เรารู้ข่าวหลุดจากหมอที่โพสต์กระทู้ว่ามีโรคคล้ายซาร์ส SARS ที่สามารถติดต่อจากคนสู่คนกำลังระบาด พร้อมถูกจับกุมตัวข้อหาทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ประมาณช่วงเดือนธันวาคม 2019
วันที่ 30-31 ธันวาคม 2019 มีกระแสข่าวในกลุ่มเพื่อนๆให้เตรียมสิ่งของต่างๆ อาหารเพื่อกักตุนยามเกิดโรคระบาด และน้ำยาฆ่าเชื้อโรคแบบที่แพทย์ใช้สำหรับใช้กับผิวหนังและซักล้างได้ , หน้ากากอนามัย ( บอกคนอื่นไปไม่มีใครเชื่อเลย เผลอๆจะโดนจับด้วย ก็เลยจัดเตรียมกันเอง คิดว่ามันก็ไม่เสียหายหนิถ้าเราจะซื้อมาตุนไว้เยอะๆ หากไม่เกิดอะไรก็ดี ยังไงซะของที่ซื้อมาตุนก็ได้ใช้อยู่ดี ซื้อมาม่า พวกอาหารและเนื้อแช่แข็งเยอะมาก )
วันที่ 7 มกราคม 2020 เราไปส่องกล้องผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก ที่รพ.ให้พักฟื้น 1 คืนแล้วกลับบ้าน เพราะหมอที่รู้จักกันว่าบอกมีโรคกำลังระบาด ตอนแรกต้องนอนต้องนอน 2 คืน
วันที่ 12 มกราคม 2020 ใส่หน้ากากไปตัดไหมที่รพ. รู้สึกได้ว่ามีการตื่นตัวเรื่องผู้ติดเชื้อในอู่ฮั่นแล้ว เพราะมีข่าวผู้ติดเชื้อและเฝ้าดูอาการในเน็ตมากจนน่ากังวล เราเลยซื้ออุปกรณ์ และน้ำเกลือทำความสะอาดแผลมาตุนไว้เพิ่มด้วย ( แล้วแผลก็อักเสบจ้า ทำแผลเองจ้า สามีหน้ามืดจ้า )
วันที่ 15 มกราคม 2020 พบหมอในอู่ฮั่นติดเชื้อ Covid-19 หลายคน
วันที่ 23 มกราคม 2020 ก่อนวันตรุษจีนเพียงวันเดียวทางการประกาศว่าโรคนี้มีการระบาดที่เร็วมาก ติดต่อผ่านตา จมูก ปาก มีระยะแฝงตัวประมาณ 2 อาทิตย์ มีผู้ที่ติดเชื้อและผู้อยู่ในการเฝ้าระวังอีกมากมาย อัตราการระบาดมีสัดส่วน 1:14 คน
มันบานปลายมากๆแล้วตอนนั้น จริงๆเราก็ไม่คิดว่าสถานการณ์จะแย่ขนาดนี้ มันเป็นตรุษจีนที่โคตรเงียบมาก
จีนจึงมีมาตรการปิดประเทศ ปิดสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศทั้งหมดและยกเลิกสายการบินทั้งภายในและต่างประเทศหลายๆสายการบิน การคมนาคมสาธารณะทั้งหมด
ตั๋วที่จองไว้สามารถยกเลิกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเลย
กักคุมโรคปิดทั้งมณฑลหูเป่ย ซึ่งมีเมืองอู่ฮั่นเป็นศูนย์กลางการระบาดของโรค สามารถเข้าได้แต่ไม่ให้ผู้คนเดินทางออกโดยเด็ดขาด
ภายหลังปิดเพิ่มอีกเมืองคือ เมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง เพราะถ้าจะเอาโรคนี้ให้อยู่คือ กักตัว ไม่ให้ระบาดเพิ่ม ( เราก็เห็นข่าวกันอยู่ในอู่ฮั่นกักกันโหดมาก จะป่วยตาย รึ อดตาย เท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ก็มีการบรรเทาเรื่องปากท้องกันแล้วนะคะ ) ซึ่งทางรัฐบาลจีนออกมาแจ้งว่า น่าจะควบคุมโรคนี้อยู่หมัดและใช้ชีวิตตามปกติได้ในเดือนเมษายน แต่นักวิชาการและสังเกตการณ์หลายๆท่านให้ความเห็นว่าน่าจะยาวไปจนถึงกลางปี คือช่วงมิถุนายน 2020 อันนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไป
ตัวเลขที่ทางการจีนแจ้งว่ามีผู้ติดเชื้อ เหยียบ 8 หมื่นคนคือตัวเลขที่ยืนยันแล้ว …สามารถยืนยันได้ แต่จริงๆแล้วตกหล่นเพียบ เพราะอุปกรณ์ บุคลากรไม่เพียงพอ ( เอาง่ายๆว่า x3 ละกันจากตัวเลขที่แจ้ง บางคนบอกว่า x10 )
สถานะการผู้ติดเชื้อไม่ได้มีมาก ในมณฑลยูนนานพบผู้ติดเชื้อประมาณ 145 คน ในเมืองคุนหมิงเมืองที่เราอยู่ มีประมาณ 40 คน แต่ทางภาครัฐเข้มงวด และประชาชนต่างกลัวและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี กักตุนอาหาร ลดการออกไปข้างนอก
รูปที่เอามาคือภายในห้างดังในคุนหมิง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2020 ( ก็ไปทุกวัน มีแต่ความว่างเปล่า )
ห้างก็เปิดตามปกติ แต่ไม่มีคนมาทำงาน ไม่มีคนออกมาเดินซื้อของ ร้านอาหารก็ปิดเช่นกัน ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครสั่งอาหารจากด้านนอก และไม่มีคนส่งอาหาร ทางห้างได้ลดค่าเช่าบ้าง ยืดเวลาการจ่ายบ้าง มีรายจ่ายแต่ไม่มีรายรับกันถ้วนหน้า …อดทน!
ภายนอกห้างเหมือนเมืองร้าง ทุกอย่างหยุดหมด รถที่สัญจรไปมาคือนับคันได้เลย
มีรถส่วนตัวที่เข้าออกหมู่บ้านเพื่อออกไปซื้อของที่ตลาดสดที่เปิดภายนอกอาคาร ไม่แออัด และมีเพียงไม่กี่ร้านเท่านั้นที่เปิดขาย ราคาสูงกว่าปกติ ซึ่งก็ปกติ
ร้านขายยายังมีเปิดอยู่บ้าง แต่พวกหน้ากาก ยาฆ่าเชื้อ ไม่มีของขายเลย
การเข้าออกหมู่บ้าน จะเข้าออกได้แค่คนในหมู่บ้านเท่านั้น การไปสถานที่แต่ละที่ จะต้องมีการสแกน QR Code เข้าและออกเพื่อให้ทางสาธารณสุขได้รับรู้
เมื่อมีใครติดเชื้อ แล้วผู้ติดเชื้อไปที่ไหน เจอใคร รวมถึงบุคคลอีกหลายๆคนที่เข้าออกบริเวณนั้นบ้างในเวลา 2 อาทิตย์ ต้องถูกส่งไปกักตัวดูอาการโรค
การดูแลตัวเองหลังออกจากบ้าน :
เวลาเราออกจากบ้านจะสวมหน้ากาก สวมทั้งแว่นครอบตาด้วย ใครจะหาว่าเว่อร์ก็ได้ แต่เวลานี้เราต้องรักตัวเองให้มากๆ แค่นึกถึงภาพรพ.ในข่าวที่เห็นเวลานั้น มีคนป่วยเยอะแยะล้นรพ.ไปหมดก็น่ากลัวแล้ว
กลับมาถึงบ้านก็จะเอาน้ำยาฆ่าเชื้อที่เราผสมไว้ในฟ็อกกี้ 3 ลิตร เราผสมเข้มข้นกว่าปกติหน่อยค่ะ (กะไม่ถูก ) พ่นประตูบ้านทั้งด้านนอกและใน ( มีข่าวในเน็ต จับภาพผู้ติดเชื้อถมน้ำลายในลิฟท์ ประตูบ้านคนอื่น เพื่อให้คนอื่นติดโรคด้วย ประมาณว่า “กูจะไม่ยอมตายคนเดียว” น่ากลัวอะ )
ต่อมาก็พ่นเสื้อนอกที่เราใส่ทั้ง 2 ด้านเช่นกันแล้วเอาไปผึ่งแดด ( จริงๆพ่นทั้งตัวเลย )
หน้ากากอนามัยพ่นยาฆ่าเชื้อแล้ว ทิ้งเลย ( การใช้หน้ากากมีระยะเวลา 4 ชม. ควรเปลี่ยนอันใหม่ รึเคยใช้แล้วก็อย่าเสียดายมันเลย เราใช้กรรไกรตัดกลางก่อนทิ้งด้วยคะ เพราะมีคนเก็บมาขายต่อ ) ถอดชุดทั้งหมดลงในเครื่องซักผ้า ลงน้ำยาฆ่าเชื้อและซักทันที จากนั้น ล้างมือแล้วก็อาบน้ำ
