เผยแพร่ “ชื่อ” กับ “หน้า” คนร้าย จะเป็นการให้คนเอาเยี่ยงอย่างหรือ ? [ตรรกะป่วย]

จากเหตุการณ์คนร้ายกราดยิงผู้คนที่โคราช มีคนออกมารณรงค์กันว่าห้ามเผยแพร่ชื่อและใบหน้าคนร้าย เพราะจะเป็นตัวอย่างให้คนทำตาม

(ที่ว่ากันว่า) ไม่ควรสนองความต้องการของคนร้าย เพราะเขาอยากดัง ฉะนั้นไม่ใช่แค่การเผยแพร่หน้าตา แค่ชื่อและตัวตนก็ห้ามนำเสนอ เพราะจะทำให้คนอยากทำตาม ?

มันไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้ที่มีเหตุการณ์กราดยิงในนิวซีแลนด์ ทางด้านท่านผู้นำเขาก็ออกมาบอกว่า จะไม่ขอเอ่ยกระทั่งชื่อของคนร้าย เพราะคนที่ทำนั้นต้องการที่จะมีชื่อมีตัวตน เหตุผลเดียวกันเลยครับ

ซึ่งตรงนี้เอง ที่ผมเห็นว่าตรรกะมันผิดมันไม่ใช่ มันอาจที่ทำให้คนที่คิดอย่างนี้รู้สึกว่าเป็นคนดีมีจรรยาบรรณอะไรก็ตาม ถ้าสบายใจก็ไม่ว่ากัน แต่พูดถึงเหตุและผลของมัน ผมมองว่ามันไม่มีผลต่อการเลียนแบบครับ

ผมขอพูดถึงตัวคนร้ายก่อนโดยจะใช้คำพูดให้ถูกคือ คนที่ทำนะครับเขาไม่ได้อยากดัง แต่เขาระบายโทสะต่อสังคม เป็นอาการของคนที่สูญเสียและรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว พอได้ล้างแค้นหนึ่ง จากนั้นก็สติหลุด บางคนเวลาเรียกร้องให้ตัวเอง ถ่ายเซลฟี่ฆ่าตัวตายก็มี เขาไม่ได้มาคิดว่าเซลฟี่เพื่อชักชวนให้คนอื่นทำตาม มาตายตามฉันสิ ! มากราดยิงอย่างฉันสิ ! ไม่ใช่แบบนั้น

ส่วนเรื่องของคนที่จะเอาตามอย่าง คนที่จะเลียนแบบ เขาไม่ได้เลียนแบบเพราะเห็นชื่อ หรือเห็นหน้าตา แต่เขาเลียนแบบพฤติกรรมตามเนื้อหา

การที่มีข้อมูลออกมาว่า เขาถูกนายโกงจึงล้างแค้น และแสดงความเห็นออกมาในทำนองไม่พอใจความรวยที่เอาเปรียบความจน แล้วก็พาลไม่พอใจสังคม ตรงนี้เองที่มีคนเห็นด้วยกับเขา และมีความรู้สึกแบบเดียวกันว่าอยากล้างบางผู้คน

คนที่จะทำตาม ผมกล้าพนันว่าเขาไม่รู้จักชื่อคนร้ายด้วยซ้ำไปครับ และต่อให้ข่าวไม่นำเสนอรูปหน้า เขาก็ทำตามอยู่ดี ถ้าอยากจะเลียนแบบ

มันมีคนที่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของเขามากมาย ไม่ใช่ว่าเห็นชื่อ หรือเห็นใบหน้าหรอกครับ

ส่วนถ้าใครบอกว่า เขาอยากดัง การนำเสนอภาพคือไปช่วยให้เขาดัง เท่ากับว่าไปสนองเขา ตรงนี้ผมมองว่า logic มันไม่ใช่ เพราะเขาตายไปแล้ว เขาไม่รับรู้แล้วหละครับว่าเวลานี้ตัวเองดังแล้วหรือไม่ (ส่วนถ้าใครคิดว่าวิญญาณเขาจะรับรู้ โอเคผมไม่แย้งสำหรับคนที่เชื่อแบบนี้ ผมจะถือว่าโอเคเหตุผลนี้ถูกต้อง เดี๋ยววิญญาณเขาจะภูมิใจเปล่าๆว่าเขาดังสมใจ)

C. pantip : ตา o

ทหารคลั่งยิงคนที่โคราช กับหนัง Joker ที่เพิ่งจะมีตัวอย่างให้เห็นเป็นแง่คิด

คนคลั่งจากปัญหาชีวิต เอาไปลงที่สังคม
เอาไปลงที่รังเกียจมนุษย์ รังเกียจผู้คน

เมื่อมีตัวอย่างเกิดขึ้น
มันก็จะมีคนบางส่วนจะเอาเยี่ยงอย่าง

วันนี้อาจไม่คิดจะทำ
แต่วันนึงเมื่อประสบความรู้สึกเดียวกัน
คิดอะไรไม่ออก เขาก็จะทำตามสิ่งที่เคยมี

สื่อมวลชนเล่นข่าวลบๆทุกวัน
ขายข่าวลบทุกวัน ไม่ใช่เรื่องดี

เรื่องดีๆของคน ตัวอย่างดีๆ ขายไม่ได้
แต่เรื่องเลวๆ ขายข่าวได้
เพราะสังคมไม่ชอบชมคน แต่ชอบด่าคน

ดาบสองคม จากสื่อและจากสังคมเราเอง
ที่ผลิตเรื่องเลวๆขึ้นมา

สิ่งเหล่านี้ในอเมริกาเกิดขึ้นบ่อย
ระบายโทสะโดยเอาปืนไปยิงกราดผู้คน

เพราะสื่อบันเทิง หนัง, เกม
มันบ่มเพาะนิสัยคน ให้เมตตามนุษย์ลดลง

C. pantip : ตา o

ส่วนสำหรับใครที่เป็นแฟนหนัง Joker อันนี้ต้องขออภัย ไม่ได้แอนตี้หรือหาเรื่อง ผมเองก็เป็นคอหนังเหมือนกัน ล่าสุดก็ไปดู Harley Quinn ก็ต้องบอกว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเหมือนกัน เอาหญิงเกเร เอาโจรปล้นข้าวของมาเป็นนางเอก ตรงนี้ต้องยอมรับความเป็นจริง

ไม่ใช่แค่หนังครับ การ์ตูนอย่างทอม-เจอร์รี่ ก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีสำหรับเด็ก พวกนักจิตฯ ก็ไม่แนะนำให้เด็กดูเหมือนกัน การ์ตูนประเภทนี้จะไม่มีอยู่ในช่องสำหรับเด็กเล็ก

แต่ผมไม่ได้บอกว่าคนร้ายรายนี้ดูหนัง Joker ผมเพียงบอกว่าเป็นแนวคิดแบบเดียวกัน คือเอาปัญหาที่ตนเองถูกคนไม่กี่คนข่มเหง เอาไประบายโทสะก่ออาชญากรรมต่อสังคม

(คอมเมนต์) โดย : Don’t judge too quickly

มันเลียนแบบการก่อเหตุเดือนก่อนนู่น มันอยากดัง สื่อเดือนก่อนให้ความสนใจ อวยผอ. กอล์ฟ เยอะมาก  เก่ง โปรสารพัด ดังระเบิด
รอบนี้มันคอยดูข่าวจะออกเกี่ยวกับตัวเอง คอยดูโซเชียล live สด
ทางตำรวจทหาร เขาก็มองออกเลยห้ามออกข่าวละเอียด

7 ข้อกับเทคนิคการรักษาห้องน้ำให้สะอาดเอี่ยม

แน่นอนว่าห้องน้ำไม่ใช่สถานที่นั่งเล่น และไม่ควรอยู่นานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรนั่งอึนานๆอ่านหนังสือหรือดูมือถือ เพราะนานเข้าจะทำให้ทวารมีปัญหา แต่อย่างไรก็ตาม ห้องน้ำก็ต้องเป็นสถานที่ที่สะอาด ปราศจากเชื้อโรคสกปรกและกลิ่นเน่าเหม็น

ห้องน้ำบ้านไหนที่เหม็นจนแก้ยากล้างไม่ออกนั่นแสดงว่าอาการหนักเพราะสั่งสมความสกปรกมานาน ควรถอนรากถอนโคนใหม่ แล้วมาดูสาเหตุกันว่ามันเป็นเพราะอะไร

ต่อไปนี้คือวิธีรักษาป้องกันไม่ให้ห้องน้ำสกปรกเน่าเหม็น

1.) ไม่วางของไว้เยอะๆ เช่น อย่าเอาถัง, ไม้ม็อบ, สายยาง ไปวางเก็บกองๆในห้องน้ำ เพราะเหล่านี้จะทำให้เกิดคราบตะไคร่, ฝุ่น, และเชื้อรา ควรเคลียร์ให้ห้องน้ำโล่งไม่มีสิ่งของวางไว้เลย นอกจากมีที่วางสบู่, แปรง, ยาสีฟัน ก็อาจจะยิงเจาะติดผนังหรือมีที่เก็บเฉพาะของมัน แล้วก็มีตะกร้าขยะที่มีถุงรองเรียบร้อย

