สไตล์ของ “โม ซาล่าห์” กับปัญหาเรื่องไม่ชอบจ่ายบอล

❓เราจะแยกแยะอย่างไรว่านักเตะคนไหน
“เล่นเพื่อทีม” หรือ “ไม่เล่นเพื่อทีม” ❓

เป็นสีสันของฟุตบอลอย่างนึงก็คือการที่จะมีแฟนบอลออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งบวกและลบต่อนักเตะ ทั้งของทีมอื่นและทีมที่ตัวเองเชียร์

บางครั้งมันเป็นการวิจารณ์ติชมเพื่อก่อประโยชน์และการแก้ไข และบางครั้งมันก็เป็นการวิจารณ์ด่าทอเพียงเพื่อระบายโทสะและไร้ซึ่งเหตุผล

มันมีมุมมองความคิดที่เลยเถิดเกินจริง อย่างกรณีของโม ซาล่าห์ที่บางนัดเขาจะมีอาการเหมือนหวงบอลมากไป อยากจะหาจังหวะเข้าทำประตูเอง ทำให้มีแฟนๆบางคนในโซเชียลถึงกับออกมาขับไล่ ทั้งที่ซาล่าห์ช่วยทีมประสบความสำเร็จมากมาย แล้วก็มีคนที่แสดงความคิดเห็นแบบไร้ตรรกะเหตุผล เช่น “ไม่เล่นเพื่อทีม”, “เห็นแก่ตัว” หรือ “อยากจะให้ตัวเองได้ดาวซัลโว ไม่สนทีม”

เหล่านี้เป็นความเห็นที่ไม่เมคเซนส์และไร้ตรรกะอย่างแรง เพราะอะไร ?

  • เพราะนักเตะทุกคนในลีกอาชีพบนโลกนี้ ล้วนอยากประสบความสำเร็จร่วมกับทีม มันไม่ใช่บอลข้างถนนตอนเย็นที่คิดว่าทีมแพ้ไม่เป็นไรขอให้ตัวเองยิงได้ก็พอ
  • นักเตะทุกคนอยากมีรางวัลส่วนตัว แต่เขารู้ดีว่ารางวัลที่ใหญ่กว่าคือถ้วยเกียรติยศของสโมสร อย่างซาล่าห์เคยได้ดาวซัลโวพรีเมียร์มาแล้ว 2 สมัย ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแอฟริกา 2 สมัย แต่เขายังไม่พอใจหากลิเวอร์พูลไม่ได้แชมป์พรีเมียร์ ฉะนั้นโยนทิ้งถังขยะไปได้เลยกับคำพูดที่ว่าเขาอยากได้ดาวซัลโวเลยหวงบอล เพราะซาล่าห์กระหายความสำเร็จร่วมกับทีมแน่นอน

ที่นี้มาดูเหตุผลโดยรวม 3 ข้อว่าทำไมนักเตะบางคนถึงหวงบอลอยากยิงเอง

  1. เป็นความมุ่งมั่นเกินเหตุ มุทะลุเกินไป เหมือนหงุดหงิดตัวเองว่าทำไมทำไม่ได้ซักที พอรู้สึกว่าตัวเองทำผลงานไม่ดี ก็ยิ่งอยากแก้ตัวจนกว่าจะทำได้
  2. ไม่วางใจเพื่อนร่วมทีม มีนักเตะหลายคนที่เพื่อนร่วมทีมรู้กันดีว่าชอบยิงเองมากกว่าจ่าย อย่างเช่น คริสเตียโน โรนัลโด้ เพราะคิดว่าตัวเองน่าจะยิงได้มากกว่าในจังหวะนั้น
  3. กุนซือสั่งมาให้ป่วนคู่แข่ง คือให้อิสระในการเลี้ยงเองบ้าง ให้หาจัวหวะยิงเอง แต่บางครั้งนักเตะก็ทำเกินคำสั่งด้วยความติดลม

แต่ทีนี้มันมีไหมกรณีที่ว่า นักเตะไม่เล่นเพื่อทีม ?
คำตอบคือมี ซึ่งไม่ใช่กรณีแบบนี้

มันจะเป็นกรณีที่ว่า

  • นักเตะหมดใจให้ทีม
  • นักเตะมีปัญหาอยากย้าย
  • นักเตะมีปัญหาอยากเพิ่มค่าเหนื่อย
  • นักเตะมีปัญหากับกุนซือหรือเพื่อนร่วมทีม

เหล่านี้แหละที่เราจะได้เห็นการ “ไม่เล่นเพื่อทีม” หรือ “เห็นแก่ตัว” เช่นไม่ค่อยมาซ้อม มาไม่ตรงเวลา หรือพอลงแข่งก็ไปก็ทำเป็นไม่อยากวิ่งไม่อยากเล่น อย่างกรณีของอิริคเซ่น ที่เริ่มหมดใจและอยากย้ายทีม หรือกรณีของดาบิด เดเคอา ตอนที่อยากเพิ่มค่าเหนื่อย ก็ทำเป็นไม่อยากเซฟทำเป็นฟอร์มตก จนในที่สุดทางสโมสรต้องให้สัญญาฉบับใหม่

ของลิเวอร์พูลก็เคยมีกรณีแบบนี้เช่น โมเรโน่, บ็อบบี้ ดันแคน, ไคลน์ ซึ่งหมดใจอยากย้ายทีมเพราะไม่ได้ลงเป็นตัวจริง

ทีนี้ย้อนมาดูผลงานของซาล่าห์ ซึ่งปกติบทบาทของเขาคือใช้ความเร็วป่วนแนวรับ และหาจังหวะทำประตู ไม่ใช่นักเตะที่ถนัดเรื่องการจ่ายหรือคีย์พาส แต่เขาก็ยังทำแอสซิสต์มาแล้วหลายครั้ง

สถิติการแอสซิสต์ในพรีเมียร์ ⚽
จากที่ลิเวอร์พูลเล่นไป 23 นัด (ซีซั่น 2019-2020)

อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ 10 ครั้ง
โรเบิร์ตสัน 6 ครั้ง
มาเน่ 6 ครั้ง
ซาล่าห์ 5 ครั้ง
ฟีร์มิโน่ 4 ครั้ง
เฮนเดอร์สัน 3 ครั้ง
มิลเนอร์ 2 ครั้ง

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fan page : ตำนานฟุตบอล

“อดัม ลัลลาน่า” นักเตะตัวสำคัญของลิเวอร์พูล ที่มักตกเป็นขี้ปาก

❓ ตกลง “ลัลลาน่า” ได้ลงเพราะเป็นแท็คติก หรือเพราะอยากช่วยให้ได้เหรียญแชมป์ ❓

ก่อนจะต่อว่าก็คิดให้รอบคอบเสียก่อนจะได้ไม่เจ็บ

เวลาใครที่โดนสวนว่า “ดูบอลไม่เป็น”
หรือ “ไม่เข้าใจฟุตบอล” มันดูเหมือนไม่แรง แต่เจ็บ

ฉะนั้นเมื่อเรามีคีย์บอร์ด หรือมีมือถือในมือ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าจิ้มอย่าพิมพ์อะไรโดยไม่ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนเสียก่อน

“อดัม ลัลลาน่า” เป็นผู้เล่นอีกคนนึงที่เป็นขวัญใจชาวเดอะค็อปในอังกฤษ และเป็นนักเตะแบ็คอัพคนสำคัญในสายตาของเหล่าโค้ชหงส์แดง

แต่อาจจะมีแฟนบอลไทยๆ หรือนักข่าวไทยๆ ที่ชอบออกมาดูแคลนหรือต่อว่าอ้อมๆไปที่เจอร์เก้น คล็อปป์ ว่าทำไมชอบส่งลัลลาน่าลงไป

มีกูรูคีย์บอร์ดหลายคนชอบบ่นซ้ำๆในโซเชียลว่า “เอาลงทำไมลัลลาน่า” “เปลี่ยนลงไปทำไมวะ” “ตัวถ่วงทีม” หรือบางคนถึงขั้นโพสต์แขวะคล็อปป์ว่า “ลูกรักของบอส ลงอีกแล้ว”

เหล่านี้ก็คือกำลังสวนคล็อปป์ว่า ทำไม่ถูก คิดผิด บอสสายตาไม่ดีพอ หรือเปลี่ยนตามใจชอบโดยไม่เล็งที่ประโยชน์ของทีม ! ถึงไม่พูดคำนี้ออกมา แต่การวิจารณ์มันสื่อนัยยะแบบนี้โดยปริยาย

ทีนี้เข้าใจหรือยังว่า เมื่อเราปากเก่ง อวดดีกว่าบอส มันก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาคือ เราก็ต้องโดนคนมาสวนว่า “ดูบอลไม่เป็น” จริงไหมล่ะ มันตรรกะง่ายๆ ว่าเรากับกุนซือน่ะใครกึ๋นดีกว่ากัน ใครอ่านนักเตะอ่านเกมได้ดีกว่ากัน ? ที่จริงนักเตะแต่ละคนก็ไม่ใช่ว่าเล่นดีทุกนัด บางคนก็เรตอยู่ที่ 6 ก็มีบ่อยๆ 5.5 ก็เคย แต่ถึงใครจะเล่นไม่ดีนัดไหน ยังไงมันก็คือทีมเวิร์คทั้ง 11 คนที่สำคัญต่อรูปเกม

เวลาดูบอล บางคนไปดูแค่ว่า ขาอ่อนจัง, บางจัง, มีพลาดด้วย, ลากเลื้อยไม่ได้เลย อะไรแบบนี้ก็มาเข้าใจว่าไม่ควรลงเล่น แต่ไม่ดูเรื่องการอ่านเกม การวิ่ง การยืนตำแหน่ง นักบอลอาชีพนั้นใครจะได้เล่นลีกชั้นนำมันดูที่ตรงนี้แหละ มันคือทักษะความเข้าใจเกม ไม่งั้นนักเตะทั่วไปที่เลี้ยงเก่ง ยิงแม่น เปิดแม่นก็คงจะได้เล่นในพรีเมียร์ลีกกันหมดแล้ว

ทุกวันนี้มีไหมอดีตนักเตะ หรือกุนซือ ที่เป็นกูรูต่างประเทศ ออกมาตำหนิวิจารณ์ลัลลาน่า ? ไม่มี มีก็แค่ YouTuber เกรียนๆ หรือนักข่าวแบบในบ้านเราอย่างเนี้ย นี่ไม่ได้เหมานะ เพราะนักข่าวส่วนมาก นักบรรยายส่วนมาก และ YouTuber จำนวนมาก ดูบอลเป็นและเข้าใจเกม (ก็มีไม่กี่คนเท่านั้นแหละที่ใจรักฟุตบอล ติดตามข่าวมานาน แต่ความเข้าใจเกมไม่ค่อยมี)

คือคนที่เป็นนักข่าวเขาจะพูดอะไรคิดอะไรก็ไม่ผิดหรอก มันเป็นสีสันที่เขาต้องสร้างประเด็นเรื่อยๆ มันเป็นอาชีพที่เขาต้องทำเรตติ้ง ต้องหากินจากสปอนเซอร์ มันก็ต้องพูดนู่นพูดนี่ไปเรื่อย ไม่ได้ผิดอะไร

แต่คนดูบอลและคนเสพข่าวนี่สิ ต้องคิดวิเคราะห์ ก่อนจะแสดงความเห็นอะไรลองฝึกคิดในมุมที่แย้งตัวเองดูบ้าง เพื่อจะได้รอบคอบมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ “เฮนเดอร์สัน” เคยตกเป็นขี้ปากแฟนบอลที่ไม่เข้าใจเกมมาแล้ว แต่พอดีว่าช่วงหลังเขาแสดงบทบาทการเล่นที่โดดเด่นขึ้น มีซีนออกหน้าจอบ่อยๆ เลยทำให้แฟนบอลปากสะเพร่าเงียบลงได้ (แต่ที่จริงการเล่นดีนั้น มันไม่จำเป็นต้องมีซีนออกหน้าจอ หรือมีบอลอยู่กับเท้า)

