ภาพเก่า ๆ และโปสเตอร์โฆษณายุคโบราณ

แบบโบราณสุด
ยุคสมัยที่สองขั้วแข่งบารมีกัน มีโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนนิยมในเสรีประชาธิปไตย ยุคปัจจุบันเสรีนิยมชนะแต่ก็ยังมีโฆษณาชวนเชื่ออยู่ จนกระทั่งโรคระบาด COVID-19 ได้มาทำให้ผู้คนเริ่มเกิดแนวคิดว่า บางครั้งประเทศคอมมิวนิสต์แบบจีนอาจจัดการบริหารบ้านเมืองได้ดีกว่า
ป้ายรถเมล์ถนนเจริญกรุง พ.ศ. 2500
ถนนเจริญกรุง เป็นถนนที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพ
รถรางกรุงเทพ เริ่มใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2407 ใช้มาจนถึงปี พ.ศ. 2511
ถนนรัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี
โรงแรมเอเชีย โรงแรม 5 ดาวในอดีต
ยุคใหม่ขึ้นมา
น้ำท่วมกรุงเทพ พ.ศ. 2526
หญิงไทยอาบน้ำริมคลอง
นายกรัฐมนตรี รัฐบาลเผด็จการผู้สังหารหมู่นักศึกษา
อาภัสรา หงสกุล นามงามจักรวาลคนแรกของไทย พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965)
ผู้ผลิตรถยนตร์รายแรก
มิกกี้ เมาส์ การ์ตูนที่เริ่มมีตั้งแต่ ค.ศ. 1928 มาถึงปัจจุบัน โดยวอลต์ ดิสนี่ย์เริ่มมีภาพสีครั้งแรก ค.ศ. 1954
โปสเตอร์ของต่างประเทศ
แนวเพลงยุคใหม่ “Queen” วงร็อคยุค 70-80
วิถีบ้านๆ ประเทศเคนย่า ค.ศ. 1910
เวียดนาม ค.ศ. 1960 เมืองไซ่ง่อน
สถานบริการที่ญี่ปุ่น เมืองโตเกียว ค.ศ. 1950

คนไทยสมัยโบราณหน้าตาเป็นแบบไหน ?

ชาวไทยสมัยโบราณไม่ได้หน้าตาหมวยๆตี๋ๆ เหมือนในปัจจุบัน สำเนียงภาษาก็แตกต่างกับปัจจุบัน

ส่วนภาษากลางที่ใช้ สมัยอยุธยานั้นสำเนียงจะเหน่อคล้ายสุพรรณ ส่วนคนบางกอกจะพูดสำเนียงใกล้เคียงกับภาษากลางในปัจจุบัน แต่จะเหน่อนิดๆ คล้ายคนภาคตะวันออก ใครที่ทันฟังสำเนียงคนเก่าคนแก่อายุ 90 ปีขึ้นไปก็เข้าใจ

คนมีฐานะสมัยก่อน ถ่ายภาพไว้ดูเล่นเหมือนสมัยเรา
เจ้านายกับบ่าว จัดท่าทางเพื่อถ่ายรูป
หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ (พ.ศ. 2453) แต่งชุดผู้หญิงถ่ายเล่น สมัยนั้นไม่สามารถเป็นกะเทยได้อย่างเปิดเผย เพราะกฎหมายและสังคมไม่รับรอง
สมเด็จพระมงกุฎเกล้า รัชกาลที่ 6
หมื่นสุนทรเทวา
ตัวจริงไม่ได้ขาวใสเหมือนโป๊ป พระเอกละคร
สมเด็จพระจุลจอมเกล้า รัชกาลที่ 5
นางรำสมัยโบราณ มักจะใช้สาวลาวจากล้านนา เนื่องจากผิวขาวเนียนกว่าชาวไทย
เจ้าพระยาปราบไตรจักร
นางรำเขมร ที่อังกอร์
นักร้องลูกทุ่งรุ่นแรกชาวสุพรรณ เพลงลูกทุ่งยุคแรกจะกำเนิดมาจากสุพรรณ ซึ่งเป็นถิ่นที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวไทยแท้ ส่วนเพลงลูกทุ่งยุคหลังมักจะมาจากถิ่นอีสาน ซึ่งก่อนจะมีการรวมชาตินั้น สมัยก่อนชาวภาคเหนือและอีสานไม่ใช่คนไทย ถือเป็นชาวลาว หรืออดีตอาณาจักรล้านนา

ชาวสยามในอดีต ประกอบไปด้วยหลายชนชาติ ทั่งคนไท (ไทย) คนแขก (มอญ, มลายู, เปอร์เซีย), คนลาว, คนเชื้อสายจีน, คนมีเชื้อฝรั่ง แต่พอมีการตั้งรัฐชาติยุคใหม่ในสมัยจอมพล ป. กลับเปลี่ยนชื่อสยามเป็น “ประเทศไทย” ทำให้ดูเหมือนเป็นการยกชูเชื้อชาติเดียวว่าเป็นเจ้าของประเทศ แต่เอาจริงๆ คนยุคหลังหรือคนยุคเราแทบจะไม่มีคนไทยแท้ๆแล้ว น่าจะกลับไปใช้ชื่อ “สยาม” เหมือนเดิมที่ต่างชาติเขาตั้งให้ เป็นการบ่งบอกถึงประเทศที่มีการรวมตัวผสมผสานของหลายชนชาติ

ที่ผ่านมามีการผสมผสานระหว่างคนไท, คนมอญ, คนเปอร์เซีย, คนลาว, คนจีน มาหลายสมัยหลายรุ่นแล้ว หน้าตาคนไทย (กรุงเทพ) ยุคปัจจุบันจึงแตกต่างกับคนยุคก่อน ส่วนหน้าตาไทยๆมักจะหาได้อยู่บ้างในหมู่คนต่างจังหวัด (แต่เดี๋ยวนี้คนต่างจังหวัดเองจำนวนมากก็ผสมจีน ผสมแขก-มอญ จนหล่อเหลาขาวสวยกันหมด)

รัชกาลที่ 10 และพระขนิษฐภคินี
รัชกาลที่ 9 โฉมพระพักตร์สง่างาม ดั่งคนสยามสมัยใหม่ที่มีการผสมผสานมาหลายรุ่นคน

“พรหมจรรย์” ควรเก็บไว้ให้คนที่คู่ควร ~ [ราคาพรหมจรรย์ เดี๋ยวนี้อาจสูงและสามารถมีค่าถึง 50 ล้าน]

สมัยนี้ผู้คนอาจหลอกตัวเองว่าพรหมจรรย์คือเรื่องที่ไม่สำคัญ แต่ทุกเพศต่างรู้ดีว่ามันสำคัญกับตัวเองและคนอื่นแค่ไหน ผู้หญิงยังชอบผู้ชายที่บริสุทธิ์ ผู้ชายก็ต้องการหญิงที่บริสุทธิ์ ชอบที่จะให้ตนเป็นคนแรกของคนอื่น

เพศทางเลือกอื่นๆ อย่างเกย์ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชอบที่จะเปิดบริสุทธิ์ชายมากกว่า เลสเบี้ยนก็ชอบเปิดบริสุทธิ์หญิงมากกว่า

ในใจลึกๆ ทุกเพศต่างรู้ว่าพรหมจรรย์เป็นสิ่งที่มีคุณค่า มันไม่ใช่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา หรือเกี่ยวกับความคิดที่โบราณ แต่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ คือพรหมจรรย์นั้นมีคุณค่า