2.) หลังอาบน้ำหรือแปรงฟัน ต้องล้างรอยสบู่, ยาสระผมให้เกลี้ยงพื้นทุกครั้ง อย่าให้มีรอยคราบฟองลื่นๆติดอยู่ ส่วนอ่างล้างหน้าก็อย่าให้มีรอยยาสีฟัน, สบู่, โฟม เพราะจะทำให้เป็นคราบเกาะหมักหมมไปเรื่อยๆ ต้องล้างน้ำเปล่าให้เกลี้ยงทุกครั้ง

3.) การใช้โถส้วมและชักโครก ให้พยามกดน้ำล้างน้ำบ่อยหน่อย ถ้าเป็นโถฉี่ผู้ชายก็กดน้ำให้นานขึ้นนิดนึง หรือในการนั่งอึ ไม่ต้องรอให้อึเสร็จแล้วค่อยกดทีเดียว เพราะมันจะลงไปเกาะติดในส้วมเป็นคราบ เวลาเรากดน้ำแต่ละครั้งไม่ใช่ส่าคราบมันจะออกหมดไปด้วย บางครั้งคนที่อึแข็งและออกเยอะทำให้ส้วมตันกดไม่ลงก็มี ฉะนั้นให้กดบ่อยหน่อยยกเว้นไปบ้านคนอื่น เดี๋ยวเขาจะหาว่าเราใช้น้ำเปลืองถ้าได้ยินเสียงเรากดน้ำบ่อยๆ

4.) ผู้ชายควรมีโถฉี่โดยเฉพาะ เพราะถ้ายืนฉี่ที่ชักโครกยังไงมันก็มีเศษกระเด็นโดนขอบส้วม ถึงจะพับที่นั่งเก็บขึ้นก็เถอะ คราบมันก็ติดตามขอบและทำให้เชื้อโรคกับคราบเหม็นๆเกาะติดหมักหมม ทำให้ห้องน้ำมีกลิ่นที่กำจัดยาก ทางที่ดีถ้าบ้านไหนไม่มีโถฉี่ ผู้ชายก็ควรนั่งฉี่เหมือนตอนฉี่เวลาอึนั่นแหละ ควรรู้ไว้ว่าในหลายๆประเทศนั้นผู้ชายก็นั่งฉี่ที่ส้วม อย่างเช่นในแถบตะวันออกกลางและเอเซียกลางบางประเทศ

5.) ต้องทำความสะอาดส้วมอย่างน้อย 3 วันครั้งนึง เพราะถึงจะรักษาความสะอาดและพิถีพิถันในการใช้ขนาดไหน ยังไงมันก็ต้องมีคราบติดอยู่บ้างตามโถตามส้วม ถ้าปล่อยนานไปมันจะเป็นคราบเหลืองๆ และนานมากเข้าก็จะเป็นสีน้ำตาล นั่นคือสกปรกหนักขึ้น น้ำยาที่ล้างดีมีประสิทธิภาพคือ “ไฮเตอร์” ชนิดซักผ้าขาวนี่แหละ สุดยอดแห่งการขจัดคราบ มันมีประโยชน์กว่าที่คิด ไฮเตอร์ฆ่าได้ทุกเชื้อ ทั้งแบคทีเรีย, ไวรัส, และเชื้อรา สามารถสลายคราบที่พื้นหรือรอยฉี่และอึที่หมักหมมในโถส้วมได้อย่างง่าย

ใช้ไฮเตอร์ค่อยๆเทลงไปให้ทั่วทุกจุด ทุกส่วนของโถฉี่และส้วม โดยแทบจะไม่ต้องใช้อะไรขัดเลย ปล่อยไว้เฉยๆ 3-5 นาที จากนั้นก็ล้างน้ำเปล่า ใช้ฝักบัวหรือก็อกฉีดน้ำล้างให้ทั่ว หรือบางบ้านก็อาจใช้สายยางมาต่อฉีดล้าง โดยให้ล้างรอยไฮเตอร์ให้หมด ส่วนพื้นห้องน้ำไม่จำเป็นต้องใช้เพราะไฮเตอร์ทำให้พื้นลื่น ให้ใช้เฉพาะจุดที่มีคราบ แต่ถ้าพื้นห้องน้ำที่มีคราบเขรอะมากสั่งสมมานาน แบบนั้นจึงค่อยใช้น้ำยาล้างพื้นห้องน้ำแบบขจัดคราบ ซึ่งมันกัดคราบได้ดี แต่อันตรายตรงที่มันกัดมือกัดเท้าเราด้วย ใครไม่ทานทนสารเคมีก็สวมถุงมือและใส่รองเท้า

6.) ใช้ทิชชู่เช็ดเก็บเศษผมที่ติดฝาท่อทิ้งบ่อยๆ อย่าให้น้ำขัง เพราะจะทำให้คราบสกปรกและไขมันสบู่มาเกาะตามพื้น และให้ใช้น้ำยาล้างท่อเมื่อท่อตัน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเพราะโดยธรรมชาติผมก็ต้องหลุดร่วงทุกวัน แล้วก็ยังมีคราบไขมันจากสบู่ไปเกาะอยู่ข้างในท่อ ฉะนั้นนานๆเข้ามันก็ตัน จำเป็นต้องซื้อน้ำยาอันตรายมาใช้ก็คือโซดาไฟ ควรใช้แบบน้ำ ใช้ขณะท่อแห้งแล้วรอซัก 10 นาทีจึงค่อยล้างด้วยน้ำเปล่า ห้ามใช้น้ำยาชนิดอื่นล้างตาม และควรใช้ให้หมดทีเดียวไปเลย ถ้าเหลือก็เทไปทุกท่อเพราะเก็บไว้ก็อันตราย สารตัวนี้กัดทุกอย่างยกเว้นพลาสติกและคราบเชื้อราดำๆ

7.) ส้วมนั่งยองหรือส้วมคอห่านควรเลิกใช้ ให้มันหมดไปจากโลกได้แล้ว เปลี่ยนเป็นส้วมนั่งแบบชักโครกให้หมด ไม่ได้แพงไปกว่ากันเลยเดี๋ยวนี้ บ้านไหนยังใช้ของโบราณอยู่ก็ให้ช่างมาเปลี่ยนใหม่ซะ เพราะส้วมนั่งยองนั้น ละลองเศษสิ่งสกปรกจะกระเด็นใส่ทั้งตัวเองและพื้นรอบข้างตลอดโดยเลี่ยงไม่ได้

เพียงเท่านี้ ไม่ว่าจะห้องน้ำหรูหรา หรือห้องน้ำธรรมดาแบบบ้านๆ ก็จะสะอาดปราศจากกลิ่นเหม็น แต่ถ้าไม่รักษาความสะอาดแล้วหละก็ต่อให้แต่งห้องน้ำสวยแค่ไหน มันก็สกปรกไม่น่าเข้า

ส่วนบ้านไหนจะชอบให้ห้องน้ำแห้งหรือไม่ต้องแห้ง ไม่ใช่ประเด็น การที่พื้นห้องน้ำเปียกแฉะไม่ได้ทำให้เกิดเชื้อราหรือคราบสกปรก หากปฏิบัติครบ 7 ข้อข้างต้น ส่วนถ้าใครชอบให้พื้นห้องน้ำแห้ง จะคอยถูพื้นหรือแบ่งโซนอาบน้ำนั่นก็แล้วแต่ความพอใจเลย แล้วก็ต้องรักษาเทคนิค 7 ข้อนี้เช่นกัน

อนาคตของโลกอันใกล้นี้ จะเป็นอย่างไรใครจะรู้

จะเจริญก้าวหน้าด้วยวิทยาการและเทคโนโลยี มีการเดินทางไปทัวร์อวกาศรอบโลกหรือทัวร์ดวงจันทร์ มีพาหนะขับขี่บนอากาศโดยไม่จำเป็นต้องวิ่งบนพื้นถนน หรือมีหุ่น A.I. มาอยู่เป็นพนักงาน คนรับใช้ และเป็นเพื่อนแก้เหงาของมนุษย์ ?

หรือว่า.. มันจะถึงยุคของการล้างบาง ยุคล่มสลายของอารยธรรมกันแน่ ? ที่อาจจะเกิดจากภัยธรรมชาติ หรือภัยจากสงคราม

ผู้คนที่มีชีวิตรอดเหลืออยู่ ต้องหาทางใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก คนที่เตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าอาจต้องใช้ชีวิตในบ้านนิรภัยใต้ดินไปนานหลายปี

ภาพจินตนาการเหล่านี้ก็เป็นเพียงทฤษฎีที่สันนิษฐานล่วงหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นไปในทางไหน แต่ที่แน่ๆ คือควรเตรียมตัวและวางแผนอนาคตให้พร้อมเผชิญสำหรับทุกความเป็นไปได้

หลุมหลบภัยและการเตรียมตัวให้พร้อม สู่ยุคล้างอารยธรรมโลก (Apocalypse)

กลียุค หรือยุคที่อารยธรรมล่มสลาย ไม่ได้เป็นแค่ความเชื่อทางศาสนา แต่ในทางทฤษฎีแล้วโดยธรรมชาติของโลกเรา และธรรมชาติของมนุษย์เรามันสามารถเกิดขึ้นได้ในไม่ช้านี้

ภัยบางอย่างเราไม่สามารถอาศัยหลุมหลบภัยได้ เช่น น้ำท่วมโลกจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย, หรือพายุยักษ์ซัดน้ำแข็งขั้วโลกถล่มทำให้แผ่นดินเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้ง เหล่านี้จะมีคนที่รอดจากเหตุการณ์แต่ยากที่จะมีสถานที่หลบภัย

