แนะนำ YouTuber อยากรวยต้องเลือกทำ 3 ภาษานี้ >

YouTuber ทำแชนแนลดี, สร้างสรรค์, เนื้อหาสนุก, ทำแบบมีสาระ, หรือจะมีคุณภาพในด้านไหนก็ตาม ถ้าคุณทำเป็นช่องภาษาไทย แน่นอนหละว่ามันสามารถสร้างรายได้ แต่ก็ไม่ถึงกับรวยใช่มั้ยครับ (ถ้าคุณไม่ใช่ศิลปิน ค่ายเพลง หรือช่องทีวี)

แต่ถ้าคุณทำแชนแนลภาษาต่างประเทศ 3 ภาษานี้ มีโอกาสรวยครับ สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ สำเนียงต้องชัดเหมือนหรือใกล้เคียงต้นฉบับ

1.) ภาษาอังกฤษ
ปกติฝรั่งจะไม่ค่อยชอบตามคนเอเชีย แต่ก็มีคนจำนวนมากครับที่เขาไม่ค่อยอีโก้ตรงนี้ ไม่อคติเรื่องชาติพันธุ์ แต่เกือบ 100% เรียกว่า 90 กว่า% ครับ จะมีอีโก้ถือสาเรื่องสำเนียง ห้ามพูดไม่ชัดหรือพูดแบบเอเชียเด็ดขาด จะสำเนียงอังกฤษ ออสเตรเลีย หรืออเมริกันก็ได้ จะอเมริกันผิวสีหรือคนขาวก็ได้ แต่ห้ามพูดแบบคนไทยหรือเอเชียเด็ดขาด แชนแนลคุณจะไม่ถูกติดตามแน่นอน

ฉะนั้นเลือกเอาว่าคุณเรียนมาหรือฝึกหัดพูดสำเนียงไหน ให้เลือกมาหนึ่งสำเนียงและใช้ไปตลอด แต่ที่นิยมกว้างขวางคือสำเนียงอเมริกัน (แบบคนขาว)

2.) ภาษาสเปน
ตลาดจะแคบกว่าภาษาอังกฤษ แต่ประชากรแถบลาตินอเมริกา ส่วนมากเขาไม่ค่อยนิยมและไม่เปิดรับภาษาอังกฤษ แม้แต่กีฬาที่เขานิยมกันอย่างฟุตบอล เขาก็ไม่ดูฟุตบอลอังกฤษนะ เขาดูบอลสเปนและพากย์เป็นภาษาสเปน

ประชากรลาตินมีมาก แล้วไม่ค่อยอคติเรื่องชาติพันธุ์ ต่อให้คุณเป็นเอเชียแต่พูดภาษาเขาชัด เขาก็จะติดตามคุณ ส่วนบราซิลนี่เป็นประเทศเดียวที่พูดโปรตุเกส แต่เขาพอฟังสเปนรู้เรื่อง

3.) ภาษาจีน
ถึงแม้จะเป็นรัฐบาลคอมมิวนิสต์ มีการคุมสื่อ และปกติจีนมักถูกวิจารณ์ปัญหาเรื่องสินค้าไม่มีคุณภาพ แต่นั่นไม่กระทบต่อ YouTuber หนิครับ ประชาชนเขาเล่นอินเตอร์เน็ตเข้า YouTube ได้ตามปกติ ตราบที่เนื้อหาไม่กระทบความมั่นคงของชาติ สื่อเหล่านั้นจะไม่ถูกปิดกั้น <ฉะนั้นให้ศึกษาดูวิธีการผลิต YouTube สำหรับจีน / ส่วนคนจีนนอกประเทศจีนก็มีมากอยู่แล้วหนิครับ >

ประชากรที่ใช้ภาษาจีนมีมาก ฉะนั้นคุณจะทำรายการแนะนำอาหาร ท่องเที่ยว ความรู้ทั่วไป เล่าชีวิตในเมืองไทย หรือวิจารณ์หนัง วิเคราะห์วิจารณ์ฟุตบอล ทำได้หมด แล้วที่สำคัญคนจีนชอบท่องเที่ยวเอเชียและเที่ยวไทย ใครจะรังเกียจบ้าจี้อะไรตามคนตะวันตกก็แล้วแต่ แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คนจีนคือแหล่งรายได้มหาศาลของไทยนะครับ (รวมฮ่องกงและไต้หวันไปด้วย) มากกว่าจากคนยุโรป

ส่วนคนอเมริกันไม่ค่อยนิยมเมืองไทยครับส่วนมาก ประเทศอเมริกาเขาอากาศดี อากาศอบอุ่นเหมือนเมืองไทยนี่แหละ ทะเลก็น่าเที่ยวกว่าบ้านเราอีก ฉะนั้นคนอเมริกันไม่นิยมมาเที่ยวไทย ที่นิยมมาคือคนยุโรป เช่นรัสเซีย เยอรมัน และอังกฤษ เพราะบ้านเขาหนาว (คนไทยต่างห่างครับที่เป็นตลาดใหญ่ส่งเงินให้อเมริกา เช่นหนังฮอลลีวูด, ซีรีส์, เพลง, แบรนด์เสื้อผ้าและของกิน)

นั่นหละครับที่จะบอกก็คือ ใครที่ชำนาญเรื่องภาษาจีน มีสิทธิ์ทำเงินได้มากครับ ไม่ได้พูดถึงช่วง COVID นี้นะ พูดถึงหลังจากวิกฤติผ่านไปครับ แต่ที่แน่ๆ ณ เวลานี้ช่อง YouTube สามารถทำได้ทันทีครับ

– – –

ที่จริงแล้วแชนแนลจำนวนมากของฝรั่งก็ไม่ได้มีคุณภาพอะไรเลยนะครับ บางช่องก็ออกมาพูดเรื่องชีวิต แสดงความคิดเห็นเรื่องสังคม อะไรก็ได้ ความคิดดีไม่ดีหรือข้อมูลผิดๆถูกๆไม่สำคัญ แต่ยอดวิวเยอะ คนติดตามเยอะเพราะเขาสื่อสารกับคนทั่วโลกไงครับ คือตลาดของเขาคือคนทั่วโลก ขณะที่คนไทยเนี่ยจะผลิตงานดีมีคุณภาพแค่ไหน คุณก็ขายได้แค่กับคนไทย

กูรูที่เคราะห์วิจารณ์บอล อย่างของสยามสปอร์ตเนี่ย หลายๆคนเชี่ยวชาญบอลไม่แพ้กูรูที่มาออก Sky Sports หรือ BBC (ผมติดตามบอลมา 30 ปี อันนี้พูดตามเนื้อผ้าครับ ส่วนใครจะมองว่าอวยเกินก็ไม่ว่ากัน) ส่วนของ YouTuber ฝรั่งที่ไม่ได้ออกสื่อมวลชน พวกนั้นหลายคนก็เป็นแฟนบอลเกรียนๆธรรมดา ไม่มีความรู้อะไรก็ยังทำช่องได้ แค่คุณพูดสนุกก็พอ ไม่ต้องดูบอลเป็น ไม่ต้องรู้กติกา ไม่ต้องรู้ข่าวสารอะไรมาก

หรือแชนแนลที่วิจารณ์หนัง ของไทยหลายๆคนนี่ก็เป็นคอหนังตัวยงนะ เชี่ยวชาญจริงๆ ของฝรั่งนี่ต้องแยกแยะ บางช่องก็ไม่มีความเชี่ยวชาญอะไรเลย แค่อยากพูด ส่วนบางช่องก็เชี่ยวชาญจริงๆ

ถ้าพูดถึงประชากรฝรั่ง หรือชาวตะวันตกส่วนมากไม่ใช่คนมีความรู้นะครับ ก็ไม่ต่างจากคนไทยบ้านๆ คนที่ไม่ใช่นักอ่านไม่ศึกษาหาความรู้รอบตัว ก็เหมือนคนบ้านเราที่ไม่รู้เรื่องรอบโลกนี่แหละ แต่เขาผลิตอะไรมาก็ขายได้หมด  

