ลิเวอร์พูลยุคไร้เทียมทาน เมื่อยามฟอร์มตก และยามมีแพ้บ้าง จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่

ช่วงลิเวอร์พูลฟอร์มตกนี้ จะสั้นหรือยาว ?

การฟอร์มตกเป็นเรื่องธรรมดาของทุกทีมครับ เป็นเรื่องของความมั่นใจ สภาพร่างกายและการฟิตซ้อม แฟนๆหงส์แดงบางคนที่ชอบติดตามดูทีมตัวเองอย่างเดียวโดยไม่ค่อยดูทีมอื่น จะไม่รู้ว่าทีมอื่นๆทั้งในอังกฤษและลีกอื่นเนี่ย จะมีหลายนัดที่เล่นแย่ต่ำกว่ามาตรฐานตัวเอง ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยๆ

สำหรับลิเวอร์พูล แฟนๆหลายคนไปคาดหวังสูงเกินไป ก่อนหน้านี้เจอร์เก้น คล็อปป์เองให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่าตัวเขาไม่ได้รู้หรือสนใจสถิติเลย จะชนะติดกันกี่นัดหรือจะไร้พ่ายรึเปล่า คล็อปป์บอกว่าเป้าหมายคือต้องการได้แชมป์ โดยโฟกัสแบบนัดต่อนัดไป

ช่วงที่แพ้ต่อเนื่อง 3 รายการนี่ บางคนไปเข้าใจว่าเป็นเพราะคู่แข่งจับทางได้รึเปล่า? คือตรงนี้ต้องขอแจงว่า ในโลกของกูรูและโลกของกุนซือเนี่ย เขาจับทางกันได้หมดแหละครับ เขามองออกซึ่งกันและกันว่าทีมไหนเล่นแท็คติกไหน ควรรับมือยังไง (ไม่มีคำว่าจับทางได้หรือไม่ได้)

แต่ฟุตบอลมันวัดกันที่ฟอร์มนักเตะครับ ไม่ใช่ว่าจับทางรู้แท็คติกคู่แข่งแล้วจะชนะได้นะ คือฝีเท้านักเตะมันต้องถึง สภาพร่างกายต้องฟิต จิตใจต้องพร้อม นั่นคือเกมฟุตบอลครับ

ในเกมรุกนั้น ลิเวอร์พูลจะมีนักเตะเพลย์เมเกอร์ที่เทคนิคชั้นเชิงสูงก็คือฟีร์มิโน่ คนนี้บทบาทสำคัญมาก ถ้าวันไหนฟอร์มมา ทีมก็เล่นดีไหลลื่นกันทั้งทีม และนอกจากใช้ความอันตรายของ 3 กองหน้าแล้ว อาวุธอันตรายของลิเวอร์พูลอีกอย่างก็คือฟูลแบ็ค โดยเฉพาะเทรนท์-อาร์โนลด์ ตัวแอสซิสต์ประจำทีม และในลีกก็มีสถิติเป็นรองแค่เดอ บรอยน์ (ที่เป็นกลางตัวรุก)

ลิเวอร์พูลฤดูกาลนี้มีการเข้าทำที่หลากหลาย ทั้งเปิดบอลจากฟูลแบ็ค, โยนยาวจากแถวหลัง, สวนกลับเร็ว, ทำชิ่งเจาะเข้ากรอบเขตโทษ

ที่ผ่านมานักเตะลิเวอร์พูลฟอร์มดีทุกคน และใจสู้ไม่ยอมแพ้จนวินาทีสุดท้าย เลยไร้พ่ายและชนะรวดมาตลอด เริ่มแรกก็ชนะ 17 นัดติด เว้นเสมอ 1 นัด แล้วก็กลับมาชนะรวด 18 นัดติด ทำสถิติเทียบเท่าแมนซิตี้ แล้วก็มาแพ้ครั้งแรกในเกมลีกฤดูกาลนี้

แต่เป็นธรรมดาของทุกทีมที่มันจะต้องมีช่วงที่สภาพจิตใจมันห่อเหี่ยว บางทีก็เกิดขึ้นในทีมพร้อมกันหลายคน บางทีก็เป็นที่ตัวผู้จัดการทีมเอง กำลังแบกเรื่องเครียดหรือเจองานหนัก นักเตะในทีมมันก็เลยห่อเหี่ยวตามไปด้วย

ในพรีเมียร์ถึงตรงนี้นัดที่ 28 (ยกเว้นแมนซิตี้ 27)
👉 ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ใช้โอกาสไม่เปลือง เมื่อเทียบกับทีม 4 อันดับแรกด้วยกัน ลิเวอร์พูลจบสกอร์ได้ดีที่สุด

• ลิเวอร์พูล ยิง 438 ครั้ง ทำได้ *64 ประตู 🥅
• แมนซิตี้ ยิง 535 ครั้ง ทำได้ *68 ประตู 🥅
• เลสเตอร์ ยิง 390 ครั้ง ทำได้ 54 ประตู 🥅
• เชลซี ยิง 464 ครั้ง ทำได้ 47 ประตู 🥅
• สเปอร์ส ยิง 339 ครั้ง ทำได้ 46 ประตู 🥅
• แมนยู ยิง 417 ครั้ง ทำได้ 42 ประตู 🥅

ส่วนผลงานเกมรับที่ผ่านมา
👉 ลิเวอร์พูลคลีนชีทมากสุดในพรีเมียร์ คือไม่เสียประตู 12 เกม (รองลงมาเป็นเบิร์นลี 11 เกม, แมนซิตี้ 10 เกม)

ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงเป็นจ่าฝูงแบบนำขาดลอย 79 แต้ม และคะแนนห่างอันดับ 2 ถึง 22 แต้ม

ลิเวอร์พูลค่อยๆฟอร์มดร็อปลงมาเรื่อยๆช่วงปลายเดือนกุมภา เนื่องจากใช้งานหนักต่อเนื่องมานาน นักเตะก็เจ็บกันไปหลายคน ขณะที่ตัวที่เจ็บพักยาวไปหลายเดือนพอกลับมาก็ฟอร์มยังไม่เข้าฝัก อย่างมาติป, ลอฟเรน, ฟาบินโญ่

แต่ลิเวอร์พูลยังคงไม่แพ้ถึงจะฟอร์มตกลงไป จนกระทั่งมาแพ้แอตเลติโกใน UCL และเกือบแพ้เวสต์แฮมในบ้าน แต่พลิกกลับมาชนะหวุดหวิด และจากนั้นก็แพ้มา 2 นัดทำให้ตกรอบ FA พ่ายต่อเชลซี

โดยที่มันก็สามารถอ่านใจคล็อปป์ได้ว่าจัดตัวผู้เล่นแบบกั๊ก คือใส่ตัวดีแต่ใส่ไม่สุด เหมือนจะเก็บไว้ฉะแอตเลติโกโดยเฉพาะ แล้วทำใจว่าตกรอบ FA ก็ไม่เป็นไร

ฉะนั้นมองว่า ลิเวอร์พูลในนัดต่อไปในศึกพรีเมียร์ ก็จะยังคงฟอร์มไม่มา แต่เริ่มดีขึ้น อาจจะชนะหรือเสมอ แล้วไปใส่แรงเต็มๆกับแอตเลติโก มาดริด ซึ่งคิดว่าก็น่าจะยังเล่นในฟอร์มที่ไม่แจ่มนัก แต่อาจจะผ่านไปได้ อาศัยว่าบู๊สู้ฟัดเต็มที่

