ปรสิตในปลาแซลมอนเป็นสัตว์ชนิดแรกที่ไม่ต้องหายใจ – ไม่ใช้ออกซิเจน

BBC / 26 กุมภาพันธ์ 2020

ข้อถกเถียงที่มีมานานในแวดวงวิทยาศาสตร์ ซึ่งสงสัยกันว่าสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่อยู่ในอาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องหายใจ หรืออยู่โดยปราศจากกลไกการเผาผลาญใช้ออกซิเจน เหมือนกับแบคทีเรียบางชนิดได้หรือไม่นั้น ล่าสุดปัญหานี้มีคำตอบที่ชัดเจนแล้ว

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟของอิสราเอล ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องปรสิต H. salminicola ที่พบได้ทั่วไปในปลาแซลมอนลงในวารสารวิชาการ PNAS โดยระบุว่าปรสิตที่ไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์ชนิดนี้ ถือเป็นสัตว์และสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ประเภทแรกที่ถูกค้นพบว่า ไม่มีรหัสพันธุกรรมของไมโทคอนเดรีย (mitochondrial genome) ซึ่งหมายถึงว่ามันไม่มีหน่วยพันธุกรรมใด ๆ ที่สนับสนุนกลไกการหายใจและเผาผลาญโดยใช้ออกซิเจนเลย

ปรสิต H. salminicola เป็นสัตว์ในไฟลัมไนดาเรีย (Cnidaria) เช่นเดียวกับแมงกะพรุน ดอกไม้ทะเล และไฮดรา สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาออกซิเจน เนื่องจากต้องปรับตัวให้อาศัยอยู่ในปลาแซลมอน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำหรือไร้ออกซิเจนไปจนตลอดวงจรชีวิตของมัน

ในบางครั้งเราจะสังเกตเห็นปรสิตชนิดนี้ได้ โดยมันจะมีลักษณะคล้ายกับตุ่มซีสต์แทรกอยู่ในเนื้อปลาแซลมอน แต่หากใครเผลอรับประทานเข้าไปก็ไม่ต้องกังวล เพราะมันไม่สามารถจะอาศัยอยู่ในร่างกายของคนเราได้

ทีมผู้วิจัยยังไม่ทราบชัดว่า ปรสิตดังกล่าวใช้กระบวนการใดผลิตพลังงานให้ร่างกายแทนการเผาผลาญออกซิเจน แต่สันนิษฐานว่ามันอาจดึงเอาสารอะดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine triphosphate) หรือ ATP ซึ่งให้พลังงานแก่เซลล์มาจากตัวปลาแซลมอนที่มันอาศัยอยู่โดยตรงได้

ลักษณะการดำรงชีวิตที่แปลกประหลาดนี้ คาดว่าเป็นผลมาจากวิวัฒนาการ โดย H. salminicola อาจแยกตัวออกจากบรรพบุรุษที่เป็นแมงกะพรุนซึ่งหากินอย่างอิสระมาก่อน แล้วปรับตัวกลายมาเป็นปรสิตที่มีความซับซ้อนทางกายภาพและพันธุกรรมลดลงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม มันยังมีอวัยวะบางส่วนคล้ายกับแมงกะพรุนอยู่ เช่นเซลล์ที่เคยเป็นเข็มพิษกลับกลายมาเป็นอวัยวะรูปร่างคล้ายตา ซึ่งใช้ทำหน้าที่เกาะติดกับตัวปลาแซลมอนแทน

ในบางครั้งเราจะสังเกตเห็นปรสิตลักษณะคล้ายกับตุ่มซีสต์แทรกอยู่ในเนื้อปลาแซลมอนได้

บทสรุปของรายงานวิจัยฉบับนี้ระบุว่า “ความสามารถปรับตัวของสิ่งมีชีวิตให้อยู่รอดได้ในสภาพที่ไร้ออกซิเจน ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวแบบยูคาริโอตเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้ว มีวิวัฒนาการลักษณะนี้ในสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ เช่นปรสิตบางประเภทด้วย”

https://www.bbc.com/thai/amp/features-51644816

ความรักต่างวัยในชีวิตจริง กับในหนัง

ข่าวเมื่อปี 2018 (เวลานี้ผ่านมา 7 ปีแล้ว)

คู่รักต่างวัย ระหว่างนักร้องหนุ่มจีน Zhang Mu Yi อายุ 24 ปี กับสาวน้อยลูกครึ่ง จีน-แคนาดา Akama MIKI หรือมีชื่อจีนว่า จางเชียนซุย ที่ตอนนั้นอายุเพียง 12 ปี แต่เมื่อคบกันพิสูจน์ใจกันได้ 5 ปี ในที่สุดก็แต่งงานกันแล้วในวัยเพียง 17 ปี ปัจจุบันอยู่กินกันมาได้ 2 ปี

ข่าวจาก 3 ปีก่อน เมื่อฝ่ายหญิงเข้าสู่วัย 16 ปี
ภาพตอนอายุ 12
เมื่อ 3 ปีก่อน ก่อนที่จะแต่งงานกันในปีถัดมา

ยุคนี้รักต่างวัยมักตกเป็นดราม่าของสังคม แต่ในสมัยก่อนนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เพราะโรงเรียนและมหาวิทยาลัยสมัยก่อนไม่ได้จัดระบบระเบียบแบบในปัจจุบัน ไม่บังคับว่าต้องเข้าเรียน และถึงแม้แต่งงานแล้วก็เข้าเรียนได้ตามสะดวก ไม่ได้จัดเป็นเทอมเป็นคลาสเหมือนในปัจจุบัน

หนังเกาหลีแนวรักๆ กวนๆ เรื่องนึงชื่อว่า “My Little Bride” 2004 (จับยัยตัวจุ้นมาแต่งงาน) เป็นหนังที่หยิบเอาเรื่องของความคิดแบบสังคมโบราณของคนเฒ่าคนแก่ ที่พออายุ 14-15 ก็ถูกจับแต่งงานกันแล้ว

แล้วสังคมจีน, เกาหลี สมัยก่อนจะมีเรื่องของคลุมถุงชนด้วย (แต่ในประวัติศาสตร์จริงไม่ได้มีเยอะหรือมีบ่อยๆ) พอมีหลานสาวก็หวง อยากให้มีอนาคตมั่นคงก็จับให้แต่งงาน

“มุนกึนยอง” สมัยตอนเด็ก แสดงคู่กับ “คิมเรวอน” พระเอกจอมทะเล้น

อันนี้ก็เป็นหนังแนวผู้ชายวัยโต มีความรักกับเด็กวัยละอ่อน แต่สำหรับคู่รักหนุ่มสาวจีนในชีวิตจริงที่นำเสนอไป คือของแท้เลย ไม่มีใครจับแต่ง ไม่ได้คลุมถุงชน เป็นความรักระหว่างคนสองคน

ในบ้านเราเองมีคล้ายๆ แต่สลับกัน คือมีกรณีของครูสาวที่รักกันกับนักเรียนตัวเองวัยมัธยม แล้วไม่ใช่เฉพาะที่เป็นข่าว ในชีวิตจริงครูกับนักเรียนแต่งงานกันไปหลายคู่แล้ว กรณีของครูชายแต่งงานกับนักเรียนหญิงก็มี จนเป็นดราม่าในสังคม ทั้งที่จริงแล้วผู้ปกครองเขายกให้ เพราะคนบ้านนอกคนโบราณนั้นเขาให้ลูกสาวแต่งงานเร็วตั้งแต่เข้าวัยรุ่นต้นๆ

ชีวิตจริงของครูสาวที่รักกับลูกศิษย์ ถ้าผู้หญิงเป็นฝ่ายแก่กว่า สังคมมักไม่ว่าอะไร เต็มที่ก็แค่อิจฉาและบูลลี่
กรณีของครูหนุ่มแต่งงานกับเด็กสาว สังคมยุคปัจจุบันลืมกำพืดบรรพบุรุษเลยออกมาดราม่าโจมตี
จะเห็นได้ว่าฝ่ายชายได้มาทำพิธีขอจากย่าเด็ก ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงเรียบแล้ว เพียงแต่สื่อเขียนใส่ความคิดเข้าไปในเชิงโจมตี