แต่ภัยบางอย่างหลุมหลบภัยสามารถช่วยได้ ซึ่งควรเตรียมตัวไว้สำหรับคนที่มีงบ มีโอกาส หรือมีความสามารถ

ไมว่าจะเป็นกรณีของอุกกาบาตพุ่งชนโลก (เราสามารถรู้ล่วงหน้า) หรือจะเป็นกรณีของโรคระบาด พวกเชื้อไวรัสโดยธรรมชาติของมันก็วิวัฒนาการอยู่เรื่อยๆ และมันอาจจะรุนแรงมากขึ้น โดยแต่ละครั้งเรามักรับมือไม่ทัน เพราะต้องมีเชื้อติดสู่คนก่อน แล้วการแพทย์จึงจะนำเชื้อมาคิดค้นวิธีรักษา ซึ่งอาจจะรักษาได้หรืออาจไม่ได้ แต่การชิงหลบเข้าไปอยู่ในห้องนิรภัย สามารถป้องกันโรคระบาดล้างโลกคร่าชีวิตได้

หรือไม่ว่าจะเป็นกรณีของสงครามโลก, สงครามนิวเคลียร์ หรืออุบัติเหตุจากนิวเคลียร์นับพันลูกบนโลกเรา เหล่านี้นอกจากจะล้างเมืองแล้วยังมีสารพิษที่ทำให้บนพื้นโลกไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ต้องอยู่ในห้องนิรภัยใต้ดินหลายปี เพื่อรอให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวมันเอง

การเตรียมห้องนิรภัย หรือบ้านหลังใหม่ใต้ดิน

1.) ควรมีที่ดินส่วนตัวต่างจังหวัด มีห้องนิรภัยใต้ดิน ออกแบบทางออกลับๆ เผื่อไว้อีกซัก 2 ทาง และทุกทางออกทางเข้าต้องอำพรางหลอกตาจากภายนอกให้ดี ควรเป็นลักษณะที่คาดไม่ถึง หรือถ้าไม่สามารถจะไปมีที่ดินต่างจังหวัด ก็ใช้พื้นที่รอบบ้านและในบ้านเท่าที่มี ออกแบบให้สามารถหลบภัยได้

2.) หลุมหลบภัยใต้ดินควรออกแบบและกำหนดพื้นที่ให้รองรับตามจำนวนคน เผื่อไว้ล่วงหน้าว่าจะช่วยเหลือกี่คน เฉพาะครอบครัว 4-5 คน, หรือญาติและเพื่อน 20-30 คน, หรือคนในชุมชน 100 คน ก็ต้องเป็นไปตามงบที่มี

3.) ห้องนิรภัยต้องมีระบบปั่นไฟแบบพลังงานหมุนเวียนใช้เอง อาจเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์, น้ำมัน, ก๊าซ, หรือพลังงานน้ำ กรณีอยู่ใกล้แหล่งน้ำ, หรือมีระบบเผาขยะของเสียหมุนเวียนใช้เป็นพลังงานไฟฟ้า

4.) ต้องมีระบบดึงน้ำดีมาใช้และระบายน้ำเสีย ควรหาสถานที่ใกล้แหล่งน้ำ หรือมีบ่อบาดาลที่ปิดตายจากด้านบนไม่ให้มีใครเห็น และดึงน้ำบาดาลมาใช้ได้ เพราะใต้ดินมีน้ำเสมอ แต่มาน้อยต้องประหยัด และนอกจากมีทางระบายน้ำเสียแล้วต้องสามารถบดย่อยและระบายขยะของเสียได้ด้วย

5.) เตรียมอาหารที่ให้พลังงานสูง และมีสารอาหารครบถ้วน ในลักษณะถนอมอาหาร เช่นอบแห้ง หรืออาหารกระป๋องกันบูดเผื่อไว้สำหรับ 5 ปีต่อคน เตรียมน้ำดื่มให้พอเพราะจะต้องช่วยประหยัดน้ำบาดาล และถ้ามีพื้นที่และงบมากพอ ควรมีที่สำหรับเพาะปลูกพืชที่สามารถโตโดยไม่ต้องการแสงแดด ที่สำคัญคือต้องรู้ว่า กินน้อยใช้น้อย ประหยัดนั้นดีต่อสุขภาพ

6.) เตรียมเครื่องมือแพทย์ เตรียมอุปกรณ์การรักษาให้พร้อม ศึกษาให้ครบถ้วนว่าต้องใช้อะไรบ้าง มียาทุกชนิดทุกโรคเท่าที่จะหาซื้อได้ อาจมียาบางชนิดไม่มีขายในร้านขายยา แต่นอกนั้นอะไรที่มีขายก็ซื้อเตรียมไว้ให้หมด บางครั้งนอกจากยาคุมกำเนิดและถุงยางอนามัยที่ควรมีไว้แล้ว เครื่องมือและอุปกรณ์รองรับเด็กแรกเกิดก็ควรมีไว้เหมือนกัน

7.) เตรียมอุปกรณ์สำรองเผื่อไฟดับสำหรับใช้ 5 ปี เช่น เทียน, ตะเกียง, ไม้ขีด, ไฟแช็ค และของใช้ชำระแทนน้ำอย่างทิชชู่ ควรมีเผื่อไว้เยอะๆ และการจัดของควรป้องกันการเกิดไฟไหม้ อย่าเก็บไฟไว้ใกล้ไม้หรือกระดาษ แต่โดยปกติการออกแบบห้องหลบภัยจะใช้วัสดุป้องกันไฟเป็นส่วนใหญ่

8.) เตรียมเครื่องมือสื่อสารที่ไว้ดักฟังคลื่นวิทยุ เผื่อมีข่าวสารจากภายนอก หรือความเคลื่อนไหวจากกองทัพ แต่ต้องเป็นอุปกรณ์ที่ไม่แจ้งพิกัดตัวเอง เช่น มือถือ, หรืออุปกรณ์ GPS แต่หากไม่มีเครื่องมือสื่อสารจริงๆ ก็ควรรอให้ผ่านพ้นไปหลายปีจนเสบียงใกล้หมดแล้วค่อยใช้ช่องทางลับออกไปสำรวจภายนอก

9.) เตรียมของใช้ให้พอดี เสื้อผ้า, เครื่องนอน, แปรงสีฟัน, อุปกรณ์ตัดผม โกนหนวด ตัดเล็บ, เครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ อาจมีสิ่งผ่อนคลายอารมณ์ เช่น หนังสือ, คอมพิวเตอร์, ทีวีกับเครื่องเล่น แต่ไม่ควรมีอุปกรณ์ออกกำลังกาย เพราะควรเซฟพลังงานและน้ำในร่างกาย และของไม่จำเป็นอื่นๆอย่างสบู่ ยาสระผม ครีมทาผิว อาจไม่ต้องมียกเว้นคนที่ใช้เพื่อการรักษา

10.) เจ้าของห้องนิรภัยต้องเตรียมตัวเป็นผู้นำเพื่อวางกฎระเบียบ มีห้องส่วนตัวและที่สำคัญคือต้องมีมุมลับช่องลับสำหรับเก็บอาวุธ โดยเจ้าตัวรู้คนเดียวห้ามบอกใคร ควรเตรียมอาวุธให้ครบถ้วน ขอใบอนุญาตซื้อเก็บไว้ได้เลย ในบางรัฐหรือบางประเทศที่ไม่ต้องมีใบอนุญาตก็โชคดีไป ซื้อเก็บให้เยอะๆโดยเฉพาะกระสุน และอาวุธที่ขาดไม่ได้คือ มีด, ดาบ, และธนู เพราะเป็นอาวุธที่ไม่ต้องใช้กระสุน สามารถใช้ได้เรื่อยๆ ลูกธนูสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ และในยามที่ออกมาใช้ชีวิตนอกหลุมหลบภัย อาวุธเหล่านี้จำเป็นต่อการป้องกันตัวและหาอาหาร

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ถึงเตรียมไว้แล้วไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในสมัยของเรา มันก็ไม่ได้เสียหาย อาหารที่เตรียมไว้ก็ควรเอาออกมากินซะก่อนในทุกๆปีหรือ 2 ปี และเตรียมอาหารใหม่ๆมาแทนเพื่อยืดอายุของมัน ส่วนเครื่องมืออุปกรณ์และยา ก็เอามาใช้ได้ หรือคอยจัดหาใหม่มาแทนเมื่อมันเสื่อมอายุ

หลุมหลบภัยก็สามารถใช้เป็นห้องพักผ่อนวันหยุดได้สบาย และเป็นการทดลองใช้ด้วย จะได้คอยตรวจตราซ่อมบำรุง มีไว้ก็รู้สึกปลอดภัย และที่สำคัญสุดคือ ต้องเป็นความลับเฉพาะในครอบครัว ห้ามบอกใครเด็ดขาด เพราะเมื่อกลียุคมาถึง จะเกิดจราจล และคนจะกรูเข้ามาหรืออาจมีการปล้นฆ่าเจ้าของบ้านก็เป็นได้ พยามให้มันเป็นความลับที่สุด เต็มที่ก็มีแค่บริษัทที่ออกแบบหรือก่อสร้างกับช่างไม่กี่คนที่รู้ ซึ่งก็ไกลตัว

The Core (2003) “ผ่านรกกลางใจโลก” / กับเรื่องวิทยาการความรู้

ภาพยนตร์เนื้อหานิยายวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเจาะทะลุเดินทางไปยังแกนโลกเพื่อช่วยกู้วิกฤตวันสิ้นโลก