ซึ่งถ้าผ่านแอต มาดริดไปได้ สภาพจิตใจจะดีขึ้นและฟอร์มจะเริ่มกลับมาดีจนจบฤดูกาล แค่จะมีบางนัดในพรีเมียร์ที่ส่งสำรองลงไปเล่น และส่งเด็กๆไปฝึกหลังจากได้แชมป์ไปแล้ว และพอปิดฤดูกาล ตอนนั้นจะมีการปรับเปลี่ยนถ่ายเลือดทีมแน่นอน

[ โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

[RANKING] 5 ชุดทีมผู้ไม่แพ้ใครติดต่อกันยาวนานสุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก

เชื่อว่าคอลูกหนังทั้งโลกน่าจะมีความรู้สึกหลากหลายเกิดขึ้นแน่ ๆ หลังจากที่ ลิเวอร์พูล พ่ายต่อ วัตฟอร์ด ไปในศึก ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ เพราะขณะที่กำลังเดินหน้าสร้างสถิติไร้พ่ายอยู่ดี ๆ กลับมาสะดุดล้มเพราะทีมท้ายตารางแบบเหลือเชื่อ

และในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังอังกฤษ โดยเฉพาะในยุคของ พรีเมียร์ลีก ก็เคยมีทีมที่สร้างสถิติ “ไม่แพ้ใคร” ติดต่อกันยาวนานเอาไว้มากมาย เราจึงอยากยก 5 ชุดทีมที่แพ้ยากสุด ๆ มาพูดถึงกัน ส่วนจะมีใครบ้าง ก็เลื่อนลงไปดูได้เลย !

5. แมนฯ ซิตี้ (2017-18) : ไม่แพ้นาน 30 นัด

เป๊ป กวาร์ดิโอลา เข้ามาเป็นผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาล 2016-17 และก็จบไปแบบมือเปล่า ไม่มีความสำเร็จใด ๆ ให้ฉลองเลย แต่ทุกคนรู้ดีว่านั่นเป็น 12 เดือนที่เขาใช้เพื่อเตรียมความพร้อมเท่านั้น 

เพราะปีที่สอง กุนซือชาวสเปน ก็พาทัพเรือใบสีฟ้าคว้าแชมป์ลีกได้ทันที แถมยังสร้างสถิติอันยอดเยี่ยมขึ้นมามากมายไม่ว่าจะเป็นการทำได้ 100 แต้ม / เก็บแต้มในฐานะทีมเยือนได้มากสุด (50 แต้ม) / ชนะเยอะที่สุด (32 นัด) / ชนะในเกมเยือนมากสุด (16 นัด) / ยิงประตูเยอะสุด (106 ลูก) / ผลต่างประตูได้-เสียห่างสุดที่ +79 ลูก และชนะติดต่อกันมากสุดที่ 18 นัด

เมื่อดูจากผลงานต่าง ๆ ที่บอกไปข้างต้นแล้ว มันทำให้คนทั้งโลกเริ่มยอมรับ แมนฯ ซิตี้ ที่มี เป๊ป นั่งแท่นกุนซือขึ้นเป็นทีมที่ดีสุดแห่งยุคไปแบบแทบไม่มีใครกล้าเถียง และที่น่าทึ่งก็คือพวกเขาไม่แพ้ใครติดต่อกันนานถึง 30 นัดเลยทีเดียว 

ก่อนที่สุดท้ายจะมาโดนคู่แข่งสำคัญอย่าง ลิเวอร์พูล หยุดสถิติเอาไว้ในวันที่ 14 มกราคม 2018 เพราะบุกไปพ่ายถึงถิ่นแอนฟิลด์ด้วยสกอร์ 4-3 นั่นเอง

4. อาร์เซนอล (2001-02) : ไม่แพ้นาน 30 นัด

หลังจากที่ อาร์เซนอล ถูกเทคโอเวอร์ในช่วงกลางฤดูกาล 1996-97 กุนซือมาดอ่อนไหวอย่าง อาร์เซน เวนเกอร์ ก็พลิกโฉมทัพปืนใหญ่ให้กลายเป็นตัวเต็งคว้าแชมป์ลีกได้ต่อเนื่องในทุก ๆ ปี จนครองความยิ่งใหญ่ในอังกฤษและยุโรปได้พักหนึ่งเลยทีเดียว

ฤดูกาล 2001-02 เองก็ถือเป็นช่วงเวลาก่อนทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของ อาร์เซนอล เพราะสามารถคว้าแชมป์ลีกมาครองได้โดยมีแต้มทิ้งห่างอันดับสองอย่าง ลิเวอร์พูล ถึง 7 แต้มเลยทีเดียว 

และที่ยอดเยี่ยมไปกว่านั้นคือ ขงเบ้งเลือดน้ำหอม นำทัพดาวเตะอย่าง เธียร์รี อองรี, เดนนิส เบิร์กแคมป์, โรแบร์ ปิแรส, ปาทริค วิเอรา ฯลฯ ทำศึกโดยไม่แพ้ใครติดต่อกันถึง 30 นัด ลากยาวข้ามไปยังฤดูกาล 2002-03 โน่นเลย

แต่แล้วในวันที่ 19 ตุลาคม 2002 อาร์เซนอล มีคิวบุกเยือน เอฟเวอร์ตัน ที่กูดิสัน พาร์ค และเกมนั้นคือวันเปิดตัว เวย์น รูนีย์ ที่มีอายุเพียง 16 ปี บนเวทีพรีเมียร์ลีกครั้งแรก แถมเขายังเป็นผู้ยิงประตูชัยในนาทีสุดท้ายหยุดสถิติไร้พ่ายของทัพปืนใหญ่เอาไว้แบบสุดมันส์

3. เชลซี (2004-05) : ไม่แพ้นาน 40 นัด

ซัมเมอร์ปี 2004 โฆเซ มูรินโญ ที่เพิ่งคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก  กับ เอฟซี ปอร์โต มาได้อย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัวในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่ของ เชลซี และโดยไม่ต้องเสียเวลานาน “เดอะ สเปเชียลวัน” ก็พาทัพสิงโตน้ำเงินครามคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกทันที

ผลงานของ เชลซี ในฤดูกาลนี้ถือว่าโดดเด่นตั้งแต่เริ่มยันจบ เพราะเปิดหัวซีซั่นด้วยการไม่แพ้ใครต่อเนื่องนาน 8 นัด จนกระทั่งโดน แมนฯ ซิตี้ สอยร่วงไปก่อน แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่พลาดท่าให้ใครอีกเลยจนกระทั่งคว้าแชมป์แล้วข้ามไปยังซีซั่นถัดไปโน่น

ฤดูกาล 2005-06 เชลซี ก็ยังฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่อง เพราะ 9 นัดแรกเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ทั้งหมด แม้จะต้องเจอกับทั้ง อาร์เซนอล, สเปอร์ส รวมถึงการบุกไปเผา แอนฟิลด์ ด้วยการถล่ม ลิเวอร์พูล 4-1

อย่างไรก็ตาม นัดที่ 10 สะดุดแบ่งแต้มกับ เอฟเวอร์ตัน นัดที่ 11 เปิดบ้านชนะ แบล็คเบิร์น ซึ่งถึงจุดนี้คือ เชลซี ทำสถิติไร้พ่ายนาน 40 เกมลีกเข้าไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่มันต้องหยุดลงเพราะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของสุดยอดบรมกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2005 ด้วยสกอร์ 1-0 ณ สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด 

2. ลิเวอร์พูล (2019-20) : ไม่แพ้นาน 44 นัด

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มาครองได้เมื่อฤดูกาลก่อน พวกเขายกระดับมาตรฐานของตัวเองจนสูงขึ้นกว่าเดิมอีก จนกำลังจะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 แทบ 100% แล้ว

สำคัญคือ นอกจากจะระเบิดฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่องแล้วพวกเขายังเดินหน้าทุบสถิติต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางอีกด้วย โดยมีที่สำคัญ ๆ คือการคว้าชัยชนะต่อเนื่อง 18 นัดเท่ากับ แมนฯ ซิตี้ และไม่แพ้ใครนานถึง 44 เกมเลยทีเดียว

นับตั้งแต่แพ้ให้กับ แมนฯ ซิตี้ ในฤดูกาล 2018-19 ทัพหงส์แดง ของ เยอร์เกน คล็อปป์ ก็เหมือนเก็บกด สู้ยิบตา ถ้าชนะไม่ได้ก็ต้องเสมอ แต่ที่แน่ ๆ คือห้ามแพ้ 

ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล ทำผลงานดีจนน่าเหลือเชื่อ เพราะ 27 เกมที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก พลาดท่าเสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปเพียงแค่ 1 นัดเท่านั้น ที่เหลือคือชนะหมด !! 

และด้วยฟอร์มแบบนี้ คอบอลทั้งโลกจึงมองว่าพวกเขาน่าจะเอาชนะ วัตฟอร์ด ได้อย่างสบาย ๆ ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มีนาคมนี้ แต่สุดท้ายว่าที่แชมป์กลับโดน แตนอาละวาด ต่อยตาปูดไป 3 แผล หยุดความฝันการคว้าแชมป์ไร้พ่ายและสถิติไม่แพ้ใครเอาไว้เพียงแค่ 44 นัดเท่านั้น

1. อาร์เซนอล (2003-04) : ไม่แพ้นาน 49 นัด

อาร์เซนอล ชุดแชมป์ลีกฤดูกาล 2003-04 ถือเป็นหนึ่งทีมที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งสุดในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังเลยก็ว่าได้ เพราะพวกเขาจบฤดูกาลนั้นโดยไม่แพ้ให้กับใครแม้แต่นัดเดียว

เธียร์รี อองรี, เดนนิส เบิร์กแคมป์, ปาทริค วิเอรา, แอชลีย์ โคล, เฟรดดริก ลุงเบิร์ก, โรแบร์ ปิแรส, จิลแบร์โต ซิลวา ฯลฯ คือเหล่าตำนานที่ช่วยกันสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาร่วมกัน

โดยสถิติไร้พ่ายนาน 49 นัดของทัพปืนใหญ่ครั้งนี้คาบเกี่ยวช่วงเวลายาวนานถึง 3 ซีซั่น โดยมี 2 นัดจากปี 2002-03 กับอีกตลอดฤดูกาล 2003-04 พ่วงไปอีก 9 นัดจากฤดูกาล 2004-05 

จนกระทั่งวันที่ 24 ตุลาคม 2004 อาร์เซน เวนเกอร์ ต้องนำลูกทีมบุกไปเยือนสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งก็ต่อสู้กันได้อย่างสูสีแต่ดันมาพลาดท่าเสียจุดโทษให้ รุด ฟาน นิสเตลรอย ยิงได้ในนาทีที่ 73 ก่อนถูก เวย์น รูนีย์ ยิงหยุดสถิติไร้พ่ายในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

ถึงแม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ อาร์เซนอล แต่ก็ต้องบอกว่าการไม่แพ้ใครนาน 49 นัดนั้นก็เหลือเชื่อเกินพอแล้ว เพราะอย่างน้อยก็เป็นสถิติที่ไม่มีใครทำลายได้จนถึงปัจจุบัน

cr : www.90min.com/th

C. pantip : เรขาคณิต

นักเตะยอดเยี่ยมตลอดกาลของสโมสร “เรอัล มาดริด”

ผู้เล่นตำนานทั้ง 11 ที่ต้องถูกจารึก

  1. อิเกร์ กาซิยาส
  2. เฟร์นันโด เอียร์โร
  3. เซคิโอ รามอส
  4. โรแบร์โต คาลอส
  5. มิเชล ซัลกาโด
  6. ซีเนอดีน ซีดาน
  7. คริสเตียโน โรนัลโด
  8. หลุยส์ ฟิโก
  9. ราอูล กอนซาเล
  10. โรนัลโด
  11. อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน

C. fanpage : โลกฟุตบอล

ชี้แจง VAR ริบประตูเอฟเวอร์ตัน ทำไมจึงเป็นการตัดสินที่ผิดพลาด ? (เอฟเวอร์ตัน 1-1 แมนยู)

‘ดุลพินิจและการวินิจฉัย’ แตกต่างกับ
-> การตัดสินที่ผิดพลาด <-

พรีเมียร์ลีก 1/3/2020

( ดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปตามๆกันครับ กับการจับประเด็นผิดในเรื่องการตัดสิน )

เกมฟุตบอลเป็นเกมที่ใช้ผู้ตัดสินชี้ขาดในสนาม เมื่อตัดสินไปแล้วเรียกคืนไม่ได้ บอลจบแล้วคือจบเลย แต่เราจะมาทำความเข้าใจกติกาและเข้าใจเหตุการณ์ เพราะมีบางแชนแนลที่ทำคลิปออกมาอธิบายแล้วก็สร้างความเข้าใจผิดไปครับ

การตัดสินผิดพลาดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง มันไม่ใช่ว่าเป็นการโกงหรืออะไรหรอกครับ ทุกทีมก็ต่างเคยประสบมาหมด มีทั้งโชคดีและโชคร้ายจากการตัดสินที่ผิดพลาด

แล้วก็เป็นเรื่องปกติอีกเหมือนกัน ที่สมาคมผู้ตัดสินเอย สมาคมฟุตบอลเอย ต้องออกมาแถลงปกป้องกรรมการว่าได้ตัดสินถูกต้องแล้ว “ด้วยเหตุผล 1 2 3 4…” ทุกสมาคมเป็นแบบนี้ ไม่มีที่ไหนหรอกครับที่จะออกมาบอกว่า “ทางสมาคมขอโทษ กรรมการผิดพลาดเอง” เพราะนั่นเท่ากับว่าเป็นการด้อยค่าตัวเองว่าเลือกผู้ตัดสินมาไม่มาตรฐาน แล้วจะเกิดเรื่องวุ่นและการร้องเรียนตามมามากมาย

เป็นไปไม่ได้หรอกครับที่สมาคมไหนจะออกมาบอกว่ากรรมการผิดพลาด จะฟีฟ่า ยูฟ่า หรือพรีเมียร์ก็ตาม ฉะนั้นเราจะไปยึดถือ อ้างคำแถลงของสมาคมหรือทางพรีเมียร์ว่าถูกต้องเสมอน่ะไม่ได้ แต่สื่อและนักวิจารณ์ต้องมองและให้ความรู้ข้อมูลตามความเป็นจริง ถ้ามองพลาดไปก็แค่แก้ไข ทำคลิปพลาดก็ลบคลิปไป ไม่จำเป็นว่าต้องออกมาแก้ต่างให้ผู้ตัดสินทุกครั้งที่มีดราม่า เต็มที่ถ้าไม่อยากโจมตีต่อว่าผู้ตัดสิน ก็แค่วางเฉยผ่านไปไม่ต้องออกมาชี้แจงอะไร

เราไม่ต้องไปพูดเรื่องว่าใครอคติ หรือชอบไม่ชอบทีมไหน ให้ตั้งธงไว้ก่อนว่าทุกคนมองอย่างเป็นกลางกันทั้งนั้น และต่างวิเคราะห์ด้วยเหตุผล