ทีนี้มาดูตัวอย่างของภาพยนตร์อีกเรื่อง จากในหนังฝรั่งชื่อดัง “Leon The Professional” 1994 (ลีออง เพชฌฆาตมหากาฬ) เป็นเรื่องที่เด็กหญิงอายุ 12 ขวบไปหลงรักชายแก่ มือปืนที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ แต่พระเอกมือปืนคนนี้ก็รักเอ็นดู แต่ไม่สนองตอบ เพราะนึกถึงหญิงคนรักที่ตายจากไป

ทุกวันนี้ถึงแม้หนังฝรั่งรุ่นใหม่ๆ หนังรุ่นปี 2000 จะไม่มีเรื่องของรักต่างวัยแล้ว จะออกไปทางรณรงค์ต่อต้านด้วย แต่ในชีวิตจริงสังคมจริงของชาวตะวันตก โดยเฉพาะในชีวิตเมืองชนบท ก็ยังมีครอบครัวที่นิยมแต่งงานเร็ว และมีชายหญิงที่แต่งงานต่างวัยอยู่อีกมากเหมือนกัน

เมื่อพบว่าลูกหลานวัยเล็ก หรือเด็กๆในการดูแล มีความหมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ

ในสมัยก่อน วัฒนธรรมการแต่งงานและบรรทัดฐานความคิดของผู้คนนั้นต่างกับสมัยปัจจุบัน

จารีตของคนทุกชนชาตินั้นเด็กผู้หญิงสามารถแต่งงานออกเรือนได้เมื่อมีระดู หรือเริ่มมีประจำเดือนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม จะ 8 ขวบ 9 ขวบ 14 -15 ขวบ เพราะแต่ละคนโตเป็นผู้ใหญ่ไม่พร้อมกัน

แล้วมันก็เป็นไปตามหลักธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ เพราะการมีระดูก็คือเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ สามารถมีลูกมีครอบครัวได้ และมีฮอร์โมนความต้องการความรักและความใคร่ที่สูงขึ้น

แต่ก่อนจะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ เด็กส่วนมากก็เริ่มมีความรู้สึก มีอารมณ์ทางเพศกันแล้ว ฉะนั้นในหมู่เพื่อนเด็กชายหญิงก็มักจะมีการแอบเรียนรู้ทำกิจกรรมทางเพศกัน หรือหลายคนก็เรียนรู้กับผู้ใหญ่ อาจมีผู้ใหญ่ชักนำ

ฉะนั้นบางวัฒนธรรมสมัยก่อน อย่างของไทยโบราณหรืออาณาจักรอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ ก็จะมีเด็กหญิงวัย 8-9 ขวบหรือ 11-12 ที่บางคนอาจยังไม่มีระดูด้วยซ้ำ ถูกพ่อแม่ส่งตัวให้ไปรับใช้ปรนนิบัติเจ้าขุนมูลนาย เพื่อจะยกระดับจากการเป็นบ่าวและมีชีวิตที่สบายขึ้น

ส่วนเด็กผู้ชายจะสามารถแต่งงานได้ตั้งแต่มีน้ำอสุจิ ซึ่งคนสมัยก่อนสมองเขาเป็นผู้ใหญ่ไว อายุ 11 ขวบ 13 ขวบก็เข้ากองทัพออกรบได้แล้ว เด็กชาย 10 ขวบ 15 ขวบ ก็ทำมาหาเลี้ยงชีพเลี้ยงดูตัวเอง เลี้ยงดูพ่อแม่และครอบครัวได้แล้ว ต่างกับคนสมัยนี้ที่บางคนอายุ 30 แล้วยังขอเงินพ่อแม่ใช้อยู่ หรืออายุ 40 ก็ยังไม่มีครอบครัว บริหารชีวิตไม่เป็น ไม่กล้าจะดูแลรับผิดชอบคนอื่น

แต่ช่วง 20-40 ปีหลังมานี้ สังคมทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนจารีตและบรรทัดฐานใหม่ทีละนิด มีการจัดระเบียบโลกกันใหม่แถมผลักดันให้ถือว่าการใคร่เด็กนั้นเป็นโรคทางการแพทย์ แล้วก็สองมาตรฐานซะด้วย ผู้หญิงรุ่นใหญ่ชอบเด็กชายรุ่นเล็กไม่เป็นไร แต่ผู้ชายรุ่นใหญ่ชอบเด็กหญิงรุ่นเล็กกลายเป็นมองว่า เป็นการกดขี่ทางเพศ

ฉะนั้นเมื่อเกือบทุกประเทศทั่วโลกต่างพากันออกกฎหมายควบคุมอายุในการมีเพศสัมพันธ์ เลยทำให้ความรักและการคบหาต่างวัยไม่ค่อยมี คือมีอยู่แต่ลดจำนวนลง

แต่ธรรมชาติของเด็กๆ เขาไม่ใช่ว่าไม่รู้เดียงสา เขามีอารมณ์ มีความใคร่ เขารู้เรื่องเพศ แล้วไม่ใช่ว่าเด็กยุคใหม่นั้นไวไฟ มันเป็นธรรมชาติมาตั้งแต่คนรุ่นโบราณแล้ว ถึงเด็กสมัยนี้ในด้านอื่นจะโตช้า ด้านความรับผิดชอบชีวิตไม่มี ทำงานไม่เป็น งานบ้านก็ยังไม่เป็น แต่ใช่ว่าเรื่องอื่นจะไม่โต ร่างกายและฮอร์โมนมันก็โตและพัฒนาตามวัย

นี่ก็เป็นตัวอย่างในสังคม ที่มีผู้ปกครองพบว่า ลูกสาววัย 6 ขวบมีคลิปไลฟ์โชว์อวัยวะเพศ มีพูดดึงดูดยั่วยวน ซึ่งอันนี้ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติตามวัยของเขา แล้วเขาต้องการเรียนรู้ทำกิจกรรมทางเพศ ไม่ใช่แค่กับเด็กด้วยกัน แต่อยากลองกับผู้ใหญ่ด้วย เด็กผู้ชายเองก็อยากลองกับเพื่อนหญิงวัยเดียวกัน หรือวัยเล็กกว่า หรือกับผู้หญิงวัยโต

ส่วนเด็กผู้หญิงก็อยากลองกับผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์และสามารถสนองและช่วยให้เขาเรียนรู้ได้ ซึ่งเคสเหล่านี้มีเยอะจนไม่ใช่เรื่องแปลก ในโลกอินเตอร์เน็ต มีทั้งคลิปแชร์กัน หรือมีโผล่มาตามเว็บเกมและเว็บใต้ดิน มีทั้งกลุ่มไลฟ์สดในโซเชียล ที่เด็กหญิงวัยเล็กออกมาโชว์ให้ผู้ชายดู คือเขาพอใจที่มีคนมาสนใจหรือชื่นชมเขา

ทีนี้มันจะอันตรายตรงที่ เด็กบางคนเขาไม่รู้ว่าผู้ชายนั้นไม่ใช่ว่ามีแค่คนที่สนใจแต่เรื่องทางเพศ ซึ่งอันนั้นปกติมาก (คือชายที่ชอบเด็กวัยที่เริ่มรู้เรื่องเพศ อันนี้มีเยอะ แต่ชายที่ชอบเด็กวัยเล็กเกินจนไม่รู้เดียงสา เช่น 3 ขวบ 5 ขวบ อย่างนั้นแหละโรคจิตและผิดปกติ)

แต่ถ้าจังหวะโชคร้าย เด็กอาจไปเจอกากเดนสังคม ไปเจอพวกแก๊งหลอกเด็ก แก๊งขโมยเด็กไปขาย อันนี้จะถูกล่อลวงได้ หรือไปเจอพวกโรคจิตชอบความรุนแรง ข่มขืนรุมโทรม