ฉะนั้นไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็ควรเก็บไว้ให้คู่ครอง หรือคนที่คู่ควร สำหรับใครที่ผ่านหรือพลาดโอกาสนั้นไปแล้วก็คือปล่อยให้ผ่านไป แก้ไขอะไรไม่ได้แค่ต้องยอมรับความจริงที่เป็นไป ส่วนใครที่ยังไม่ได้ผ่านจุดนั้นก็ควรรู้คุณค่าของมัน แล้วคุณจะมีสติมากขึ้นว่าคุณควรคบใคร หรือให้ค่ากับใคร เพราะคุณมีราคา ไม่ใช่ไร้ค่า

อย่างสาวคนหนึ่งในข่าวนี้ ถึงจะพูดหลอกๆ ตามยุคสมัยว่าครั้งแรกมันไม่มีความหมายอะไร แต่ตัวเองก็รู้ตัวว่ามันสามารถมีมูลค่าที่สามารถนำไปประมูลได้เป็นล้าน และแน่นอนว่า Club แห่งนี้ที่จัดการประมูล เขารู้มูลค่าของมันดี แต่บางคนอาจไม่ชอบใจกฎหมายและวัฒนธรรมที่อนุญาตให้ทำแบบนี้ เพราะงั้นคุณจึงสามารถให้คุณค่ากับมันโดยมอบให้คนที่สำคัญ หรืออาจให้คนที่แต่งงานกับคุณ อย่างที่สมัยก่อนคิดกัน

สาววัย 21 ขายพรหมจรรย์ 50 ล้านให้ผจก.ฟุตบอลเยอรมัน เสร็จภารกิจขอเป็นเมียเก็บต่อ

(25 มี.ค. 2563) โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ทำเอาฮือฮาทีเดียวเมื่อสาวสวยนักศึกษาชาวเยอรมันวัย 21 ที่ชื่อว่า “อิสซาเบล” ได้เปิดเผยว่ายอมขายพรหมจรรย์ที่หวงแหนมานาน เนื่องจากตนเองมีครอบครัวยากจนและฝันเสมอว่าอยากได้เงินมหาศาลเพื่อมาทำอะไรหลายๆอย่างตามที่ฝันไว้

ตามรายงานระบุว่า แม้สาวสวยรายนี้ จะมีพ่อแม่เป็นคนที่เคร่งศาสนา และสอนให้เชื่อว่าไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน แต่เธอก็ขอเปลี่ยนระบบความคิดของเธอใหม่เพราะเธอยังไม่เจอคนที่ใช่เสียที

โดย อิสซาเบล เผยว่า เธอตัดสินใจเซ็นสัญญากับ Cinderella Escorts หลังจากที่เห็นหญิงสาวหลายคนในทีวีสามารถขายพรหมจรรย์ของพวกเธอได้ราคาสูงถึง 103.9 ล้านบาท – 138.5 ล้านบาท

ส่วนพรหมจรรย์ของ อิสซาเบล มีการประมูลสู้ศึกกันอยู่ที่ราคา 38.3 – 38.5 ล้านบาท จากทนายความชาวอังกฤษ และ เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์จากดุสเซลดอร์ฟ ซึ่ง อิสซาเบล เผยว่าเธอแฮปปี้กับคนที่เข้ามาประมูลทุกคน

“ฉันคิดว่าคนตีค่าพรหมจรรย์และเซ็กซ์สูงเกินไป เพราะในสายตาฉัน ในความรู้สึกฉัน ฉันว่ามันไม่ได้พิเศษอะไรเลย เซ็กซ์ครั้งแรก ก็เหมือนๆกับตอนเล่นบาสเก็ตบอลครั้งแรกนั่นแหละ”

“ฉันค่อนข้างแฮปปี้นะคะ ที่โดนประมูลพรหมจรรย์ไป และฉันยังคงพบกับคนที่ซื้อไปอีก เพราะเขาจะเป็นเสี่ยคอยเลี้ยงดูฉันค่ะ เขาจะจ่ายเงินเดือนให้ฉันทุกเดือน เดือนละ 3.5 แสนบาท”

อิสซาเบล เผยว่า เธอตั้งใจที่จะนำเงินที่ได้จากการประมูลพรหมจรรย์ออกไปช็อปปิ้งและทำธุรกิจของตนเองพร้อมทั้งช่วยเหลือครอบครัว และอยากจะออกไปท่องโลกกว้างด้วย “ตอนนี้ฉันเริ่มวางแผนการเงินแล้ว และฉันก็อยากทำงานประมาณนี้อีกในอนาคต อยากมีบริษัทของตัวเองค่ะ”

แม้ว่าในเยอรมันจะอนุญาตให้มีเพศสัมพันธ์ได้ตั้งแต่อายุ 14 ปี แต่เธอก็เลือกที่จะเก็บรักษาพรหมจรรย์ของตนเองไว้ เพราะเธอไม่เคยมีแฟนเนื่องจากพ่อแม่ของเธอเป็นคนที่เคร่งศาสนาเอามากๆ

“พวกท่านจะสอนฉันกับพี่ๆน้องๆของฉันว่าควรจะแต่งงานกันก่อนแล้วค่อยมีเพศสัมพันธ์ แล้วตอนเด็กๆฉันเองก็เห็นด้วยกับแนวความคิดแบบนี้ แต่ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้วค่ะ เพราะว่าฉันเองก็ 20 แล้วและยังไม่เจอชายในฝันที่อยากจะแต่งงานด้วยเลย”

อิสซาเบล จึงมีความคิดว่าเธอจะไม่เสียพรหมจรรย์ของเธอฟรีๆเด็ดขาด จึงได้ตัดสินใจขายมันเพื่อหาเงินให้ตนเอง โดยเธอได้เข้าไปเซ็นสัญญากับ Cinderella Escorts พร้อมให้เหตุผลว่า

“พวกเขาทำงานกับคนที่รวยและมีชื่อเสียงมากๆ แล้วพวกเขาขายพรหมจรรย์สาวๆไปแล้วมากมายพร้อมกับโกยเงินไปมหาศาล ส่วนพ่อแม่และครอบครัวฉันไม่ทราบเรื่องนี้หรอกนะคะแต่เพื่อนสนิทฉันรู้และสนับสนุนฉันเต็มที่ เพื่อนๆเองก็บอกว่า พวกเธออยากทำแบบเดียวกันถ้ายังเวอร์จิ้นอยู่ ส่วนฉันเองก็ไม่กังวลเลยค่ะที่ต้องอยู่กับคนที่พรากพรหมจรรย์ฉันไปเพราะว่าฉันแค่อยากได้เงินเยอะๆ”

เมื่อถูกถามว่าเธอประหลาดใจไหมที่มีการเสนอเงินมหาศาลขนาดนี้ “ก็ไม่นะคะ เพราะจริงๆแล้วฉันรู้ว่ามันต้องเป็นเงินมหาศาลอยู่แล้ว เพราะว่าฉันเองก็สวย ฉันหุ่นดีมาก ผมสวย หน้าสวย แล้วฉันก็เห็นว่า Cinderella Escorts ขายพรหมจรรย์แล้วได้เงินมามากมาย”


ส่วนค่ำคืนที่เธอพบกับคนที่พรากพรหมจรรย์ เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา อิสซาเบล เผยว่า เขาได้พาแพทย์มาตรวจร่างกายเพื่อเช็คว่าเธอยังบริสุทธิ์จริงๆ แม้ว่าจะได้รับการยืนยันจากทางเอเยนซีแล้วก็ตาม และเธอยังเผยด้วยว่าตอนที่พบหน้าชายคนดังกล่าว เธอไม่ได้ประหม่าแต่ประหลาดใจมากกว่าเมื่อเจอเขา