ของสดที่ซื้อมาจากข้างนอก เราก็จะล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับใช้กับอาหารนะ หลังๆไม่ได้ทำแล้วเพราะน้ำยาฆ่าเชื้อของอาหารมันหมดหาซื้อไม่ได้ ทำอาหารให้สุกแล้วล้างมือก่อนกินอาหารด้วย
เรากักตัวเองเป็นเวลา 1 เดือนจนมั่นใจแล้วว่ากลับมาไทยได้ก็จองตั๋ว
การเตรียมตัวก่อนจะกลับมา โดยการนั่งเครื่องบิน :
เราโทรถามสายการบินที่เราจะนั่งกลับมาว่ามีมาตรการอย่างไรกับการป้องกันโรค ในทุกๆสายการบินที่ยังมีการเปิดให้บริการ จะมีการพ่นยาฆ่าเชื้อทั้งลำทุกที่นั่งและช่องเก็บสัมภาระ ในระหว่างการเดินทางก็มีการพ่นฆ่าเชื้อด้วย ทุกท่านที่เป็นผู้โดยสารต้องใส่หน้ากากอนามัย
จากนั้นเราโทรหาทางบ้านให้เตรียมตัวซื้อน้ำยาฆ่าเชื้อไว้ให้ด้วย ต้องมีมงกุฎนะคะ
ก่อนออกจากบ้าน ก็เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ไม่ค่อยดื่มน้ำด้วย ออกบ้านล่วงหน้า 3 ชม. เพราะมีการตรวจเข้มค่ะ
เราพกแว่นครอบตา ( มันติดผ่านตาได้นิหน่า ) หน้ากากอนามัย N95, ผ้าคลุมหน้าเวลาปั่นจักรยานคลุมทับอีกที ชุดกันฝนสีใสจะได้ไม่เด่น หาแบบมีที่รูดให้หมวกมันกระชับ ( อากาศหนาวนะ แต่พอใส่ชุดกันฝนคือมันร้อนมากๆ )
เตรียมกระดาษเปียกแล้วผสมน้ำยาฆ่าเชื้อลงไปในซอง เอาไว้สำหรับเช็ดของที่เราต้องสัมผัส เช็ดมือหลังการหยิบจับนู่นนี่ เพราะไม่ให้พกน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นขวดทั้งแบบพ่นและปั้มขึ้นเครื่อง
จากนั้นใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ด้วยคะ ( เผื่อว่าปวดฉี่จะได้ไม่ต้องเข้าห้องน้ำ แต่เหมือนสมองมันสั่งการมาดี ตลอดการเดินทางท้องไส้ปกติมาก ไม่งอแงเลย )
ถุงพลาสติกถุงใหญ่หน่อย 2 ใบ เอาไว้ถอดชุดพ่นฆ่าเชื้อก่อนเข้าบ้าน
พอถึงสนามบินคุนหมิง ก็ต่อแถวสแกน QR Code ทุกอย่างที่มีการเข้าคิวจะเว้นระยะค่อนข้างห่างเลยค่ะ ทุกคนระแวงกันไปหมด จากนั้นเดินผ่านกล้องตรวจจับความร้อน ต่อด้วยยิงหน้าผากด้วยเครื่องวัดไข้รอบแรกตรวจเราวัดได้ 36.2 °C เค้าก็จะจดบันทึกค่ะ ถ้าเกิดว่าเกินกว่า 37.3 °C จะโดนกันตัวนะคะ
พนักงานภาคสนามก็สวมหน้ากาก แว่นครอบตา ถุงมือ ( คือเราไม่ได้เว่อร์ไปเองแล้ว ) พอเราได้พาสปอร์ตกลับมาก็เอากระดาษเปียกฆ่าเชื้อที่เราเตรียมมา ก็เช็ดวนไปค่ะ เช็ดจนหลังๆรู้สึกผิวเเห้งมาก
การตรวจร่างกายผ่านด่าน คือ เข้า 1:1 เลย เหมือนเข้าไปในห้องแล็ปไรงี้ มีพ่นละอองฆ่าเชื้อ ถอดหน้ากากแว่นตาออก เจ้าหน้าที่ทุกคนใส่ชุด “ฆ่าไก่” แบบนี้
ยิงวัดไข้ที่ครั้งที่ 2 ได้ 36.2 °C เหมือนเดิม เจ้าหน้าที่จดบันทึก “ผ่าน”