ฉะนั้นวิธีป้องกันของผู้ปกครองก็คือ ต้องอย่าให้เด็กใช้มือถือหรือเล่นโซเชียลตามลำพัง คอยสังเกตว่าเขารู้เรื่องเพศหรือยัง บางคน 6 ขวบก็รู้แล้วเพราะคุยกับเพื่อนที่โรงเรียน หรือดูหนัง ดู YouTube แต่บางคน 9 ขวบก็ยังไม่รู้เรื่อง เพราะดันโชคดีไปเจอโรงเรียนที่ควบคุมอบรมอย่างเข้มงวด และที่บ้านก็คุมเข้มไม่มีเสพแวดล้อมที่ไม่ดีเลย

ผู้ปกครองก็ให้ใช้การสอบถามพูดคุยเป็นกันเอง ยอมรับในความรู้สึกที่เขามีความสนใจเรื่องรักเรื่องใคร่ ให้ถามตรงๆว่า มีคนมาคุยไหม ชอบใครสนใจใครรึเปล่า ชอบเด็กด้วยกันหรือชอบคนโตกว่า คอยติดตามสั่งสอนให้เขาคิดเป็น และที่สำคัญคือต้องสอนให้ระวังอันตรายของโลกใบนี้ในทุกด้าน เขาจะได้มีนิสัยรอบคอบและระวังตัว

เพจนึงได้นำคำพูดของผู้ปกครองรายนี้มาลงเพื่อขอคำแนะนำ

จากโพสต์นั้นก็ได้มีผู้เข้ามาให้คำแนะนำจากประสบการณ์ตัวเองว่า :

“ฝากไปบอกแม่เขาได้ไหม คือตอนเด็กๆเราเคยทำ แล้วแม่มาเจอเหมือนกันคือไม่กล้าคอมเม้นต์เพราะมันก็น่าอายคือเรื่องเป็นงี้ พ่อแม่เราไม่เคยสอนเรื่องวิธีการช่วยตัวเองหรือการจัดการเมื่อมีอารมณ์ทางเพศเลย แล้วจะแบนหนังที่ติดเรททุกอย่าง ละครจูบกันก็ปิดตา แล้วเราเริ่มทำแบบลูกจขพ.ตอนประมาณ 9 ขวบได้มั้งคือเด็ก 6 ขวบมันผิดปกติแหละ เพราะมันเร็วไป แต่ตอนที่เราเริ่มถ่ายรูป ถ่ายคลิปตัวเอง คือเราแค่แบบมีอารมณ์อะ แล้วไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แค่ทำแบบนี้แล้วเรารู้สึกดี ก็เลยทำ แล้วรูป/คลิป ไม่เคยส่งให้ใครนะ ถ่ายๆไว้แล้วก็ลบแล้วถ่ายใหม่ แล้วตอนแม่มาเจอคือแม่ก็พูดแบบ แม่ผิดหวัง แม่รักลูก บลาๆๆ เหมือนที่ในคอมเม้นต์บอกนี่แหละ แต่คือเราเกลียดมาก เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำอะไรเสียหาย แต่อธิบายไปแม่ก็ไม่เข้าใจ ขนาดเราตอนนั้นยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไปทำไม แล้วกว่าเราจะรู้ว่าวิธีการที่ถูกต้องเป็นยังไงก็คือทำมั่วๆมาจนอายุ 14 อะเอาจริงๆ จากประสบการณ์ตรง จะบอกว่า ที่พวกผู้ใหญ่คิดว่าเด็กเลียนแบบนู่นนี่นั่น คือไม่เลย เด็กมันทำไปตามสัญชาติญาณ เราก็ทำไปตามอารมณ์ ทำเพราะไม่มีใครสอนวิธีที่ถูกต้อง แต่เด็ก 6 ขวบเริ่มมีอารมณ์ทางเพศก็เร็วไป แต่ก็ควรถามเขาว่าเขาเคยรู้สึกแบบมีอารมณ์แบบนั้นไหม ถ้าไม่งั้นก็ควรไปหาจิตแพทย์แบบไม่ต้องคุยกับเขาก่อนนะ ไม่งั้นเด็กจะรู้สึกแย่มากๆเหมือนที่เราเคยโดนฝากไปบอกแม่เขาที ไม่อยากให้พูดจาแรงๆหรือต่อว่าลูก หรือบอกว่ารู้สึกผิดหวัง อยากให้เด็กได้คุยกับหมอเลย หรือไม่ก็ทำเหมือนไม่รู้แล้วเริ่มสอนเรื่องเกี่ยวกับเพศกับเขาแบบจริงจังดีกว่า ถ้าเขาเข้าใจเขาจะเริ่มเปิดใจคุยมากขึ้น แล้วถึงตอนนั้นค่อยแซะๆถาม”

นั่นเป็นตัวอย่างประสบการณ์ที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงก็คงจะจำกันได้ว่า ตอนเด็กๆ หลายคนก็เคยผ่านการลองการเรียนรู้เรื่องทางเพศโดยไม่มีใครสอน แต่ในตัวอย่างผู้ที่แสดงความเห็น เขาค่อนข้างโตช้ารู้สึกช้า เลยเอาจากประสบการณ์ของเขาเป็นเกณฑ์ว่า 9 ขวบที่เริ่มมีความรู้สึกทางเพศ แต่ที่จริงแล้ว เด็กหลายคนอาจเริ่มมีความรู้สึกตั้งแต่ 6-7 ขวบ หรือไวกว่านั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพียงแต่ผู้ปกครองต้องดูแลอย่างใกล้ชิด อย่าพึ่งให้เขาหมกมุ่นหรือโฟกัสที่ความรู้สึก ให้เบนความสนใจไปทางอื่น

เด็กๆนั้นเขารู้ได้เองโดยธรรมชาติ ว่าอะไรคือเรื่อง sex อะไรคือการดึงดูด อะไรคือการยั่วยวน ผู้ปกครองต้องไม่ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เขาไปปฏิบัติตามวัฒนธรรมค่านิยมที่ผิดๆ ตามแบบภาพยนตร์หรือการ์ตูนฝรั่ง ที่เอาแต่หมกมุ่นเรื่องความรักความใคร่ และที่สำคัญคือต้องสอนให้มีบรรทัดฐานทางคุณธรรม มีขอบเขตในเรื่องเพศ ไม่มีใจวิปริต ไม่นิยมความรุนแรง ไม่มีรสนิยมทางเพศแปลกๆ ไม่รักใคร่มีอารมณ์กับคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งแบบนั้นเป็นความผิดปกติทางจิตใจ ถ้าหากพบเห็นพฤติกรรมนั้นต้องรีบปรึกษาแพทย์

ทีนี้แวะมาเรื่องของความใคร่แบบต่างวัย

คนเราก็มักจะชอบคนในวัยเดียวกัน หรือถ้าเป็นผู้หญิงก็อาจชอบผู้ชายแก่กว่าเล็กน้อย และผู้ชายก็อาจชอบผู้หญิงเด็กกว่าเล็กน้อย แต่ก็มีคนจำนวนมากเหมือนกันที่ชอบคนต่างวัย คือผู้หญิงหลายคนรับได้และรู้สึกอบอุ่นที่ฝ่ายชายจะอายุมากกว่าหลายสิบปี และผู้ชายเองจำนวนมากก็ชอบผู้หญิงที่อายุน้อย

และสำหรับบางเคส ที่ว่าชอบเด็กหญิงอายุน้อยๆไปเลย เพราะรู้สึกว่านอนสอนง่าย ไม่รบกวนใจเกินไป เคสแบบนี้ก็มีแต่ไม่เยอะนัก

ซึ่งในสมัยก่อนมันเป็นเรื่องที่ยอมรับกันในสังคม แต่ในปัจจุบันสังคมพยามรณรงค์ต่อต้าน และมีกฎหมายห้ามด้วย มันก็เลยมีร้านค้า sex toy จำนวนมากที่ผลิต sex doll เป็นเด็กผู้หญิงขึ้นมา เพราะมันไม่ผิดกฎหมายหนิในตะวันตก