สมัยนี้มันมีเทคโนโลยี “ฮีทแมป” อันนี้ช่วยให้เข้าใจเกมฟุตบอลได้เยอะเลยว่า แต่ละคนมีบทบาทหน้าที่อะไรในสนาม

สำหรับกรณีของ “อดัม ลัลลาน่า” ก็ตกเป็นขี้ปากอย่างหนัก ทั้งที่จริงแล้วเขาถือเป็นนักเตะแดนกลางที่เทคนิคดีที่สุดคนนึงของทีม แต่สไตล์การเล่นไม่เหมาะที่จะขึ้นมาอยู่ทีมชุดแรก เนื่องจากขาดความเร็ว แต่คล็อปป์จะใช้เขาลงในยามต้องการแก้เกมหรือปรับแท็คติก

มันมีบางคนที่ไม่กล้าสวนหรือตำหนิบอส ก็เลยออกมาแก้เกี้ยวว่า ที่ถูกเอาลงบ่อยๆเพราะจะได้รับเหรียญไปด้วย !! โอ้โห ช่างคิด แต่มันขัดกับความเป็นจริงอย่างมาก (มาดูกัน ใจร่มๆ ตั้งสติ)

ถามว่าตั้งแต่ต้นฤดูกาลหงส์ได้แชมป์แล้วหรือยัง ? แต้มมันทิ้งห่างเหมือนตอนนี้ไหม ? ไม่ใช่เลย แต่ละเกมหืดจับทั้งนั้น ภาษาทั่วไปคือลุ้นเยี่ยวเหนียว แต่คล็อปป์ก็มักใช้ลัลลาน่าลงมาปรับแท็คติกเกมอยู่หลายนัด ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเลย อย่างเกมที่ลิเวอร์พูลตามแมนยู 1-0 ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด

คิดว่านั่นคือบอสส่งลงไปแบบไม่หวังผลหรือ ? ส่งลงไปถ่วงทีมหรือ ? ลงไปเพื่อเอาเหรียญเฉยๆงั้นหรือ สกอร์ยังตามอยู่เลย แถมยังไม่มีอะไรการันตีแชมป์

แต่ปรากฏว่าการที่ฟูลแบ็คซ้าย-ขวาเราเติมไม่ได้ในเกมที่โอลด์แทรฟฟอร์ดนั้น ก็เลยมีลัลลาน่ามาเชื่อมแดนกลาง แถมยิงประตูตีเสมอด้วย แต่เอาล่ะ การทำประตูได้ไม่ใช่ประเด็น เป้าหมายและหน้าที่ของลัลลาน่าคือ เชื่อมบอล เคาะบอล ครองบอลแดนกลางให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้ทีมออกบอลแบบตู้มต้ามท่าเดียว

ไม่เคยมีนะที่บอสออกมาบอกว่า เอาลัลลาน่าลงเพื่อจะได้รับเหรียญแชมป์ (นี่มันแฟนๆพึ่งคิดข้ออ้างได้สดๆตอนแต้มห่างแล้วนี่เอง) มีแต่ตัวเจอร์เก้น คล็อปป์เองที่ให้สัมภาษณ์ว่า ลัลลาน่ามีอนาคตกับทีม และทีมต้องการให้เขาต่อสัญญา ซึ่งแน่นอนว่าในฐานะแบ็คอัพ ตรงนี้เองที่ลัลลาน่าจึงไม่อยากเซ็นต่อ

ถ้าให้ผมคาดการณ์ คิดว่าลัลลาน่าอยากจะย้ายแน่หลังจบฤดูกาล เพราะตัวเขาไม่สนใจต่อสัญญา เนื่องจากรู้ตัวว่าสภาพร่างกายและการเล่นของเขา ไม่ได้อยู่ในทีมชุดแรก และดูแววว่าเขายังอยากจะลงเล่นบ่อยกว่านี้ ก็คาดว่าน่าจะเป็นทีมเล็กลงมาในพรีเมียร์ ก็อาจจะเป็นเซาแธมป์ตัน หรือนิวคาสเซิล ที่ถือเป็นสาขา 2 สาขา 3 สำหรับลิเวอร์พูล

แต่ถ้าทีมในลีกอื่นไปเลย ลัลลาน่าสามารถมีอนาคตได้อีกซัก 1-2 ฤดูกาล อย่างในเกรดของ ดอร์ทมุนด์, เซลติก, แรนเจอร์ส, ปารีสฯ, โมนาโก คลาสของลัลลาน่าสามารถลงเล่นในทีมเหล่านี้ได้สบายๆ

ทั้งหมดนี้ก็อยากจะสรุปว่า ฟุตบอลมีหลายสไตล์การเล่น อย่าไปเข้าใจว่ากองกลางดีๆคือแบบคูตินโญ่เท่านั้น เลี้ยงๆล็อคๆแล้วก็ปั่นโค้งเสาไกล ! (ที่เอามายกตัวอย่างเพราะเห็นแฟนๆชอบพูดกันบ่อยว่าทีมขาดนักเตะแบบนี้) สำหรับผมเองมองว่าสไตล์แบบคูตินโญ่จำเจและดักทางง่ายด้วยซ้ำ ไม่เหมาะกับทีมที่เล่นสไตล์สร้างสรรค์ อย่างบาร์ซ่านี่ชัดเจนว่าไม่มีอนาคตให้จนต้องปล่อยทิ้ง หรือทีมที่มีแท็คติกหลากหลายทั้งเกมรุกและรับ อย่างลิเวอร์พูลยุคนี้เนี่ย ไม่มีที่ว่างสำหรับสไตล์จำเจแบบคูตินโญ่แน่นอน