ในประตูที่ VAR ริบประตูเอฟเวอร์ตัน ช่วยให้แมนยูรอดความพ่ายแพ้นาทีสุดท้าย ถ้าไปดูความคิดเห็นของแฟนลิเวอร์พูลเองจำนวนมากก็ยังบอกว่า VAR ตัดสินถูกแล้ว ถึงแม้เขาจะเชียร์ตรงข้ามแมนยู

ฉะนั้นที่อธิบายตรงนี้ไม่ใช่ว่าอคติหรือลำเอียง แต่นำเสนอเพราะเห็นหลายคนเข้าใจเหตุการณ์ผิดจริงๆ ขณะที่นักวิจารณ์ที่ออกมาโต้แย้งชี้แจงข้อผิดพลาดนี้ก็มี ก็จะมาขอไล่ตามลำดับว่า มันมีมุมมองอย่างไรบ้าง

1.) ซิกูร์ดสัน ตัวผู้เล่นเอฟเวอ์ตันที่นอนขวางอยู่แล้วยกเท้าหลบ ตรงนี้สามารถวินิจฉัยได้ 2 มุมจริง ว่ารบกวนการเล่นของผู้รักษาประตูหรือไม่ โดยปกติส่วนมากถ้าผู้เล่นขวางอยู่ แล้วยกขาหลบหรือเอาตัวหลบ กรรมการจะไม่ถือว่าล้ำหน้า แต่จังหวะนี้ก็สามารถมองได้ว่ารบกวนการเล่นเพราะอยู่ใกล้ประตูมาก

2.) มีการอ้างจากทางพรีเมียร์และนักวิจารณ์หลายคน ว่าผู้เล่นเอฟเวอร์ตันที่ล้ำหน้า บดบังวิสัยทัศน์ คือบังผู้รักษาประตูทำให้มองไม่เห็นบอล ตรงนี้ถือเป็นการอ้างที่เท็จ คือดูไม่ละเอียด ฝ่ายที่โต้แย้งได้อธิบายว่าเด เคอา จ้องที่บอลอยู่ตลอด จึงถลำตัวไปทางเสาสอง เพราะผู้เล่นเอฟเวอร์ตันนั้นยิงผิดเหลี่ยมไปที่เสาสอง แต่ไปโดนแมกไกวร์เปลี่ยนทาง ฉะนั้นต่อให้จังหวะนี้ไม่มีผู้เล่นนอนขวางอยู่ ก็เป็นประตูอยู่ดี เนื่องจากเด เคอาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะเซฟได้ คือถลำไปทางเสาสองแล้ว (จังหวะถลำผิดทางต้องดูภาพช้า ดูจากภาพนิ่งจะไม่เห็น)

3.) VAR ไปวินิจฉัยตัวผู้เล่นที่ล้ำหน้า เลยพลาดไม่ได้ดูเรื่องทิศทางบอลว่ามาจากไหน ฉะนั้นการอ้างของพรีเมียร์และนักวิจารณ์ เลยพุ่งประเด็นไปที่ตัวผู้เล่นที่นอนขวาง จึงแถลงเพียงว่าเป็นการรบกวนและบดบังการมองของผู้รักษาประตู

4.) ภายหลังเมื่อมีนักวิจารณ์อีกฝ่ายโต้แย้งว่าลูกนี้ไม่ล้ำหน้า เนื่องจากเป็นการทำเข้าประตูตัวเองของแมกไกวร์ ฝ่ายที่ป้องกรรมการจึงออกมาแก้ว่า ต้องดูที่เจตนาของกองหลังว่า “เจตนาเล่นบอล” หรือ “เจตนาป้องกัน” นี่ก็คือไปอ้างผิดประเด็น จริงอยู่ว่าการยิงหรือจ่ายไปแฉลบกองหลังนั้น ก็จะถูกนับเป็นล้ำหน้าด้วย แต่เหตุการณ์นี้มันไม่ใช่แค่การแฉลบ มันเป็นการทำเข้าประตูตัวเอง

5.) กติกาของการนับว่าทำเข้าประตูตัวเองคือ ฝ่ายรุกจ่ายหรือยิงไปทิศทางที่อาจไม่ได้ประตู แต่บอลไปโดนฝ่ายรับเข้าประตู นั่นคือการทำเข้าประตูตัวเอง (จะเจตนาหรือไม่เจตนาไม่เกี่ยว เพราะการทำเข้าประตูตัวเองมักเกิดจากการขยับไม่ทัน) ลูกยิงของเอฟเวอร์ตันมันไม่ตรงกรอบ คือยิงผิดเหลี่ยมแล้วทำให้เด เคอาหลงถลำตัวไป แต่แมกไกวร์ดันไปโดนบอลทำให้บอลเปลี่ยนทางเข้าประตู

(( ตัวอย่างเช่นจังหวะซัวเรส โหม่งประตูแมนยูในเกม UCL บอลมันก้ำกึ่งว่าอาจจะไปไม่เข้ากรอบ เลยถูกนับเป็นการทำเข้าประตูตัวเองของลุค ชอว์ ))

ฉะนั้นสรุปคือ แมกไกวร์โชคดีไป รอดจากการทำเข้าประตูตัวเอง เพราะดันมีผู้เล่นที่ทำให้ผู้ตัดสินไขว้เขวหลงประเด็น ถ้าไม่มีผู้เล่นนอนขวาง ลูกนี้แมกไกวร์ได้เป็นคนทำประตูเต็มๆ ผู้รักษาประตูก็ไม่อยู่ตำแหน่งนั้นแล้ว

มีคนบอกว่าถ้าซิกูร์ดสันรีบลุกก็ไม่ล้ำหน้าแล้ว? แต่จริงๆเปล่าเลย ถ้าลุกนั่นแหละจะบังสายตาของเด เคอาจริงๆ แต่เพราะนั่งเลยทำให้เด เคอามองเห็นอยู่ตลอด

ในเกมนี้ทั้งสองทีมก็เล่นได้ดีทั้งคู่ ตรงนี้เลยขอย้ำว่าไม่ได้นำเสนอเพื่อจะบอกว่าผลไม่น่าเสมอ เพราะฟุตบอลย่อมมีชนะเสมอแพ้เป็นเรื่องปกติ บางทีทีมเล่นดีกว่าก็ไม่ชนะเสมอไป แต่นำเสนอเหตุการณ์ตรงนี้เพื่อจะได้ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ กติกาได้อย่างถูกต้อง

[ โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

– คลิปภาพช้า –

ฤดูกาลแรกใกล้จะจบลง แมนยูคือทีมที่ได้ประโยชน์จาก VAR มากที่สุด

เดลี่ เมล์ และ เดอะ ซัน สื่อเมืองผู้ดี เผยข้อมูลว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดจากการใช้ VAR ในฤดูกาลนี้

เหตุการณ์ล่าสุดในเกมกับเอฟเวอร์ตัน ซึ่ง “ปีศาจแดง” โดนยิงช่วงทดเจ็บที่ โดมินิค คัลเวิร์ต-เลวิน ยิงแฉลบ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ เปลี่ยนทางเข้าประตูไป แต่มี กิลฟี่ ซิเกิร์ดสัน ขวางอยู่ ซึ่งหลังเช็ก VAR ผู้ตัดสินมองว่ามีส่วนร่วมกับการได้ประตู และทำให้ยูไนเต็ดไม่แพ้เกมนี้