“เขาเป็นคนที่สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกพบได้ดีมากค่ะ เขาซื้อกระเป๋า Gucci แสนแพงให้ฉันเพื่อเป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆสำหรับการพบกันครั้งแรก เขาเป็นสุภาพบุรุษมากจริงๆ เราคุยกันดีมาก เขาเล่าเรื่องราวชีวิตเขา เรื่องงานของเขามากมายให้ฉันฟัง เขาเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลของทีมที่มีชื่อเสียง ฉันเองก็เล่าเรื่องตัวเองให้เขาฟังเยอะแยะเลยค่ะ ว่าฉันโตมายังไง โรงเรียนเป็นยังไง และความฝันของฉันคืออะไร”

“เขาใช้เวลากับฉันค่อนข้างนานเพื่อจะได้ทำความรู้จักกันและกันให้มากขึ้น แล้วประสบการณ์นี้เป็นสิ่งที่โรแมนติกมากค่ะ ฉันรู้สึกดีมาก เขาปฏิบัติกับฉันอย่างดี ให้เกียรติฉันมาก ฉันค่อนข้างชอบเขามากเลย เขาดูดีมาก รวยด้วย และเขาก็รู้จักดารา คนมีชื่อเสียงเยอะแยะไปหมด ฉันอยู่กับเขาทั้งคืน เราใช้เวลาด้วยกันทั้งคืน แล้วเช้าวันต่อมาฉันขับรถกลับบ้านเองหลังจากที่เรากินอาหารเช้าด้วยกันค่ะ”

เมื่อแฟนแมนยูบิดเบือนประวัติศาสตร์ว่าตัวเองได้แชมป์ 13 สมัยและหงส์แดงไม่เคยได้แชมป์

ยอมขายศักดิ์ศรี ลดแชมป์เหลือ 13 สมัย เพื่อด้อยค่าให้ลิเวอร์พูลเหลือ 0 สมัย

แฟนๆส่วนนึงของแมนยูบิดเบือนประวัติศาสตร์ลูกหนัง โดยนับแชมป์ลีกเฉพาะตอนที่ใช้ชื่อ “พรีเมียร์” ที่พึ่งมีมาเพียง 27 ปี

ตรงนี้ก็ต้องขอใช้คำว่า “แฟนๆส่วนนึง” เพราะไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนย้ำๆซ้ำๆ นับตั้งแต่ที่ทีมตัวเองจบลงที่แชมป์ครั้งสุดท้ายแล้วค่อยๆตกต่ำลงมาเรื่อยๆ

มีการทำภาพออกมาล้อว่า ทีมตัวเองมีถ้วย 13 ใบ แล้วก็มีเชลซี มีอาร์เซนอล มีแมนซิตี้ที่มีถ้วย มีการล้อว่าขนาดแบล็คเบิร์น กับเลสเตอร์ยังมีถ้วยเลย ส่วนลิเวอร์พูลคือ 0 ไม่มีถ้วย

ทางแฟนลิเวอร์พูลสายฮาร์ดคอร์ก็แสบสันเหมือนกันโดยทำภาพออกมาโต้ว่า “ถ้าพ่อคุณเปลี่ยนชื่อ เขายังเป็นพ่อคุณอยู่ไหม ?”

เพราะตรงนี้ไม่ใช่แค่เป็นการด้อยค่าลิเวอร์พูล แต่มันไปลบทำลายเกียรติประวัติของทีมอื่นอีกหลายทีม อย่างเอฟเวอร์ตันเคยได้แชมป์ 9 สมัย, แอสตัน วิลล่า 7 สมัย, หรืออย่างแบล็คเบิร์น ก็ไม่ใช่แค่ 1 สมัย แต่ถ้วยล่าสุดคือแชมป์สมัยที่ 3 แล้ว

คอบอลที่ยังชมเชียร์ฟุตบอลทุกวันนี้ไม่ได้มีแต่คนรุ่นอายุ 20 ขวบถึง 30 ขวบ หรือคนที่พึ่งดูบอลมา 10 ปี 20 ปี แต่เขาติดตามฟุตบอลกันมานานแล้ว คนที่อายุ 40-60 ก็มักผ่านฟุตบอลยุค 70-80 กันมา

หรือรุ่นอาวุโสบางคนทันได้ติดตามฟุตบอลยุค 60 ด้วยซ้ำไป ซึ่งยุคนั้นแมนยูเองก็มีตำนานความสำเร็จ แต่แฟนสมัยนี้ส่วนนึงยอมทิ้งประวัติศาสตร์ตัวเอง ลบทิ้งตำนานและศักดิ์ศรี เพื่อจะดิสเครดิตลิเวอร์พูล (ดูเหมือนว่า การดิสเครดิตลิเวอร์พูลนั้นสำคัญกว่าการยกย่องให้เครดิตตำนานตัวเอง)

การที่แฟนๆแมนยูมาบิดเบือนตำนาน สร้างภาพสร้างมโนให้คนรุ่นใหม่เข้าใจผิด เป็นการก่อความเสียหายต่อวงการฟุตบอลอย่างมาก มันไม่ใช่แค่ด้อยค่าลิเวอร์พูล แต่เป็นการทำลายลดเกียรติด้อยค่าสโมสรตำนานของอังกฤษหลายทีม เช่น สเปอร์ส (2 สมัย), ลีดส์ ยูไนเต็ด (3 สมัย)

*ลีดส์ คือทีมรักของ “ย.โย่ง” บิดาแห่งสื่อกีฬาเมืองไทยคนนึง ซึ่งเด็กยุคใหม่เกิดไม่ทัน เกิดมาก็ยุคเคเบิ้ล หรือทันแต่ยุค “บิ๊กจ๊ะ” ที่โปรโมทแมนยูอยู่ทางฟรีทีวี*

แฟนแมนยูที่ใช้ลูกไม้อาศัยชื่อพรีเมียร์เอาเกียรติประวัติมาข่ม พอมีแฟนๆทีมอริย้อนถามว่า “แล้วแมนยูได้แชมป์ดิวิชั่น 1 กี่สมัย ?” เท่านี้ก็ถึงกับชะงัก

เพราะลีกสูงสุดของอังกฤษตลอด 100 กว่าปีที่ผ่านมาใช้ชื่อว่า “ดิวิชั่น 1” ซึ่งแมนยูได้ไปเพียง 7 สมัยเท่านั้น ส่วนลิเวอร์พูลที่เคยครองบัลลังก์อังกฤษ ได้ไปถึง 18 สมัย และนั่นก็คือสถิติฟุตบอลลีกอย่างเป็นทางการ ที่เราจะได้ยินสื่อพูดกันบ่อยว่า “ลิเวอร์พูลรอแชมป์มา 30 ปี” (ก็คือหมายถึงดิวิชั่น 1 นี่แหละ คือแชมป์ล่าสุดที่ผ่านมา 30 ปี)

แม้แต่โซลชาที่พูดแซวลิเวอร์พูลว่าเขาจะพาแมนยูได้แชมป์โดย “ไม่ต้องรอถึง 30 ปี” การแซวกันตรงนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่ยกตัวอย่างให้เห็นว่าใครๆเขาก็นับอิงถ้วยดิวิชั่น 1 ด้วย

โดยทางการถ้าไม่นับชื่อเก่ามันจะวุ่นไปหมด เช่นถ้าจะนับเฉพาะชื่อที่เปลี่ยน ก็ต้องไม่เอาทำเนียบถ้วย “ยูโรเปี้ยน คัพ” มานับรวมกับ “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” ต้องไม่เอา “ยูฟ่า คัพ” ไปนับรวมกับ “ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก” และต้องไม่เอา “คาราบาว คัพ” ไปนับรวมกับ “เวอร์ธิงตัน” หรือ “โคคา-โคล่า ลีกคัพ”