แต่กองกลางที่อยู่ในทีมระบบคล็อปป์ได้ต้องมีการเล่นที่หลากหลาย อย่างเฮนโด้, ไวจ์นัลดุม, ฟาบินโญ่, มิลเนอร์, มินามิโนะ, ลัลลาน่า เหล่านี้คือนักเตะสารพัดประโยชน์แดนกลาง

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fan page : ตำนานฟุตบอล

วันหนึ่งลิเวอร์พูลจะไปคว้าแชมป์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

We’re Gonna Win The League

ในเกมลิเวอร์พูล-แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่แอนฟิลด์ ท้ายฤดูกาล 1991/92 หงส์แดงจัดการดับฝันปีศาจแดง 2-0 ส่งให้ลีดส์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จ
.
เดอะ ค็อป เย้ยหยันด้วยความสะใจผ่านเสียงเพลง
.
“You lost the League on Merseyside, You lost the League on Merseyside…”
.
จนถึงฤดูกาล 1996/97 ลิเวอร์พูลมีลุ้นแชมป์ลีกจริงจังเป็นครั้งแรก นับจากฤดูกาล 1990/91 แต่แล้วความฝันของเดอะ ค็อป ก็ฝันสลาย ในเกมตัดสินแชมป์ที่แอนฟิลด์ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกมาชนะลิเวอร์พูลได้ถึงบ้าน 3-1 ส่งผลให้ตารางคะแนนกลายเป็น
.
แมนฯ ยูไนเต็ด 34 นัด 66 คะแนน
ลิเวอร์พูล 35 นัด 64 คะแนน
.
ช่วงท้ายเกม กล้องทีวีถ่ายทอดสดจับภาพไปที่ รอย อีแวนส์ โดยมีฉากหลังเป็นบรรดา เดอะ ค็อป ที่ทยอยกันเดินออกจากสนามด้วยความเศร้าสร้อย
.
เร้ด อาร์มี่ จัดการเอาคืนด้วยป้ายแบนเนอร์
.
“We won the Championship on Merseyside”
.
เดอะ ค็อป เจ็บปวดมากที่ถูกหยามถึงถิ่น
.
.
.
.
ฤดูกาล 2019/20 แม้ว่าลิเวอร์พูลนำโด่งมาแค่ไหน แต่ไม่มีเดอะ ค็อป คนไหนร้องเพลง We’re Gonna Win The League เลยสักครั้ง คงเพราะกลัวความผิดหวังที่เคยประสบมาครั้งแล้วครั้งเล่า ในฤดูกาลที่มีลุ้นแชมป์ลีกตลอด 30 ปีที่ผ่านมา
.
แต่เสียงเพลงนี้ดังมาจากสแตนด์เดอะ ค็อป เป็นครั้งแรกของฤดูกาล หลังเกมเมื่อคืนนี้เป็นครั้งแรก
.
“And now you’re gonna believe us..We’re gonna win the League”
.
สั่นสะเทือนจนสื่ออย่าง BBC ยังต้องพูดถึง
.
หลายคนมองว่าตลกที่ร้องเพลงนี้ในเดือนมกราคม
.
แต่เมื่อมองที่การนำ 16 คะแนน แข่งน้อยกว่า 1 นัด โดยเหลืออีก 16 นัดสุดท้าย การร้องเพลงนี้ในตอนนี้ก็ไม่แปลก
.
มีโอกาสเหมือนกันที่ทุกอย่างจะจบลงในวันที่ 4 เมษายน
.
คงสมบูรณ์แบบไม่น้อยถ้า เดอะ ค็อป สามารถกลบความเจ็บปวดจากแบนเนอร์ “We won the Championship on Merseyside” ด้วยประโยคที่ว่า
.
“We won the League in Manchester”

C. fan page : REDs Retro

ทำไมนักเตะที่บาดเจ็บ กลับมามักฟอร์มไม่เหมือนเดิม ?

มันเป็นธรรมชาติของร่างกาย ถ้าใครเคยหาหมอ เคยแข้งขาหัก เจออุบัติเหตุอะไรก็แล้วแต่ จะรู้ว่าถึงรักษาหายแล้วก็ไม่มีทางที่ร่างกายจะกลับไปเหมือนเดิมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ กระดูกที่เชื่อมต่อแล้ว สภาพก็ไม่เหมือนเดิม

นักเตะทุกคนย่อมเคยบาดเจ็บ แต่ส่วนมากคือโชคดีที่เป็นการบาดเจ็บไม่หนัก ไม่ถึงกระดูก คือเจ็บกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อฉีก เจ็บเส้นเอ็น เส้นเอ็นอักเสบ เหล่านี้ไม่ใช่การบาดเจ็บที่หนัก

แต่การบาดเจ็บหนักๆเช่น เข่าเสีย (อ๊อสกูด ชแล็ตเตอร์), กระดูกแขนหัก, กระดูกหักบริเวณไหล่ บ่า, กระดูกสันหลัง, กระดูกเท้าและตาตุ่มแตก เหล่านี้มีผลต่อบาลานซ์ การวิ่งและการเคลื่อนไหว ถึงผ่าตัดหายกลับมาแล้วก็จะไม่เหมือนเดิม

ฉะนั้นนักเตะที่มีพรสวรรค์ มีฝีเท้าแต่โชคไม่ดี มีเยอะมากในวงการฟุตบอล นักเตะดังๆก็หลายคน

ในลิเวอร์พูลเคยมีตัวอย่างของนักเตะชั้นยอดที่แสนโชคร้ายนั่นก็คือ “เจมี่ เรดแนปป์” ตัวเขาโชว์ฟอร์มเฉิดฉายมาตั้งแต่เยาวชนจนถึงวัยพีค จนพอจะถึงจุดสูงสุด กำลังจะเป็นกำลังหลักทีมชาติอังกฤษ กลับกลายเป็นว่าทีมชาติคือจุดหายนะที่ทำให้เขาบาดเจ็บหนัก จนกลับมาก็เล่นไม่ได้เหมือนเดิม รางวัลร่วมกับสโมสรได้ไปเพียง ลีกคัพ 1, เอฟเอคัพ 1, ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ 1

