน่นอนคือ

  • “แมนซิตี้” ไม่พอใจแน่นอนที่แพ้หลายนัด และอยู่ใต้ล่างลิเวอร์พูลถึง 25 แต้ม
  • “เชลซี” ที่แพ้เยอะมาก และยังแพ้แมนยูเหย้าเยือน มีโดนถล่มถึง 4-0 ด้วย
  • “สเปอร์ส” เปลี่ยนผู้จัดการทีมใหม่ก็เละเหมือนเดิม ขณะนี้อยู่อันดับ 8
  • “อาร์เซนอล” เปลี่ยนผู้จัดการทีมก็ยังเละ แต้มต่ำมาก อยู่อันดับ 9 แถมผู้จัดการทีมมาติดเชื้อ COVID อีก (บรรดากองหนุนเลยกลัวว่าผลงานจะแย่กว่าเดิม หมดลุ้นไปถ้วยยุโรป)
  • “แมนยู” เชื่อว่าทางผู้บริหารและกุนซือพอใจในผลงาน แม้แต่เอ็ด วูดเวิร์ด (ประธานบริหาร) ยังออกมาบอกว่ายังไงก็ควรแข่งให้จบฤดูกาล ถ้ายังแข่งไม่ได้ก็รอไปเรื่อยๆ แต่สำหรับแฟนๆจำนวนไม่น้อย (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด) ที่อยากให้ลีกโมฆะ เพราะไม่พอใจในผลงานของทีมที่ทำแต้มหายหลายนัด และรู้สึกว่าการได้แฟร์นันซ์มาร่วมทีม จะสามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้

ส่วนนอกนั้นคือทีมที่กำลังจะตกชั้น หรือทีมที่ทำแต้มได้ต่ำกว่าที่วางเป้า เหล่านี้แหละจึงเกิดภาวะไร้ตรรกะขึ้นมาในความคิดของบรรดาฝ่ายโมฆะ

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

“ที่นี่เบลารุส” : บอลไม่ต้องหยุดแข่ง รับมือ COVID ได้สบาย

ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดหนักทั่วยุโรปและมีทีท่าจะลามไม่หยุดง่ายๆ ฟุตบอลลีกของแทบทุกประเทศต้องปิดฉากลงโดยปริยาย จะชั่วคราวหรือยกเลิกเลยไว้รอบทสรุปกัน

“แทบทุกประเทศ” ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศ

ยังมีเบลารุสที่หลายคนไม่รู้จัก ทางฝั่งยุโรปตะวันออกที่ห้ำหั่นหวดกันสนั่นไม่มีหยุด ไม่มีเบรกและไม่หวั่นไวรัส

ก่อนหน้านี้ลีกรัสเซียกับตุรกีที่ดันทุรังเตะกันตามปกติ ฝืนกระแสไม่ไหวจนต้องล่าถอยปิดเทอมกันไป เพราะยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

ส่วนเบลารุสไม่ใช่ว่าจะปลอดจากโควิด-19 แต่จำนวนนั้นถือว่าน้อยไม่ถึงร้อยรายและรัฐบาลคาดว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ เลยปล่อยให้กิจกรรมทุกอย่างรันไปตามปกติ

ลีกสูงสุดของเบลารุสที่เรียกว่าเบลารูเชี่ยน พรีเมียร์ ลีก เพิ่งเริ่มเปิดม่านฤดูกาลใหม่ แฟนบอลยังคงเข้ามาชมเช่นเคย แม้จำนวนจะลดลงบ้างตามกระแสโลกที่หวาดกลัวอย่างหนัก

ฟุตบอลประเทศอื่นหยุดหายใจ แต่ที่นั่นต่างออกไป

เรามีสิทธิ์ที่จะตั้งข้อสงสัยว่า รัฐบาลอาจไม่ได้ตรวจตราอย่างละเอียดหรือมีมาตรการรับมือที่ดีพอ บางทีประเทศไกลปืนเที่ยงในความรู้สึกอย่างนี้น่าจะเหมือนแดนสนธยา ยากต่อการเข้าถึง

เพราะหลังจากสหภาพโซเวียตแตก ระบอบคอมมิวนิสต์แยกสลาย มีหลายประเทศแยกตัวออกมา เช่นเดียวกับเบลารุสที่ได้อิสรภาพปกครองตัวเองในปี 1991

จากผ่านร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อย ทางรัสเซียและยูเครนได้เข้ามาช่วยเหลือเรื่องการเลือกตั้งครั้งแรกในประวัติศาสต์เบลารุสเมื่อปี 1994 ก่อนอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก้ จะผงาดเหนือแคนดิเดตอีก 5 คน ด้วยคะแนนท่วมท้นกว่า 45 เปอร์เซนต์