แล้วก็รอขึ้นเครื่อง ไม่เดินไปไหนเลย นั่งไกลๆห่างๆ เช็ดๆ
ก่อนจะขึ้นเครื่องประมาณครึ่งชม. ทุกคนต้องมาสแกน QR Code อีกรอบ ว่าขึ้นเครื่องลำไหน เดินทางไปไหน กรอกข้อมูลในโทรศัพท์หลังสแกนค่ะ ต่อแถวขึ้นเครื่องห่างๆ แล้วโดนยิงวัดไข้รอบที่ 3 ได้ 36.2 °C เหมือนเดิม เจ้าหน้าที่ทำการบันทึกต่อ “ผ่าน”
พอเราขึ้นเครื่อง คนเต็มเลย แอบกังวลมาก เห็นได้ชัดเลย เหมือนเราใส่เยอะอยู่คนเดียวทั้งแว่น หน้ากาก เสื้อกันฝน แต่ทุกคนแม้แต่พนักงานบริการ ก็ใส่แค่หน้ากากอนามัยคะ เราแอบสบตากับฝรั่งคนนึง จัดเต็มคล้ายเราเลย ยังพออุ่นใจบ้าง ยังมีเพื่อน
ระหว่างการเดินทางเราไม่ออกไปห้องน้ำ ไม่กิน ไม่ดื่ม กอดอก นั่งหลับตาอย่างเดียว
ได้ยินประกาศว่าจะพ่นยาให้หลับตาแล้วเค้าก็พ่นสเปรฆ่าเชื้อรอบเครื่อง ได้กลิ่นผ่านหน้ากาก 2 ชั้นเลย คิดในใจว่าโชคดีที่คลุมมาขนาดนี้
ปกติจะเดินทางจากคุนหมิงถึงเชียงใหม่ประมาณ 1 ชม. 30 นาที แต่ครั้งนี้สายการบินแจ้งว่าจะใช้เวลาในการเดินทาง 3 ชม. เพราะจอดที่เมืองสิบสองปันนา
ผู้โดยสารทุกคนต้องลงจากเครื่อง เข้าสแกน QR Code อีก เดินผ่านเครื่องตรวจจับความร้อน แล้วยิงวัดไข้รอบที่ 4 ของเรายังคงวัดได้ 36.2 °C เจ้าหน้าที่จดบันทึก “ผ่าน”
รอขึ้นเครื่องอีกประมาณ 20 นาที ก่อนขึ้นเครื่องสแกน QR Code อีก แล้วโดนยิงวัดไข้รอบที่ 5 ได้ 36.2 °C “ผ่าน” จดบันทึก
ตรวจเยอะให้มั่นใจว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกาย
ในที่สุดก็ถึงสนามบินเชียงใหม่ ก็เห็นมีแอลกอฮอล์ให้ล้างมือ มีพนักงาน 4-5 คนเอาฟ็อกกี้มาพ่นๆนักท่องเที่ยวแต่ละคน แล้วยิงวัดไข้ ของเราก็วัดได้เท่าไหร่ไม่รู้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้ง แต่คงไม่ถึงเกณฑ์ แล้วก็ผ่านไป….จบ คือเราแบบงงๆหน่อยๆ แล้วก็ให้กระดาษใบเล็กๆว่า “ขอความร่วมมือให้ดูอาการของตัวเองและห่างจากชุมชน เป็นเวลา 14 วัน หากมีอาการที่สงสัย โทร 1422 DDC Hotline”
แล้วก็เห็นตม.ใส่แค่หน้ากาก คนจีนก็เยอะ ไปรุมกันที่มุมขอเข้าเมืองแบบ 15 วัน เราก็เลี่ยงเดินมาที่ตม. เพื่อรีบไปรับกระเป๋า สนามบินเชียงใหม่เล็กๆนะ ถ้าเป็นสุวรรณภูมิจะเยอะขนาดไหน แต่การตรวจคงดีกว่า ?
แล้วก็รอเอากระเป๋า ได้มาก็เช็ดๆกระเป๋าของเรา จากนั้นที่บ้านก็เอารถกระบะมารับ เราก็นั่งหลังรถกระบะ เข้าบ้านที่เคยปล่อยเช่า ว่างมาหลายอาทิตย์แล้ว
ทางบ้านเตรียมของให้สำหรับแยกตัวเอง เราก็กักตัวไม่ออกจากบ้านตั้งแต่กลับมา วัดไข้ สำรวจตัวเองทุกวันว่ามีไข้ ไอ เจ็บคอ ไม่มีแรง ปวดเมื่อย หายใจหอบเหนื่อย หรือท้องเสียรึเปล่า มาตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2020 ก็อยู่มาจนตอนนี้ เบื่อมาก
C. pantip : Frog Del Rey