ก่อนอื่นเพื่อทำความเข้าใจ ขอเกริ่นเรื่องวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ก่อน เพราะหลายคนเข้าใจผิดว่าปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์รู้คำตอบทุกอย่างในธรรมชาติหมดแล้ว แต่ที่จริงแล้วถึงแม้เราจะสามารถส่องกล้องไปได้ไกลหลายล้านปีแสง แต่ในระบบสุริยจักรวาลของเราเอง ก็ยังสำรวจวัตถุต่างๆและดาวเคราะห์ไม่หมด (ช่วงหลังจึงมีข้อถกเถียงว่า ควรบรรจุพลูโตเป็นดาวเคราะห์ต่อหรือยกเลิกดี)  หรือแม้แต่ใต้มหาสมุทร ใต้ท้องทะเลและใต้ดินของเรา มนุษย์ก็ยังไม่มีความสามารถที่จะไปถึงหรือพิสูจน์ได้

–> และนี่คือที่มาของนวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง The Core และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย

เด็กไทยเราเรียนหนังสือกันแบบความรู้สำเร็จรูปหรืออาหารกระป๋อง โดยไม่รู้ที่มาว่ากว่าจะบรรจุกระป๋องเขาปรุงกันมาอย่างไร แถมเข้าใจผิดอีกด้วยว่าข้อมูลในตำราเรียนคือข้อเท็จจริง

ที่จริงแล้วในระดับมหาวิทยาลัยในตะวันตก เขาเรียนเรื่องต่างๆกันแบบทฤษฎี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ทุกคนต่างเกิดไม่ทัน ก็ได้แต่สันนิษฐานตั้งทฤษฎีจากหลักฐานเท่าที่มี แล้วนักประวัติศาสตร์ก็มักมีความคิดความเห็นแตกต่างกันออกไปในทุกเรื่อง

{ ต่อไปเมืองไทยควรมีการสอนประมาณว่า “นักเรียนคิดว่า พระองค์ดำ ชื่อนเรศวร หรือ นเรศ กันแน่?” หรือ “นักเรียนคิดว่าพระองค์ดำเป็นคนน้ำใจดีหรือโหดร้าย หรือทรยศต่อหงสาวดีหรือไม่?”  อะไรทำนองนี้ ไม่ใช่ยัดเยียดให้เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ }

วิทยาศาสตร์ก็เหมือนกัน มันจะแยกเป็น
1. “ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์” คือสิ่งที่ประจักษ์แล้วว่าจริง เช่น น้ำประกอบด้วยอ็อกซิเจน, ดวงจันทร์โคจรรอบโลก
2. “ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์” คือสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ หรือไม่มีทางชี้ชัดฟันธงได้ เช่น โลกกำเนิดอย่างไร, มนุษย์มาจากไหน, ในอวกาศไกลออกไปเวลาตรงกับบนโลกหรือไม่, จักรวาลคืออะไร เป็นแบบไหน

ซึ่งไอ้ส่วนของทฤษฎีนี่แหละที่ทำให้มนุษย์มีการค้นคว้าต่อไป เพราะถ้ารู้คำตอบหมดแล้วป่านนี้คงไม่ต้องมีการศึกษาจักรวาลอีกแล้ว ไม่ต้องศึกษาธรณีวิทยา ไม่ต้องศึกษาชีววิทยาและสำรวจธรรมชาติต่อ

วิทยาการความก้าวหน้าของมนุษย์เราเวลานี้ สามารถเดินทางไปได้ไกลสุดแค่ดวงจันทร์ ส่วนยานอวกาศไร้คนขับถูกส่งไปไกลสุดเพียงระบบสุริยะชั้นนอก ใช้เวลาส่งไปกว่า 40 ปี

และสำหรับใต้มหาสมุทร เรายังสำรวจไม่หมด เพราะสิ่งมีชีวิตและวัตถุที่มันอยู่ในน้ำตื้นได้ มันก็ทนต่อความดันของน้ำลึกไม่ได้ ไอ้ที่อยู่ได้ก็คือสิ่งที่มันอยู่ใต้นั้นอยู่แล้ว

ใต้ดินก็เหมือนกัน เราถูกตำราเรียนยัดเยียดเข้ามาในสมองว่า ชั้นนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็มโนสันนิษฐานทั้งสิ้น


(นี่คือสิ่งที่เอามาสอนเด็ก แต่นักธรณีวิทยาในตะวันตก ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน และยังคงศึกษาต่อไป

จากเรื่อง The Core จะสอนให้เรารู้หลายๆทฤษฎีที่เป็นไปได้เกี่ยวกับลักษณะของโลกใต้ดิน และวิธีที่จะหาทางเจาะทะลุเข้าไปใต้โลกได้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นเพียงมโนนะครับ ของจริงนั้นจะเป็นยังไง มีอะไรอยู่บ้าง แล้วจะหาทางไปได้ยังไง ยังไม่มีใครรู้

หนังนวนิยายวิทยาศาสตร์จึงไม่ได้โม้ แต่เป็นการจินตนาการและการตั้งทฤษฎี แล้วจินตนาการก็จะนำไปสู่การค้นคว้า

{ ต่อไปเมืองไทยควรมีสอนว่า “นักเรียนคิดว่า ถ้ามีเมืองใต้พิภพ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ได้จะใช้ก๊าซอะไรหายใจแทนอ็อกซิเจน ?” หรือ “นักเรียนคิดว่า เราสามารถเดินทางลัดเวลาไปดาวอื่นด้วยวิธีไหนบ้าง ?” }

C. pantip : ตา o

ผู้หญิงเงียบๆ มักมีผู้ชายชอบ แต่ผู้ชายเงียบๆ ผู้หญิงมักไม่ค่อยชอบ

ผู้ชายที่มีพรสวรรค์พูดเก่ง เอาใจเก่ง ใส่ใจอ่านใจผู้หญิงเก่ง ก็มักสมหวังกับสิ่งที่เขาหมายปอง ยิ่งมีเสน่ห์มาก พูดเก่งจิตวิทยาดี หลายคนก็สามารถมีผู้หญิงมาชอบมาติดเยอะ หรือมีรักได้หลายๆคนด้วยซ้ำไป บ้างก็ลงเอยที่การแย่งกัน การแอบมีหลายคน หรือบ้างก็หญิงถึงกับยินยอมให้ชายมีหลายคน

เพราะคารมชายคือเจ้าโลกจริงๆ ที่จะทำให้ผู้หญิงหลง หรืออุ่นใจ อบอุ่น สบายใจ กับอีกเจ้าโลกหนึ่งก็สำคัญ และบางทีอาจสำคัญพอกันด้วยซ้ำไป

หากชายใดคารมดี เจ้าโลกก็อลังการ ผู้หญิงหลายหน้าต้องยอมสยบหลงใหลเขาแน่นอน

ทีนี้มาพูดถึงเสน่ห์ฝ่ายหญิงบ้าง

ผู้หญิงนั้นได้เปรียบ ไม่จำเป็นเลยว่าต้องเปรี้ยว หรือต้องมีอะไรใหญ่ๆ หรือต้องคารมดี หรือต้องเอาใจเก่ง เพศหญิงมีเสน่ห์ดึงดูดในตัวเองอยู่แล้ว ยกเว้นคนโชคไม่ดีเรื่องรูปร่างหน้าตา ก็จะมีคนมาชอบยากหน่อย แต่ใช่ว่าจะไม่มีเลย

ขอแค่ข้อเดียวที่ทำยากที่สุด คืออย่างี่เง่า อย่างอแงเอาแต่ใจ แค่ไม่มีนิสัยตรงนี้ผู้ชายก็จะหลงใหลเทิดทูนแน่นอน

แล้วสำหรับผู้หญิงไม่มีเสน่ห์มัดใจล่ะ ? เปรี้ยวอย่างเดียว สวยน่ารักอย่างเดียว ? แน่นอนว่าคุณจะมีผู้ชายชอบ มีเรื่องใคร่ๆ และอาจมีรักได้ แต่ก็แค่ชั่วคราว หลังจากนั้นคือความทุกข์ เพราะไม่มีใครที่พอใจจะอยู่ร่วมกับคุณไปนานๆ แล้วปัญหาต่างๆก็จะตามมา

ส่วนสำหรับชายที่ไม่มีเสน่ห์ล่ะ ? คารมก็ไม่ดี เจ้าโลกก็ด้อย ? คุณช่างโชคร้ายเหลือเกิน แต่เอาล่ะ โลกนี้มีทางออกเสมอ คือขอให้คุณแก้นิสัย ศึกษาเรียนรู้พัฒนาบุคลิก เรื่องเจ้าโลกก็พัฒนาได้ แต่ต้องกับแพทย์เท่านั้น อย่าไปผิดทาง

แต่สุดท้ายแล้วสำหรับใครที่แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนนิสัยหรือเปลี่ยนอะไรไม่ได้ โลกนี้มีผู้หญิงประเภทที่รองรับคนแบบคุณเสมอ แต่เธอช่วยคุณแก้เหงาได้แค่ 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง นั่นคือสิ่งที่คุณต้องยอมรับทำใจ

3 นักเตะทีมชาติอียิปต์ผู้สร้างชื่อในอังกฤษฤดูกาล 2019-20 🇪🇬

แน่นอนว่า “โมฮัมเหม็ด ซาล่าห์” ดาวยิงของลิเวอร์พูลสร้างชื่อเสียงโด่งดังมา 3 ฤดูกาลแล้ว โดยครองดาวซัลโวมา 2 สมัยติด และปีนี้กำลังจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก

แต่ฤดูกาลนี้ก็มีทางแอสตัน วิลล่าที่ได้นำเข้านักเตะอียิปต์มา 2 ราย คือ “มะห์มูด ฮัซซัน เทรเซเก้” และ “อาเหม็ด เอลโมฮัมมาดี” มาเป็นกำลังสำคัญในระบบโรเตชั่นหมุนเวียนผู้เล่น

ซึ่งล่าสุดวิลล่าได้สร้างประวัติศาสตร์เข้าชิงลีกคัพ (คาราบาว) เป็นสมัยที่ 9 โดยจะเข้าไปชิงกับแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้

โดยในรอบตัดเชือกนี้ 2 นักเตะอียิปต์ลงมาเป็นตัวสำรองในเกมพบกับเลสเตอร์ เลค 2 ที่สนามวิลล่า พาร์ค ซึ่งในเลคแรกเสมอกันมา 1-1

ส่วนในเกมเหย้านี้ ขณะที่สกอร์อยู่ที่ 1-1 เหมือนกัน แต่แล้วในนาทีสุดท้าย (90+3) 2 นักเตะอียิปต์ก็แอสซิสต์ให้กันทำประตู โดย “เอลโมฮัมมาดี” เปิดบอลผ่านในเขตโทษไปที่เสาสองให้ “เทรเซเก้” ซัดเสียบมุมเข้าไปเป็นประตูชัยพาวิลล่าเข้าชิง กลายเป็นซุปเปอร์ซับทั้งคู่

แต่ก็น่าจะเป็นไปตามคาดว่า วิลล่าก็อาจจะจบที่รองแชมป์ลีกคัพอย่างสมเกียรติ เพราะยากเหลือเกินที่จะเอาชนะแมนซิตี้รองจ่าฝูงได้

C. fan page : โลกฟุตบอล

ครั้งสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลแพ้ในเกมลีกเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 21 ของฤดูกาล 2018/19

(นัดนี้นัดที่ 23 ฤดูกาล 2019-20)

นับจากความปราชัยคราวนั้น – แพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เอติฮัด สเดเตี้ยม 1-2 เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2019 – ทีมหงส์แดงก็ไม่แพ้ใครอีกเลย

นั่นคือ 17 เกมสุดท้ายของฤดูกาลก่อน บวกกับอีก 23 เกมที่ผ่านไปของฤดูกาลนี้

ยังคงอยู่บนเส้นทางที่ทั้ง “ทาบ” และ “ทำลาย” สถิติที่อาร์เซน่อลเคยทำเอาไว้

“ทาบ” สถิติฤดูกาลไร้พ่าย

“ทำลาย” สถิติไม่แพ้ใครติดต่อกันมากที่สุดในลีก

แน่นอนครับ สถิติไร้พ่ายของทีมปืนใหญ่เมื่อฤดูกาล 2003/04 นั้นคงไม่มีใครทำลายได้อีกเพราะโดยตัวสถิติคือไม่แพ้ใครตลอด 38 นัดของฤดูกาล

ดีที่สุดจึงเป็นเพียงการทำไร้พ่ายได้เหมือนกันเท่านั้น แม้ถ้าทำได้จริงๆ จำนวนแต้มลิเวอร์พูล 2019/20 อาจจะมากกว่าก็ตาม (อาร์เซน่อลชนะ 26 เสมอ 12 จาก 38 เกม ส่วนหงส์แดงเตะไปแล้ว 23 นัด ชนะ 22 เสมอ 1)

กระนั้นมันก็น่าประทับใจและภูมิใจมากอยู่ในตัวอยู่แล้วมิใช่หรือครับ

ปาทริค วิเอร่า ตำนานกองกลางของอาร์เซน่อลชุดอินวินซิเบิ้ลครั้งนั้นให้ทรรศนะว่าลิเวอร์พูลชุดนี้เต็มไปด้วยคุณสมบัติที่จะทำมันได้สำเร็จ

ปั๊ตให้เหตุผลว่าลิเวอร์พูลเวลานี้มี “The spirit, the togetherness, the momentum and the belief all there”

คือมีทั้งสปิริต การอยู่เคียงข้างกัน โมเมนตัม และความเชื่อมั่น เรียกว่ามีคุณสมบัติสำหรับการเป็นแชมป์ไร้พ่ายอย่างที่อาร์เซน่อลเคยทำครบถ้วน

การที่คุณลงสนามเตะ 38 นัดตลอดฤดูกาล ผ่านเวลายาวนาน 9-10 เดือน ต้องเดินทางไปเยือนสนามต่างๆ 19 สนามทั่วประเทศและรับมือกับคู่แข่งในบ้านตัวเองอีก 19 นัดแล้วไม่แพ้ใครเลยนั้น เพียงแค่ฝีเท้าอย่างเดียวไม่พอแน่

มันต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ ประกอบกันลงตัวอย่างที่วิเอร่าบอก

สปิริต การอยู่เคียงข้างกัน โมเมนตัม และความเชื่อ

มีความไม่เชื่อมั่นในกันและกันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็พัง สปิริตหละหลวมเมื่อไหร่ก็พัง เกิดรอยร้าวในความกลมเกลียวต่างคนต่างไปเมื่อไหร่ก็พัง หรือต่อให้มีทั้งหมดในมือแต่โมเมนตัมไม่เข้าที่เข้าทางก็พังได้เหมือนกัน

ลิเวอร์พูลชุดปัจจุบันยังไม่มีข้อไหนพร่องหรือส่อแววว่าจะบกพร่องเลย ดูอย่างเกมเยือนวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส เมื่อคืนเถิดครับ พวกเขาไม่เพียงเอาตัวรอดได้เท่านั้น หากยังกลับออกมาด้วยสามคะแนนอีกต่างหาก

เกมเยือน โมลินิวซ์ กราวนด์ คือหนึ่งในโปรแกรมที่ลิเวอร์พูลมีโอกาสแพ้มากที่สุดในฤดูกาล ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าบ้านที่แสดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยเกมหัวค่ำอากาศหนาวเหน็บ ด้วยความคุ้นเคยสภาพสนามที่เป็นรอง

ความพร้อมของทีมหมาป่าก็สมบูรณ์ทุกตำแหน่ง นูโน่ ซานโต้ จัดขุนพลตัวเก่งลงเล่นเต็มสูบ แถมด้วยความมุ่งมั่นที่วูล์ฟส์เองก็หวังสร้างชื่อเป็นทีมแรกในรอบ 40 เกมที่เอาชนะแชมป์ยุโรป 6 สมัย มันจึงเป็นเงื่อนไขที่แตกต่างไปจากวันที่พวกเขาต้องไปเยือนแอนฟิลด์ในช่วงบ๊อกซิ่งเดย์

บางทีมันอาจจะเป็นเพราะโมเมนตัมที่ยังเข้าทางลิเวอร์พูล ความแน่นอนที่ควรจะมีของวูล์ฟแฮมป์ตันจึงกลายเป็นไม่แน่นอนไปเสียหมด ลูกโหม่งโล่งๆ ของ แมตต์ โดเฮอร์ตี้ ลูกตะบันเต็มเท้าของ อดาม่า ตราโอเร่ และจังหวะหลุดไปยิงของดาวเตะสเปนเชื้อสายมาลีในครึ่งหลัง..

.. ลูกยิงในวินาทีชี้เป็นชี้ตายของ ดีโอโก้ โชต้า ในช่วงทดเวลา

ไม่ใช่ลิเวอร์พูลไม่พลาดเลย และไม่ใช่เกมรุกของวูล์ฟแฮมป์ตันบ้อท่าทำอะไรไม่ได้เลย โอกาสของทีมหมาป่ามี แต่พวกเขาโยนมันหลุดลอยไปหมด

นอกเหนือไปจากแรงส่งเรื่องโมเมนตัมที่เข้าทางแล้ว ลิเวอร์พูลเองก็ยังแสดงให้เห็นถึงคุณภาพในเกมป้องกันของพวกเขาด้วย จังหวะพิง จังหวะเบียดและเทคนิคต่างๆ ที่ขัดโอกาสทำประตูของวูล์ฟส์นั้นทำได้ยอดเยี่ยมในหลายๆ ครั้ง

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เบียดโดเฮอร์ตี้ทางเสาสองในโอกาสแรกของวูล์ฟส์จากฟรีคิกต้นเกม

ความนิ่งและคลาสของ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ก็เช่นกัน เกมนี้เขาก็ยังเก็บทุกโอกาสทำประตูของวูล์ฟส์เข้ากระเป๋าหมดจดเหมือนที่ทำในเกมอื่นๆ โดยเฉพาะครึ่งแรกที่โชว์ความเหนือชั้นชัดเจน ทั้งการขยับตัว ทางบอล การอ่านเกม..​ ระดับโลก

นาที 17 สปีดเข้าเหลี่ยมบัง ราอูล ฮิมิเนซ
นาที 29 เบียดฮิมิเนซในเขตโทษ แล้วตามออกมาบังทาง จอนนี่ อ๊อตโต้ จนแตะบอลออกหลัง
นาที 42 บล็อกลูกยิงของฮิมิเนซ