จากนั้นมีเลือกตั้งทุก 5 ปี ลูคาเชนโก้ ยังคงได้รับเสียงโหวตไว้วางใจมาตลอดจนปัจจุบันผงาด 5 สมัยติดต่อกัน จนเบ็ดเสร็จรวมแล้วเกือบ 26 ปีด้วยกัน

หลายคนมองว่าเบลารุสปกครองด้วยเผด็จการ แต่จัดการเลือกตั้งเรื่อยมาตามวาระสมัย ย่อมพอจะบอกว่าไม่ใช่ขวาจัดแบบเต็มตัวนัก มันน่าจะเป็นส่วนผสมระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ท่ามกลางอำนาจที่อยู่ในมือของ ลูคาเชนโก้ ทั้งหมด

อย่างไรก็ตามหาก ลูคาเชนโก้ เป็นผู้นำที่เลวร้าย เห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง กอบโกยเต็มที่กับสมัครพรรคพวก คงโดนประณามหนักและไม่อาจเกาะเก้าอี้ประธานาธิบดีได้เหนียวแน่นเช่นนี้

เขาพัฒนาเบลารุสให้รุดหน้ามาเรื่อยๆ แม้จะเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะล ย่อมเสียเปรียบในเรื่องขนส่งเชิงพาณิชย์ก็ตาม

นอกเหนือจากการทำเหมืองแร่ต่างๆ เพราะใต้ดินเต็มไปด้วยแร่ธาตุชั้นดี จุดแข็งอย่างน่าทึ่งของเบราลุาสคือดิจิตัล

ลูคาเชนโก้ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากจนในมินก์สซึ่งเป็นเมืองหลวงมีประชากร 2 ล้านคน กลายเป็นเมืองแห่งไอทีที่ทันสมัย มีบุคลากรเก่งๆทางด้านนี้มากกว่า 50,000 คน

แอพพิเคชั่นหลายตัวที่เราใช้กันในสมาร์ทโฟนทุกวันนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากเบลารุสนี่แหล่ะ

อีกจุดที่น่าสนใจและอาจเป็นตัวแปรสำคัญทำให้โควิด-19 ไม่ระบาดหนักในเบลารุส เป็นเพราะว่าความเข้มงวดในเรื่องอนุญาตให้ต่างชาติเข้าประเทศ

ยกตัวอย่างถ้าคนไทยอยากไปเบลารุส จะต้องไปขอวีซ่าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ใช้เวลานานประมาณ 3 ชั่วโมงด้วยกัน จากนั้นพิธีการตรวจพาสปอร์ตจะนานมาก

เจ้าหน้าที่จะถามซอกแซกละเอียดยิบ ไม่ว่าจะเป็นใบรับรองจากโรงแรมหรือที่พัก ระยะเวลาจะอยู่ยาวแค่ไหน เดินทางไปไหนบ้างและจำนวนเงินที่จะใช้จ่าย

มีหลายรายที่ต้องถูกกักตัวไว้สอบสวนทีหลังอีก เพราะยังข้องใจในเรื่องของหลักฐาน

แล้วพอมาเกิดไวรัสระบาดดีกรีความเข้มงวดยิ่งทวีเข้าไปอีก จากที่ไม่ปล่อยให้เข้ามาง่ายๆแม้คุณจะมาจากประเทศศิวิไลซ์ใหญ่โตแค่ไหน ก็กลายเป็นว่าปิดประตูปังใส่หน้าไม่ต้อนรับใครทั้งสิ้น

ส่วนการตรวจหาเชื้อก็เน้นแบบเอาให้เยอะไว้ก่อน จากนั้นแยกผู้อยู่ในข่ายสุ่มเสี่ยงไปกันไว้ รอให้ชัดเจนค่อยจัดการในขั้นตอนต่อไป

นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ไล่หาต้นตอของการเกิดโรคด้วย ระบบการทำงานที่เข้มข้นแต่เต็มไปด้วยความชัดเจน ไม่ทับซ้อนกันจนเกิดความวุ่นวาย ทำให้เบลารุสยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างาม

แน่นอนการปล่อยให้ลีกเปิดฉากขึ้นแบบนี้ มันดูเต็มไปด้วยความเสี่ยง โควิด-19 สำแดงให้เห็นความร้ายกาจในการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วแล้ว เบลารุสจึงไม่ควรประมาท ตั้งการ์ดป้องกันอย่างแน่นหนา

แต่อาจเพราะลูคาเชนโก้โปรดปรานเกมลูกหนังมากๆ เมื่อท่านผู้นำมีบัญชาให้หวดกันต่อ ก็ต้องลุยทันทีไม่มีเบรก