ยุคนี้เป็น sex doll ต่อไปในอนาคตร้าน sex toy อาจผลิตเป็นหุ่น A.I. แทนก็เป็นได้ อย่างตอนนี้ที่ญี่ปุ่นก็มีแล้ว คนที่รักและแต่งงานกับ sex doll

มันไม่แปลกหรอกที่จะมีเรื่องอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นที่มันผิดธรรมชาติ เพราะคนเรามันไปพยามเปลี่ยนธรรมชาติ เปลี่ยนวิถีจารีตที่ผู้คนยึดกันมาร่วมหมื่นปี

ย้อนดูคำเตือน “อรรถวิชช์” พูดล่วงหน้าเรื่องยุบ “อนาคตใหม่” ว่าด้วยกฎหมายและเหตุผล

“อรรถวิชช์” วอนอย่านำคนลงถนน แจงเหตุผลทำไม “เงินกู้ 191 ล้าน” เป็นเหตุยุบพรรคอนาคตใหม่

ภายหลังการปล่อยกู้ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่ให้พรรคอนาคตใหม่ยืมเงิน จำนวน 191 ล้านบาท ได้ข้อยุติเบื้องต้น เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) ให้ยุบพรรค โดยเห็นว่าเงินให้กู้ดังกล่าวมีเหตุอันเชื่อได้ว่าเป็นการรับบริจาคเงินโดยแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ล่าสุด อรรถวิชช์ สุวรรณภักดีล่าสุด  โพสต์ภาพข้อความ อย่านำคนลงถนนเลย มาดูเหตุผลกัน ทำไม “เงินกู้ 191 ล้าน” เป็นเหตุยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)

ธนาธร ปิยะบุตร พูดถูก “เงินกู้” ไม่ใช่ “รายได้” แต่ถือเป็น “ประโยชน์อื่นใด” และถ้าเกิน 10 ล้านบาท มีความผิดครับ ! เพราะ ม.66 วรรค 2 ของกฎหมายพรรคการเมือง พรรคการเมืองจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเกินตามวรรคหนึ่งคือ 10 ล้านบาท ไม่ได้ มีโทษตาม ม.125

ซึ่ง ม.4 นิยามคำว่า “ประโยชน์อื่นใด” ไว้ โดยรวมถึง “การให้ใช้ทรัพย์สิน” และแน่นอนว่า เงินให้ที่ธนาธรให้กู้ 191 ล้านบาท คือ “ทรัพย์สิน”

โทษตาม ม.125 กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้งโดนแบนการเมือง 5 ปี ส่วนจะยุบพรรคมั้ย ต้องดูว่าเงินที่ยืมเอาไปใช้เลือกตั้ง มีเจตนาเอาเปรียบพรรคอื่นหรือไม่

 ถ้ากรรมการบริหารรู้ทั้งรู้อยู่แล้วแต่ทำ ก็จะไปเข้า ม.72 ห้ามพรรคการเมืองรับบริจาคเงินโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ม.92 (3) ระบุให้ กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ทั้งนี้ ก็ต้องรอดูว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้วินิจฉัยหรือไม่

ผมคิดว่า อย่านำคนลงถนนเลย ดูกันด้วยเหตุผลดีกว่า ถ้าธนาธรและปิยบุตร คิดว่าให้พรรคยืมเงินก้อนโตแบบนี้ได้ ทั้งที่พรรคอื่นเค้าไม่ทำกัน มันก็ไม่ยุติธรรมกับพรรคอื่นเช่นกัน

C. กรุงเทพธุรกิจ

แฟนบอลประเภทต่างๆ

•1. ประเภทสังกัดทีมรักเพียงทีมเดียว

คือประทับใจทีมไหนเป็นทีมแรก ก็จะเชียร์และรักทีมนั้นไปตลอด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ดูหรือไม่ลุ้นทีมอื่นเลย เพียงแต่มีเป้าหมายหลักคือรักและสนับสนุนทีมเดียว แฟนประเภทนี้ก็จะมีความสุขเวลาทีมรักสำเร็จ แต่จะเศร้าเวลาทีมรักแพ้หรือตกรอบ

. . .

•2. ประเภทมีทีมรักมากกว่าหนึ่งทีม

คือในลีกของประเทศนึงก็อาจจะรักและเชียร์ทีมนึง (เช่นสมมุติบางคน ในลีกอิตาลีเชียร์มิลาน แต่ในลีกสเปนเชียร์บาร์ซ่า)

หรืออีกกรณีคือ มีทีมใหญ่ที่เป็นทีมรักอยู่ทีมเดียว แต่มีทีมรองคือทีมท้องถิ่นตัวเอง (เช่นสมมุติ เป็นคนเมืองเบอร์มิงแฮม ก็เชียร์เบอร์มิงแฮมด้วย แต่มีทีมที่รักหมายเลขหนึ่งคือลิเวอร์พูล หรือแมนยู, หรือเช่น เป็นแฟนบอลในลีกไทย สมมุติเชียร์เมืองทอง แต่มีทีมรักหมายเลขหนึ่งคือยูเวนตุส ทำนองนี้)

. . .

•3. ประเภทไม่สังกัดทีมเชียร์

อาจจะลุ้นเอาใจช่วยทีมนั้นทีมนี้เป็นครั้งคราว เช่นปีไหนเห็นทีมไหนที่เก่งหน่อยก็ลุ้นอยากให้ได้แชมป์ เห็นนักเตะคนไหนเก่งๆก็ชอบไม่ว่าจะอยู่ทีมไหน

ก็คือแฟนบอลประเภทกลางๆ แฟนประเภทนี้จะไม่มีเศร้า ไม่มีเครียด เพราะไม่ต้องยึดติดหรือเป็นอริกับใคร

. . .

ทั้ง 3 แบบไม่มีใครผิดแผก ถือว่าเป็นแฟนบอลตัวยงทั้งหมด แล้วทั้ง 3 ประเภทก็อาจจะมีคอพนันด้วย เพราะในต่างประเทศการพนันไม่ได้ผิดกฎหมาย (แต่ไม่ใช่เรื่องดีนัก เพราะการพนันไม่เคยทำให้ใครรวย มีแต่จะละลายทรัพย์)

ก็ต้องยอมรับซึ่งกันว่าฟุตบอลเป็นวัฒนธรรมสากลของโลก เป็นกีฬาของคนเกือบทั้งโลก มันก็ต้องมีแฟนบอลที่หลากหลาย จะให้มีรสนิยมความชอบเดียวกันหมดก็เป็นไปไม่ได้

C. fanpage : โลกฟุตบอล

ถ้าใครเจอฝรั่งที่มีนิสัยเหยียดคนเอเชีย บอกให้เขารู้ไปครับว่า ฝรั่งไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่ดีสุด (แบบขำๆ)

ไม่ว่าจะเป็นพวกนอร์ส พวกแองโกลแซกซัน อะไรก็ตามที่พวกเขาชอบยกย่องบรรพบุรุษ

คนเอเชียที่อยู่ต่างประเทศแล้วดันเจอดูถูกเชื้อชาติ ดูถูกสำเนียงการพูด

ให้บอกไปว่า ฝรั่งไม่ใช่สายเลือดเผ่าพันธุ์ที่ดีที่สุด แต่สายพันธุ์ที่ดีที่สุดในจักรวาลคือ “ชาวไซย่า” ^~^

เบจิต้า ได้บอกไว้ ซึ่งตัวเขาเป็นชาวไซย่าแท้ แถมเป็นทั้งทายาทกษัตริย์ด้วย

เอาความรู้ตรงนี้ไปบอกพวกฝรั่งที่ชอบเหยียดเชื้อชาติด้วยครับ ^~^

C. pantip : ตา o

อันนี้พูดเรื่องสังคมนิดหน่อย
ว่าคนทุกชาติครับ จะมีคนส่วนนึงที่ติดนิสัยการเหยียดชาติ ทุกวันนี้แฟนบอลในอังกฤษก็ตะโกนด่านักเตะญี่ปุ่น นักเตะเกาหลี หรือนักเตะอาหรับ ก็มีการโดนจับโดนลงโทษกันบ่อยๆ

คนไทยเองก็ชอบเหยียดชาติอื่น หนังสือพิมพ์ไทยยังชอบพาดหัวเรียกคนพม่าว่า “หม่อง” พวกสื่อเกรียนในโซเชียลก็ชอบเหยียดเวียดนาม หรือไปเรียกเขาว่า “เหงียน”

ปกติถ้าเป็นคนอเมริกันผิวขาวเนี่ย จะชอบเหยียด -คนผิวสี -คนอาหรับ -คนลาตินอเมริกา -คนเอเชีย

ทุกวันนี้คนตะวันตกเองทำใจยอมรับคนผิวสีเพราะต้านกระแสไม่ค่อยไหว แต่เรื่องการเหยียดคนเอเชียกับอาหรับนี่ยังมีอยู่มาก

ของพวกนี้มันไม่มีวันหมด มันเป็นที่นิสัยคน แต่ไม่ใช่ทุกคน แค่บอกเล่าเฉยๆ

. . . .