มุขแสดงห่วยๆก็ทำมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น ปลอมตัวเป็นคนจนไปจีบหญิง หญิงไม่ยุ่งด้วย เลยเอารถมาโชว์ว่าที่จริงรวยนะ ^~^ (โถของจริงไม่มีหรอกครับ อยู่ๆพุ่งเข้าไปจีบคนไม่รู้จัก ในชีวิตจริงเขาไม่ยุ่งไม่ใช่เพราะคุณจน แต่เพราะเขาไม่รู้จักคุณ ^~^) นี่แหละครับ คลิปอะไรงี่เง่าไร้ตรรกะแบบนี้ก็ขายได้ เพียงเพราะมันเป็นภาษาอังกฤษ  

ของไทยเราเองมีการแสดงดีๆเยอะ มีโฆษณารณรงค์เรื่องดีๆ ถ่ายทำดีก็เยอะแยะ แต่ทำเป็นซับอังกฤษคนดูต่างประเทศก็จะน้อยหน่อย

ผมยกตัวอย่างหนังฝรั่งเกรด B เกรด C ก็ยังส่งไปขายทั่วโลกได้ บางเรื่องถ่ายทำอยู่ 2-3 ฉากวิ่งหนีต่อสู้กับเอเลี่ยนตัวนึง หรือทำหนังปลาฉลามบินมากับพายุ CG ห่วยๆแล้วไม่ต้องมีตรรกะสมจริงอะไร ก็สามารถเอามาขายได้ทั่วโลก เพียงแค่เพราะว่ามันเป็นภาษาอังกฤษ

ขณะที่หนังไทยสมมุติบางเรื่องทำดีๆ กำกับดีๆอย่างเรื่อง “Fake” หรือ “บุปผาราตรี” ถ้าเป็นภาษาอังกฤษหรือผลิตในฮอลลีวูด มันก็ขายได้ทั่วโลกหละครับ แต่พอพูดเป็นภาษาเอเชีย ฝรั่งเขาก็ไม่ดู ส่วนถ้าเป็นหนังภาษาสเปนแล้วมีซับอังกฤษ ไอ้แบบนั้นเขาพอรับได้ (แต่ก็ไม่กว้างขวางนัก)

อย่างเพลงไทยจะทำออกมาคุณภาพแค่ไหน อย่าง “โมเดิร์นด็อก”, “ซิลลี่ ฟูลส์”, “ไทเทเนี่ยม”, “ฟลักกลิ้งฮีโร่” เหล่านี้ผลงานไม่ธรรมดานะ มีความเป็นสากลสูง ติดอยู่แค่เนื้อเพลงมันเป็นภาษาไทยแค่นั้นเอง

แต่สำหรับฝรั่งนี่เราต้องยอมรับอย่างนึงคือเขามีคนเก่งจริงๆในแต่ละด้าน ถ้าผมพูดเพียงมุมเดียวมันก็ไม่ครบถ้วนนัก ชาติตะวันตกเขาพัฒนาบุคลากรได้ดี (ทั้งอเมริกา, ลาตินอเมริกา, ยุโรป) มีนักกีฬาก็เก่งไปเลย มีนักร้องนักดนตรีก็เก่งไปเลย ด้านความรู้และเทคโนโลยีก็มีคนเก่งๆ  ก็สามารถผลิตหนังเกรด A ได้ ผลิตเพลงเกรด A ได้  (แต่คนเก่งๆ มันก็คือประชากรส่วนน้อยของเขา)

ไอ้เหล่าเนี้ยต้องยอมรับว่าคนไทยยังไม่มีศักยภาพที่สามารถทำได้อย่างเขา เช่นเดียวกัน แชนแนล YouTube เกรด A ของเขามันก็มีอยู่เยอะ แต่ผมไม่ได้พูดเรื่องคุณภาพ ประเด็นคือจะพูดเรื่อง ‘ช่องทางการทำเงิน’

YouTuber ไทยผมว่าเรามีคุณภาพหลายช่องเลย มีนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ, มีนักจิตวิทยา, มีหมอ, มีผู้เชี่ยวชาญหนัง, เพลง, กีฬา, ประวัติศาสตร์, ท่องเที่ยว, อาหาร, รีวิวเกม, การ์ตูน, วรรณกรรม, สามก๊ก ฯลฯ ถ้าทำเป็นช่องภาษาไทย ตลาดก็จะมีแค่คนไทย แต่ถ้าทำภาษาใดใน 3 ภาษาที่ว่ามา โอกาสรวยมีสูงครับ

หรือไม่ต้องถึงขั้นเป็นแชนแนลนำเสนอสาระหรือคุณภาพอะไรหรอกครับ แค่พูดเป็น พูดออกกล้องได้ ไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ  คุณแค่แสดงความคิดเห็น ถ่ายทอดวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ แค่นี้ก็ทำเงินได้แล้ว ยิ่งแนะนำ “How to” ให้คนอื่นได้ยิ่งดี รีวิวมือถือ รีวิวและสอนการใช้แอป รีวิวอะไรก็ได้ เพียงแค่พูดภาษาเหล่านั้นได้ชัด เพียงพอแล้วครับ ทำได้เลยไม่ต้องรอเพอร์เฟ็ค

C. pantip : ตา o

ผู้หญิงสมัยก่อนไม่ได้โง่ และไม่ได้รู้สึกว่าถูกกดขี่

อารยธรรมโลกกว่าหมื่นปีเรื่อยมา ไม่ได้เป็นยุคที่อนาถอดสู แต่เป็นสังคมอุดมปัญญา แต่ละชนชาติเต็มไปด้วยภูมิปัญญาความรู้ ร่องรอยต่าง ๆ ทางอารยธรรม มันบ่งถึงความมีอารยะที่สูงส่งของแต่ละชนชาติและอาณาจักรในยุคโบราณ (ความจริงแล้วมีอารยธรรมที่เกิดก่อนหน้าสุเมเรียนและบาบิโลนอยู่อีกมาก)

คนยุคปัจจุบันมีเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า ทำให้คนที่ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์และอารยธรรม มักมีมโนภาพผิด ๆ ว่าคนสมัยก่อนนั้นไม่มีความรู้และโง่เขลา มีการถูกผู้ปกครองกฎขี่ เอาจารีตมาครอบงำ เอาศาสนามาครอบงำ นั่นคือมโนที่มั่วและไปด้อยค่าให้บรรพบุรุษเรา

ด้วยกับสมัยก่อนนั้นวัฒนธรรมจารีตเขาไม่เหมือนยุคเรา ผู้ชายเป็นผู้ปกครอง เป็นนักรบ และมีภรรยามีสนมได้หลายคน มีการแต่งงานกับเด็ก ๆ อายุน้อยได้ มีระบบทาส มีการแยกระหว่างคนรับใช้กับทาส

นั่นคือเรื่องของกฎหมายและสังคมสมัยนั้น แต่ผู้หญิงเขาไม่ได้รู้สึกว่าถูกกดขี่ เขารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ แล้วบรรดาผู้หญิงก็ไม่ได้โง่หรือไร้การศึกษา

ผู้หญิงเขารู้สึกว่าชอบเย็บปักถักร้อย ชอบเป็นกุลสตรีโดยตัวเขาเอง ไม่มีใครบังคับเหมือนที่ภาพยนตร์ชอบมโนกัน แต่ผู้หญิงบางคนก็สามารถเป็นนักรบ เป็นทหาร ไม่ได้มีใครห้าม ใครที่มีกึ๋นดีบัญชาทัพเป็น มีคนเคารพก็สามารถเป็นแม่ทัพได้ แล้วผู้หญิงหลายคนก็มีอิทธิพล มีบทบาทในการปกครองด้วยซ้ำไป มีการวางแผนให้ชาติบ้านเมือง หรือวางแผนชิงอำนาจกันเอง ไม่ต่างจากที่ผู้ชายสามารถทำได้