แต่ก็มีลูกพี่ลูกน้องของเขาที่ไปสร้างชื่อให้ครอบครัวแทน นั่นก็คือ “แฟรงค์ แลมพาร์ด” ยอดกองกลางของเชลซี น้องชายคนนี้เล่นสไตล์ใกล้เคียงกับเรดแนปป์ แต่เรื่องพลิ้วสู้ไม่ได้

เจมี่ เรดแนปป์ เล่นเกมรุกดีกว่าแลมพาร์ด เลี้ยงทะลุทะลวงพอได้นิดหน่อย ยิงไกลดีมากๆ เรดแนปป์ยิงประตูได้คมมาก มีลูกไซด์ก้อยเป็นเอกลักษณ์ และออกบอลยาวแม่น ครอสบอลสวยงาม แต่ด้านความหนักและเกมรับจะสู้แฟรงค์ แลมพาร์ดไม่ได้

หลังเจ็บกลับมาไม่สามารถเล่นได้แบบเดิม ราวกับเป็นคนละคน ถึงจะได้รับเกียรติเป็นกัปตันในสมัยอูลิเย่ร์คุมทีม แต่ก็มักตกเป็นสำรอง อีกทั้งชอบมีอาการบาดเจ็บรบกวน เจ็บๆหายๆ ส่วนปลอกแขนมักจะตกไปที่ฟาวเลอร์ ซึ่งช่วงนั้นก็เริ่มเป็นอาวุโสของทีมและความพลิ้วก็ลดลงแล้วเหมือนกัน

ส่วนนักเตะชุดปัจจุบันของลิเวอร์พูล คนที่เห็นได้ชัดว่าดร็อปป์ลงไปคือโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ตอนอยู่เชลซีถูกจับไปเล่นกลางตัวเพลย์เมกเกอร์ ก็ไม่ค่อยเฉิดฉายเท่าไหร่ แต่มาเล่นดีตอนอยู่โรม่าที่ได้เล่นปีก และเจอร์เก้น คล็อปป์ซื้อมาใช้งานอย่างถูกตำแหน่ง คือให้เล่นปีกขวาที่เป็นตัวจบสกอร์ (ปกติทีมอื่นจะใช้หน้าเป้าเป็นตัวจบสกอร์)

ในพรีเมียร์ ซาล่าห์ซัดไป 32 ประตูเป็นดาวซัลโวปี 2018 พาทีมชาติอียิปต์ไปบอลโลก และพาลิเวอร์พูลเข้าชิง UCL แต่จากปีรุ่งก็กลับกลายเป็นวันหายนะของซาล่าห์ทันที เมื่อโชคไม่ดีที่เจอรามอสเล่นสกปรกดึงล้มกระแทกพื้น แต่ก็เพราะตอนนั้นลิเวอร์พูลยังมีจุดอ่อนคือโลกสวย ไม่รู้จักเล่นบอลแบบศาสตร์มืด ไม่ระวังลูกตุกติก

ซาล่าห์ต้องผ่าตัดบ่า และทำให้ไม่สามารถเล่นบอลโลกได้แบบเต็มที่ ลงไปวิ่งแบบเหยาะแยะ แต่ก็ยิงไป 2 ประตูในบอลโลก

แล้วฤดูกาลต่อมา ลิเวอร์พูลได้รองแชมป์พรีเมียร์ที่แต้มสูงสุด 97 แต้ม และได้แชมป์ UCL ตัวซาล่าห์เองทำประตูได้นัดชิง และในพรีเมียร์ก็ยังคงเป็นดาวซัลโวติดกันสมัยที่ 2 แต่เป็นดาวซัลโวร่วมกับซาดิโอ มาเน่ และโอบาเมยอง ทำได้ 22 ประตูในแบบที่ฟอร์มการเล่นไม่ดีนัก แถมในพรีเมียร์ก็มีช่วงที่ยิงไม่ได้ติดกันถึง 6 นัด หลุดฟอร์มมาก แต่ถึงขนาดนั้นก็ยังได้ดาวซัลโว

ฤดูกาล 2019-2020 นี้ ซาล่าห์เริ่มฟอร์มดีขึ้นมา ถึงจะยิงได้น้อยแต่ในเกมถือว่าเล่นได้ดีกว่าฤดูกาลที่แล้ว โดยคล็อปป์ปรับมาให้เป็นตัวเชื่อมบอล พยามแอสซิสต์ และคอยฉีกคอยวิ่งป่วนกองหลัง

ปกติซาล่าห์เป็นนักเตะที่เท้าไว บาลานซ์ดี เบียดดี
แต่การหวังว่าซาล่าห์จะกลับมาเล่นสไตล์เดิมคงเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่ว่าคู่แข่งรู้ทาง (เพราะฟุตบอลมันมีการแก้ไขปรับแท็คติกไปเรื่อย) แต่มันเป็นเพราะสภาพร่างกายซาล่าห์ไม่เหมือนเดิม

เมื่อกระดูกไม่เหมือนเดิมแค่นิดเดียว 1% บาลานซ์ก็ไม่เหมือนเดิม สิ่งที่เคยทำสิ่งที่เคยชิน ร่างกายกลับทำไม่ได้ตามใจคิด มันก็มีผลกระทบไปหมด กระทบถึงเรื่องการยิง การจ่าย การเลี้ยง นี่คือปัญหาที่นักบอลหลายคนมักเจอ แต่ด้วยกับคลาสของซาล่าห์แล้ว ยังไงก็ยังมีอนาคตและเป็นตัวอันตรายอยู่