< คอมเมนต์ >

เวลาเราเรียกฝรั่งเศสว่า “น้ำหอม”
เรียกเยอรมันว่า “เบียร์” เรารู้กันดีว่าเราไม่กดหัว แต่ลองถ้าเป็นอินเดีย เราเรียกว่า “โรตี” เราพาดหัวข่าวว่าโรตี มันต่างกันนะกับเจตนาของเรา

ลองดูตัวอย่างใน “เดี่ยว” ของโน้ต อุดม มีตอน “โรตีเสี่ยงทาย” เอาเพลงของ BNK มาล้อเลียนอินเดีย โอเคหละคุณโน้ตล้อเลียนในเชิงน่ารัก

แต่นั่นหละครับ มันสื่อถึงค่านิยมความคิดคนไทย เรากดหัวอินเดีย เรารู้สึกว่าน่าล้อเลียนแขก โรตีคือเรื่องตลก แต่น้ำหอมกับเบียร์ไม่ใช่เรื่องตลกจะที่เอามาล้อแล้วขำ

ฉะนั้นหม่องกับเหงียน มันเป็นภาษาพม่ากับเวียดนามจริง แต่บ้านเราเรียกในเชิงจิก หรือกดหัว รายการตลกยังเอาคำนี้มาล้อเลย

ฉะนั้นพาดหัวข่าวใช้คำว่า “หนุ่มพม่า”  “สาวเวียดนาม” มันก็ไม่ได้ยากอะไร อย่าไปใช้เลยไอ้คำว่า “สาวเหงียน”

ดาวที่กลายเป็นเพชร อาจมีอยู่ทั่วจักรวาล


ดาวแคระขาว ก็คือสภาพบั้นปลายชีวิตของดาวแคระเหลืองอย่างดวงอาทิตย์ของเรา

และวันหนึ่งข้างหน้า ดวงอาทิตย์ของเราก็อาจกลายเป็นแบบนั้นเช่นกัน เมื่อมันเย็นตัวลง …

ถ้ายังจำกันได้ ก่อนหน้านี้ในปี 2004 เคยมีข่าวใหญ่ของดาวฤกษ์ประเภทดาวแคระขาวที่เย็นแล้วและแกนกลางของมันกลายเป็นเพชรขนาดยักษ์เม็ดใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติเคยพบมา ดาวดวงนั้นก็คือ BPM 37093 (V886 Centauri) ที่อยู่ในกลุ่มดาวเซนเทารัส(Centaurus) ที่อยู่ห่างจากโลกไป 50 ปีแสง ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4000 กิโลเมตร

ซึ่งต่อมาในปี 2011 นิยายไซไฟ Count to a Trillion ที่ประพันธ์โดย John C. Wright ที่ตีพิมพ์ออกมา ก็ใช้ดาวเพชร V886 Centauri เป็นฉาก บอกเล่าว่าดาวดวงนี้ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางแรกของการเดินทางข้ามดวงดาวของมนุษย์ กลับกลายเป็นดาวเพชรที่ไม่ธรรมดา เพราะมันเป็นปฏิสสาร ซึ่ง ณ ที่นั่น ลูกเรือได้ค้นพบมรดกตกทอดทางเทคโนโลยีเป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งของมนุษย์ต่างดาว โคจรรอบดาวนั้นและทำให้ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ของเราเพิ่มขึ้นอีกโข

ไม่ใช่แต่ในนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น เจ. อาร์. อาร์ โทลคีน(J.R.R. Tolkien) ผู้ประพันธ์นวนิยายแฟนตาซี Lord of the rings ที่ถูกทำออกมาเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อมตะ ก็ยังเคยจินตนาการถึงดาวบนฟ้าของอาร์ดา(โลกในเรื่อง LOTR) ที่ชื่อดาวแห่งเออาเรนดิล (The Star of Eärendil) ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพชรซิลมาริล ที่เออาเรนดิล ที่มีเชื้อสายแห่งบีเรน และลูธิเอน ประดิษฐานไว้บนเรือ Vingilot ของเขาที่ล่องไปในนภา ในนิยายภาค ซิลมาริลเลียน ซึ่งยังไม่ถูกทำออกมาเป็นภาพยนตร์

ปู่โทลคีนคงดีใจ ถ้าทราบว่ามีดาวเพชรบนโน้นจริงๆ ..

จริงๆนอกจากดาวฤกษ์แล้ว ยังเคยมีข่าวการค้นพบดาวเคราะห์แบบโลก ที่มีขนาดยักษ์ หรือ super earth ที่ชื่อ 55 Cancri e ซึ่งโคจรรอบดาวฤกษ์ 55 Cancri ซึ่งโคจรรอบดาวแม่รอบหนึ่งโดยใช้เวลาเพียง 18 ชั่วโมง ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นคาร์บอนมาก ทำให้เกิดพื้นผิวดาวที่น่าจะเต็มไปด้วยเพชรเช่นกัน

ข่าวเดิมว่าตื่นเต้นแล้ว เพราะไม่รู้ว่ามันเป็นกรณีหายากไหมที่ดาวฤกษ์จะลงเอยเป็นเพชรทั้งดวงแบบนี้

แต่ข่าวใหม่ตามลิงก์ล่างนี้ยิ่งว้าวกว่า นั่นคือ ข้อมูลใหม่จากการสังเกตดาวแคระขาวพวกนี้กว่า 15,000 ดวง ในรัศมี 300 ปีแสงจากระบบสุริยะของเราที่กำลังเย็นตัวลง พบว่าจากความเข้มแสงและสีของมัน ทำนายได้ว่าดาวที่มีธาตุคาร์บอนมากเหล่านี้จะเย็นตัวลงช้าๆ และเปลี่ยนจากของเหลวเป็นอยู่ในรูปของแข็งที่เป็นผลึกซึ่งแกนดาวอาจเป็นโลหะ แต่เปลือกชั้นนอกซึ่งอุดมไปด้วยคาร์บอนจะอยู่ในรูปของเพชร

เรียกได้ว่าข้อมูลใหญ่ยืนยันค่อนข้างแน่ใจว่า ดาวเพชรไม่ได้หายาก และเป็นกระบวนการสามัญที่พบได้ในดาวแคระขาวที่เย็นตัวลง

ข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมไกอา(Gaia) ขององค์การองกาศยุโรป ทำให้ทีมนักดาราศาสตร์ที่ภาควิชาฟิสิกส์ แห่งมหาวิทยาลัยวอร์ริค(University of Warwick) สามารถวัดข้อมูลของดาวแคาะขาวกว่าสองแสนดวงได้อย่างแม่นยำ ทั้งๆที่ก่อนนี้สังเกตได้อย่างละเอียดเพียงร้อยถึงสองร้อยดวงเท่านั้น จึงสามารถคัดเลือกดาวที่เหมาะสมมาได้ถึงหมื่นห้าพันดวงเพื่อเก็บข้อมูล