ฉะนั้นตรงนี้ต้องแยกแยะให้ดี อย่าไปมองว่าจารีตบางข้อที่แตกต่างจากเรามันเป็นการกดขี่สตรี กฎจารีตต่าง ๆ มันตรงกับจริต ตรงกับความรู้สึกนึกคิดของคนสมัยนั้น เขาร่วมร่างบรรทัดฐานสังคมกันมาแบบนั้นเป็นหมื่นปี พึ่งจะมาเปลี่ยนแปลงในยุคหลัง ๆ ยุค 70-80 ปีหลังนี่เอง ที่สากลเริ่มมีการแก้กฎหมายและวางบรรทัดฐานใหม่

ส่วนในด้านกฎหมายสมัยก่อนก็เข้มงวดเด็ดขาด มีการประหารชีวิต มีการตัดมือตัดเท้า มีการโบยเฆี่ยนตี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การปกครองสมัยก่อนมีเสถียรภาพ ประชาชนไม่ออกมาปลุกระดมสร้างข่าวเท็จลุกฮือตีกันไปกันมาอย่างในยุคปัจจุบัน

แต่สำหรับยุคมืดหรือกลียุค ทุก ๆ ชนชาติมักจะต้องประสบ บางอารยธรรมสิ้นยุคด้วยกับภัยพิบัติ ด้วยโรคระบาด หรือสงครามล้างเผ่าพันธุ์ (สงครามในช่วงกลียุคจะโหดร้ายและไร้ศักดิ์ศรีไร้กติกา ต่างจากสงครามขยายอาณาจักรในช่วงเวลาปกติ)

ในช่วงเวลาแบบนั้นเองที่จะมีการกดขี่สตรีและเด็ก มีการข่มขืน จี้ปล้น เผาบ้านเผาเมือง เหมือนที่เราเห็นในภาพยนตร์ ซึ่งนั่นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แม้กระทั่งในยุคของเรานี่ก็เกิดได้ ถ้าอนาคตลองเราเข้าสู่กลียุคจริง ๆ เช่นเศรษฐกิจพัง ระบอบการปกครองล่มสลาย ผู้คนก็จะออกมาจี้ปล้น ข่มขืน เข่นฆ่ากดขี่ข่มเหงคนอ่อนแอ เพราะเป็นสันดานเลวของของคนเพียงส่วนนึง ไม่ใช่ทุกคน

สำหรับในเรื่องของชีวิตครอบครัว และเรื่องกามารมณ์ คนสมัยก่อนจะมีอารยะ จะห้ามการสมสู่ก่อนการแต่งงาน ห้ามมีการสมสู่ระหว่างเพศเดียวกัน แต่นั่นคือเรื่องของกฎหมายและจารีต แต่ในทางปฏิบัติจริง คนที่มีพฤติกรรมที่นอกกฎหมาย นอกศีลธรรมจารีตมันก็มี มีซ่องโสเภณี มีการลักลอบได้เสีย มีการลอบคบชู้ มีลอบสมสู่ระหว่างเพศเดียวกัน (กฎจารีตเหล่านี้เริ่มหายไปหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จากนั้นสังคมก็ค่อย ๆ เปลี่ยนบรรทัดฐานจารีตและกฎหมาย)

มันก็เหมือนสมัยนี้ กฎหมายรองรับแค่ผัวเดียวเมียเดียว และประเทศส่วนมากก็ให้ซ่องโสเภณีเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติจริง ผู้ชายก็ลอบเที่ยวกลางคืน เที่ยวอาบอบนวด ทำตัวนอกกฎหมายกันทั้งนั้น ทั้งชายทั้งหญิงมีการลอบคบกิ๊กคบชู้จนเป็นปัญหาฆ่าฟันกันก็มี ตรงนี้ก็ต้องเข้าใจในมิติของกฎหมายบ้านเมือง กับการปฏิบัติของผู้คน

เป็นภาพจากการแสดงโฆษณาเท่านั้น
จะเห็นว่ารสนิยมและความรู้สึกของทั้งชายและหญิงจริง ๆ มันก็ไม่ต่างจากสมัยก่อน ถึงยุคหลังจะพยามมาจัดระเบียบค่านิยมกันใหม่
ภาพยนตร์จีนย้อนยุค

ในยุคปัจจุบัน ควรฝึกสมาธิให้ยาว และฝึกการใช้สติปัญญาให้มาก

คนยุคปัจจุบัน ส่วนมากมีลักษณะพฤติกรรมที่ไม่ละเอียดอ่อน ขาดการใช้สติปัญญา ต่างจากคนยุคโบราณ ที่เขามีสมองความคิดลุ่มลึก

คนยุคปัจจุบันไม่สามารถประดิษฐ์คำคมหรือสุภาษิตอะไรได้แน่นอน ด้วยเหตุนี้คนที่เป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ, นักร้องนักแสดง, Youtuber, คนที่ทำงานเคลื่อนไหวทางสังคม เหล่านี้เลยกลายมาเป็นผู้นำทางความคิด มีคนติดตามมากมาย

อธิบายแบบง่ายคือ คนยุคนี้โง่กว่าคนยุคร้อยสองร้อยปีก่อน และคนในปีพ.ศ.ปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะเด็กๆ และคนหนุ่มสาวที่เกิดใหม่นี้ โง่กว่าคนยุค 30-50 ปีที่แล้ว

การอ่านตัวหนังสือของคนยุคปัจจุบัน แทบจะจับประเด็นของเนื้อหาไม่เป็น ถึงจะอ่านจนจบเล่มหรืออ่านจนจบคอลัมน์ ก็จะไม่ได้เนื้อหาสาระ ได้ไปแค่อีโมชั่น

แต่ส่วนมากยิ่งกว่านั้นคืออ่านไม่กี่บรรทัดหรือไม่อ่านเลย ถ้าเป็นการแชร์หรือโพสต์แบบมีภาพ เขาก็จะอ่านแค่แคปชั่นสั้นๆในภาพ

แต่พวกเขาสามารถที่จะดูกีฬาจนจบแมตช์ ดูคอนเสิร์ตจนจบการแสดง ดูหนังดูซีรีส์ได้หลายรอบ แสดงว่าสมาธิไม่ได้สั้น

แต่เอาจริงๆ ในการดูหนังหรือซีรีส์ของคนสมัยนี้ก็ดูไม่ละเอียด หนังที่ใช้ความซับซ้อนของเนื้อหาอย่างยุค 90 ก็หาแทบไม่มีเลยสมัยนี้ หนังยุคใหม่อาศัยแค่ว่าภาพคมชัด CG สวย ใช้ความสนุกหรือสื่ออารมณ์แบบง่ายๆเข้าว่า

เพลงยุคใหม่ๆก็ขาดความละเอียดอ่อนและขาดจิตวิญญาณ ต่างจากเพลงยุค 80-90 โดยเฉพาะยุค 90 ถือว่ามีซาวด์ที่ทันสมัย แต่เพลงยุค 2010-2020 มันขาดความทันสมัยและความคิดสร้างสรรค์ ข้อนี้ต่างจากภาพยนตร์ คือภาพยนตร์นี่ด้านซาวด์และภาพจะทันสมัยขึ้น แต่เรื่องของเพลง ซาวด์มันด้อยลง คุณภาพก็ลดลง

มีซีรีส์ชั้นดีละเอียดพิถีพิถันอย่าง Game of Thrones แต่คนดูส่วนมากกลับไม่ละเอียดในการดู ใช้แค่ด้านอารมณ์ ไปตัดสินแค่ว่าจบไม่สนุก บทไม่ดี โดยที่คนดูส่วนมากก็ไม่ได้จดจำรายละเอียดของฉากและคำพูดในแต่ละซีซั่นและ EP. ด้วยซ้ำไป มีข้อสงสัยตรงนั้นตรงนี้ แต่ก็ไม่ยอมไปอ่านหรือฟังที่มีกูรูออกมาอธิบาย