ยิ่งไปกว่านั้นถ้วยการกุศลที่แฟนๆแมนยูชอบเอามานับรวมในเกียรติประวัติอย่าง “คอมมิวนิตี้ ชิลด์” ก็ต้องอย่าไปนับรวมกับ “ชาริตี้ ชิลด์” เหล่านี้มันก็มีการเปลี่ยนชื่อมาทั้งนั้น

แล้วบางคนยังมีอ้างถึงขั้นการเปลี่ยนรูปทรงถ้วย นี่ไม่รู้มาตรรกะแบบไหน ? เพราะหลายๆลีกแต่ละประเทศ พอผ่านไปสมัยเขาก็เปลี่ยนรูปทรงกันได้ ตรงนี้มันเป็นเรื่องของการออกแบบให้สวยขึ้นและอลังการ แม้แต่ถ้วยเอฟเอ คัพ ถึงจะใช้ชื่อเดิม แต่ตัวรูปทรงถ้วยก็จะมีการออกแบบใหม่ที่แตกต่างเหมือนกันระหว่างยุคเก่ากับยุคหลัง

ฉะนั้นสถิติโดยทางการแล้ว แมน ยูไนเต็ดได้แชมป์ลีก 20 สมัย หรือจะเรียกว่าพรีเมียร์ก็ได้ไม่ผิด ก็เหมือนกับที่เอายูโรเปี้ยน คัพมาเรียกว่า ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก

ส่วนลิเวอร์พูลได้แชมป์ลีกมา 18 สมัย และถ้าผ่านพ้นช่วงวิกฤต Covid-19 ลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ได้ก็จะเป็นสมัยที่ 19 ตรงกับชื่อไวรัสพอดี (แต่ตอนนี้ยังไม่การันตีแชมป์เพราะยังขาดอีก 6 แต้ม)

ทีนี้ถ้าแฟนแมนยูที่บอกไม่เอาแบบนี้ ต้องการเขียนประวัติศาสตร์ใหม่หมดหลอกคนรุ่นหลัง ก็ลองเอาตามนั้นดู คือแมนยูได้แชมป์ 13 สมัย ส่วนลิเวอร์พูลถ้าปีนี้ได้ก็จะเป็น 1 สมัย

และสำหรับลีกสูงสุด ดิวิชั่น 1 แมนยูได้ไปเพียง 7 สมัย ลิเวอร์พูลได้ 18 สมัย โดยที่แมนยูไม่มีโอกาสเก็บถ้วยเพิ่มได้แล้ว ในขณะที่ถ้วยนามพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลยังมีโอกาสทำเพิ่มได้เรื่อยๆ จาก 1 ก็อาจจะเป็น 2 3 4 ตามมา (ตรงนี้ไม่อาจรู้อนาคตได้ รู้แต่ว่าโอกาสไม่ได้ถูกปิด)

นี่ถ้าใครไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือไม่รู้ที่มาที่ไปแล้วมาอ่านบทความนี้ก็อาจงงว่าทำไมมันจะต้องถึงขึ้นห้ำหั่นกันเรื่องนี้ด้วยหรือ ?

ก็ต้องบอกว่าสำหรับแฟนบอลที่รักหลงใหลสตอรี่เรื่องราวของฟุตบอลเข้าสายเลือด เขาถือสาเรื่องนี้ และไม่ชอบเลยที่จะเห็นประวัติศาสตร์ถูกทำลายเพียงแค่เพราะมีคนบางกลุ่มต้องการเกทับกันไปกันมา เลยคิดมุขมาสร้างมโน

ผมพูดตรงนี้ก็เพื่อเป็นการหักล้างแฟนบอลประเภทนั้น และไม่ได้มีส่วนไหนที่กล่าวด้อยค่าแมนยูเลย ยังคงให้เกียรติตำนานแมนยูยุค 60 และให้เครดิตในการได้แชมป์ลีกถึง 20 สมัย เรียกว่ามากที่สุดในอังกฤษ

แต่บางทีมันอาจจะมีกรรมสนองตามมา แฟนบอลในอังกฤษเองหลายคนก็เชื่อเรื่องนี้ เขาใช้คำว่า “Karma” โดยการที่แฟนๆแมนยูเอาแต่คิดหาลูกไม้มาข่มและล้อเลียน สถานการณ์มันก็จะเริ่มสลับกัน

เหมือนที่ลิเวอร์พูลไม่เคยคิดว่าแมนยูจะคว้าแชมป์ลีกแซงหน้าได้ แต่แป๊บๆก็ผ่านมา 30 ปี แล้วไม่แน่ว่าแฟนแมนยูที่นับเฉพาะถ้วยนามพรีเมียร์ อีกไม่กี่ปีผ่านไป มันอาจจะมีการแซงกลับก็เป็นได้

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

ตกลงจะป้องกัน COVID จากการจัดคอนเสิร์ต หรือจากการจับโจรครับคุณแอ๊ด คาราบาว ?

คุณแอ๊ดและประชาชนจำนวนมาก อยากก้าวข้ามโควิดไปด้วยกัน แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิต มันคือไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการป้องกันตัวเองหรือสังคม

เราไม่สามารถมีแต่ “ความเชื่อ” เหมือนในเพลงบอดี้สแลม หรือมีแต่ความหวัง มันต้องมีการลงมือทำด้วยครับ

จากคำสั่งปิดสถานบันเทิง จะทำให้คนทำอาชีพนักร้องนักดนตรีเสียรายได้ไประยะนึง คนที่ชอบกินเที่ยวต้องเหงาไปพักนึง

แต่ระดับเศรษฐีเงินล้านที่ไม่น่ามีปัญหาเรื่องรายได้อย่างคุณแอ๊ด กลับพูดว่า “มึงจ้องปิดสถานบริการอย่างเดียว แน่จริงมึงไปจับโจรสิไอ้เหี้ย มาปิดสถานบริการ…”

คนดูก็เฮปรบมือให้ ..
ยังมีคนไทยที่คิดแบบนี้เยอะมั้ยครับ ? แบบว่ากลัวตาย กลัวโควิดมากเลย แต่ไม่โทษการกระทำของผู้คนหรือของตัวเอง แล้วเวลาได้ยินว่าเชื้อมันกระจายขึ้น เกิดหลอนแพนิคแล้วก็ไปหาแพะมาโทษ

เอาจริงๆแล้วเนี่ย เวลาคนติดโรคระบาดกัน ถ้าจะหาแพะถามว่าประชาชนมักจะด่าใคร ? เขาก็ต้องด่ารัฐบาล เขาไม่ด่าคุณแอ๊ดหรอกครับ แต่ถามว่าไวรัสมันระบาดจากไหน ?