เพชรเลอค่า อมตะ อาจไม่ได้เลอค่ามากมาย
ถ้าวันหนึ่งมนุษย์ทำเหมืองนอกระบบสุริยะได้

========================
ข่าวในปี 2004
http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/3492919.stm

รายละเอียดของดาวเพชร BPM 37093
https://en.wikipedia.org/wiki/BPM_37093

ข่าวการค้นพบดาวเคราะห์ถ่านกราไฟต์ 55 Cancri e ที่ข้างใต้เปลือกเป็นเพชร
https://news.nationalgeographic.com/news/2012/10/121011-diamond-planet-space-solar-system-astronomy-science/

ข่าวใหม่ที่ยืนยันว่า พวกดาวแคระขาวจะตกผลึกเมื่อมันเย็นตัวลง
https://phys.org/news/2019-01-astronomers-evidence-white-dwarf-stars.html?fbclid=IwAR0IO6wJWxY9F7w6bkFhLwrv40YkiHgE7wpxdvh4n5_DE_Y8MFpAJ-C_02g

====================
สำหรับผู้สนใจในส่วนนิยาย

นิยายวิทยาศาสตร์ Count to a Trillion เล่มแรกในชุดนิยายซีรีส์ The Count to the Eschaton Sequence แต่งโดย John C. Wright

https://www.amazon.com/Count-Trillion-Book-Eschaton-Sequence-ebook/dp/B005CRY3Z4

ดาวแห่งเออาเรนดิล ในโลก ลอร์ด ออฟ เธอะ ริงส์ จากนิยายภาคซิลมาริลเลียน
http://tolkiengateway.net/wiki/Star_of_E%C3%A4rendil

C. pantip : DigiTaL-KRASH!!!

“ลิเวอร์พูล – แมนยู” ใครล้อใครก่อน? ว่าด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง

❓❓❓
“เป็ดแดง” “หมาแดง” “ว่าว” “ใต้ตีน”

สีสันของฟุตบอลอย่างนึงก็คือ การมีอริ มีคู่แข่ง มีการล้อการแซวกันไปมา เห็นทีมอริแพ้ก็มาแซวมาล้อ อันนี้เป็นสิ่งที่มีได้เป็นความสนุกสนาน แต่ถ้าเกินเลยไปจนไร้เหตุผลหรือไร้ขอบเขตมันก็ไม่ควร

ถามว่าใครล้อใครก่อนระหว่างลิเวอร์พูล-แมนยู ? อันนี้ต้องบอกว่า คนสองเมืองนี้ไม่ชอบขี้หน้ากันมานานนับ 100 ปีแล้วก็ด่ากันไปกันมา แต่นั่นไม่เกี่ยวกับแฟนบอลจากประเทศอื่น

เมื่อทั่วโลกมีทีวี มีข่าวฟุตบอล มีหนังสือพิมพ์กีฬา ก็เริ่มมีแฟนบอลทีมอังกฤษตั้งแต่ยุค 60, 70, 80 แฟนลิเวอร์พูล-แมนยูก็เริ่มมากขึ้นในยุค 80 แล้วแฟน 2 ทีมนี้ก็ต่างรู้ดีว่าพวกเขาคือคู่อริกัน

แต่ที่มีการล้อการด่ากันจริงๆมันเริ่มจากยุค 90 ที่แมนยูเริ่มเจริญรุ่งเรือง ขณะที่ลิเวอร์พูลเริ่มดิ่งตกต่ำลง ผมจะค่อยๆทวนไล่ไทม์ไลน์มาทีละนิด ว่าฝ่ายที่เริ่มคิดศัพท์ล้อก่อนคือ “แฟนแมนยู” โดยสมัยนั้นมีการตั้งฉายาให้ว่า “ลิเวอร์พรุน” เพราะลิเวอร์พูลแพ้บ่อยเหลือเกิน

มันก็ยังดูรับได้ไม่น่าเกลียดอะไร จากนั้นพอยุคหลัง แฟนบอลแมนยูก็เริ่มตั้งฉายาลิเวอร์พูลว่า “เป็ดแดง” พอนานเข้าแฟนบอลลิเวอร์พูลก็ตั้งฉายากลับว่า “หมาแดง” ฉะนั้นถ้าแฟนบอลแมนยูรับได้ที่เรียกลิเวอร์พูลว่า “เป็ด” ก็ต้องทำใจยอมรับให้แฟนลิเวอร์พูลเรียกกลับว่า “หมา”

แต่ยุคหลังๆที่มีเกรียนคีย์บอร์ดเยอะ มันก็มีความเกินเลยไปถึงขั้นด่ากัน ใช้คำหยาบ ใช้มุขที่มันไร้สมองไร้เหตุผล นั่นก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมี

ในยุคโซเชียลนี่เรามีแฟนบอลประเภทที่ขอใช้คำว่า “เกรียนสมองกาก” เยอะแยะมากมาย บางคนเรียกเขาว่า “แฟนบอลตลาดล่าง” ผมไม่ค่อยเห็นด้วย มันยกตนข่มท่านไปหน่อย ผมขอใช้ศัพท์ตำหนิตรงๆว่า “เกรียกสมองกาก” แล้วแฟนบอลเหล่านี้ก็ไม่ค่อยดูเกม ไม่พยามดูแบบมีความรู้ความเข้าใจ พอเกมแข่งก็พิมพ์ด่ากันอย่างเดียวไม่สนใจดูบอลด้วยซ้ำ

และด้วยความที่แฟนแมนยูลำพองในความสำเร็จมานาน มันก็เลยคิดคำล้อที่สุดน่าเกลียดมานั่นก็คือคำว่า “ว่าว” หรือ “แชมป์ว่าว”

เป็นคำล้อและมุขที่ไร้ตรรกะ ไร้นิยาม ไม่น่าเอามาเล่น แล้วพอลิเวอร์พูลขึ้นมานำอยู่ 2 ฤดูกาลหลังนี่ก็มีฉายาให้แฟนแมนยูกลับว่า “ใต้ตีน” ซึ่ง 2 คำล้อนี้เป็นสิ่งที่ผมมองว่าไม่น่าเอามาเล่น

ถามว่านิยามของคำว่า “ว่าว” คืออะไร ? แรกเริ่มเดิมทีมันหมายถึงการเป็น “รองแชมป์” คือพอลิเวอร์พูลเข้าชิง UCL ปี 2018 แล้วแพ้ต่อเรอัล มาดริด เลยได้ฉายานี้โดยขุดย้อนไปว่าปี 2014 ก็ว่าวแชมป์พรีเมียร์ พอเปลี่ยนมาเป็นคล็อปป์คุมทีม ไม่ว่าจะเข้าชิงรายการไหนก็แพ้ทุกครั้ง

ที่จริงรองแชมป์ในกีฬาและเกียรติยศในฟุตบอล มันคือเหรียญเงิน มีศักดิ์รองจากแชมป์ อย่างลิเวอร์พูลที่ได้รองแชมป์ UCL ปี 2018 มันก็คือมีศักดิ์เหนือกว่าทีมอื่นที่ตกรอบ ซึ่งก็คือมีศักดิ์เหนือกว่าแมนยูในปีนั้น

หรือยกตัวอย่าง ฟุตบอลโลก 2018 ฝรั่งเศสเป็นแชมป์ ได้เหรียญทอง, โครเอเชียมีศักดิ์เป็นรองแชมป์ ได้เหรียญเงิน, เบลเยียมได้ที่ 3 เหรียญทองแดง

3 ทีมนี้มีศักดิ์เหนือกว่าทีมอื่นที่ตกรอบหรือไม่ได้เข้าเล่นฟุตบอลโลก นี่คือเหตุผลข้อเท็จจริงซึ่งแฟนบอลเกรียนกากไม่เข้าใจ และทำลายธรรมเนียมและศาสตร์ของกีฬาย่อยยับไปหมด ซึ่งแฟนกีฬาชนิดอื่นไม่มีนะ แต่แฟนฟุตบอลมีคนประเภทนี้เยอะจริงๆ