ส่วนในเรื่องของข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นข่าวการเมือง, ข่าวอาชญากรรม, หรือรอบเรื่องสังคมต่างๆ คนยุคนี้จะถูกปั่นกระแสจากการพาดหัว หรือการปั้นสำนวนได้ง่ายมาก โดยยังไม่ทันเข้าไปดูในเนื้อหา ว่านักข่าวสัมภาษณ์อย่างไร และคนตอบตอบอย่างไร แต่ไปดูที่สำนวนที่สื่อสร้างประเด็นขึ้นมา

เรียกว่าในทุกเรื่อง ผู้คนจะขาดความละเอียด ขาดการพิจารณา ขาดการไตร่ตรอง และไม่นิยมศึกษาหาข้อมูลความรู้จากแหล่งที่เชื่อถือได้

ฉะนั้นถ้าคนยุคใหม่อยากเป็นคนที่ฉลาดมีปัญญา ไม่ใช่เพื่อข่มคนหรือหลอกลวงเอาเปรียบคน แต่เพื่อพัฒนาตัวเองให้อยู่รอดในโลกที่อยู่ยาก ก็ต้องเป็นคนที่รักการศึกษา ฝึกสมาธิ ฝึกการครองสติ ลดการใช้ความรู้สึกหรืออีโมชั่น ลดความเกรียนและความใจร้อนปากไว

คุณจะสามารถเป็นผู้อยู่รอด ไม่ถูกใครจูงจมูก ไม่ตกเป็นเหยื่อใคร และอาจขึ้นมาเป็นผู้นำคนที่ชักนำสังคมไปทางที่ดีได้

เพจ “อีจัน” และทุกเพจหรือทุกคนที่ทำเหมือน ควรจะปิดตัวเองลง [ศาลเตี้ยออนไลน์]

ในเหตุการณ์กราดยิงโคราช เพจอีจันมีส่วนในการไลฟ์สด ทำให้ผู้ร้ายรู้ตำแหน่งผู้คนที่หลบซ่อน เลยทำให้มีคนเสียชีวิตมากขึ้น เพจอีจันโดนชาวประชาถล่มเละจนต้องประกาศปิดเพจไปเพียง 5 วัน

แต่ที่จริงแล้วควรจะปิดไปตลอดกาล เพราะวางตัวไม่เหมาะสมหลายอย่าง โดยเฉพาะการไม่มีจรรยาบรรณในการคัดกรองข่าวสารให้ดี และตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยคอยตัดสินว่าคนนั้นผิดคนโน้นไม่ดี ทำให้สังคมมารุมด่ารุมเกลียด โดยไม่ได้สนใจตัวบทกฎหมายด้วยซ้ำ

(ตัวอย่างศาลเตี้ยในหนังเรื่อง “ไอ้ฟัก”)

บ้านเมืองมีขื่อมีแป สื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ อย่าตั้งตัวเป็นศาลเตี้ย มาทำเรตติ้งโดยการสร้างมโนว่าสื่อคือผู้สร้างความเป็นธรรมให้สังคม ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าพึ่งพากฎหมายไม่ได้

ไม่ควรมีใครวางตนล้ำหน้ากระบวนการยุติธรรม ใครอยากช่วยเหลือสังคมจริงๆ คุณแค่ช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังกระบวนการยุติธรรมพอ

พลเมืองดีก็มีหน้าที่แค่ช่วยเหลือสังคม ทำตัวเป็นจิตอาสา ทำตัวเป็นมูลนิธิช่วยเหลือสังคม อย่าเป็นศาลเตี้ยมาคอยแฉคนนู้นคนนี้

พบเห็นอะไรไม่ดี แจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่แจ้งเบาะแสกับชาวบ้านคนดู ฝูงชนทำไรไม่ได้นอกจากเห่าและด่าคน แล้วก็มาช่วยติดตามสร้างเรตติ้งให้เพจเท่านั้นเอง ถ้าเป็นสื่อมวลชนและ Youtuber ฝูงชนผู้ติดตามก็คือช่วยมาสร้างรายได้ แต่ไม่ได้ช่วยอะไรสังคมได้เลย

(ตัวอย่างศาลเตี้ยในเปรู ชาวบ้านมาลงโทษกันเองโดยไม่อาศัยกระบวนการกฎหมาย)

โรนัลโด้ 1 (ต้นฉบับ) ตำนานโล้นทองคำ ยอดกองหน้าของโลก

Ronaldo -นักเตะแชมป์ฟุตบอลโลก 2 สมัย-

ถ้าพูดชื่อ "โรนัลโด้" กองหน้าระดับโลก เด็กยุคใหม่จะนึกไปถึงโรนัลโด้ 2 ซึ่งเป็นนักเตะโปรตุเกส หรือถ้าค้นหาชื่อใน google ก็จะพบแต่โรนัลโด้ 2 ที่โผล่มาบนหน้าจอ แล้วกลายเป็นว่าต้องพิมพ์คำว่า "โรนัลโด้ บราซิล" หรือ "โรนัลโด้ อ้วน" ถึงจะปรากฏตัวต้นฉบับออกมา ซึ่งไม่เป็นเกียรติแก่ตำนานโล้นทองคำเลย

ที่จริงแล้วถ้าพิมพ์ "โรนัลโด้" ควรจะขึ้นบุคคลต้นฉบับบน google แล้วสำหรับคนที่ 2 ก็ต้องใส่คำว่า C7 หรือ "คริสเตียโน่" ไปด้วย แต่ก็อย่างว่า นักฟุตบอลยุคใหม่และแฟนบอลยุคใหม่มันมาคู่กับยุคอินเตอร์เน็ต ข้อมูลที่ถูกคนสนใจก็คือนักบอลในยุคของเขา google มันก็เลยบันทึกจดจำข้อมูลโดยอัตโนมัติ

"โรนัลโด้" ต้นฉบับจากบราซิลนั้น แข็งแกร่ง เทคนิคสูง คมและอันตรายกว่า เขาคือหนึ่งในกองหน้า 3R ของบราซิลชุดแชมป์โลก 2002 คือโรนัลโด้, โรนัลดินโญ่, ริวัลโด้ ที่จริงแล้ว "โรนัลดินโญ่" ก็ชื่อโรนัลโด้เหมือนกัน แต่เขามาทีหลังเลยให้เกียรติ โดยเปลี่ยนเป็นให้คนเรียกชื่อโรนัลดินโญ่แทน เพื่อจะได้ไม่ซ้ำกัน

ตามจริงเราควรจะนับโรนัลดินโญ่เป็นโรนัลโด้ 2 แล้วให้ของโปรตุเกสเป็นโรนัลโด้ 3 แล้วจริงๆการที่โรนัลโด้คนที่ 3 ดังขึ้นมาเป็นพลุแตกก็เกิดจากการได้อานิสงส์ของต้นฉบับที่สร้างชื่อไว้จนนามนี้ติดหูชาวโลก เหมือนกับว่าชื่อนี้เป็นแบรนด์กีฬาฟุตบอล ที่คนทั่วไปซึ่งไม่ใช่แฟนบอลก็รู้จักคุ้นหู (เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้หรอกว่าชื่อนี้เป็นของใครบ้าง) ฉะนั้นคนยุคใหม่ ถ้าเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาก็คงจะนึกถึงหน้าคนที่ 3 อย่างแน่นอน

. . .
|-ประวัติ-|
รางวัลเกียรติยศรายการหลัก :

ทีมชาติบราซิล >
• แชมป์ฟุตบอลโลก 1994, 2002
~รองแชมป์ฟุตบอลโลก 1998
• แชมป์โกปา อเมริกา 1997, 1999
~รองแชมป์โกปา อเมริกา 1995

สโมสรครูเซโร่
•คัมปิโอนาโต มิเนโร 1994
•โกปา โด บราซิล 1993

สโมสรพีเอสวี ไอน์โฮเฟน >
• เคเอ็นวีบี คัพ 1995–96

สโมสรบาร์เซโลนา >
• โกปา เดลเรย์ 1996–97
• ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ 1996–97
• ซูเปร์โกปา เด เอสปานา 1996