ยิ่งกว่านี้ก็เคยมี อย่างโรนัลโด้ต้นฉบับ หรือ “โด้บราซิล” เดิมคือสุดยอดต่างดาวคนนึง แต่พอบาดเจ็บบ่อยครั้ง ฟอร์มก็เริ่มดร็อปลงเรื่อยๆ ตอนที่มาอยู่กับเรอัล มาดริดนั่นคือฟอร์มขั้นแย่แล้วยังได้ขนาดนั้น ครั้งสมัยที่ยังอยู่บาร์เซโลน่าและอินเตอร์ช่วงแรก ไม่ใช่แค่หาตัวจับยาก แต่ไม่มีใครจับเขาได้เลย

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fan page : ตำนานฟุตบอล

ลิเวอร์พูล 2 – แมนยู 0 สนองกลับครบทุกประเด็น [เล่นดีทั้งคู่ แฟนๆควรพอใจ]

(ประตูขึ้นนำ ฟาน ไดค์ เบียดแม็คไกวร์ โหม่งทำประตู)

แฟนๆฝ่ายแช่งเคยหลับหูหลับตาโวยลิเวอร์พูลว่าทำไม VAR ช่วยบ่อยจัง นี่ก็คืออุปาทานไปเอง หรืออาจเพราะไม่ชินที่ทางอังกฤษพึ่งเอามาใช้ฤดูกาลแรก แล้วเผอิญว่าคอยแต่จับจ้องแช่งลิเวอร์พูล เลยไม่สน VAR ทีมอื่น หรือกระทั่งลืมนับของทีมตัวเอง


(ถูกแซวกลับในช่วงที่สถิติออกมา)

แต่จากสถิติที่ผ่านมา ทาง ESPN สรุปผลมาให้ชัดเจนว่า บวกลบแล้ว VAR ให้ประโยชน์กับแมนยูมากกว่าลิเวอร์พูล แล้วนัดนี้ก็เคลียร์อีกครับ ผู้ตัดสินปล่อยให้เล่นปล่อยให้ยิงก่อน แล้วเรียกดู VAR ย้อนหลัง  ทำให้ประตูของฟีร์มิโน่ถูกยกเลิกไป จากการทำฟาวล์ของฟาน ไดค์  ส่วนอีกครั้งก็จังหวะล้ำหน้าของไวจ์นัลดุม ไลน์แมนยกธงถูกต้อง แต่ VAR มาตรวจสอบยืนยันให้แน่ชัด รอดพ้นจากการทิ้งห่างแบบเฉียดฉิว

(อันนี้จาก 6 วันก่อน ยังไม่ได้นับรวมนัดนี้)

จริงๆกูรูหลายท่านฟันธงว่าสกอร์จะขาดลอย แต่นี่แหละมันมีบางจังหวะเฉียดฉิวไป อย่างลูกยิงของไวจ์นัลดุมแค่ล้ำหน้าครึ่งตัว สกอร์เลยไม่ขาด แล้วทำให้เกมกลับมาสูสี

ทั้งสองทีมมีจังหวะโชคไม่ช่วยไปคนละ 2-3 ครั้งพอๆกัน ทั้งลูกซาล่าห์ยิงแป้กจ่อๆ , ลูกเฮนเดอร์สันยิงถูกปัดชนเสา และลูกของมาร์ซิยาลที่ยิงในกรอบแต่ผิดฟอร์มไป ดันใช้การหวดแรงจนข้ามคาน หรือจังหวะที่วาน บิสซาก้าปาดบอลให้เปเรร่า แต่มันลึกห่างตัวเกินไป เข้าชาร์จไม่ทัน

แล้วทางแฟนแมนยูที่เคยโวยจังหวะ “บอล ทู แฮนด์” ของเทรนท์-อาร์โนลด์ในเกมแมนซิตี้  วันนี้แมนยูมีบ้างครับ มีจังหวะ “บอล ทู แฮนด์” เลยไม่ถือว่าแฮนด์บอล ทีนี้จะได้เข้าใจและยอมรับกติกา ยามทีมตัวเองเจอบ้าง


(แล้วบังเอิญว่าเป็นเทรนท์พอดี ที่ช่วยสอนกติกากลับให้แบบไม่ได้ตั้งใจจะสอน ^^)

นัดนี้ถือว่าทั้ง 2 ทีมเล่นได้ดี ไม่สมควรจะมีแฟนๆหน้าไหนด่าทีมตัวเอง

ในมุมของแมนยู ต้องบอกว่าโซลชาวางแท็คติกมาดี  แล้วนักเตะก็เหมือนเดิม คือเจอลิเวอร์พูลทีไรวิ่งสู้ฟัด เล่นดีที่สุดยิ่งกว่าเจอแมนซิตี้ แม้แต่เฟรด ที่เล่นไม่ค่อยดีในเกมอื่นๆ มานัดนี้เล่นดีใช้ได้เลย

เกมรับก็เหมือนที่เคยทำมาก่อน คือใช้ลุค ชอว์ตามประกบซาล่าห์ แต่นัดนี้คล็อปป์ก็ปรับการเล่นของซาล่าห์ ให้วิ่งทำทางไปมาพาทัวร์ โดยแค่เชื่อมเกมไม่ต้องครองบอล สุดท้ายไม่ได้เจ็บจากไหนหรอกครับ ชอว์ตะคริวกิน เที่ยวทัวร์กับซาล่าห์มากไปหน่อย

แฟนบอลลิเวอร์พูลบางคนก็เป็นประเภทปากเก่งเกินกุนซือ ออกมาตำหนิคล็อปป์ว่า ไม่น่าเปลี่ยนอดัม ลัลลาน่าลง เพราะมีทั้งลื่นขาอ่อน มีทำเสียฟาวล์ใกล้กรอบ 1 ครั้ง แต่นี่ก็คือไม่ใช่คนที่เข้าใจเกมฟุตบอล