นี่เป็นครั้งที่ 8 ที่แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ประโยชน์จาก VAR ซึ่งมากที่สุดในลีก ส่วนอันดับรองลงมาคือ ไบรท์ตัน (7) และ คริสตัล พาเลซ (5)

ส่วนทีมที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด (6)

C. fanpage : บอลนอก

เชฟฟีลด์ คือทีมแรกที่ใช้ชื่อ “ยูไนเต็ด”

ทีมแรกในลีกอังกฤษที่ใช้ชื่อว่า “ยูไนเต็ด”
ก็คือ “เชฟฟีลด์ ยูไนเต็ด” (Sheffield United)

ความเป็นมา :

เชฟ ยูไนเต็ด ก่อตั้งสโมสรในปี 1889 และได้เข้าร่วมฟุตบอลลีกอังกฤษในฤดูกาล 1892-93 โดยฤดูกาลนั้นเริ่มแบ่งเป็น 2 ดิวิชั่น เนื่องจากมีสโมสรเข้าร่วมมากขึ้น ซึ่งยูไนเต็ดได้เริ่มเล่นในดิวิชั่น 2

โดยทีมอริร่วมเมืองเวลานั้นชื่อว่า “เดอะเวนส์เดย์” (The Wednesday) ได้เล่นในดิวิชั่น 1 ซึ่งต่อมาทีมได้เปลี่ยนชื่อเป็นเชฟฟีลด์ เวนส์เดย์

ส่วนอดีตของแมน ยูไนเต็ดนั้น เดิมทีชื่อว่า “นิวตัน ฮีธ” (Newton Heath) ก่อตั้งมาก่อนในปี 1878 ได้เล่นในลีกดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 1892-93

แล้วภายหลังไปตั้งชื่อเลียนแบบเชฟฟีลด์ โดยใช้ชื่อว่า “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ในปี 1902 เนื่องจากอริร่วมเมืองได้ใช้ชื่อ “แมนเชสเตอร์ ซิตี้”

เดิมทีแมน ซิตี้ มีชื่อว่า “เซนต์มาร์คส์” (St. Mark’s, West Gorton) ก่อตั้งในปี 1880 แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในปี 1894 และได้เข้าร่วมฟุตบอลลีกฤดูกาล 1898-99 โดยเริ่มจากดิวิชั่น 2

ส่วนลิเวอร์พูลสมัยนั้นยังเป็นทีมเอฟเวอร์ตันอยู่ซึ่งมาเช่าสนามของจอห์น โฮลดิ้ง ได้เล่นฟุตบอลลีกตั้งแต่ฤดูกาลแรกคือ 1888-89 ก่อนที่สโมสรเอฟเวอร์ตันจะแยกตัวออกไปสร้างสนามใหม่ ทางโฮลดิ้งผู้บริหารจึงตั้งสโมสรใหม่เป็น “ลิเวอร์พูล” ในปี 1892 และลิเวอร์พูลได้เข้าร่วมลีกในฤดูกาล 1893-94 โดยเริ่มจากดิวิชั่น 2

สมัยแรกๆ ฟุตบอลลีกอังกฤษยังไม่โต เทียบไม่ได้กับยุคต่อมา ตอนแรกเริ่มจากมี 12 ทีม แล้วก็ 16 ทีม แล้วก็เริ่มมีดิวิชั่น 2

สมัยก่อนรักบี้เป็นที่นิยมมากกว่า ส่วนฟุตบอลเป็นกีฬาใหม่ที่ยังไม่นิยมกว้างขวางนัก เล่นกันแบบไม่ได้ใช้ทักษะอะไรมาก บอลอังกฤษสมัยก่อนเล่นเหมือนรักบี้ โยนๆ วิ่งๆ ใช้แรงเข้าปะทะ

จนกระทั่งลิเวอร์พูลได้ริเริ่มเล่นฟุตบอลกับพื้นเป็นทีมแรก ใช้การต่อบอลชิ่งไปมาเหมือนฟุตบอลในสเปนและอิตาลี โดยเริ่มพัฒนาตั้งแต่สมัยจอร์จ เคย์, ดอน เวลช์, บิล แชงคลีย์ และมาสมบูรณ์แบบในยุค 70-80 สมัยบ็อบ เพสลีย์

ทีมอื่นก็ยังคงใช้สไตล์เดิมคือโยนยาว วิ่งเข้าปะทะ เปิดโหม่ง ผสมผสานกับการใช้ความสามารถของนักเตะเก่งๆลากเลื้อย จนกระทั่งเข้าสู่ยุค 90 และยุคพรีเมียร์ลีก ก็มี “อาร์เซนอล” ที่เริ่มเล่นฟุตบอลสวยงามกับพื้น และมี “แมน ยูไนเต็ด” สมัยอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, “เชลซี” สมัยรุด กุลลิท ที่ปรับเปลี่ยนการเล่นสไตล์ทำชิ่งต่อบอลสวยงาม

จนปัจจุบันนี้ฟุตบอลอังกฤษทุกทีมเล่นในแท็คติกสมัยกันหมดแล้ว และกลายเป็นลีกที่แข็งที่สุดของโลกเวลานี้ กระทั่งเชฟ ยูไนเต็ด ทีมน้องใหม่พรีเมียร์ที่เลื่อนชั้นขึ้นมาในฤดูกาล 2019-20 ก็โชว์ฟอร์มระดับท็อปจนได้มาอยู่ต้นตาราง ภายใต้การนำของกุนซือ “คริส ไวล์เดอร์”

แม้แต่คล็อปป์ก็ยกย่องว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมชั้นยอด โดยกูรูยกให้ 2 คนนี้เป็นตัวเต็งที่จะคว้าผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของพรีเมียร์

ซึ่งถ้าสมมุติว่าปีนี้เจอร์เก้น คล็อปป์ไม่สามารถพาทีมทะลุ 100 แต้ม รางวัลผู้จัดการยอดเยี่ยมอาจจะตกเป็นของกุนซือเชฟ ยูไนเต็ด แต่ถ้าลิเวอร์พูลทำได้ทะลุ 100 แต้ม รางวัลก็อาจจะตกเป็นของคล็อปป์

C. fanpage : โลกฟุตบอล

สนมที่ดี ภรรยาที่ดี ต้องไม่แพ้หญิงบริการ

เพศศึกษา ว่าด้วยการใช้ปาก

(คนไทยในจีน) เล่าเรื่องสถานการณ์ในจีนเกี่ยวกับไวรัส Covid-19 การป้องกัน, ดูแลตัวเอง และการเดินทางกลับประเทศไทย

เรารู้ข่าวหลุดจากหมอที่โพสต์กระทู้ว่ามีโรคคล้ายซาร์ส SARS ที่สามารถติดต่อจากคนสู่คนกำลังระบาด พร้อมถูกจับกุมตัวข้อหาทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ประมาณช่วงเดือนธันวาคม 2019

วันที่ 30-31 ธันวาคม 2019 มีกระแสข่าวในกลุ่มเพื่อนๆให้เตรียมสิ่งของต่างๆ อาหารเพื่อกักตุนยามเกิดโรคระบาด และน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแบบที่แพทย์ใช้สำหรับใช้กับผิวหนังและซักล้างได้ , หน้ากากอนามัย ( บอกคนอื่นไปไม่มีใครเชื่อเลย เผลอๆจะโดนจับด้วย ก็เลยจัดเตรียมกันเอง คิดว่ามันก็ไม่เสียหายหนิถ้าเราจะซื้อมาตุนไว้เยอะๆ หากไม่เกิดอะไรก็ดี ยังไงซะของที่ซื้อมาตุนก็ได้ใช้อยู่ดี ซื้อมาม่า พวกอาหารและเนื้อแช่แข็งเยอะมาก )