สโมสรอินเตอร์มิลาน >
• ยูฟ่าคัพ (ยูโรป้า) 1997–98

สโมสรเรอัล มาดริด >
• ลาลีกา 2002–03
• อินเตอร์คอนทิเนลทัล 2002
• ซูเปร์โกปา เด เอสปานา 2003

โครินเธียน >
• คัมปิโอนาโต เปาลิสตา 2009
• โกปา โด บราซิล 2009

C. fanpage : โลกฟุตบอล

บิลลี่ กิลมอร์ ดาวรุ่งเชลซีเผยถูกเเฮร์รี่ เเม็กไกวร์ พูดจาหยามใส่

“บิลลี่ กิลมอร์” ดาวรุ่งเชลซี เผยความรู้สึกที่ไม่อาจลืม เมื่อเขาโดนรุ่นพี่ทีมชาติอังกฤษอย่าง เเฮร์รี่ เเม็กไกวร์ พูดจาเหยียดหยาม ในเกมคาราบาวคัพเมื่อเดือนตุลาคม 2019
.
“เขากดคอผม เเละพูดว่า นายมันตัวเล็กกระจ้อยร่อย เเน่นอนเขาพยามจะขู่ผมเเละเเกล้งผม ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกเเน่นอน ผมจะพัฒนาตัวเอง นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับผม” บิลลี่ กิลมอร์ กล่าว

บิลลี่ กิลมอร์ ได้พัฒนาประสบการณ์จนได้ลงในเกมเอฟเอ คัพ โดยเชลซีเปิดบ้านชนะลิเวอร์พูลไป 2-0 โดยกิลมอร์ได้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ด้วยในเกมนั้น และต่อมาเขาก็ได้ลงสนามอีก ซึ่งจะมีอนาคตที่ดีกับเชลซีต่อไป



C. Metro, Daily Mail

แม็กไกวร์ด่าเขาว่า “a wee guy”
เกมพรีเมียร์ลีก 2019/2020

สถิตินักเตะที่ทำประตูมากสุดในศึกพรีเมียร์ลีก 100 เกมแรก

เริ่มนับเฉพาะที่ลีกอังกฤษเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “พรีเมียร์ลีก”

อันดับ 1.) 79 ประตู :

อลัน เชียเรอร์ (แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส)


อันดับ 2.) 70 ประตู :

โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ (ลิเวอร์พูล)


อันดับ 3.) 68 ประตู :

รุด ฟาน นิสเตลรอย (แมน ยูไนเต็ด)

อันดับ 4.) 64 ประตู :

เซร์คิโอ อเกวโร (แมน ซิตี้)

อันดับ 5.) 63 ประตู :

เฟร์นันโด ตอร์เรส (ลิเวอร์พูล)

. . .

สำหรับในส่วนของโม ซาลาห์ เขายังทำสถิติเป็นอันดับ 1 ของสโมสรด้วยใน 100 เกมของยุคพรีเมียร์ลีก

1.) ซาลาห์ 2.) ตอร์เรส 3.) ฟาวเลอร์ 4.) ซัวเรส 5.) โอเว่น 6.) มาเน่

ลิเวอร์พูลไม่ซื้อนักเตะที่ตั้งราคาเกินฝีเท้า

ในการที่แฟนบอลจะวิจารณ์ทีมตัวเองและทีมอื่น จริงๆมันควรอยู่ในกรอบที่มีเหตุผล ไม่ใช่วิจารณ์ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น ทีมนั้นซื้อใครแล้วนักเตะไม่ยอมมา ก็เอามาล้อมาว่า? ใช่เรื่องซะที่ไหน มันเป็นเรื่องธรรมดาที่สโมสรดีลกันไม่ลงตัว ทุกทีมก็มี

อย่างฮาแลนด์ไม่ไปแมนยู ก็ฮาแลนด์เขาไม่ชอบแต่เดิมอยู่แล้ว และราคาก็ไม่คุ้มจนแมนยูไปเล็งแฟร์นันซ์แทน ส่วนลิเวอร์พูลเองก็มีเยอะที่ติดต่อใครแล้วซื้อไม่สำเร็จ อย่างสื่อลิเวอร์พูลก็เผยว่าปิดฤดูกาลที่แล้วได้มีการติดต่อซื้อคูตินโญ่กลับรัง แต่ดีลกับบาร์เซโลน่าไม่ลงตัว

ทีนี้ช่วงที่บอลพักเตะนานๆ พวกสื่อก็จะหาข่าวมาเล่น ก็ไม่พ้นเรื่องการติดต่อซื้อขาย ข่าวจริงมั่ง ข่าวแบบปั่นกระแสมั่วๆมั่ง บางทีก็ไม่ต้องถึงมือสื่อ นักโพสต์โซเชียลเต้าเรื่องปั่นประเด็นเองเลยก็มี เราก็ต้องมาแยกแยะกัน สิ่งสำคัญอย่างแรกคือต้องตัดรายชื่อนักเตะแพงๆทิ้งไปเลย ให้รู้ไว้ว่าลิเวอร์พูลไม่สนใจแน่นอน

รถราคา 8 แสน มาขาย 2 ล้าน ถามว่าคนมีสติดีๆเขาจะซื้อไหม? หรือบ้านหรูราคาประเมิน 30 ล้าน แต่ขาย 80 ล้าน เศรษฐีที่ฉลาดคงไม่ซื้อ นอกจากพวกเศรษฐีโง่ๆที่เอาไว้อวดเพื่อนว่า "บ้านฉันราคา 80 ล้านว่ะ แพงกว่าบ้านแก"!

เราคงจะเห็นกันมาแล้ว กับการซื้อกองหลังฝีเท้าเก่งปานกลางในราคา 80 ล้านเพียงเพื่อทำสถิติโลกไว้อวดบารมีของทีม แต่ราคาประเมินกลับไม่ติด 10 อันดับกองหลังราคาแพง

มีนักเตะที่แฟนหงส์หลายคนชอบอย่าง "อดาม่า ตราโอเร่" เพราะเป็นมือปราบเรือใบ ซึ่งคล็อปป์ก็ชอบใจอยู่แต่ไม่มีการติดต่อเลย ฝีเท้าระดับเกรดสำรองเบียดกับมินามิโนะ ดันถูกวูล์ฟตั้งราคา 75 ล้านปอนด์ เรียกว่าเกินราคาประเมินไปเยอะเลย

ในขณะกองหน้าที่เก่งสุดของโลกคนนึงเวลานี้อย่างฟีร์มิโน่ ถูกสื่อเต้าข่าวมั่วว่ามีทีมจะขอซื้อ 75 ล้านปอนด์ ราคาเท่าตราโอเร่ซะอย่างนั้น ถ้าตราโอเร่ราคาซัก 30 ล้านปอนด์ แล้วยอมเป็นสำรองกองกำลังโรเตชั่น เชื่อว่าคล็อปป์ก็เอา เพราะสไตล์ขยัน ดุดัน มันเข้ากับระบบของลิเวอร์พูล

ในอดีตลิเวอร์พูลมีนโนบายไม่ซื้อซูเปอร์สตาร์เข้าทีม นิยมปั้นเองดังเอง แต่สุดท้ายก็ตกต่ำมา 30 ปี แถมถูกปลิงสูบเลือดกอบโกยผลประโยชน์ไปโดยไม่ลงทุนอะไรเลย

แต่พอสมัยของกลุ่ม FSG เป็นเจ้าของทีม ลงทุนอย่างเต็มที่โดยยังไม่ถอนกำไรซักบาทเดียว และให้นโยบายแบบยอมควักเงินจ่ายตามแต่คล็อปป์พอใจ ขออะไรได้หมด ขอขยายสนามก็ให้ ขอสร้างสนามซ้อมใหม่ก็ให้ ทั้งหมดนี้เพื่อการพัฒนาทีม แต่กุนซืออย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ กับทีมบริหารมีความคิดตรงกันว่า เรื่องการซื้อนักเตะต้องไม่ซื้อโง่ๆ