ถัดจากความแข็งแกร่งของฟาน ไดค์แล้วลิเวอร์พูลก็ยังมี อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่ช่วยทีมชัดๆ ในครึ่งหลัง การป้องกันลูกยิงของตราโอเร่ทั้ง 2 ครั้งสำคัญในระดับจุดเปลี่ยนของเกมเพราะทำให้ทีมไม่ถูกยิงแซง

จังหวะเล็กๆ น้อยๆ ของเกมลิเวอร์พูลเปิดช่องให้วูล์ฟส์อยู่บ้าง ทั้งที่พลาดเองอย่างเช่นการจ่ายบอลขาดหรือสกัดพลาดรวมทั้งการเล่นที่ดีของเจ้าบ้านเอง แต่จังหวะใหญ่ๆ พวกเขาไม่พลาด

จังหวะใหญ่ๆ ในที่นี้คือจังหวะชี้ขาดเกมอย่างการป้องกันของอลีสซง และประตูชัยของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ที่เกิดขึ้นในเวลาเหมาะเจาะ ทุกคนกำลังต้องการประตูนั้นพอดี

สิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งของลิเวอร์พูลในเวลานี้ยังคงมีเรื่องการอยู่เคียงข้างกัน

การอยู่เคียงข้างกันของทั้งนักฟุตบอลในสนาม ตัวสำรอง ทีมงาน และกองเชียร์

หลังถูกฮิมิเนซโหม่งตีเสมอต้นครึ่งหลัง แทนที่เพลงซึ่งดังกระหึ่มโมลินิวซ์ กราวนด์ จะเป็นเพลงเชียร์ของวูล์ฟแฮมป์ตัน แต่ไม่ใช่เลย.. เสียงตะโกนที่ได้ยินกลับเป็นเพลง Si Senor!!

Si Senor ที่เดอะค็อปแต่งให้ฟีร์มีโน่..

Si Senor ที่เดอะค็อปตะเบ็งปลุกเร้านักเตะในสนามให้กลับมาตั้งหลักกันใหม่อีกครั้ง อย่าเสียขวัญ เรายืนเคียงข้างพวกนายเสมอ

** ข้อมูลเพิ่มเติม – เพลง si señor ของวูล์ฟแฮมป์ตันก็มีเหมือนกันครับ แฟนบอลหมาป่าเขาร้องให้ ราอูล ฮิมิเนซ ขอบคุณทุกคอมเม้นต์ครับ **

ตอนที่ได้ยินเพลงนี้ คำพูดของ ปาทริค วิเอร่า วนกลับเข้ามาในหัวของผมอีกครั้ง

The Togetherness.. เคียงข้างกัน

มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่มีใครทอดทิ้งกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่นักฟุตบอลต้องการพลังใจ

เมื่อบ๊อบบี้กระทุ้งประตูให้ทีมนำอีกครั้งเป็น 2-1 ก่อนหมดเวลา 6 นาที คำพูดของปั๊ตจึงวนกลับมาย้ำอยู่ในหัวของผมอีกที

The spirit, the togetherness, the momentum and the belief are all there

ลิเวอร์พูลมีครบจริงๆ ครับ ครบจนน่าอิจฉาตัวเอง

เรื่องที่ต้องกังวลอยู่บ้างอาจเป็นปัญหาบาดเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ และอาการที่ชายโครงของฟาน ไดค์ ในจังหวะปะทะกับตราโอเร่ซึ่งต้องตามข่าวกันอีกครั้ง แต่ในภาพรวมแล้ว 3 คะแนนเกมนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์สว่างสดใสขึ้นไปอีก

บุกชนะที่โมลินิวซ์ กราวนด์.. เส้นทางช่างกระจ่างแจ่มแจ้ง เกมเหลือน้อยลง นำห่างเท่าเดิม และอาจจะห่างกว่าเดิมด้วยเกมในมืออีกนัด

เหลือบมองดูตารางคะแนนอีกครั้งก็ยังไม่น่าเชื่อนะครับ เพราะมันเหมือนความฝันจริงๆ

  1. ลิเวอร์พูล เตะ 23 ชนะ 22 เสมอ 1 แพ้ 0 แต้ม 67
  2. แมนฯ ซิตี้ เตะ 24 ชนะ 16 เสมอ 3 แพ้ 5 แต้ม 51

นำ 16 คะแนนพร้อมเกมในมืออีกหนึ่งนัด และเกมที่เหลือน้อยลงอีกหนี่งเกม

ลิเวอร์พูลจึงยังอยู่บนเส้นทางของการเป็นแชมป์เต็มตัวและทาบสถิติไร้พ่ายของอาร์เซน่อลอย่างจริงจังอย่างที่เห็น

หากที่ยิ่งน่าเร้าใจกว่านั้น.. มันคือสถิติไม่แพ้ใคร 49 นัดติดต่อกันของทีมปืนใหญ่

สถิตินี้ไม่เพียงแค่ “ทาบ” แต่ลิเวอร์พูลมีโอกาส “ทำลาย” มันได้ตั้งแต่ก่อนจบฤดูกาลนี้

อาร์เซน่อลยุคอาร์แซน เวนเกอร์ ทำสถิตินั้นเอาไว้ช่วงระหว่างปี 2002 ถึง 2004

2 นัดสุดท้ายของฤดูกาล 2002/03
38 นัดตลอดฤดูกาล 2003/04
9 นัดแรกของฤดูกาล 2004/05

ลิเวอร์พูลไม่แพ้ใครมาแล้ว 40 เกมติดต่อกันในลีก โอกาสเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่อยู่ในมือพวกเขาเอง

กวาดตาดูโปรแกรมอีกที เกมที่ทาบสถิติ 49 นัดคือวันที่ไปเยือนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 4 เม.ย. ซึ่งเป็นนัดที่ 32 ของฤดูกาล และเกมที่จะทำลายสถิติคือเกมรับมือแอสตัน วิลล่าในแอนฟิลด์อีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง

ถามว่าสะดวกโยธินไหมก็อาจไม่ถึงขนาดนั้น แต่มันมีโอกาสอย่างจริงจังที่จะเป็นไปได้

เพราะ 2 เกมล่าสุดทั้งศึกแดงเดือดและเยือนถ้ำหมาป่าคือ 2 เกมเสี่ยงที่พวกเขาไม่เพียงผ่านได้เท่านั้น หากยังเป็นการผ่านมันด้วย 6 คะแนนเต็ม

เกมเสี่ยงที่ยังเหลือ.. เยือนเวสต์แฮม ยูไนเต็ด เยือนวัตฟอร์ด เยือนเอฟเวอร์ตัน เกมเหล่านี้จัดอยู่ในข่ายอันตรายเสี่ยงต่อความปราชัยได้ทั้งสิ้น

และแมตช์สำคัญที่สุดถ้ายังผ่านไปได้ถึงตรงนั้น.. เกมเยือนเอติฮัด สเตเดี้ยม จะเป็นวันชี้ชะตา

แน่นอนครับ ผลบั้นปลายสำคัญที่สุด สุดท้ายแล้วจะแพ้ก็ไม่เป็นไรหรอกขอให้คว้าแชมป์ลีกที่รอคอยมา 30 ปีให้ได้เป็นพอ เพียงแต่ในความปรารถนาอันแรงกล้านั้นผมคิดว่าลึกๆ แล้วเดอะค็อปก็สนใจสถิติไร้พ่ายทั้ง 2 สถิติของอาร์เซน่อลอยู่เหมือนกัน

ตราบใดที่มันยังอยู่ในโอกาสที่จะทำได้ มีเหตุผลอะไรที่จะไม่หวังกับมันเล่าครับ

สปิริต การอยู่เคียงข้างกัน โมเมนตัม และความเชื่อมั่น ไม่มีอะไรอธิบายคุณสมบัติเหล่านี้ได้ดีไปกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาได้ทำให้เราเห็นตลอดมาอีกแล้ว..

C. fan page : ตังกุย

ในยุคที่ลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จ คะแนนนำโด่งแต่แฟนๆก็ยังไม่พอใจนักเตะ

อย่าทำเหมือนพวกเขาไร้ค่า

แม้จะเข้าใจว่ามันคืออารมณ์ ณ เวลานั้น เป็นความขุ่นมัวปนไม่สบายใจที่เห็นใครสักคนเล่นขัดใจ เป็นความหงุดหงิดที่ได้เห็นใครสักคนทำในสิ่งที่ดูเหมือนความเห็นแก่ตัว..