อ็อกซ์เลดเริ่มดูจะล้าไป มันก็ต้องมีตัวลงมาแก้เกม ซึ่งลัลลาน่าลงมาก็สามารถครองบอล เชื่อมเกมซ้ายขวา แถมเรียกฟาวล์เรียกฟรีคิกจากมาติชได้ด้วย  ไอ้แบบเนี้ยไม่มีสำรองคนไหนในทีมทำได้ดีในตำแหน่งนี้ เกอิต้าก็เจ็บอยู่ ส่วนมินามิโนะก็ยังใหม่อยู่ ยังต้องเรียนรู้ระบบกับเกมเล็กๆไปก่อน

ทีนี้พอคิดว่าต้องการเกมรับแบบแน่นๆและสวนกลับ คล็อปป์เลยเปลี่ยนเอาฟาบินโญ่มายืนรับคู่กับเฮนโด้ ซึ่งมันท้ายเกมแล้ว โอริกี้กับฟาบินโญ่แทบจะไม่ได้บอลเลย แค่ช่วยเพรสซิ่งเกมรับ แต่ลัลลาน่านี่แหละที่ล้วงบอลจ่ายบอล ช่วยงานไวจ์นัลดุมกับเฮนโด้ได้เยอะ  

ส่วนคนอื่นๆทุกคน เล่นดีหมดครับ มีพลาดคนละนิดละหน่อยแต่ไม่ถูกเอามาเป็นประเด็น

(ดุมวันนี้เล่นได้แกร่งมาก)

นี่เป็นเกมแรกที่ศึกแดงเดือดเตะกันโดยลิเวอร์พูลมีสถานะเป็นจ่าฝูงในรอบ 30 ปี นั่นคือในยุคชื่อ “พรีเมียร์” 27 ปีที่ผ่านมา เจอกันในฐานะที่ลิเวอร์พูลไม่ใช่จ่าฝูงมาตลอด

ในครั้งล่าสุด ปี 1990 นั้นเจอกันในฟุตบอลชื่อ “ดิวิชั่น 1” ปีนั้นลิเวอร์พูลชนะ 4-0 แต่ปีนั้นจบซีซั่น อาร์เซนอลเป็นแชมป์

(ลิเวอร์พูลชนะ 4-0  เบียร์ดสลี่ย์แฮตทริก)

C. pantip : ตา o

คะแนนจาก BBC
ฟานไดค์ ได้แมน ออฟ เดอะ แมตช์

โซลชาให้สัมภาษณ์แบบภูมิใจในผลงานมากที่สามารถกดดันลิเวอร์พูลได้ แสดงให้เห็นถึงความห่างชั้นจริงๆ ก่อนหน้าเกมนี้ เขาเคยให้สัมภาษณ์ในเชิงว่าภูมิใจที่เสมอลิเวอร์พูลได้ 2 เกมที่โอลแทรฟฟอร์ด

นักเตะและกุนซือแมนยู มีคลาส ไม่ได้แย่

การที่แมนยูยังรั้งอยู่อันดับ 5 ก่อนเกมแดงเดือดวันอาทิตย์ที่ 19 ม.ค. 2020 นี้ ไม่ใช่ว่าแมนยูทีมอ่อนทีมแย่ หรือโค้ชไม่ดีอย่างที่แฟนวิพากษ์วิจารณ์กัน

แมนยูชุดปัจจุบันมีนักเตะท็อปคลาส และนักเตะที่ฝีเท้าธรรมดาปนๆกันอยู่ในทีม แน่นอนว่าต้องไม่เอาไปเทียบกับสมัย 2008 ที่ชุดนั้นถือว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในตำนานของสโมสร

แต่แมนยูชุดปัจจุบันก็มีนักเตะฝีเท้าชั้นดีอย่าง แรชฟอร์ด, มาร์ซิยาล, เด เคอา, วาน บิสซาก้า ที่จริงมันเหนือกว่ายุค 90 สมัยคันโตน่าด้วยซ้ำไป เพียงแต่ลีกอังกฤษสมัยใหม่มันไม่อ่อนเหมือนยุค 90

ยุคนี้เกือบทุกทีมพัฒนามาจนใกล้เคียงทีมต้นๆตารางหมดแล้ว ทีมเล็กๆแฟนน้อยๆได้ขึ้นมาอยู่ต้นๆตาราง อย่างวูล์ฟอยู่อันดับ 7, เชฟฯยูไนเต็ดอยู่อันดับ 6 ขณะที่ทีมใหญ่อย่างสเปอร์ส, อาร์เซนอล คะแนนหล่นฮวบ อยู่อันดับ 8, 10 เจอทีมเล็กๆมากำราบอยู่บ่อยครั้ง

ทีมอย่างนอริช, ไบรตัน, บอร์นมัธ พร้อมที่จะโค่นแมนยู หรือแมนซิตี้ได้ตลอด คือทีมอื่นมันไม่ได้ห่างชั้นกับท็อบ 6 แล้ว เรียกว่าลีกอังกฤษไม่ใช่หมูเหมือนเมื่อก่อน ยิ่งแล้วช่วง 2-3 ปีหลังนี่พรีเมียร์ถือว่าแข็งกว่าลีกสเปนและอิตาลีด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้แมนยูก็สามารถประคองตัวอยู่ในต้นๆตาราง ก็ต้องอย่าคาดหวัง หรืออย่ายึดติดกับผลงานและรางวัลเก่าๆ นักเตะหลายคนก็หน้าเดิมๆที่เคยได้แชมป์ เพียงแต่ว่าลีกฟุตบอลบอลมันพัฒนาขึ้น แต่แมนยูยังไม่ได้อัพเกรดให้ตามทัน