ก็สถานที่ที่มีคนเยอะๆแบบคอนเสิร์ตคุณแอ๊ดนี่หละครับ พวกสถานบันเทิง สถานบริการ ต่อให้สมมุติใส่แมสปิดจมูกไปเที่ยวด้วยเลย แต่อยู่รวมตัวกันแบบนั้นน่ะ เด็กเสิร์ฟก็จับแก้วให้คนนั้นแล้วก็มาเติมเหล้าให้คนนี้ คนก็ปะปนกัน มือชนกันแล้วก็มาจับหน้าจับของกินเข้าปาก นั่นหละครับแหล่งกระจายเชื้อเลย

ถ้าคุณจะด่ารัฐบาลในฐานะประชาชน ไม่มีปัญหาครับ คุณก็ควรด่าเรื่องที่ปิดผับช้าไป ปิดสถานบันเทิงช้าไป ปิดประเทศช้าไป อะไรแบบนี้ นี่ที่คนเขาวิจารณ์กัน

ตอนสมัยป้องกันหวัดนก รัฐมีนโยบายฆ่าไก่ คุณแอ๊ดก็ด่ารัฐบาลสีแดงด้วยซ้ำว่าเป็นแผนเอื้อนายทุนแบรนด์ฟาร์มไก่ เพราะตอนนั้นคุณกลัวไก่ชนคุณโดนไปด้วย

ตกลง “เพื่อชีวิต” คือหมายถึงชีวิตประชาชน หรือชีวิตตัวเองครับ ?

ทางเจ้าของร้านจึงต้องออกมาขอโทษ โดยบอกว่าได้มีการเตรียมจัดคอนเสิร์ตไว้นานแล้วก่อนหน้ารัฐสั่งปิด
(credit: Post today)

ที่จริงแล้วในต่างจังหวัดเขาไม่ได้สั่งปิดนะ มันแล้วแต่นโยบายหรือการออกคำสั่งของผู้ว่า ต่างจังหวัดมันอาจจะไม่ใช่แหล่งที่เสี่ยงมากก็จริง แต่ถ้ามันยังมีแบบนี้อยู่ ภาครัฐก็ยังใจดีกลัวผู้ประกอบการขาดรายได้ กลัวคนจะหงอยเครียดไม่มีที่กินเที่ยว พอมันมีคนติดเชื้อเข้าไปแค่คนเดียวเท่านั้นหละครับ มีสิทธิ์กระจายทั่วได้เลย คราวนี้มันก็จะติดวนเวียนอยู่ในประเทศไม่หมดซะที อยากให้แต่ละจังหวัดพิจารณาเข้มงวดเรื่องนี้ครับ

C. pantip : ตา o

คลิปแอ๊ดด่าในคอนเสิร์ต (ข่าวNation)

เมื่อกองถ่ายคืออีกแหล่งที่เสี่ยงแพร่เชื้อ COVID – วงการบันเทิงควรชัตดาวน์ไหม ?

นอกจากโรงหนังแล้ว มีอีกหนึ่งที่ที่ Covid-19 อาจเข้าไประบาดได้ และหลายคนยังไม่รู้

หลายคนอาจไม่ทราบว่า นอกจากโรงภาพยนตร์ที่เป็นสถานที่ปิดและอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อชั้นดีในช่วงนี้ อีกหนึ่งที่สำหรับคนที่ทำงานวงการบันเทิง อาทิ โฆษณา หนัง ละคร ที่เป็นจุดเสี่ยง คือ “กองถ่าย”

ซึ่งพวกเขาก็ต้องไปออกกอง และนั่นอาจหมายถึงการได้เจอกับคนหลายสิบชีวิต หรือนับร้อย โดยในบางครั้งอาจต้องไปอยู่ที่แคบที่อับร่วมกัน 

ดังนั้นสำหรับโรงภาพยนตร์ตอนนี้หยุดฉายหนังแล้ว และกองถ่ายควรหยุดถ่ายหนังสักพักด้วยไหม ? 

ล่าสุดมีประกาศขอความร่วมมือจากสมาคมผู้กำกับฯ ออกมาขอให้โปรดักชั่นต่างๆหยุดการผลิตและถ่ายทำสักระยะครับ ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า สำหรับลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดเชื้อโรคในช่วงนี้

ขอให้ทุกคนปลอดภัย รอดพ้นจากวิกฤต COVID-19 ด้วยกันครับ

C. pantip : N.p. ไม่เผยนาม

5 หนังไทยขึ้นหิ้ง ที่คนไม่ใช่คอหนังไทยก็ต้องชอบ

1. บุปผาราตรี  (พ.ศ. 2546)

ผลงานของสุดยอดผู้กำกับอย่าง “ยุทธเลิศ สิปปภาค” เป็นหนังที่เจ๋งแหวกแนวมาก ปกติหนังผีก็จะมีแบบน่ากลัวหม่นๆไปเลย หรืออีกแบบคือหนังผีตลก มีตกใจบ้างแต่เน้นตลกสนุกสนาน

แต่สำหรับบุปผาราตรีมาในคอนเส็ปต์ใหม่ คือเป็นหนังที่มีความตลกติงต๊อง มีนักแสดงตลก แต่เป็นหนังแนวสยองขวัญที่ทำได้โคตรน่ากลัว แล้วสามารถทำซีนตกใจหวีดสยองได้แบบถึงอารมณ์มาก

สมัยนั้นใครได้ดูในโรงภาพยนตร์จะรู้ถึงอารมณ์สลับสองขั้วฉับพลัน คือคนดูจะเป็นไบโพล่าโดยปริยาย  ถ้าใครไม่เคยดูก็คงต้องชวนเพื่อนมาดูทีวีจอใหญ่กลางดึกปิดไฟมืด (อาจไม่ได้ฟีลลิ่งเหมือนคนที่ได้ดูในโรงหนัง แต่มันพอซึมซับเป้าหมายของหนังได้)

ในฐานะคอหนังฝรั่งต้องบอกว่า ยังไม่มีหนังฝรั่งเคยทำแบบนี้คอนเส็ปต์แบบนี้เลยเหมือนกัน แต่คุณต้อม ยุทธเลิศทำได้

จากนั้นมันก็มีภาค 2 และ 3 ออกมา คุณภาพดีทำได้ดีตามค็อนเสปต์เดิม ตลกโหดเหมือนเดิม แต่พูดถึงความกระชากอารมณ์มันก็เทียบกับภาคแรกไม่ได้

. . .

2. Fake โกหกทั้งเพ  (พ.ศ. 2546)

มี 3 นักแสดงชายสไตล์เซอๆอินดี้อย่าง ต้า บาร์บี้, เรย์ แมคโดนัลด์, ลีโอ พุฒ เล่นได้เข้ากับสไตล์ของเรื่องนี้มาก แล้วก็มีอั้ม พัชราภา มาเล่นเป็นหญิงร้าย ก็ถือว่าเลือกนักแสดงได้เหมาะมาก

เนื้อหาไม่ใช่แนวสนุก และไม่ใช่รักโรแมนติกสามเส้าสี่เส้า แต่เป็นหนังออกไซโคนิดๆ ถ่ายทำเจ๋ง ภาพสวย กำกับดี มีความอินดี้หรือเป็นหนังทางเลือก (อัลเทอร์เนทีฟ) ถ้าใครที่ชอบดูหนังฝั่งเกาะอังกฤษสมัยนั้นก็จะชอบสไตล์นี้

. . .