ถ้าจะควักเงินซื้อแพงๆ นั่นคือจำเป็นต้องซื้อจริงๆ อย่างการซื้อฟาน ไดค์และอลิสซง ทั้งสองคนราคาทำลายสถิติโลกในช่วงที่ซื้อ เป็นกองหลังและผู้รักษาประตูที่แพงที่สุดในขณะนั้น (ก่อนที่แมนยูและเชลซีจะทุ่มซื้อทำลายสถิติภายหลัง) ตอนซื้อนั้น ลิเวอร์พูลเขาไม่ได้ซื้อเพื่อทำสถิติโลก แต่ซื้อเพราะจำเป็นจริงๆ ฟาน ไดค์เป็นกองหลังที่เก่งที่สุดเวลานี้ อลิสซงก็เป็นผู้รักษาประตูที่เก่งที่สุดคนนึงเวลานี้ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ลิเวอร์พูลขาดอยู่ แล้วก็มีรางวัลและผลงานการันตีให้เห็นจริง

"เดอลิกต์" คล็อปป์ก็เคยสนใจที่จะเอามาปั้น เป็นเด็กฝึกไปก่อน แต่เจ้าตัวใจร้อนอยากโตเร็วแถมมีเอเย่นต์ยุยงตั้งราคาแพง เรียกค่าเหนื่อยแพง ลิเวอร์พูลเมินหน้าหนีทันควัน สุดท้ายเดอลิกต์ก็ไปล่มจมโชว์ฟอร์มบู่ให้แฟนๆด่าอยู่ที่ยูเว่

"เอ็มบัปเป้" คล็อปป์เองก็ชอบแต่ให้สัมภาษณ์ว่าไม่ซื้อแน่เพราะแพงเกินไป ถามว่า 3 กองหน้าตัวเก่งของลิเวอร์พูลชุดนี้ทำผลงานดีอยู่หรือไม่? แล้วมีแผนจะย้ายหรือไม่? ก็ไม่ ยังอยู่ต่ออีกยาว ฉะนั้นเขาก็ยังไม่จำเป็นต้องไปทุ่มซื้อซูเปอร์สตาร์แพงๆ ราคา 250 ล้านปอนด์ กับค่าเหนื่อย 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ขณะที่ค่าเหนื่อยสูงสุดในลิเวอร์พูลตอนนี้อยู่ที่ 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ แถมได้แชมป์ UCL มาแล้ว แล้วก็กำลังจะได้แชมป์พรีเมียร์ มันเป็นตัวอย่างของการใช้เงินแบบมีสติ

จนเดี๋ยวนี้บาร์ซ่าและมาดริดก็เริ่มได้สติขึ้นมาเมื่อเห็นตัวอย่าง ว่าทีมจะดีไม่จำเป็นต้องอวดร่ำอวดรวย ไม่ต้องบ้าเลือดทุ่มเงินอย่างเดียว คราวนี้แหละไม่ใช่ว่าใครจะมาตั้งราคานักเตะแพงๆแล้วเขาจะบ้าซื้อนะ อย่างจะตั้งราคาป๊อกบาแพงๆ หรือตั้งราคาเอ็มบัปเป้แพงๆ เขาก็ประเมินเป็นเหมือนกันว่าถ้าทุ่มซื้อมาแล้วจะคุ้มรึเปล่า

C. fanpage : โลกฟุตบอล

จบฤดูกาล 2019-20 : ลิเวอร์พูล ควรถ่ายเลือดปรับปรุงทีมอย่างไร ?

ตรงนี้ขอแสดงความเห็นบางส่วน ซึ่งไม่ใช่ว่าผมรู้ดีไปกว่าคล็อปป์นะ เพียงแต่มองในสิ่งที่คิดว่าควรจะเป็น ตรงนี้ต้องแยกแยะระหว่าง “สิ่งที่ควรเป็น” กับ “สิ่งที่สามารถทำได้จริง” (ซึ่งคล็อปป์อยู่ในสถานการณ์ที่ทำได้แค่สิ่งที่สามารถทำได้จริง)

ตำแหน่งต่างๆ ที่คิดว่าทีมขาดและต้องการเสริม

🏐ในตำแหน่งเพลย์เกอร์ :
ผมมองว่า ทีมเราต้องการแบบซาเน่, คูตินโญ่, เดอ บรอยน์ แต่ตัวที่มีโอกาสมาได้จริงคือคูตี้ เพราะปีนี้บาร์ซ่าลดราคาและต้องการปล่อยอย่างมาก

🏐ในตำแหน่งกองหน้า :
3 ตัวเทพที่มีอยู่ยังคงสำคัญและขาดไม่ได้ ถ้ามีแวร์เนอร์เข้ามา ก็คือพอเล่นแทนได้ หมุนเวียนกันลงได้ส่วนมินามิโนะอาจใช้เป็นสำรองและเล่นในเกมเล็กๆ แต่ทางด้านโอริกี้ ต้องบอกว่าเขาตามทีมไม่ทันแล้วล่ะ ตอนนี้ทีมได้ยกระดับขึ้น

รู้สึกเสียดายทัศนคติของโอริกี้ที่ยอมเป็นตัวสำรองโดยไม่ปริปากบ่น แต่เรื่องระดับฟอร์มการเล่น ในฤดูกาลหน้าทีมจะพัฒนาขึ้นกว่านี้ โอริกี้ก็คงไม่เหมาะที่จะลง นอกจากจะเก็บไว้เล่นรายการเล็กๆอย่างถ้วยคาราบาว เพราะโปรแกรมจะถี่มาก แล้วลิเวอร์พูลก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งถ้วยหรือส่งเด็กชุด 3 ลงอีกแล้ว แต่ควรมีขุมกำลังเสริมที่ไปเล่นผสมผสานกับเยาวชนในถ้วยรายการเล็ก

อย่างชากิรีเนี่ย ถือว่ายังเหมาะที่จะเล่นปีกมากกว่าโอริกี้ แต่อาจมีปัญหาเรื่องเจ็บบ่อยเพราะกล้ามเนื้อมัดเป็นทรงป้อม แล้วก็มีปัญหาเรื่องที่ว่าเขาไม่ชอบเป็นตัวสำรอง ซึ่งถ้ายอมปรับความคิดก็อยู่ในทีมต่อได้ แต่ถ้าต้องการได้เล่นตัวจริง ก็ต้องให้เขาย้ายออกไปตามใจเลือก และตรงนี้เองที่ควรจะหานักเตะตัวรุกมาเพิ่มอีก

🏐ในตำแหน่งกองหลัง :
ลอฟเรนถือว่าไม่อยู่ในระดับที่จะเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ เหมาะกับรายการเล็กอย่างถ้วยคาราบาว

ที่จริงเขาเป็นกองหลังชั้นดีในช่วงพีค เกมรุกอาจสู้แมกไกวร์ไม่ได้ แต่เกมรับเรียกว่าทางบอลดีพอๆกัน คือเก่งระดับนึงแต่ไม่ถึงขั้นเวิร์ลคลาส แมกไกวร์ทีมชาติอังกฤษ ส่วนลอฟเรนก็ทีมชาติโครเอเชีย เพียงแต่สภาพร่างกายของลอฟเรนเลยจุดพีคมาแล้ว กำลังอยู่ในช่วงหมดลงไปเรื่อยๆ ถ้าจะขายเพื่อบริหารการเงินก็ขายได้ แต่ผมอยากให้เก็บมากกว่า

ส่วนมาติป เขาคือกองหลังท็อปคลาสของโลกคนนึงที่หาได้ยาก สุดยอดทั้งเกมรุกและรับ แต่เล่นได้อีกไม่ถึง 2 ปีก็จะเริ่มหมด ต่อไปก็จะเป็นโกเมซที่เป็นตัวหลัก ซึ่งเขายังพัฒนาได้อีก แต่ตอนนี้ทางบอลโกเมซยังไม่ดีพอ