แต่ผมก็ยังแปลกใจอยู่ดีกับคำวิจารณ์หนักหน่วงที่เดอะค็อปบางส่วนมีต่อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

คำวิจารณ์ที่มีต่อการตัดสินใจเลือกที่จะ “ไม่ส่ง” ให้ อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน กับ ทาคุมิ มินามิโนะ ได้ยิงในเกมกับวูล์ฟแฮมป์ตันเมื่อคืนวันพฤหัสฯ

“เห็นแก่ตัวชัดๆ”

“ไม่ใช่แค่จังหวะเดียวแต่เห็นแก่ตัวทั้งเกม”

“กลับมาทรงเดิมอีกแล้ว เร็วแต่ไร้ประโยชน์ จังหวะควรส่งให้เพื่อนยิงก็ไม่ยอมส่ง”

“มันไม่ใช่ครั้งแรกไง การสร้างโอกาสให้ทีมควรมาเป็นอย่างแรกไม่ใช่ฝืนยิงอยู่ได้ทุกครั้ง”

“จะเลี้ยงไปยิงเองตลอดเลย ดูเพื่อนคนอื่นเป็นตัวอย่างบ้าง ถ้าเป็นมาเน่หรือฟีร์มีโน่ส่งไปแล้ว”

“ประตูชนะก็เหมือนกัน เจตนาก็คงจะเลี้ยงไปยิงเองอีกนั่นแหละ”

“เห็นแก่ตัวแบบนี้ขายทิ้งไปเถอะแล้วหาซื้อกองหน้าตัวใหม่”

“มันอิจฉาไม่อยากให้มินามิโนะได้ยิงเดี๋ยวจะเด่นเกินไป”

“ถ้ายิงคมเหมือนโรนัลโด้ก็ว่าไปอย่าง”

“ทำไมไม่เล่นเหมือนปีแรกที่ย้ายมา”

“สปิริตทีมจะพังเพราะมันนี่แหละ”

“เล่นห่วยมาหลายเกมแล้ว”

“คู่แข่งจับทางได้หมดละ”

ฯลฯ

ผมอยากจะเริ่มอย่างนี้ก่อนนะครับ..​ ไม่เคยมีนักฟุตบอลคนไหนในโลกที่ตัดสินใจถูกต้องทุกจังหวะ

เปเล่ โยฮัน ครัฟฟ์ ดีเอโก้ มาราโดน่า มิเชล พลาตินี่ กาเบรียล บาติสตูต้า โรนัลโด้ ซีเนดีน ซีดาน หรือกระทั่งคนที่ว่ากันว่ามาจากนอกโลกอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่

ทุกคนที่ว่ามาเคยตัดสินใจพลาดด้วยกันทั้งนั้น พลาดแบบที่ซาลาห์พลาดนั่นแหละ เพื่อนว่างกว่า.. ไม่ยอมส่งแต่เลือกยิงเอง

จะเก่งสุดยอดขนาดไหนก็เคยพลาดแบบนี้ทั้งนั้น แบบที่เพื่อนร่วมทีมมองค้อนและแฟนบอลหงุดหงิด

มีเหตุผลมากมายครับที่พวกเขาเลือกยิงเอง เห็นแก่ตัวก็ได้ อิจฉาเพื่อนก็ได้ มองไม่เห็นก็ได้ อยากทำสถิติก็ได้ อยากยิงปลดล็อกก็ได้ มั่นใจว่ายิงเข้าก็ได้

มันทำให้พวกเขาเป็นนักฟุตบอลที่ใช้ไม่ได้หรือเปล่าครับ เป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างทุเรศ ทำให้สปิริตความกลมเกลียวของทีมพังพินาศเลยไหม

ถ้าคิดว่าไม่ ผมก็อยากให้คุณมอง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ด้วยสายตาอย่างเดียวกัน

เพียงเพราะนักเตะของทีมที่คุณเชียร์ทำพลาดหรือตัดสินใจผิด เลือกช็อตเล่นไม่ถูก ไม่ได้ทำให้เขาสมควรตกเป็นเหยื่อแห่งโมหะและโทสะ

มันน่าแปลกใจในความเกลียดชังที่แสดงออกมาเหล่านั้น​ นี่เราเปลี่ยนจากรักเป็นเกลียดขี้หน้ากันได้เร็วขนาดนั้นเลยหรือ

เกลียดถึงขั้นขับไล่เหมือนหมูหมาให้ไปอยู่ที่อื่น กลายเป็นคนที่ไม่เข้าพวก เป็นตัวถ่วงความเจริญของทีม ขัดขวางสปิริตอันกลมเกลียวที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ พยายามสร้างขึ้นมา

กับความผิดแค่จังหวะตัดสินใจพลาดเลือกยิงเองมากกว่าส่งให้เพื่อน.. 2 ครั้งในเกมกับวูล์ฟแฮมป์ตัน และอีกบางครั้งในเกมอื่นๆ เท่านี้น่ะหรือครับ

ใจเย็นๆ แล้วลองคิดดูถึงการแสดงออกของเรากันอีกที ผมอยากเอาข้อมูลเพิ่มเติมมาเล่าให้ฟัง..


เราลองไปดูสถิติของซาลาห์ในพรีเมียร์ลีกตลอด 2 ฤดูกาลครึ่งที่ผ่านมากันก่อนครับ แค่ดูผ่านๆ ก็ได้เดี๋ยวผมสรุปให้ฟังอีกที

ฤดูกาล 2017/18
เล่น 36 (สำรอง 2) ประตู 32

เกมรุก: ยิง 144 ตรงกรอบ 67 ความแม่นยำ 47% พลาดโอกาสทอง 23

เกมรับ: แท็กเกิ้ล 12 บล็อกลูกยิง 33 ตัดบอล 5 สกัดทิ้ง 3 โหม่งทิ้ง 2

ทีมเวิร์ก: แอสซิสต์ 10 ผ่านบอล 946 ผ่านบอลต่อเกม 26.28 สร้างโอกาสทำประตู 12 ครอสบอล 86


ฤดูกาล 2018/19
เล่น 38 (สำรอง 1) ประตู 22

เกมรุก: ยิง 137 ตรงกรอบ 64 ความแม่นยำ 47% พลาดโอกาสทอง 16

เกมรับ: แท็กเกิ้ล 21 บล็อกลูกยิง 33 ตัดบอล 5 สกัดทิ้ง 4 โหม่งทิ้ง 1

ทีมเวิร์ก: แอสซิสต์ 8 ผ่านบอล 1,079 ผ่านบอลต่อเกม 28.39 สร้างโอกาสทำประตู 16 ครอสบอล 57


ฤดูกาล 2019/20
เล่น 20 (สำรอง 0) ประตู 11

เกมรุก: ยิง 76 ตรงกรอบ 34 ยิงแม่น 45% พลาดโอกาสทอง 8

เกมรับ: แท็กเกิ้ล 10 บล็อกลูกยิง 21 ตัดบอล 6 สกัดทิ้ง 1 โหม่งทิ้ง 0

ทีมเวิร์ก: แอสซิสต์ 5 ผ่านบอล 552 ผ่านบอลต่อเกม 27.60 สร้างโอกาสทำประตู 7 ครอสบอล 28


ในเมื่อตัวเลขไม่เคยโกหกใคร สถิติที่นำมาให้ดูบอกกับเราว่าอะไรรู้ไหมครับ

มันบอกให้เรารู้ในสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าฤดูกาลแรก 2017/18 ซาลาห์คือปรากฏการณ์ เกมรุกกระฉูด

หากเกมรับนั้นธรรมดา ทีมเวิร์กก็แค่อยู่ในระดับมาตรฐาน เมื่อเทียบกับอีก 2 ซีซั่นต่อมา

เพราะหลังจากนั้นเขาเล่นเกมรุกได้ยากกว่าเดิม เหตุผลเข้าใจไม่ยาก แต่ละเกมเขาถูกคู่แข่งจับตาย อาศัยวิธีการสารพัดเพื่อหยุดพลังสังหารของเขาให้ได้

ไม่แปลกเลยที่สถิติทำประตูใน 2 ซีซั่นถัดมาจะลดลง แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในมาตรฐานสม่ำเสมอ (ซีซั่นก่อนยิง 22 ซีซั่นนี้ผ่านครึ่งทางยิงไปแล้ว 11 เทียบกับซีซั่นแรกที่ยิง 32)

แต่สถิติที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ของเขาคือเกมรับและทีมเวิร์ก

เข้าปะทะคู่แข่งในเกมรับได้มากขึ้น ช่วยบล็อกลูกยิงได้มากขึ้น ตัดบอลมากขึ้น สกัดบอลทิ้งมากขึ้น

ส่วนประเด็นสำคัญเรื่องทีมเวิร์กหรือการมีส่วนร่วมกับทีมที่เป็นข้อหาที่ซาลาห์ถูกด่านั้น.. ฤดูกาลแรกที่ทำอะไรก็ถูกใจแฟนบอลไปหมดคือฤดูกาลที่เขาสร้างโอกาสทำประตูให้เพื่อนน้อยที่สุดแล้วนะครับ

12 ครั้งจาก 36 เกม เฉลี่ย 0.33 ครั้งต่อเกม

ฤดูกาลที่สองเขาสร้างโอกาสให้เพื่อนทำประตูถึง 16 ครั้งใน 38 เกม เฉลี่ย 0.42 ครั้งต่อเกม

ส่วนฤดูกาลนี้เขาสร้างโอกาสให้เพื่อนไปแล้ว 7 ครั้งจาก 20 เกม เฉลี่ย 0.35 ครั้งต่อเกม

ฤดูกาลนี้ที่รู้สึกว่าแย่แต่การสร้างโอกาสให้เพื่อนก็ยังดีกว่าฤดูกาลแรกเสียอีก (ส่วนสถิติแอสซิสต์อยู่ในเกณฑ์สม่ำเสมอ​ ซีซั่นแรก 10 ซีซั่นสอง 8 ซีซั่นนี้ 5 ครั้งแล้วหลังผ่านมาครึ่งทาง)

สถิติการผ่านบอลต่อเกมซึ่งหมายถึงการมีส่วนร่วมกับทีมของเขาในซีซั่นนี้ก็ยังมีค่าเฉลี่ยมากกว่าซีซั่นแรกด้วย

ทุกอย่างมีที่มาที่ไป สถิติเหล่านี้ฉายภาพให้เราเห็นอีกครั้งว่าฤดูกาลแรกซาลาห์จะเป็นตัวปิดเกมมากกว่า คือบอลมาที่เขาแล้วก็จบเลย ไม่ไปต่อแล้วเพราะบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายแล้ว