วันที่ 7 มกราคม 2020 เราไปส่องกล้องผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก ที่รพ.ให้พักฟื้น 1 คืนแล้วกลับบ้าน เพราะหมอที่รู้จักกันว่าบอกมีโรคกำลังระบาด ตอนแรกต้องนอนต้องนอน 2 คืน

วันที่ 12 มกราคม 2020 ใส่หน้ากากไปตัดไหมที่รพ. รู้สึกได้ว่ามีการตื่นตัวเรื่องผู้ติดเชื้อในอู่ฮั่นแล้ว เพราะมีข่าวผู้ติดเชื้อและเฝ้าดูอาการในเน็ตมากจนน่ากังวล เราเลยซื้ออุปกรณ์ และน้ำเกลือทำความสะอาดแผลมาตุนไว้เพิ่มด้วย ( แล้วแผลก็อักเสบจ้า ทำแผลเองจ้า สามีหน้ามืดจ้า )

วันที่ 15 มกราคม 2020 พบหมอในอู่ฮั่นติดเชื้อ Covid-19 หลายคน

วันที่ 23 มกราคม 2020 ก่อนวันตรุษจีนเพียงวันเดียวทางการประกาศว่าโรคนี้มีการระบาดที่เร็วมาก ติดต่อผ่านตา จมูก ปาก มีระยะแฝงตัวประมาณ 2 อาทิตย์ มีผู้ที่ติดเชื้อและผู้อยู่ในการเฝ้าระวังอีกมากมาย อัตราการระบาดมีสัดส่วน 1:14 คน

มันบานปลายมากๆแล้วตอนนั้น จริงๆเราก็ไม่คิดว่าสถานการณ์จะแย่ขนาดนี้ มันเป็นตรุษจีนที่โคตรเงียบมาก

จีนจึงมีมาตรการปิดประเทศ ปิดสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศทั้งหมดและยกเลิกสายการบินทั้งภายในและต่างประเทศหลายๆสายการบิน การคมนาคมสาธารณะทั้งหมด

ตั๋วที่จองไว้สามารถยกเลิกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเลย

กักคุมโรคปิดทั้งมณฑลหูเป่ย ซึ่งมีเมืองอู่ฮั่นเป็นศูนย์กลางการระบาดของโรค สามารถเข้าได้แต่ไม่ให้ผู้คนเดินทางออกโดยเด็ดขาด

ภายหลังปิดเพิ่มอีกเมืองคือ เมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง เพราะถ้าจะเอาโรคนี้ให้อยู่คือ กักตัว ไม่ให้ระบาดเพิ่ม ( เราก็เห็นข่าวกันอยู่ในอู่ฮั่นกักกันโหดมาก จะป่วยตาย รึ อดตาย เท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ก็มีการบรรเทาเรื่องปากท้องกันแล้วนะคะ ) ซึ่งทางรัฐบาลจีนออกมาแจ้งว่า น่าจะควบคุมโรคนี้อยู่หมัดและใช้ชีวิตตามปกติได้ในเดือนเมษายน แต่นักวิชาการและสังเกตการณ์หลายๆท่านให้ความเห็นว่าน่าจะยาวไปจนถึงกลางปี คือช่วงมิถุนายน 2020 อันนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไป

ตัวเลขที่ทางการจีนแจ้งว่ามีผู้ติดเชื้อ เหยียบ 8 หมื่นคนคือตัวเลขที่ยืนยันแล้ว …สามารถยืนยันได้ แต่จริงๆแล้วตกหล่นเพียบ เพราะอุปกรณ์ บุคลากรไม่เพียงพอ ( เอาง่ายๆว่า x3 ละกันจากตัวเลขที่แจ้ง บางคนบอกว่า x10 )

สถานะการผู้ติดเชื้อไม่ได้มีมาก ในมณฑลยูนนานพบผู้ติดเชื้อประมาณ 145 คน ในเมืองคุนหมิงเมืองที่เราอยู่ มีประมาณ 40 คน แต่ทางภาครัฐเข้มงวด และประชาชนต่างกลัวและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี กักตุนอาหาร ลดการออกไปข้างนอก

รูปที่เอามาคือภายในห้างดังในคุนหมิง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2020 ( ก็ไปทุกวัน มีแต่ความว่างเปล่า )

ห้างก็เปิดตามปกติ แต่ไม่มีคนมาทำงาน ไม่มีคนออกมาเดินซื้อของ ร้านอาหารก็ปิดเช่นกัน ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครสั่งอาหารจากด้านนอก และไม่มีคนส่งอาหาร ทางห้างได้ลดค่าเช่าบ้าง ยืดเวลาการจ่ายบ้าง มีรายจ่ายแต่ไม่มีรายรับกันถ้วนหน้า …อดทน!

ภายนอกห้างเหมือนเมืองร้าง ทุกอย่างหยุดหมด รถที่สัญจรไปมาคือนับคันได้เลย

มีรถส่วนตัวที่เข้าออกหมู่บ้านเพื่อออกไปซื้อของที่ตลาดสดที่เปิดภายนอกอาคาร ไม่แออัด และมีเพียงไม่กี่ร้านเท่านั้นที่เปิดขาย ราคาสูงกว่าปกติ ซึ่งก็ปกติ

ร้านขายยายังมีเปิดอยู่บ้าง แต่พวกหน้ากาก ยาฆ่าเชื้อ ไม่มีของขายเลย

การเข้าออกหมู่บ้าน จะเข้าออกได้แค่คนในหมู่บ้านเท่านั้น การไปสถานที่แต่ละที่ จะต้องมีการสแกน QR Code เข้าและออกเพื่อให้ทางสาธารณสุขได้รับรู้

เมื่อมีใครติดเชื้อ แล้วผู้ติดเชื้อไปที่ไหน เจอใคร รวมถึงบุคคลอีกหลายๆคนที่เข้าออกบริเวณนั้นบ้างในเวลา 2 อาทิตย์ ต้องถูกส่งไปกักตัวดูอาการโรค

การดูแลตัวเองหลังออกจากบ้าน :


เวลาเราออกจากบ้านจะสวมหน้ากาก สวมทั้งแว่นครอบตาด้วย ใครจะหาว่าเว่อร์ก็ได้ แต่เวลานี้เราต้องรักตัวเองให้มากๆ แค่นึกถึงภาพรพ.ในข่าวที่เห็นเวลานั้น มีคนป่วยเยอะแยะล้นรพ.ไปหมดก็น่ากลัวแล้ว

กลับมาถึงบ้านก็จะเอาน้ำยาฆ่าเชื้อที่เราผสมไว้ในฟ็อกกี้ 3 ลิตร เราผสมเข้มข้นกว่าปกติหน่อยค่ะ (กะไม่ถูก ) พ่นประตูบ้านทั้งด้านนอกและใน ( มีข่าวในเน็ต จับภาพผู้ติดเชื้อถมน้ำลายในลิฟท์ ประตูบ้านคนอื่น เพื่อให้คนอื่นติดโรคด้วย ประมาณว่า “กูจะไม่ยอมตายคนเดียว” น่ากลัวอะ )

ต่อมาก็พ่นเสื้อนอกที่เราใส่ทั้ง 2 ด้านเช่นกันแล้วเอาไปผึ่งแดด ( จริงๆพ่นทั้งตัวเลย )