3. Suckseed ห่วยขั้นเทพ  (พ.ศ. 2554)

ถ้าคนไม่ได้ชอบดนตรี ไม่ใช่คอเพลงร็อค ก็อาจดูสนุกในสไตล์แบบวัยรุ่น มีความรักแบบเด็กนักเรียนอะไรทำนองนั้น แต่เรื่องนี้มันคือหนังเพลง มีบรรยากาศยุค 90 อย่างเพลงของโลโซ, โมเดิร์นด็อก

สำหรับคนชอบเล่นดนตรีและชอบเพลงยุคนั้น ก็เรียกว่าสามารถอินเข้าเส้น แล้วก็มีซีนรับเชิญ ป๊อด โมเดิร์นด็อก, ปู แบล็คเฮด, แด๊ก บิ๊กแอส, โจ๊ก โซคูล, ตูน บอดี้สแลม มาร่วมแจมในเรื่องด้วย

นางเอกเรื่องนี้แสดงโดยน้องแนท ณัฐชา ลูกสาวของ “กีตาร์ คิง” หรือแหลม มอริสัน รับบทเป็น “เอิญ” นักร้องนักดนตรีสุดเทพ แถมในฉากแชตยังมีแฝงใช้ชื่อ account ว่า “Earn Morrison” เรียกว่าผู้กำกับอารมณ์ดี มีแอบยกย่องกีตาร์ คิงด้วย

หนังอาจไม่ได้เน้นที่บทหรือเนื้อหามากมาย แต่เน้นที่อารมณ์เพลง บรรยากาศ และการแสดงดนตรี มีเพลง “บุษบา” ในอีกเวอร์ชั่นแบบ Post Punk และมีเพลงสนุกๆที่แต่งขึ้นมาในเรื่องด้วย ซึ่ง “พีช พชร” นักแสดงเจ้าบทบาทโชว์ลีลาดนตรีได้สุดมากเรื่องนี้

. . .

4. มือปืน โลก/พระ/จัน  (พ.ศ. 2544)

ผลงานของคุณยุทธเลิศ สิปปภาค อีกนั่นแหละ เรื่องนี้อาจใส่เรื่องธรรมะ เรื่อง “กรรม” เข้าไป แต่ไม่ใช่จุดเด่น จุดเด่นอยู่ที่สามารถโยงเรื่องกรรมและผูกเรื่องต่างๆให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย

ไม่ใช่แนวบู๊แบบเอาสมจริงหรือเอามันระห่ำ แต่เน้นที่คาแร็คเตอร์เจ๋งๆของตัวละครแต่ละตัว ที่แต่ละคนมีสตอรี่ต่างกันและมารวมตัวกัน

นอกจากรวมดาราตลกแล้ว ก็มี “เต๋า สมชาย” ที่เป็นตัวเอกในเรื่อง เล่นได้เท่มาก ซึ่งเรื่องนี้บทและการดำเนินเนื้อเรื่องดีทุกประการ

ส่วนปีนี้ก็มีภาค 2 ออกมา เป็นเนื้อเรื่องใหม่ ผลงานดี เทคนิคถ่ายทำสมัยใหม่ ให้แง่คิดอุดมการณ์ในอีกแบบนึง แต่ก็ตามสูตร คือมองว่ายังไงภาค 1 มันก็มักจะดีกว่า

. . .

5. น้องพี่ที่รัก  (พ.ศ. 2561)

เรื่องนี้เป็นหนังในยุคใหม่เลยมีโอกาสดีที่ได้กระจายไปฉายในต่างประเทศ ซึ่งสมัยนี้มีตลาดรองรับ แล้วกระแสตอบรับมันก็ดีด้วยจริงๆ ด้วยกับมันมีความเป็นเอเชียและมีความเป็นไทยๆอยู่ ประเทศในแถบโซนตะวันออกนี้ก็จะเข้าถึงได้

มี “ซันนี่” มาเล่นก็ไม่ต้องห่วงเรื่องฝีไม้ลายมือ กับลีลากวนๆและการแสดงที่เป็นธรรมชาติ

เป็นหนังแนวชีวิต มีใส่ความตลกที่ไม่แฮปปี้เอนดิ้งซะทีเดียว ดูแล้วต้องต่อมน้ำตาแตกแน่นอน ใครที่รักพี่รักน้อง แล้วโดยเฉพาะคนที่ไม่มีพี่น้อง ว่ากันว่าดูแล้วจะรู้ความหมายมากกว่าคนที่มีพี่น้องซะอีก เหมือนกับที่ในบทได้ใส่ให้ตัวละคร “เดียร์” เป็นตัวเปรียบเทียบและให้แง่คิดกับคนอื่นในเรื่อง

. . .

* บางเรื่องที่บอกว่าชวนเพื่อนมาดูต้องบอกว่า ทั้งหมดนี้ 4 เรื่องไม่ใช่หนังสำหรับเด็กนะครับ  มีฉาก 18+ มีซีนเรื่องเพศและความรุนแรง ยกเว้นเรื่อง Suckseed ที่เด็กพอดูได้หรือทางที่ดีก็ผมให้อยู่ที่ 13+ ตามวัยในเรื่องครับ *

C. pantip : ตา o

(คอมเมนต์)

ความเห็นของแต่ละคนคงไม่เหมือนกันนะครับ ตามแต่ความชอบเลยครับ

ที่จริงแล้วที่ผมตั้งกระทู้มา 5 เรื่อง ผมชอบเรื่องเดียวคือ บุปผาราตรี เพราะปกติไม่ได้ชอบหนังไทยครับ แต่ก็ดูน่ะแหละ เพราะงั้นผมจะติดเทียบกับสากล แล้วเอามาตรฐานตรงนั้นมามอง
(อย่างเรื่อง Parasite หนังเกาหลี หลายคนอาจมองว่าไม่ได้ดีกว่าหนังเกาหลีเรื่องอื่น แต่ในมุมสากลเขามองว่าดี)

อย่างเรื่อง 3 กับ 5 (Suckseed, น้องพี่ที่รัก) จริงๆผมไม่ได้ชอบสไตล์รักหวานแหววคิกขุ แต่ผมมองในวิธีการถ่ายทำ มุมภาพ การตัดฉาก การเดินเรื่องมันโอเค (จากกระแสแล้วสำหรับคนต่างชาติ จะรู้สึกว่าเสพง่าย เข้าใจง่าย ในเรื่องที่พยามถ่ายทอดวิถีชีวิต)

หนังดังๆมีเยอะแต่ผมไม่ได้เลือกมา

– แฟนฉัน : เชื่อว่าเป็นตำนานในใจของคนไทยเยอะเลย เพราะมันย้อนบรรยากาศเก่าๆ แต่ในการถ่ายทำและบทเนื้อหา จริงๆมันไม่ได้มีอะไรมาก

– โก๋หลังวัง : อันนี้ผมอยากจะใส่ไปด้วยเพราะเป็นหนังเพลง แต่ติดตรงที่การถ่ายทำ กับบทที่ใส่เนื้อหาเกี่ยวกับนักเลงเข้าไป คือแค่อยากให้มันสนุก ซึ่งไม่จำเป็นเลย เพราะจริงๆ “คอเพลง” กับ “นักเลง” มันคนละวงการกัน (อันนั้นมันควรเป็นเรื่อง “2499” มากกว่า)

– องค์บาก : ผมชอบนะ แต่ชอบไปที่ตัว “จา พนม” และเทคนิคฉากบู๊ ส่วนเรื่องบทผมมองว่าไม่มีอะไรมาก แค่อนุรักษ์นิยมเฉยๆ ใครที่อนุรักษ์วัฒนธรรม ตรงนี้ไม่ว่ากัน แต่สำหรับผมมองว่าเป็นคอนเส็ปต์ที่ง่ายไป

ส่วนตัวผมชอบมวยไทย ถือว่าเป็นศิลปะป้องกันตัวที่โหดสุดของโลกละ น่าจะโชว์ตรงนี้มากกว่าแล้วหาเนื้อหาอื่นมาอ้างในการต่อสู้ แต่ถ้าจะโชว์ในเรื่องของการอนุรักษ์วัตถุและวัฒนธรรมความเชื่อ ก็ควรใส่ให้มันมีชั้นเชิงหน่อย
(–> ต่างกันมากเลยครับกับเรื่อง “คนเล็กหมัดเทวดา” ของโจวซิงฉือ คือโชว์เรื่องวัฒนธรรมความเชื่อแบบมีชั้นเชิงและแอบมีเหน็บแนมวัฒนธรรมอื่นสอดแทรกด้วย)