เวลานี้ต้องหากองหลังชั้นดีมาเสริมเพื่อจับคู่หรือทดแทนฟานไดค์ ไม่ว่าลอฟเรนจะย้ายออกหรือไม่ก็ตาม ควรจะมีเซ็นเตอร์เพิ่ม เพราะจะใช้งานหนักถี่ๆไปตลอดไม่ได้ ต้องสลับกันพัก

🏐ผู้รักษาประตู :
ผมอยากได้คนที่ยอมนั่งเป็นสำรองแต่ฝีมือดีอย่างของแมนซิตี้, แมนยู, เชลซี คืออาเดรียนเองเขาดีตรงที่ยอมนั่งเป็นสำรอง แต่ด้วยกับวัยและฟอร์มการเล่น เขาเริ่มค่อยๆจะหมด

🏐กรณีของดาวรุ่ง :
อันนี้เป็นความเชื่อส่วนตัว คือผมมองว่าแฮรี่ วิลสันมีทีเด็ด เหมาะจะมาเป็นแบ็คอัพรวมถึงลงเกมเล็กๆ เพราะอนาคตเขาไปไกลไม่ได้กว่านี้แล้ว ขายไปก็ได้ไปอยู่ทีมเล็กๆ แต่เอาไว้เป็นสำรองน่าจะดีกว่า แต่ต้องทำใจเพราะคล็อปป์ไม่คิดแบบนี้ คล็อปป์มองว่า วิสสันชั้นไม่ถึงที่จะเล่นในลิเวอร์พูล

ส่วนเนโก วิลเลี่ยมส์ในตำแหน่งแบ็คขวา คนนี้คลาสไม่ถึงจริงๆ เป็นแบ็คอัพเทรนท์-อาร์โนลด์ไม่ได้ ทีมเราถ้าจะใหญ่ต้องมีแบ็คที่ฝีเท้าใกล้เคียง ส่วนชิริเบญ่า ตัวโฮลดิ้งมิดฟิลด์ ก็เล่นดีแต่คลาสไม่ถึงที่จะมาเล่นระดับ 6 ทีมบิ๊กเช่นกัน ควรจะอยู่เล่นบอลถ้วยเล็ก แต่หากคิดว่าอยากย้ายถ้าไม่ได้ขึ้นชุดใหญ่ ก็ปล่อยขายได้

สำหรับทางด้านเคอร์ติส โจนส์ แฟนๆบางคนบอกบ้าเลี้ยงเกินไป หวงบอลเกินไป แต่ผมมองว่าก็เราอยากได้เพลย์เมเกอร์ไม่ใช่หรือ? ก็ต้องให้เขาหัดเลี้ยง หัดลากเลื้อยสร้างสรรค์เกม มันถึงจะพัฒนาขึ้น ให้โค้ชคอยแนะนำและติวดีๆว่า จังหวะไหนควรโชว์ จังหวะไหนควรจ่าย อย่างนี้แหละจะมีอนาคตที่ดีกับทีม

สรุปตำแหน่งที่ต้องซื้อเข้าคือ :

  • ผู้รักษาประตูสำรองฝีมือดี 1 คน
  • เซ็นเตอร์ 1 คน
  • แบ็คซ้ายสำรอง 1 คน
  • แบ็คขวาสำรอง 1 คน
  • เพลย์เมเกอร์ 1 คน
  • กองหน้า 1 คน

*นักเตะที่ย้ายออกแน่นอนแล้วคือ
ลัลลาน่า, ไคลน์
(สำหรับลัลลาน่าเล่นต่อไม่ไหวแน่นอน แล้วเขาก็รู้ตัวเองดีเลยต้องการย้าย)

*นักเตะที่มีโอกาสย้ายออกคือ
ชากิรี, ลอฟเรน

นั่นหมายความว่า การซื้อผู้เล่นเพิ่มใน 6 ตำแหน่งก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ไม่งั้นแล้วฤดูกาลหน้าจะพาทีมประสบความสำเร็จตามที่แฟนๆต้องการมันยาก

[ โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

จะเวิร์ครึเปล่า ? กับนโยบายลิเวอร์พูลที่ไม่ซื้อนักเตะราคาแพงเกิน 100 ล้าน

นโยบายลิเวอร์พูล
£ •ไม่ซื้อนักเตะที่ราคาเกินฝีเท้า
£ •ไม่ซื้อนักเตะบิ๊กเนมที่ราคาสูง

ข้อแรกดีแล้ว แต่ข้อสองอยากให้ปรับนโยบาย
ถึงแม้อาจทำให้เพดานค่าเหนื่อยมันสูงขึ้น
ผมไม่ได้รู้ดีไปกว่าคล็อปป์และฝ่ายบริหารทีม
เพียงแต่นำเสนอในบางมุมมอง

เรื่องของการทำทีมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเป็นฟุตบอลทีมเล็กๆ มันคุมง่ายกว่า แต่ถ้ายิ่งสโมสรใหญ่ขึ้นแค่ไหน งานก็ยิ่งยากขึ้น ลองนึกภาพการคุมทีมมหาวิทยาลัย กับการคุมทีมฟุตบอลลีก อย่างไหนงานยากกว่ากัน

ฉะนั้นการคุมทีมอย่างลิเวอร์พูลไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เป็นทีมใหญ่แต่ดันไม่ใช่สโมสรที่ร่ำรวยอะไรมากมาย ไม่ใช่ว่าจะเสกสิ่งต่างๆได้ตามใจชอบ แล้วก็ดันเป็นทีมที่มีฐานแฟนบอลกว้างขวางทั่วโลก ว่าง่ายๆก็คือมีตลาดใหญ่ มีแฟนๆกระหายในความสำเร็จ

ถามว่าเจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่อยากได้นักเตะเสริมทีมเยอะๆหรือ? แน่นอนว่าคล็อปป์อยากได้ แต่โลกความจริงมันไม่ได้ทำกันง่ายแบบนั้น ขนาดเล่นเกมคอมพิวเตอร์ยังไม่ใช่ว่าจะซื้อขายนักเตะได้ง่ายๆ ฉะนั้นในฟุตบอลของจริงยิ่งยากกว่าหลายเท่า

นอกจากจะต้องวางแผนวางแท็คติกเป็นแล้ว ผู้จัดการทีมยังต้องทำหน้าที่อื่นอีกมาก
-> การบริหารเงิน หรือทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายของบอร์ดบริหาร
-> การวางแผนอนาคต ทั้งเรื่องการสร้างนักเตะใหม่ๆ การวางระบบที่มั่นคง
-> การบริหารบุคลากรภายในทุกแผนก ทีมโค้ช แพทย์ ฯลฯ
-> การบริหารนักเตะ อบรมสั่งสอน ปรับทัศนคติ รวมถึงการทำให้นักเตะพอใจต่อสถานะและบทบาทของตัวเอง

ส่วนบางสโมสรกุนซือเขาไม่ได้มีหน้าที่เหล่านี้ทั้งหมด กุนซือเหมือนเป็นทหารรับใช้นาย ที่คอยแค่บัญชาการนักเตะ แต่สำหรับลิเวอร์พูลและหลายๆทีม กุนซือต้องมีงานเหล่านี้ เรียกว่าเหมือนเป็น “ขงเบ้ง” ของทีม อย่างเจอร์เก้น คล็อปป์เข้ามาโดยมีข้อตกลงว่าเขาขอบริหารและพัฒนาทีมในทุกด้าน แล้วสโมสรก็ให้สิทธิ์เขาด้วย

ตอนนี้แฟนๆลิเวอร์พูลคิดเห็นตรงกันว่า อยากได้ขุมกำลังเสริมให้ทีมแกร่งยิ่งขึ้น ตรงนี้ขอบอกว่ามันตรงใจกับคล็อปป์แน่นอน แต่ในรายละเอียดจริงๆ คล็อปป์ก็ไม่สามารถเสกทุกอย่างได้ตามใจอยาก