ที่เรารู้สึกเข้าตากับการ “ไม่ส่ง” ของเขาเหลือเกินนั้นก็เพราะบทบาทของเขาถูกจำกัดไม่ให้เป็นตัวจบเหมือนฤดูกาลแรก

ไม่ได้เป็นคนสุดท้ายที่คอยส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย แต่ถูกบีบให้ต้อง “ตัดสินใจเลือก” ให้เราได้เห็นบ่อยกว่าเดิม

นั่นคือที่มาว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่าเขาตัดสินใจไม่เนี้ยบเหมือนในซีซั่นแรกที่ดูจะทำอะไรก็ไหลลื่นไปหมด ก็เพราะ

  1. คู่แข่งยังจับทางวิธีเล่นของเขาไม่ได้
  2. การตัดสินใจส่วนใหญ่คือการ “เลือกวิธีส่งบอลเข้าประตู” ไม่ใช่เลือกว่า “จะยิง” หรือ “จะจ่าย”

บทบาทของนักฟุตบอลย่อมเปลี่ยนไปเมื่อเจอเงื่อนไขที่แตกต่าง และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับซาลาห์ใน 2 ฤดูกาลล่าสุด

เขามีโอกาสเป็นตัวปิดเกมน้อยลงเพราะคู่แข่งล็อกตาย แต่สิ่งที่ได้คืนมาคือบทบาทที่เพิ่มขึ้นในส่วนอื่นไม่ว่าจะเป็นการเล่นร่วมกับเพื่อน การสร้างโอกาส การช่วยเกมรับ อย่างที่เราเห็นว่าสถิติเหล่านี้ดีขึ้นทั้งหมด ฯลฯ

ถ้าดูจากคุณสมบัติเหล่านี้และตัวเลขที่ไม่ได้โกหกใคร โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กลายเป็นคนที่เล่นได้รอบด้านกว่าเดิมและเล่นร่วมกับทีมมากกว่าเดิมเสียอีก

นั่นคือภาพที่เรามองไม่เห็นเพราะมันไม่ชัดเหมือนการยิงประตูในฤดูกาลแรก เราจึงมีความรู้สึกว่าเขาแย่กว่าเดิม ฝืดกว่าเดิม

ทว่าถ้าการทำประตูลดลงแต่มีส่วนร่วมกับเกมรับมากขึ้น

ถ้าการทำประตูลดลงแต่ได้ร่วมสร้างสรรค์เกมมากขึ้น

ถ้าการทำประตูลดลงแต่เป็นโอกาสให้เพื่อนๆ ได้ทำประตูมากขึ้น

ผมคิดว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ น่าจะพอใจมากกว่านะครับ ก็ผลลัพธ์เตะ 23 ชนะ 22 เสมอ 1 ไม่แพ้ใครเลยไม่ได้มีส่วนหนึ่งมาจากบทบาทของเขาเลยหรือไง

เพราะการทำงานของคนเป็นผู้จัดการทีมและทีมงานเขาดูผลงานกันละเอียด ไม่ใช่แค่เอาอารมณ์นำพาหรืออาศัยแค่ความรู้สึกลอยๆ

ไม่ได้มองความผิดพลาดเฉพาะจุดเป็นเรื่องคอขาดบาดตายยอมกันไม่ได้ ถ้ามองกันแค่นั้นแล้วเอามาเป็นเรื่องใหญ่โตก็คงพัฒนากันได้แค่นั้น ไม่ต้องไปไกลกว่านี้

เพราะเขาเข้าใจนั่นอย่างไรเล่าครับ ไม่ปล่อยให้ความเกลียดชังมาเกาะกุมความคิด ซาลาห์จึงยังได้รับความไว้วางใจจากคล็อปป์ให้ลงสนามในทุกๆ เกม

สำหรับจังหวะไม่ส่งนั้น ผมยังเชื่ออย่างที่เคยเขียนตอนที่มีประเด็นดราม่ากับ ซาดิโอ มาเน่ เหมือนเดิมครับ

ทำไมซาลาห์จะไม่รู้ว่าตัวเองตัดสินใจพลาด มันก็เหมือนเวลาเราเตะบอลกับเพื่อนนั่นแหละ ด่ากันงอนกันในเกมหรืออาจจะอารมณ์ค้างนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไร

มันก็แค่ “เออว่ะ กูขอโทษที่ไม่ส่งให้มึง ก็กูคิดว่าลูกนั้นกูยิงเข้าได้อะ ขอโทษทีนะ”

มันคงไม่ทำให้สปิริตทีมพังย่อยยับหรอกนะครับ หรือถ้ามันทำท่าจะบานปลาย คิดว่าคนที่ละเอียดสุดขีดและมีจิตวิทยาสุดยอดอย่างคล็อปป์จะปล่อยให้เรื่องผ่านเลยตามเลยหรือ

สิ่งที่ผมอยากจะสื่อนั้น ผมไม่ได้บอกว่าซาลาห์ทำถูกต้องทุกอย่างนะครับ

ไม่ได้บอกว่า 2 จังหวะนั้นเขาทำถูกแล้ว

ไม่ได้โต้แย้งว่าต่อให้ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และ มินามิโนะ ยิงไม่เข้าก็ไม่เป็นไร เพราะเขาทำในส่ิงที่ควรทำแล้วคือผ่านให้เพื่อนที่มีโอกาสกว่า

ไม่ได้ปฏิเสธด้วยว่าก็แค่ด่าด้วยอารมณ์นั่นแหละ ด่าแล้วก็แล้วไปไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น พอถึงเกมต่อไปก็กลับมาเชียร์เหมือนเดิมและรักเหมือนเดิม

ผมเข้าใจนะครับ แต่แค่คิดว่ามันไม่แฟร์กับคนที่โดนด่าด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามเท่าไหร่

ผมชอบซาลาห์ ยอมรับเลยว่ารักในสไตล์ของเขา และยังมองว่าวิธีการเล่นของเขานั้นทำให้เขาเป็นคนพิเศษ​แม้จะไม่เห็นด้วยกับทุกจังหวะที่เขาตัดสินใจก็ตาม

ยิ่งไม่เชื่อว่าเขาเห็นแก่ตัว อิจฉาเพื่อน จะยิงเองให้ได้ทุกครั้งอะไรทำนองนั้น

คนที่ไม่เคยเรียกร้องจะยิงจุดโทษ คนที่ไม่เคยงอแงขอยิงฟรีคิก คนที่เคยกระทั่งเอาบอลไปยัดใส่อก โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ให้ยิงจุดโทษแทนเพื่อที่เพื่อนจะได้ทำแฮตทริกจนคล็อปป์เองยังยอมรับว่าเกือบร้องไห้..

คนที่พยายามเล่นให้ดีที่สุดในทุกๆ เกม ทุ่มเทเพื่อทำประตูให้ทีม วิ่งจนหมดแรง อยากให้ทีมชนะ อยากให้แฟนบอลมีความสุข

คนอย่างนี้น่ะหรือครับที่เห็นแก่ตัว อยากยิงเองจนตัวสั่นอย่างที่โดนดูถูก

รู้ไหมครับว่าเรื่องอย่างนี้คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับนักฟุตบอลของทีมอีกหลายคน

เล่นไม่ถูกใจก็ไล่ส่งอย่างไม่ไยดี

เดยัน ลอฟเรน อดัม ลัลลาน่า นาบี เกอิต้า อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน

ฟาบินโญ่ โจ โกเมซ ซาดิโอ มาเน่

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน..

โอเคโลกโซเชียลมันเป็นแบบนี้ ใช้คำพูดทำร้ายกัน ใช้วาจาขยี้กันให้เจ็บปวดที่สุด ใช้ความเกลียดชังนำพาขับไสไล่ส่ง

คนที่พูดคนที่ด่าไม่รู้หรอกครับ ด่าแล้วก็จบถือว่าได้ระบายอารมณ์ โมโหมากก็ด่าแรงมาก โมโหน้อยก็ด่าเบาหน่อย ด่าเสร็จแล้วก็สะบัดตูดไป ทิ้งความเกลียดชังในคำด่านั้นเอาไว้

ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับบาดแผลที่เกิดขึ้นในความรู้สึกของคนที่ถูกกระทำ

เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์เราซึมซับและหมกมุ่นอยู่กับคำพูดแย่ๆ มากกว่าคำพูดดีๆ

ผู้คนชื่นชมเรา 10 คนแต่คำด่าแค่ประโยคเดียวจากคนๆ เดียวกลับรบกวนใจมากกว่า เหมือนเป็นหนามทิ่มคาอยู่ในใจ

เดอะค็อปก็เหมือนแฟนบอลทีมอื่นๆ นั่นล่ะครับ ร้อยพ่อพันแม่หมื่นแสนนิสัยใจคอ เป็นความหลากหลายด้านมุมมอง ไม่มีทางที่จะให้ทุกคนคิดและรู้สึกเหมือนกันได้หรอก

แต่ถ้าคุณพร้อมด่าเขาเสียหายอย่างนั้น คุณก็ควรจะพร้อมให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย

โลกวันนี้มันเป็นแบบนี้ เราต้องปรับตัวอยู่กับมันไป หาจุดลงตัวที่เหมาะสม ทั้งคนกระทำและคนถูกกระทำ เราคงไม่อยู่กันแบบนี้ตลอดไปหรอก..

C. fan page : ตังกุย

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น