แม้จะมีการตั้งคำถามจากสื่อในเรื่องนี้ เมื่อความแพนิคกระจายไปทั่วมุมโลก ทว่าสหพันธ์ฟุตบอลเบลารุสมองว่ายังไม่ถึงขั้นวิกฤตถึงขนาดต้องเบรกทุกกิจกรรมสำคัญที่คอยหล่อเลี้ยงประเทศ

เบลารุสอาจไม่เคยประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เคยผ่านเข้ารอบสุดท้ายทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์คือฟุตบอลโลกหรือยูโร นับตั้งแต่แยกมาเป็นใหญ่เอง

แต่ในศึกยูโร 2020 รอบคัดเลือกพวกเขามีลุ้นตั๋วรอบสุดท้ายเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ เมื่อได้เพลย์ออฟกับจอร์เจีย ซึ่งนั่นปลุกให้ผู้คนในประเทศตื่นตัวกับฟุตบอลมากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ผลงานของบาเต้ บอริซอฟสโมสรชั้นนำของประเทศที่ผูกขาดแชมป์ลีกมา 13 สมัยติดต่อกัน (ก่อนจะเสียให้ดินาโม เบรสต์ปีล่าสุด) และได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็เป็นอีกหนึ่งกระแสเช่นกัน

ด้วยความที่ ลูคาเชนโก้ ท่านผู้นำชื่นชอบเกมลูกหนัง จึงพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เราจึงได้เห็นเรื่องน่าเซอร์ไพรส์ของเบลารุสเรื่อยมา

อย่างปี 2018 ดีเอโก้ มาราโดน่า ได้รับข้อเสนอจากดินาโม เบรสต์ให้มานั่งเก้าอี้แชร์แมนหรือผู้บริหารของสโมสร ด้วยค่าจ้างที่สูงถึง 5 ล้านยูเอสดอลลาร์ต่อปี

ทุกคนรู้ว่า มาราโดน่า ไม่ได้มาช่วยเรื่องการจัดการในทีมหรือวางแผนนโยบายอะไรหรอก แต่มาเพื่อประชาสัมพันธ์มากกว่า เหมือนจุดกระแสให้ลีกเบลารุสเป็นที่รู้จักมากขึ้น

เขาสร้างความฮือฮาให้จริงๆ ทว่าไม่ได้มาจากผลงานอะไรเลย แค่เมาไม่ได้สติแล้วปีนขึ้นไปบนหลังคารถ จากนั้นค่อยๆปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตทีละเม็ด แล้วแดนซ์โชว์ต่อหน้าต่อตาผู้คนที่ผ่านไปมา

นอกจากมาราโดน่าแล้ว เราไม่อาจลืมตำนานระดับประเทศอย่าง อเล็กซานเดอร์ คเล็บ ได้เลย

จะมีนักเตะเบลารุสสักกี่คนที่เคยค้าแข้งกับอาร์เซน่อล แถมประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ ตลอด 3 ปีตั้งแต่ 2005-08 ลงโม่ในทุกรายการไปถึง 130 นัดด้วยกัน แถมยังอยู่ในชุดรองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในปี 2006 ด้วย

จากนั้นได้ย้ายไปบาร์เซโลน่า แม้จะไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่คเล็บ คือบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากๆของประเทศ นำความภาคภูมิใจมาให้ ไม่มีแข้งคนไหนทำได้อย่างนี้แน่

เรื่องที่เบลารุสสามารถยืนหยัดจัดฟุตบอลลีกต่อไปได้ สร้างความประทับให้กับเคล็บเช่นเดียวกัน

เขาบอกไว้เลยว่านับตั้งแต่ตัวเองออกไปค้าแข้งสร้างชื่อเสียงในลีกใหญ่ยุโรป เห็นจะมีครั้งนี้แหล่ะที่ชื่อของเบลารุสยึดพื้นที่สื่อได้อีกครั้ง

เราไม่รู้หรอกว่าลีกเบลารุสจะฝืนโควิด-19 ได้นานแค่ไหน แต่ที่นี่คือตัวอย่างของประเทศเล็กๆทางฝั่งยุโรปตะวันออกที่แทบไม่มีใครรู้จัก กลับสามารถรับมือกับปัญหาใหญ่ระดับโลกได้

บางคนบอกว่าเบลารุสไม่ค่อยมีต่างชาติเดินเข้าออก คงพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาความทันสมัยในเรื่องไอทีที่พัฒนาไม่หยุด มีผู้คนจากฝั่งตะวันตกเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ

ประเด็นคือเราควรชื่นชมการทำงานของรัฐบาลที่จริงจังกับการป้องกันและประกาศให้โลกรู้ว่าในวันที่ฟุตบอลแทบจะหายไป เหลือเพียงที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น

และเราจะต้องจำชื่อเบลารุสกันไปอีกนาน

C. fanpage : Cheerball

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น