หน้ากากอนามัยพ่นยาฆ่าเชื้อแล้ว ทิ้งเลย ( การใช้หน้ากากมีระยะเวลา 4 ชม. ควรเปลี่ยนอันใหม่ รึเคยใช้แล้วก็อย่าเสียดายมันเลย เราใช้กรรไกรตัดกลางก่อนทิ้งด้วยคะ เพราะมีคนเก็บมาขายต่อ ) ถอดชุดทั้งหมดลงในเครื่องซักผ้า ลงน้ำยาฆ่าเชื้อและซักทันที จากนั้น ล้างมือแล้วก็อาบน้ำ

ของสดที่ซื้อมาจากข้างนอก เราก็จะล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับใช้กับอาหารนะ หลังๆไม่ได้ทำแล้วเพราะน้ำยาฆ่าเชื้อของอาหารมันหมดหาซื้อไม่ได้ ทำอาหารให้สุกแล้วล้างมือก่อนกินอาหารด้วย

เรากักตัวเองเป็นเวลา 1 เดือนจนมั่นใจแล้วว่ากลับมาไทยได้ก็จองตั๋ว

การเตรียมตัวก่อนจะกลับมา โดยการนั่งเครื่องบิน :

เราโทรถามสายการบินที่เราจะนั่งกลับมาว่ามีมาตรการอย่างไรกับการป้องกันโรค ในทุกๆสายการบินที่ยังมีการเปิดให้บริการ จะมีการพ่นยาฆ่าเชื้อทั้งลำทุกที่นั่งและช่องเก็บสัมภาระ ในระหว่างการเดินทางก็มีการพ่นฆ่าเชื้อด้วย ทุกท่านที่เป็นผู้โดยสารต้องใส่หน้ากากอนามัย

จากนั้นเราโทรหาทางบ้านให้เตรียมตัวซื้อน้ำยาฆ่าเชื้อไว้ให้ด้วย ต้องมีมงกุฎนะคะ

ก่อนออกจากบ้าน ก็เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ไม่ค่อยดื่มน้ำด้วย ออกบ้านล่วงหน้า 3 ชม. เพราะมีการตรวจเข้มค่ะ

เราพกแว่นครอบตา ( มันติดผ่านตาได้นิหน่า ) หน้ากากอนามัย N95, ผ้าคลุมหน้าเวลาปั่นจักรยานคลุมทับอีกที ชุดกันฝนสีใสจะได้ไม่เด่น หาแบบมีที่รูดให้หมวกมันกระชับ ( อากาศหนาวนะ แต่พอใส่ชุดกันฝนคือมันร้อนมากๆ )


เตรียมกระดาษเปียกแล้วผสมน้ำยาฆ่าเชื้อลงไปในซอง เอาไว้สำหรับเช็ดของที่เราต้องสัมผัส เช็ดมือหลังการหยิบจับนู่นนี่ เพราะไม่ให้พกน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นขวดทั้งแบบพ่นและปั้มขึ้นเครื่อง

จากนั้นใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ด้วยคะ ( เผื่อว่าปวดฉี่จะได้ไม่ต้องเข้าห้องน้ำ แต่เหมือนสมองมันสั่งการมาดี ตลอดการเดินทางท้องไส้ปกติมาก ไม่งอแงเลย )

ถุงพลาสติกถุงใหญ่หน่อย 2 ใบ เอาไว้ถอดชุดพ่นฆ่าเชื้อก่อนเข้าบ้าน

พอถึงสนามบินคุนหมิง ก็ต่อแถวสแกน QR Code  ทุกอย่างที่มีการเข้าคิวจะเว้นระยะค่อนข้างห่างเลยค่ะ ทุกคนระแวงกันไปหมด จากนั้นเดินผ่านกล้องตรวจจับความร้อน ต่อด้วยยิงหน้าผากด้วยเครื่องวัดไข้รอบแรกตรวจเราวัดได้ 36.2 °C เค้าก็จะจดบันทึกค่ะ
ถ้าเกิดว่าเกินกว่า 37.3 °C จะโดนกันตัวนะคะ

พนักงานภาคสนามก็สวมหน้ากาก แว่นครอบตา ถุงมือ ( คือเราไม่ได้เว่อร์ไปเองแล้ว ) พอเราได้พาสปอร์ตกลับมาก็เอากระดาษเปียกฆ่าเชื้อที่เราเตรียมมา ก็เช็ดวนไปค่ะ เช็ดจนหลังๆรู้สึกผิวเเห้งมาก

การตรวจร่างกายผ่านด่าน คือ เข้า 1:1 เลย เหมือนเข้าไปในห้องแล็ปไรงี้ มีพ่นละอองฆ่าเชื้อ ถอดหน้ากากแว่นตาออก เจ้าหน้าที่ทุกคนใส่ชุด “ฆ่าไก่” แบบนี้

ยิงวัดไข้ที่ครั้งที่ 2 ได้ 36.2 °C เหมือนเดิม เจ้าหน้าที่จดบันทึก “ผ่าน”

แล้วก็รอขึ้นเครื่อง ไม่เดินไปไหนเลย นั่งไกลๆห่างๆ เช็ดๆ

ก่อนจะขึ้นเครื่องประมาณครึ่งชม. ทุกคนต้องมาสแกน QR Code อีกรอบ ว่าขึ้นเครื่องลำไหน เดินทางไปไหน กรอกข้อมูลในโทรศัพท์หลังสแกนค่ะ ต่อแถวขึ้นเครื่องห่างๆ แล้วโดนยิงวัดไข้รอบที่ 3 ได้ 36.2 °C เหมือนเดิม เจ้าหน้าที่ทำการบันทึกต่อ “ผ่าน”

พอเราขึ้นเครื่อง คนเต็มเลย แอบกังวลมาก เห็นได้ชัดเลย เหมือนเราใส่เยอะอยู่คนเดียวทั้งแว่น หน้ากาก เสื้อกันฝน แต่ทุกคนแม้แต่พนักงานบริการ ก็ใส่แค่หน้ากากอนามัยคะ เราแอบสบตากับฝรั่งคนนึง จัดเต็มคล้ายเราเลย ยังพออุ่นใจบ้าง ยังมีเพื่อน

ระหว่างการเดินทางเราไม่ออกไปห้องน้ำ ไม่กิน ไม่ดื่ม กอดอก นั่งหลับตาอย่างเดียว

ได้ยินประกาศว่าจะพ่นยาให้หลับตาแล้วเค้าก็พ่นสเปรฆ่าเชื้อรอบเครื่อง ได้กลิ่นผ่านหน้ากาก 2 ชั้นเลย คิดในใจว่าโชคดีที่คลุมมาขนาดนี้

ปกติจะเดินทางจากคุนหมิงถึงเชียงใหม่ประมาณ 1 ชม. 30 นาที แต่ครั้งนี้สายการบินแจ้งว่าจะใช้เวลาในการเดินทาง 3 ชม. เพราะจอดที่เมืองสิบสองปันนา

ผู้โดยสารทุกคนต้องลงจากเครื่อง เข้าสแกน QR Code อีก เดินผ่านเครื่องตรวจจับความร้อน แล้วยิงวัดไข้รอบที่ 4 ของเรายังคงวัดได้ 36.2 °C เจ้าหน้าที่จดบันทึก “ผ่าน”

รอขึ้นเครื่องอีกประมาณ 20 นาที ก่อนขึ้นเครื่องสแกน QR Code อีก แล้วโดนยิงวัดไข้รอบที่ 5 ได้ 36.2 °C “ผ่าน” จดบันทึก

ตรวจเยอะให้มั่นใจว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกาย

ในที่สุดก็ถึงสนามบินเชียงใหม่ ก็เห็นมีแอลกอฮอล์ให้ล้างมือ มีพนักงาน 4-5 คนเอาฟ็อกกี้มาพ่นๆนักท่องเที่ยวแต่ละคน แล้วยิงวัดไข้ ของเราก็วัดได้เท่าไหร่ไม่รู้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้ง แต่คงไม่ถึงเกณฑ์ แล้วก็ผ่านไป….จบ คือเราแบบงงๆหน่อยๆ แล้วก็ให้กระดาษใบเล็กๆว่า “ขอความร่วมมือให้ดูอาการของตัวเองและห่างจากชุมชน เป็นเวลา 14 วัน หากมีอาการที่สงสัย โทร 1422 DDC Hotline”

แล้วก็เห็นตม.ใส่แค่หน้ากาก คนจีนก็เยอะ ไปรุมกันที่มุมขอเข้าเมืองแบบ 15 วัน เราก็เลี่ยงเดินมาที่ตม. เพื่อรีบไปรับกระเป๋า สนามบินเชียงใหม่เล็กๆนะ ถ้าเป็นสุวรรณภูมิจะเยอะขนาดไหน แต่การตรวจคงดีกว่า ?