แล้วก็อย่างที่บอกครับ หนังไทยที่ว่ามานี้ถึงผมไม่ได้หยิบเลือกมา แล้วก็เรื่องอื่นๆอีก ผมคิดว่าทำดีกว่าหนังฝรั่งเกรด B เกรด C ซะอีกครับ

UEFA เลื่อนบอลยูโร เปิดทางให้บอลลีกแข่งต่อเมื่อปลอดภัยจาก COVID-19

• บทสรุป : แข่งต่อให้จบฤดูกาล

แบบนี้แฟร์ที่สุดกับทุกทีม

ทีมที่มีผลงานแย่มาตลอดจะมาขอให้ยกเลิกฤดูกาลไม่ได้ อย่างในพรีเมียร์ลีก ฝ่ายอาร์เซนอล, สเปอร์ส, เวสต์แฮม เหล่านี้ไม่พอใจผลงานตัวเอง เลยอยากให้เชื้อ COVID มาช่วยยกเลิกการแข่งขันแล้วเริ่มต้นกันใหม่

แบบนี้ก็จะไม่แฟร์กับทีมที่จะเลื่อนชั้น และทีมที่ผลงานดีอย่างวูล์ฟ, เชฟ ยู, และโดยเฉพาะลิเวอร์พูล ที่ได้อีก 6 แต้มก็คว้าแชมป์แล้ว ขณะที่แมนยู 10 นัดหลังก็ผลงานดีต่อเนื่องมีลุ้นไปแชมเปียนส์ลีก

ในที่สุดทาง UEFA ก็เลื่อนฟุตบอลยูโรไปปี 2021 เพื่อให้บอลลีกแต่ละประเทศได้แข่งต่อ แล้วก็กำหนดนัดชิงยูโรปาลีก เป็น 24 มิ.ย. และนัดชิงแชมเปียนส์ลีก เป็น 27 มิ.ย.

ฉะนั้นแต่ละประเทศต้องไปจัดตารางแข่งขันกันเองให้จบฤดูกาล หรือถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีพอก็รอไปก่อน แทนที่จะยกเลิกฤดูกาลนี้ก็ยกเลิกหรือเลื่อนฤดูกาลหน้าออกไป จะไปสนทำไมกับฤดูกาลที่ยังไม่มา

เป็นตรรกะที่ป่วยมากที่จะให้ยกเลิกฤดูกาลที่เตะมาแล้ว เพราะกลัวไปชนเวลากับฤดูกาลที่ยังไม่เกิด ไม่มีใครต้องการให้ยกเลิกนอกจากทีมที่ผลงานไม่ดี

ในลีกเยอรมัน ไลป์ซิก, บาเยิร์น ทำผลงานได้ดี ในสเปนบาร์ซ่ากับมาดริดก็ขับเคี่ยวกับสนุก ขณะที่แอต มาดริดก็พึ่งโค่นลิเวอร์พูลตกรอบ เขาก็อยากจะเตะถ้วยยุโรปต่อ ฉะนั้นแฟนๆในทุกลีกส่วนมากอยากให้บอลแข่งต่อ

สปอนเซอร์และค่าถ่ายทอดเขาเซ็นกันไว้หมดแล้ว แค่เลื่อนเวลาออกไปให้อยู่ในระยะปลอดภัยก็สามารถแข่งต่อได้ไม่ใช่ปัญหา จะแข่งแบบไม่มีคนดูในสนามก็ทำได้ เพราะฟุตบอลมันมีเรื่องของรายได้การถ่ายทอดที่ต้องไปใช้จ่ายในสโมสร และมีเรื่อง Betting หรือการพนันถูกกฎหมายในต่างประเทศ ฉะนั้นยังไงเขาก็ต้องรอให้สถานการณ์ปลอดภัยแล้วแข่งต่อ

โดยธรรมชาติไวรัสทุกชนิดร่างกายสามารถต้านทานได้หมดสำหรับคนที่สุขภาพดีไม่โรค แค่ต้องรักษาตัวตามอาการ ส่วนในด้านสังคมก็ต้องร่วมกันป้องกัน รัฐบาลหลายประเทศออกระเบียบ ปิดสถานบันเทิง ปิดโรงเรียน ปิดภัตตาคาร บางประเทศก็ปิดเมือง

ฉะนั้นแนวโน้มจะดีขึ้นในไม่นานนี้ ตอนนี้จีนเริ่มปลอดเชื้อและกำลังผลิตแอนตี้ไวรัสได้แล้ว ใช้กับสัตว์ได้ผล เตรียมทดลองใช้กับคน ส่วนสหรัฐก็กำลังทดลองและผลิตแอนตี้ไวรัส เมื่อ 10 ปีก่อนเชื้อ SARS อยู่ประมาณ 9 เดือน ส่วน COVID ในยุคนี้ก็แน้วโน้มจะหมดไปเร็วกว่า SARS

เชื่อว่ารัฐบาลในยุโรปคงจะประสานกับสมาคมฟุตบอลได้อย่างลงตัว ว่าแข่งช่วงไหนปลอดภัย ใช้สนามไหน และจัดตารางอย่างไร

ตรงนี้ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลในยุโรปและสมาคมฟุตบอล เขาพิจารณาจากสถิติ วิเคราะห์ประเมินจากสถานการณ์จริง ว่ากราฟขึ้นกราฟลงช่วงไหน แนวโน้มเป็นอย่างไร ไม่ใช่ประเมินตามความรู้สึกแบบประชาชนอย่างเรา

C. fanpage : โลกฟุตบอล

การรับมือ-การจัดการ COVID-19 แต่ละที่ และข้อคิดหลาย ๆ อย่างที่ผ่านมา

ไวรัส COVID-19 เป็นเชื้อติดง่ายกระจายเร็ว แต่ก็รักษาหายง่ายเหมือนกัน เรียกว่าติดแล้วอัตราการตายน้อย โอกาสตายน้อย ทีนี้ปัญหามันอยู่ตรงที่มันแพร่เร็วนี่แหละ คนไม่อยากป่วยกัน เศรษฐกิจโลกชะงัก ธุรกิจเจ๊ง วงการบันเทิงวงการกีฬาหยุดชะงักหมด ฉะนั้นมันต้องแก้ปัญหาให้เร็ว

~ บรูไน, มาเลเซีย สั่งปิดประเทศ คนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้า

~ แคนาดา, รัสเซีย ปิดประเทศแล้วเช่นกัน

~ ฟิลิปปินส์ ปิดแค่เมืองหลวง งดเข้าออก

~ ฝรั่งเศส, สเปน, อิตาลี ปิดประเทศ

~ ฝรั่งเศส สั่งปิดภัตตาคารและสถานบันเทิง

~ อเมริกาปิดโรงเรียน ขอความร่วมมือผู้คนไม่ออกจากบ้าน ไม่รวมตัวชุมนุมเกิน 10 คน

~ อิหร่านรณรงค์ไม่ให้ผู้คนออกจากบ้าน

~ ประเทศในตะวันออกกลางรณรงค์ลดการรวมตัวในศาสนสถาน

> นอกนั้นหลายๆประเทศยังไม่ได้จัดการอะไรมากนัก ไม่ปิดเมือง ไม่ปิดประเทศ บ้างก็ปิดแค่สถานที่ท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ ปิดผับบาร์ หรือเปิดปิดให้สั้นลง และส่วนมากก็ยังไม่ได้ปิดโรงเรียน