ฉะนั้นลิเวอร์พูลในปี 2018 มีศักดิ์เป็นรองแชมป์ UCL และในปี 2019 ก็เป็นแชมป์ UCL และมีศักดิ์เป็นรองแชมป์พรีเมียร์ แต่กลายเป็นว่าถูกทีมอันดับล่างล้อว่า “ว่าว”

แล้วไปๆมาๆก็มีการใช้คำนี้มั่วไปหมด ขยายนิยามไปอีกโดยมีวาทกรรมว่า “ว่าวแชมป์มา 30 ปี” ฉะนั้นจากที่หมายถึงรองแชมป์ ก็กลายเป็นว่า “ไม่ได้แชมป์” ก็คือว่าว ทั้งที่ถ้าพูดถึงจำนวนแชมป์ลีก ลิเวอร์พูลก็ได้ 18 สมัยรองจากแมนยูที่ได้ 20 สมัย ฟุตบอลแข่งกันมา 131 ปี จะให้ได้แชมป์ทุกปีคงเป็นไปไม่ได้ มันต้องแบ่งความรุ่งเรืองให้ทีมอื่นบ้าง แล้วในแชมป์ระดับยุโรป ลิเวอร์พูลก็ได้มากกว่าแมนยู ถ้านับรวมจำนวนถ้วยรายการหลักมันก็พอๆกัน เรียกว่าเป็นเจ้าพ่อคนละรายการกัน

มาในฝั่งของแฟนลิเวอร์พูล พอได้ขึ้นมาเป็นจ่าฝูง 2 ฤดูกาล และแมนยูตกไปอยู่ล่างๆ ก็ไปล้อว่า “ใต้ตีน” ซึ่งมันก็หนักอยู่ เพราะวัฏจักรของฟุตบอลมันก็ต้องมีผลัดกันขึ้นผลัดกันลง หรือบางคนมีตามแซวทุกเรื่องกระทั่งการซื้อตัวนักเตะ

การที่แมนยูพลาดได้ตัว “ฮาแลนด์” ก็ถูกเอามาแซว ทั้งที่มันไร้สาระมาก เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาในการซื้อขายนักเตะ ลิเวอร์พูลและทุกๆทีมก็มีแบบนี้ คือซื้อไม่สำเร็จ ดีลไม่ลงตัว นักเตะไม่อยากมา ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องเก็บมาคิด ก็อย่างที่บอกว่ามันต้องมีเหตุผลและมีขอบเขต

ฉะนั้นจากที่ผมดูบอลและตามกระแสแฟนบอลมาหลายยุค ต้องขอสรุปว่าแฟนแมนยูเป็นฝ่ายล้อลิเวอร์พูลก่อน แล้วตอนนี้มันก็เป็นช่วงสนองกรรม คือกลับกลายเป็นแมนยูที่ตกต่ำและถูกแฟนลิเวอร์พูลล้อบ้าง

แฟนแมนยูในอังกฤษเคยล้อว่าลิเวอร์พูลได้แต่ถ้วย “มิคกี้เมาส์” แต่มาวันนี้แมนยูต้องมาเจอวิบากกรรมลุ้นล่าแต่ถ้วยมิคกี้เมาส์ ไม่ได้อยู่ในเวทีลุ้นถ้วยรายการใหญ่

แต่อย่างไรก็ตาม แฟนลิเวอร์พูลก็ต้องเห็นบทเรียน อย่าล้ออย่าแซวจนไร้ขอบเขตหรือล้อในเรื่องที่มันไร้สาระไร้เหตุผล เพราะไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า วันนึงลิเวอร์พูลก็ต้องมีช่วงตก ก็ต้องมีช่วงอยู่ใต้อันดับหรือใต้ตีนคนอื่นเหมือนกัน

[โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

เทคนิคต่างๆ ในการตบตาผู้ตัดสิน

บอลลาตินขึ้นชื่อเรื่องความสกปรกเจ้าเล่ห์ ถ้าในด้านเทคนิคชั้นเชิงต้องบอกว่าฟุตบอลลาตินถือว่าสุดยอดของโลก ไม่ว่าจะอิตาลี สเปน หรืออเมริกาใต้

แต่ในด้านลบ ฟุตบอลลาตินเรียกว่าเป็นจอมเจ้าเล่ห์ เรื่องการเล่นนอกกติกา เล่นลูกสกปรกตบตากรรมการ การเรียกเอาฟาวล์แกล้งล้มแกล้งเจ็บก็มีอยู่ตลอด

แต่ทีมจากอังกฤษจะไม่ค่อยมีเรื่องแบบนี้ แต่ถ้าจะมาอยู่ในเวทีระดับนานาชาติ มันจะต้องเจอบ่อย เหมือนอย่างในรายการสโมสรโลกที่ลิเวอร์พูลต้องเจอกับทีมจากเม็กซิโกและบราซิล แล้วมาในรายการ UCL ก็ได้มาเจอกับทีมอย่างนาโปลี หรืออาจจะมีโอกาสเจอเรอัล มาดริดและบาร์ซ่าอีกครั้ง

ล่าสุดลิเวอร์พูลต้องมาเจอกับเล่ห์เหลี่ยมลูกไม้ของแอตเลติโก มาดริด ซึ่งมีดิเอโก ซิมิโอเน่ 1.เป็นนักเตะอาร์เจนติน่า 2.เป็นนักเตะในลีกอิตาลีมาตลอด 3.มาเป็นโค้ชในลีกสเปน ฉะนั้นจึงครบเครื่องเรื่องวิชาตุกติก

….

เทคนิคต่างๆ ที่นักเตะจากลาลีกาใช้บ่อย

>>>

👉 ยื่นหน้าเข้าไปโดนมือผู้เล่นอีกฝ่าย แล้วก็ทำเป็นเจ็บให้ฝ่ายตรงข้ามโดนใบเหลือง เพราะการเล่นบอลมันต้องมีกางไม้กางมือเป็นเรื่องปกติ

👉 เอาท้องเข้าไปโดนศอกอีกฝ่ายจังหวะที่ยื่นออกมา แล้วก็ล้มเจ็บเพื่อให้ดูเหมือนโดนตีศอกใส่

👉 เอาแขนยื่นเข้าไปเกี่ยวดึง แล้วทำให้เหมือนว่าอีกฝ่ายเป็นคนดึง เพราะธรรมชาติเวลามีใครมาเกี่ยวแขน โดยปฏิกิริยาแล้วจะรีบงอแขนเพื่อเกี่ยวไว้กันล้ม (เหมือนจังหวะที่รามอสดึงซาล่าห์จนล้มไหล่หัก)

👉 วิ่งเอาขาไปเตะอีกฝ่ายเจ็บ แต่แกล้งล้มกลิ้งซะเองเหมือนว่าโดนทำฟาวล์

สมัยก่อนแมนยูและเชลซีก็ไม่ค่อยถูกโฉลกเวลาเจอลูกสกปรกของบอลลาติน มาถึงตอนนี้เป็นยุคที่ลิเวอร์พูลจะต้องเจอบ่อยๆเมื่อผงาดมาในเวทียุโรป

ผู้ตัดสิน "ชือมอน มาซีเนียค" (Szymon Marciniak) เคยตัดสินนัดที่ลิเวอร์พูลไปแพ้ PSG ฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเนมาร์ที่เป็นอดีตนักเตะลาลีกา เกมนั้นกลิ้งตลอดทั้งเกม ทั้งถ่วงเวลาทั้งแกล้งเจ็บครบเครื่อง เรียกว่ากรรมการคนนี้ไม่ทันเกมอย่างมาก

พอได้มาตัดสินในเกมล่าสุดที่แอตเลติโก มาดริดชนะลิเวอร์พูล 1-0 กรรมการคนนี้ก็ไม่ทันเล่ห์ของนักเตะทีมจากสเปน ล้มเป็นเป่าให้ แกล้งร้องแกล้งเจ็บเป็นเป่าให้หมด เรียกใบเหลืองก็จัดให้ แจกให้นักเตะลิเวอร์พูลตามขอ จนแฟนๆลิเวอร์พูลเอาไปล้อเลียนกันเต็มโซเชียล บางคนก็ทำภาพผู้ตัดสินไปใส่เสื้อแอตเลติโก แมดริด มาแซวว่าเป็น Man of the match