สื่อท้องถิ่นลิเวอร์พูลเผยว่า ช่วงปิดฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูลมีการติดต่อเงียบๆขอซื้อคูตินโญ่กลับ แต่ตกลงปิดดีลกับทางบาร์ซ่าไม่ได้ มีปัญหาติดขัด (ส่วนนึงอาจเพราะบาร์ซ่าเจ็บช้ำไปเยอะจากการซื้อคูตี้)

ตรงนี้อ่านใจได้ว่า คล็อปป์ต้องการนักเตะที่เป็นเพลย์เมเกอร์ ก็คือคิดเหมือนกับแฟนๆนี่แหละ

ที่ผ่านมาสื่ออย่าง “ลิเวอร์พูล เอคโค่” ไม่ปฏิเสธว่าลิเวอร์พูลสนใจ แวร์เนอร์, ซานโช่, บรูโน่ แฟร์นันซ์ แต่ต่อมาสรุปว่า นักเตะที่ลิเวอร์พูลเคยสนใจ แล้วก็เมินตัดทิ้งไปคือ

1.) บรูโน่ แฟร์นันซ์ – ฝีเท้าของเขาไม่ได้ครบเครื่องพอที่จะเป็นตัวจริงให้กับลิเวอร์พูล คือราคาเกินตัวไป (ตรงนี้ผมไม่ได้ดูหมิ่นทีมอื่นนะ เพราะสไตล์ของเขามีประโยชน์กับทีมอื่น) บรูโน่จ่ายดี ยิงไกลดี แต่ขาดความเร็วและการลากเลื้อย ซึ่งลิเวอร์พูลต้องการนักเตะที่แกร่งและมีความเร็ว ตอนนี้ก็ต้องการนักเตะที่ลากเลื้อยคล่อง

แต่ถามว่าบรูโน่ที่ว่าช้าไปเนี่ย อยู่ในทีมได้ไหม? ได้แน่นอน ดีกว่าลัลลาน่าแน่นอน แต่ถ้ามาก็จะเหมือนกับ เนเวส ที่แฟนๆบางคนอยากได้ คือต้องยอมเป็นสำรอง เนเวสเล่นตำแหน่งโฮลดิ้ง ซึ่งเรามีฟาบินโญ่อยู่ ถึงแม้ตอนนี้ฟอร์มจะแย่ แต่ถ้าฟิตเข้าฝักเขาจะกลายเป็นตัวสำคัญ แล้วตำแหน่งบ็อกซ์ทูบ็อกซ์อย่างไวจ์นัลดุมและเฮนเดอร์สัน ต้องทำหน้าที่ทั้งรุกและรับ ซึ่งบรูโน่รุกดีแต่จะขาดในเรื่องของเกมรับ

2.) เดอ ลิกต์ – ลิเวอร์พูลเคยสนใจที่จะซื้อมาเพื่อปั้นกับทีมเยาวชน แต่เอเย่นต์ได้ปั่นหัวให้เดอ ลิกต์ สำคัญตัวเองผิดว่าเขาฝีเท้าระดับโลกแล้ว จึงโก่งราคาและค่าเหนื่อยแบบสูงเว่อร์ ซึ่งลิเวอร์พูลก็เมินหน้าหนี สุดท้ายเป็นยูเว่ที่บ้าจี้ซื้อไป แล้วเดอ ลิกต์ก็กลายเป็นตัวตลกให้แฟนๆด่ากับฟอร์มการเล่นที่ยอดแย่

3.) จาดอน ซานโช่ – เป็นเด็กมีอนาคต มีความคล่องความเร็วตามสเป็คที่ลิเวอร์พูลต้องการ แต่ราคาเกินร้อยล้านลิเวอร์พูลถือว่าไม่คุ้มที่จะลงทุน เขาอาจจะคุ้มสำหรับทีมอื่น แต่สำหรับลิเวอร์พูลมันจะกระทบการเงินหมด

พอไม่ซื้อตัวรุกสองตัวนี้ ลิเวอร์พูลก็เลยไปคว้ามินามิโนะมาช่วงตลาดกลางฤดูกาล สำหรับคนที่จะมาเล่นเป็นสำรองและหมุนเวียนลงนัดที่เล็กหน่อย กับเงินจำนวนน้อยนิดที่จ่ายไปก็ถือว่าคุ้ม

ส่วนเหล่านี้เป็นนักเตะที่ไม่มีข่าวว่าลิเวอร์พูลเล็งไว้ แต่แฟนๆรู้ว่าคล็อปป์ปลื้มอยู่ เพราะเวลาคล็อปป์ปลื้มใครก็จะชอบเข้าไปจีบตีสนิทชิดเชื้อ เช่น ซน ฮงมิน, อดาม่า ตราโอเร่, เดอ บรอยน์ เหล่านี้ถึงคล็อปป์จะชอบก็ไม่มีทางมาได้

ตัวที่ 1.) ซน ฮงมิน – ราคาคงไม่แพง แต่สเปอร์สไม่มีทางขายให้คู่แข่งในพรีเมียร์

ตัวที่ 2.) ตราโอเร่ – ตั้งราคาเกินฝีเท้า ถ้าไม่แพงก็มาเป็นสำรองได้ ตราโอเร่มีความแข็งแกร่ง ว่องไวจริง แต่ทักษะการจ่ายและการทำเกมยังไม่ดีพอ ราคาควรจะอยู่พอๆกับอิสมาอิล่า ซาร์ คือ 30 ล้านปอนด์ ไม่ใช่ขึ้นไป 75 ล้าน ซึ่งแม้แต่ในวูล์ฟเองเขาก็ไม่ใช่ตัวท็อป ตอนนี้เนโต้ก็ฟอร์มมาเหนือกว่า

ตัวที่ 3.) เดอ บรอยน์ – คนนี้เป็นแฟนหงส์แดง แต่ไม่ใช่ว่าจะอยากมาเล่นกับทีมรัก แล้วก็ติดลมบนไปแล้ว อย่างที่รู้กันว่าแมนซิตี้ให้ค่าเหนื่อยนักเตะอย่างแพง และมีโบนัสนอกระบบอีกมหาศาล คงจะไม่ยอมลดค่าเหนื่อยตัวเองเพื่อมาอยู่กับลิเวอร์พูลแน่ และอีกประการคือแมนซิตี้ก็ย่อมไม่ขายให้คู่แข่ง ถ้านักเตะอยากย้ายก็ต้องเป็นลีกอื่น

ส่วนปิดฤดูกาลนี้ค่อนข้างแน่แล้วว่าลิเวอร์พูลจะคว้าติโม แวร์เนอร์ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดซะก่อน เวลานี้ถือว่าทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน ดีลลงตัว ที่เหลือคือรอตลาดเปิด อันนี้เป็นสิ่งที่สมควรซื้ออย่างมาก ราคาไม่แพง

อย่างไรก็ตาม สำหรับผมก็หวังว่าเราจะซื้อนักเตะบิ๊กเนมมาเพิ่ม ถ้าจำเป็นต้องทุ่มเงินก็ต้องยอมควัก เพราะแวร์เนอร์คนเดียวนี่ไม่พอแน่นอน ไหนจะมีตัวสำรองที่เตรียมย้ายออกหลังจบฤดูกาลนี้

อย่างจาดอน ซานโช่ ถ้าใครซื้อมาก็ถือเป็นทรัพย์ที่ดี เป็นการลงทุนที่ดี ดึงคนดูได้ ดึงสปอนเซอร์ได้ ทีมนักลงทุนอย่างเชลซีและแมนยู จึงต้องการซื้ออย่างมาก และถ้าลิเวอร์พูลไม่ยอมเสี่ยงลงทุนนักเตะดาวดังกับเขาบ้าง ผมเกรงว่าไม่นานนักหรอกทีมอื่นก็จะกลับมาแซงพัฒนาข้ามหน้าไปอีก

[ โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น