ส่วนไทยก็อย่างที่ทราบ ปิดโรงเรียน สถานบันเทิง สถานที่ที่มีการรวมตัวตามนี้

คลิปนี้เป็นสถานการณ์แพนิคในสหรัฐ เล่าจากคนไทยที่นั่น พร้อมข้อคิดและคำแนะนำดีๆ

พูดถึงเรื่องแพนิคแล้ว เรื่องของความคิดกับการปฏิบัติของสังคมเรามันสวนทางกัน ที่จริงเราต้องทำกลับกันนะ

-> ดูแลป้องกันตัวเองอย่างเข้มงวด แต่ไม่แพนิค
แต่นี่ทำกลับกัน
-> แพนิค แต่กลับละเลยในการป้องกันตัวเอง

พูดถึงเรื่องสื่อแล้วเนี่ย มีผลอย่างมากต่อการสร้างความตื่นตูม แพนิคหรือหลอนเกินจริง

เรามองรอบตัวเราไม่มีใครเจ็บป่วยล้มตาย มันไม่ได้เป็นแพนิคที่เกิดจากการเห็นหรือประสบด้วยตัวเอง แต่เป็นแพนิคที่เกิดจากการได้ยิน คือฟังข่าวอ่านข่าว แล้วก็เกิดมโนภาพ เรียกว่าเป็นการใช้ความรู้สึก

แน่นอนว่าสื่อต้องรายงานทุกวันอยู่แล้ว ข้อนึงคือมันขายข่าวได้ ข้อต่อมาคือมันเป็นสถานการณ์สำคัญที่สื่อต้องอัพเดททุกวัน ฉะนั้นไอ้ตรงนี้มันไม่ผิด มันคือธุรกิจ แต่สื่อควรรายงานให้เกิดบาลานซ์ และให้ผู้คนมีมโนภาพ มีความเข้าใจตามจริง

สื่อมีการรายงานเวลามียอดผู้ติดเชื้อเพิ่ม อันนี้ถูกแล้ว แต่สื่อจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรายงานยอดผู้รักษาหายด้วย ตรงนี้แหละครับ ที่จะทำให้ผู้คนมีอีโมชั่น มีความรู้สึกและเข้าใจสถานการณ์อย่างถูกต้อง  (จริงๆสถิติมันมีบอกตลอด สื่อต้องรายงาน เพราะมีน้อยคนที่จะเจาะหาข้อมูลเอง)

(คนตุนอาหารและของใช้ ผมไม่ว่านะ คิดอีกมุมก็มองว่ามีประโยชน์ ถ้าคุณตัดสินใจจะลดการออกนอกบ้าน หรือกักตัวเองในบ้าน อันนี้จะเป็นการดูแลตัวเองที่ดีมาก)

ที่ผ่านมาคนไทยและคนชาติอื่นด้วย แปลกอยู่อย่างคือปากอ้างว่ากลัว แต่พฤติกรรมกลับอยู่ไม่ติดบ้าน กินเที่ยวแทบทุกวัน รวมตัวกับเพื่อนฝูง

แล้วถ้าไม่มีคำสั่งออกมา คอนเสิร์ตก็ไม่เลิกจัดกัน จริงมั้ยครับ บ้างก็บ่นหรือรอรัฐบาลช่วย แต่ไม่จัดการหรือดูแลตัวเอง

(ยกภาพมาเป็นตัวอย่างนะว่ามีการแสดงอยู่จริง ไม่ได้ว่า ศิลปินเหล่านี้ผมก็ชอบ)

พอทำจริงๆขึ้นมาเราต้องรู้นะทีนี้ สถานบันเทิงที่กินที่เที่ยวเสียรายได้นะ นักร้องนักดนตรีทั้งหลาย คุณไม่มีงานทำยาวๆนะช่วงนี้ คอหนัง คนดูหนัง YouTuber ต่างๆ งานคุณจะลดลงนะ

คนกินเที่ยวก็เหมือนกัน นั่งร้านอาหาร จิบเหล้าเข้าผับที่นั่นที่นี่ ถ้ามีใครติดเชื้อขึ้นมา คุณจะหาแพะมาโทษไม่ได้นะ

รายการบันเทิงที่มีคนดู มีผู้ชมเยอะๆ ที่ต้องพาคนไปกรี๊ดไปปรบมือ ต่อไปนี้ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ งดพาคนไปรวมตัวกันนะ

พวกสถาบันสอนพิเศษเด็กๆ คอร์สเรียนคอร์สอบรมอะไรต่างๆ คุณต้องพักธุรกิจตัวเองก่อนนะ

เห็นมั้ยครับ บางอย่างมันไม่ต้องมาคอยหาแพะรับผิด หรือครวญหาให้คนมารับผิดชอบ บางเรื่องเราต้องมีความรับผิดชอบด้วยตัวเอง

ที่จริงผู้ปกครองควรจะดร็อป เบรคการเรียนของลูกด้วยตัวเองนานแล้ว ไม่ต้องรอให้รัฐสั่ง นโนบายรัฐออกมาช้ามาก แต่เอาหละมีออกมามันก็ดีแล้ว

ผมไม่ได้เหมารวมนะ แจงแบบแยกๆประเภท บางประเภทก็แค่ขี้บ่น แต่ไม่ได้กลัวจริง คือชอบปั่น ชอบบ่นสังคม บ่นรัฐบาล บ่นชีวิต ปั่นเรตติ้งโซเชียลเฉยๆ

อย่างหน้ากากอนามัย บางคนก็ไม่เคยจะซื้อ ไม่ได้หา ไม่ได้จะใช้หน้ากากอนามัย ก็บ่นว่าหาซื้อไม่ได้ (แค่หลอนตามๆกัน ไม่ได้ตั้งใจจะใช้จริง)

แล้วเป็นเรื่องแปลกที่คนเราสามารถกินข้าวได้วันละหลายร้อย กินบุฟเฟ่ต์ 299 ได้ กินชาบู 399 ได้ แต่ผ้าปิดจมูกกับแอลกอฮอล์ล้างมือ สิ่งที่จะช่วยรักษาชีวิตกลับบ่นว่าแพง แล้วโอดครวญรอการช่วยเหลือ

เราลองดูเกาหลีใต้ คนที่นั่นมีประสบการณ์เคยผ่านโรคระบาดมาแล้ว เรื่องวินัยการดูแลตัวเองเขามี มีผ้าปิดจมูกแฟชั่นออกมาขาย หน้ากากอนามัยมีเอกชนผลิตมาขาย ไม่ต้องมารอของถูกหรือของฟรีของรัฐ  (แล้วยิ่งมีคอรัปชั่นนี่กลายเป็นปัญหาไปอีก อั้นนั้นให้เขารับโทษทางกฎหมายไป)

-> ตรงนี้รัฐบาลควรส่งเสริมหรือปล่อยเอกชนเขานำเข้าหรือผลิตขายกัน รัฐมีหน้าที่เพียงตรวจสอบคุณภาพ เช่นเจลล้างมือ มันก็ต้องผ่าน อย./สคบ.อยู่แล้ว

ตอนนี้เกาหลีใต้กราฟลง จีนกราฟลง พ้นช่วงวิกฤติละ แล้วมีข่าวดีว่าจีนอาจผลิตแอนตี้ไวรัสได้ก่อนสหรัฐซะอีก ไม่รู้จะสำเร็จสมราคาคุยมั้ย แต่ที่แน่ๆการจัดการและคุมการระบาดเขาถือว่าทำได้สำเร็จ

C. pantip : ตา o

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น