ถ้าจะผ่านไปได้ ลิเวอร์พูลต้องใช้ลูกเจ้าเล่ห์กลับ เหมือนที่เคยผ่านบาร์ซ่าไปได้ในฤดูกาลก่อน

C. fanpage : โลกฟุตบอล

สนามแอนฟิลด์ “เก่า” แต่คลาสสิคและทรงพลัง

หลายทีมเก่าแก่ในอังกฤษยอมทิ้งสนามเดิมซึ่งเป็นตำนานของเขาเพื่อการพัฒนาสโมสร อย่างสเปอร์สยอมทิ้งไวท์ฮาร์ทเลน ส่วนอาร์เซนอลซึ่งเป็นทีมโปรดของควีนอลิซซาเบธ ก็ทิ้งไฮบิวรี่ที่เล็กเกินไป แล้วไปสร้างสนามใหม่ จากทีมที่เป็นสัญลักษณ์ของลอนดอน ยอมเปลี่ยนไปใช้ชื่อสนามเป็นอาหรับ ตามชื่อสปอนเซอร์คือสายการบิน “เอมิเรตส์” ไม่งั้นอาร์เซนอลก็อยู่ไม่ได้มาถึงวันนี้ ส่วนแมนซิตี้ก็ใช้สนามชื่ออาหรับ ตามสปอนเซอร์คือสายการบิน “เอทิฮัด”

แฟนลิเวอร์พูลเองก็ควรอย่าไปยึดติดกับชื่อสนามหรือสถานที่ ในสมัยก่อนลิเวอร์พูลเคยยึดติดธรรมเนียมว่า ผู้จัดการทีมต้องมาจากลูกหม้อสโมสร เลยทำให้ทีมตกต่ำไล่ตามทีมอื่นไม่ทัน จนในที่สุดแฟนๆและทางสโมสรต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ใช้เชราร์ อูลิเยร์ เป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่เป็นคนนอกสโมสร เพื่อยกระดับทีม

เอาหละ วันนี้แอนฟิลด์ยังมีมนต์เสน่ห์ มีความน่าสะพรึงกลัวสำหรับทีมเยือน ด้วยความที่พื้นที่มันเล็ก ไม่ใหญ่โตอลังการเหมือนสนามในลีกอื่น เลยทำให้อัฒจันทร์มันใกล้ชิดกับนักเตะในสนาม ช่วยให้บรรยากาศมันก้องกังวานไปด้วยเสียงเชียร์ของเหล่าเดอะค็อป

แต่วันนึงในอนาคต ถ้าเกิดจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน อาจถึงขั้นโยกย้าย เพื่อให้มันพัฒนานำหน้าทีมอื่น เป็นเจ้าสโมสรชั้นนำระดับโลก มันก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ส่วนเวลานี้สโมสรมีโปรเจกต์ขยายจำนวนที่นั่ง เพื่อจะสร้างรายได้ให้มากขึ้น

ทุกวันนี้ที่ลิเวอร์พูลกลายมาเป็นทีมหมายเลขหนึ่งของยุโรปอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะสนามแอนฟิลด์ แต่เป็นเพราะการพัฒนาทีมของ FSG ทีมบริหาร และเจอร์เก้น คล็อปป์ แต่ตัวสนามแอนฟิลด์ยังมีจุดอ่อนที่เป็นผลเสียกับทางเจ้าบ้านเองเหมือนกัน และหลายสิบปีที่ผ่านมาลิเวอร์พูลก็เสมอหรือปราชัยในบ้านบ่อยๆ

จุดอ่อนที่ 1.) ฝั่งประตูหันเข้าทางทิศที่ดวงอาทิตย์ตก ในขณะที่สนามอื่นส่วนมากจะหันข้างให้กับแสงอาทิตย์ แต่สนามแอนฟิลด์หันหน้าฝ่ายนึงเข้าหาแสงอาทิตย์ ฉะนั้นถ้ามีเตะช่วงบ่าย หรือช่วงเย็นในเดือนที่ดวงอาทิตย์ตกช้า จะมีฝ่ายนึงที่ถูกแสงแดดส่องตา ซึ่งมีผลอย่างมากโดยเฉพาะเกมรับ (อดีตผู้รักษาประตูอย่างเดวิด เจมส์เลยชอบใส่หมวกแก็ป)

จุดอ่อนที่ 2.) ให้กองเชียร์ทีมเยือนนั่งใกล้สนามเกินไป ถ้าไปดูทีมอื่นอย่างแมน ยูไนเต็ด จะอาศัยความได้เปรียบของเจ้าบ้าน จัดที่นั่งให้แฟนทีมเยือนนั่งอยู่ด้านบนซึ่งไกลจากสนาม ทำให้เสียงเชียร์มันเบามาก และโดยเฉพาะลีกสเปน อย่างบาร์เซโลน่าจะมีที่ให้สำหรับแฟนทีมเยือนนิดเดียว อยู่ด้านบนสุดไกลๆ แถมมีกระจกกั้นอีก เพื่อให้เสียงเชียร์ไปถึงเบาที่สุด

ทางลิเวอร์พูลเองก็ดีแล้วที่ไม่ไปเลียนแบบทีมอื่น ทำอะไรน่าเกลียดขนาดนั้น แต่ก็ควรจะอาศัยความเป็นเจ้าบ้านให้มีความได้เปรียบ จัดที่แฟนบอลทีมเยือนให้มันไกลขึ้นซะหน่อยหรือแยกเป็นจุดๆ เพราะที่ผ่านมาหลายครั้งแฟนบอลทีมเยือนมาโห่นักเตะเจ้าบ้านถึงถิ่น มาตะโกนร้องเชียร์ลั่นสนาม แต่พอดีว่าปัจจุบันนี้ลิเวอร์พูลบดขยี้ฝ่ายตรงข้ามตลอดเกม ทำให้แฟนทีมเยือนเงียบหงอย และเหล่าเดอะค็อปก็ร้องเพลงส่งเสียงเชียร์ไม่หยุด

ล่าสุดมีดราม่าน่าขัน ที่ประธานสโมสรแอตเลติโก มาดริดออกมาเย้ยหยันว่า “สนามแอนฟิลด์เก่าและถ้า UEFA ตรวจสอบอาจไม่ผ่านมาตราฐาน” ซึ่งมันดูเหมือนเป็นการยั่วประสาท ทำงานร่วมกันได้ดีทั้งนักเตะ, แฟนบอล, ผู้จัดการทีม ไปจนถึงประธานสโมสร มันแสดงให้เห็นถึงความหวั่นเกรงที่พวกเขามีต่อลิเวอร์พูล

ถ้าพูดถึงเรื่องของสนามแล้ว UEFA มีการตรวจสอบมาตราฐานทุกสนามอยู่แล้ว ทีมไหนไม่ผ่านมาตราฐาน UEFA จะให้ทีมนั้นไปใช้สนามอื่นแทน เช่น อตาลันต้า ก็ต้องไปใช้สนามซานซิโร่แทน

สำหรับสนามแอนฟิลด์ ในวันนี้เป็นสนามเก่าแก่ดั้งเดิมที่สร้างตำนานมายาวนาน มีการปรับปรุงที่นั่งและหลังคาตามยุคสมัย แต่ยังคงอนุรักษ์ความมีเสน่ห์ดังเดิม

อย่างไรก็ตาม หากสโมสรต้องการจะพัฒนาปรับปรุงสนาม หรือถึงขั้นย้ายสร้างสนามใหม่ ถ้าด้วยเหตุผลเพื่อยกระดับทางการเงินหรือรายได้ของสโมสร เชื่อว่าแฟนๆคงไม่ต่อต้าน ขอให้มันคือแอนฟิลด์ก็พอ

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น