แล้วก็รอเอากระเป๋า ได้มาก็เช็ดๆกระเป๋าของเรา จากนั้นที่บ้านก็เอารถกระบะมารับ เราก็นั่งหลังรถกระบะ เข้าบ้านที่เคยปล่อยเช่า ว่างมาหลายอาทิตย์แล้ว

ทางบ้านเตรียมของให้สำหรับแยกตัวเอง เราก็กักตัวไม่ออกจากบ้านตั้งแต่กลับมา วัดไข้ สำรวจตัวเองทุกวันว่ามีไข้ ไอ เจ็บคอ ไม่มีแรง ปวดเมื่อย หายใจหอบเหนื่อย หรือท้องเสียรึเปล่า มาตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2020 ก็อยู่มาจนตอนนี้ เบื่อมาก

C. pantip : Frog Del Rey

ลิเวอร์พูลยุค “บ็อบ เพสลีย์” ทีมที่ดีที่สุดตลอดกาลแห่งอังกฤษ

อันดับทีมที่เกรียงไกรที่สุดในอังกฤษ
นับตั้งแต่ก่อตั้งลีกมาจนถึงปัจจุบัน

สกายสปอร์ตได้จัดอันดับทีมผู้เล่นชุดที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ โดยเจมี่ คาร์ราเกอร์ และแกรี่ เนวิลล์ สองกูรูของสกายสปอร์ตได้จัดทำเรตคะแนนออกมาตามผลงานของแต่ละชุด จากความสำเร็จต่อเนื่อง 3 ฤดูกาลติดและรางวัลต่างๆ

อันดับ 1.)
• “ลิเวอร์พูล” เรต 23 คะแนน
คุมทีมโดย บ็อบ เพสลีย์
ฤดูกาล 1975/76 – 1977/78

อันดับ 2.)
• “แมน ยูไนเต็ด” เรต 21 คะแนน
คุมทีมโดย อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
ฤดูกาล 2006/07 – 2008/09

อันดับ 3.) มีสองทีม
• “ลิเวอร์พูล” เรต 20 คะแนน
คุมทีมโดย บ็อบ เพสลีย์, โจ เฟแกน
ฤดูกาล 1981/82 – 1983/84

• “แมน ยูไนเต็ด” เรต 20 คะแนน
คุมทีมโดย อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
ฤดูกาล 1998/99 – 2000/01

อันดับ 5.)
• “นอตติงแฮม ฟอเรสต์” เรต 18 คะแนน
คุมทีมโดย ไบรอัน คลัฟ
ฤดูกาล 1977/78 – 1979/80

อันดับ 6.) มีสองทีม
• “อาร์เซนอล” เรต 13 คะแนน
คุมทีมโดย อาร์เซน แวงเกอร์
ฤดูกาล 2001/02 – 2003/04

• “เชลซี” เรต 13 คะแนน
คุมทีมโดย โฆเซ่ มูรินโญ่
ฤดูกาล 2004/05 – 2006/07

อันดับ 8.) มีสองทีม
• “เอฟเวอร์ตัน” เรต 12 คะแนน
คุมทีมโดย โฮเวิร์ด เคนดอล
ฤดูกาล 1984/85 – 1986/87

• “สเปอร์ส” เรต 12 คะแนน
คุมทีมโดย บิล นิโคลสัน
ฤดูกาล 1960/61 – 1962/63

อันดับ 10.) มีสองทีม
• “แอสตัน วิลล่า” เรต 10 คะแนน
คุมทีมโดย รอน ซอนเดอร์ส, โทนี่ บาร์ตัน
ฤดูกาล 1980/81 – 1982/83

• “แมน ยูไนเต็ด” เรต 10 คะแนน
คุมทีมโดย แมตต์ บัสบีส์
ฤดูกาล 1965/66 – 1967/68

อันดับ 12.)
• “ลีดส์ ยูไนเต็ด” เรต 9 คะแนน
คุมทีมโดย ดอน เรวี่
ฤดูกาล 1968/69 – 1970/71

นี่คือทีมสุดเก่งเกรียงไกรในตำนานของฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งยอดทีมอย่างแมนซิตี้ในปัจจุบันก็ยังไปไม่ถึงตรงนั้น และเช่นกันสำหรับทีมลิเวอร์พูลชุดปัจจุบันที่ยังไม่แพ้ใครในฤดูกาลนี้และกำลังจะได้แชมป์พรีเมียร์ ก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้น ต้องสร้างผลงานให้ดีต่อเนื่องไปอีกยาวๆ ซึ่งทั้งคาร์ราเกอร์และแกรี่ เนวิลล์ ก็ได้บอกว่า ทั้งสองทีมนี้ต้องเก็บถ้วยรางวัลเพิ่มอีกจึงจะสามารถมีคะแนนแซงขึ้นมา

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

ไทยติด 1 ใน 10 ประเทศที่จัดการรับมือ ‘COVID-19’ ดีที่สุดในโลก

ส่องผลวิจัย ‘ทรัมป์’ เอ่ยถึง ‘ไทย’ ติดลิสต์จัดการ ‘COVID-19’ ดีระดับโลก

27 กุมภาพันธ์ 2563 | โดย กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ระหว่างการแถลงข่าวเรื่องสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในสหรัฐ มีช่วงหนึ่งที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” หยิบยกผลวิจัยประเทศรับมือโรคระบาดดีที่สุดในโลก และมีการเอ่ยชื่อ “ประเทศไทย” เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ แถลงข่าวเมื่อช่วงหัวค่ำวันพุธ (26 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่น หรือช่วงเช้าวันนี้ (27 ก.พ.) ตามเวลาไทย โดยกล่าวถึงผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ที่ระบุว่า สหรัฐครองอันดับ 1 ประเทศที่มีการรับมือกับโรคระบาดดีที่สุดในโลก

ที่น่าสนใจคือ ในผลสำรวจนี้ ประเทศไทยก็ติด 1 ใน 10 ประเทศที่มีความพร้อมรับมือโรคระบาดดีที่สุดด้วยเช่นกัน โดยช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว นายทรัมป์ได้กล่าวไล่เรียง รายชื่อ 10 ประเทศที่ติดโผในผลการศึกษานี้ ตั้งแต่สหรัฐที่ได้อันดับ 1 ตามมาด้วยสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา ไทย สวีเดน เดนมาร์ก เกาหลีใต้ และฟินแลนด์

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/868216

C. pantip : ตา o

(คลิปโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงอิงงานวิจัย)

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น