ส่วนนักเตะที่ถูกพุ่งเป้าโจมตีหรือล้อเลียน อย่างเช่น “ป็อกบา” คนนี้ถ้าเรื่องคลาสหรือชั้นบอลนั้น ต้องนับว่าเป็นเบอร์ 1 ของทีมด้วยซ้ำไป นี่คือกำลังหลักของฝรั่งเศสชุดแชมป์โลก และสมัยอยู่ยูเวนตุสเขาคือเทพต่างดาวดีๆนี่เอง แต่สไตล์เขาอาจจะไม่เข้ากับเพื่อนร่วมทีม คือไม่เข้ากับระบบ ทำให้ไม่ค่อยมีใจเล่น ทางแก้ที่ดีคือต้องยอมขายออก เอาเงินไปซื้อตัวใหม่ที่เหมาะกับทีม

และนักเตะอีกคนที่มักถูกล้อและวิจารณ์ คือ “แฮรี่ แม็คไกวร์” ก็ถือว่าเป็นกองหลังที่ฝีเท้าใช้ได้ เพียงแต่จะถูกถากถางเรื่องค่าตัวที่ซื้อมาแพงเกิน คือเป็นกองหลังที่เล่นดี แต่ไม่ถึงขั้นท็อปคลาส

เรียกว่าดูจะซื้อขายเกินราคาประเมินอย่างมาก แต่ที่แมนยูต้องควักเงินขนาดนี้เพราะมันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีหน้าตาของสโมสร ทีมรวยๆอย่างเชลซี, แมนยู เขายอมไม่ได้ที่จะให้ทีมอื่นข้ามหน้าทำสถิติซื้อนักเตะแพงๆ โดยเฉพาะลิเวอร์พูลที่ซื้อฟาน ไดค์เป็นสถิติโลก แมนยูก็เลยต้องควัก 80 ล้านปอนด์เพื่อทำสถิติจ่ายเงินแพง เหมือนเชลซีที่ซื้อเกปา เพื่อแซงหน้าอลิสซอน ทำลายสถิติค่าตัว

แต่สำหรับลิเวอร์พูลไม่ใช่ทีมที่คิดแบบนั้น ไม่คิดว่าทำอะไรรวยๆคือความสำเร็จ ที่ลิเวอร์พูลยอมจ่ายแพงๆเพราะจำเป็นจริงๆ ตำแหน่งมันขาดจริงๆ แล้วจากนั้นก็ไม่ซื้อของแพงเลย

ผลงานที่ออกมามันต่างกัน ฟานไดค์เป็นกองหลังคนแรกที่คว้านักเตะยอดเยี่ยมยูฟ่า และได้ที่ 2 บัลลงดอร์ เป็นกองหลังแต่แพ้คะแนนเมสซี่ไปแค่ 7 คะแนน

ส่วนอลิสซอนได้รางวัลทั้งยูฟ่า, ฟีฟ่า, ถุงมือทองคำของพรีเมียร์และของโกปาอเมริปา, และได้ยาชีนโทรฟี่ (บัลลงดอร์)

นี่คือข้อพิสูจน์ว่าลิเวอร์พูลไม่ได้ทุ่มซื้อเพื่อทำสถิติราคานักเตะ ฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลซื้อเพียงดาวรุ่งเข้าทีมเยาวชน และตลาดครึ่งฤดูกาล ลิเวอร์พูลก็ซื้อแค่มินามิโนะในราคาถูกๆมาเสริมการโรเตชั่นทีมเพราะนักเตะบาดเจ็บหลายคน

จะเห็นได้ว่าจุดนึงที่ทำให้แมนยูยังไม่ฟื้นเพราะนโยบายและทัศนะคติในการบริหารทีม ไม่ได้เกี่ยวกับแท็คติกในสนามซักเท่าไหร่

ทีนี้ในเรื่องของกุนซือ “โอเล่ โซลชา” ถึงอาจจะไม่ใช่โค้ชระดับแนวหน้า แต่ก็ไม่ใช่ระดับธรรมดาหรือกระจอกอย่างที่ถูกล้อหรือแฟนๆบ่นกัน

โซลชาถือเป็นโค้ชที่เก่งในด้านแท็คติก มีกึ๋นอย่างมากเลยทีเดียว อาจจะตัดสินใจอะไรผิดพลาดบางครั้ง และขาดภาวะผู้นำ นี่คงเป็นจุดอ่อน แต่ในเรื่องมันสมอง เขาไม่ได้ด้อยเลยล่ะ เห็นแฟนบอลชอบโชว์ภูมิข่มทับโซลชา ก็รู้สึกงงเหมือนกันว่า เอาอะไรมาคิดว่าพวกเขาจะรู้ดีไปกว่ากุนซือทีมท็อป 6

แมนยูชุดนี้ ฝีเท้าใช้ได้ มีนักเตะชั้นดี เพียงแต่ยังมีนักเตะที่ไม่เข้าระบบ และนักเตะที่ฝีเท้าไม่ค่อยดีปนๆอยู่ในทีม ไม่ใช่ว่าโซลชาไม่เก่ง แต่เอาใครมาคุมทีมมันก็จะได้ผลงานประมาณนี้อยู่ดี จะเป็นมูรินโญ่, อันเชลอตติ, โปเชตติโน่ หรือต่อให้เอาเฟอร์กี้ หรืออาร์เซน เวนเกอร์ ข้ามเวลามาคุมทีมชุดนี้ มันก็ได้แค่นี้แหละ ไม่ได้เหนือไปกว่าโซลชาเท่าไหร่

บางคนบอกถ้าเอาเฟอร์กี้หรือเวนเกอร์มาคุมแมนยูตอนนี้คงผลงานดีไปแล้ว นั่นไม่จริงเลย บอลสมัยใหม่แท็คติกมันซับซ้อน มันมีอะไรที่พัฒนากว่าเมื่อก่อนมาก

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fan page : ตำนานฟุตบอล

“จอร์แดน เฮนเดอร์สัน” ยอดกองกลาง กับมุมมองผิดๆของแฟนบอล

ที่ผ่านมารู้สึกหน่ายใจกับความเห็นของแฟนบอลลิเวอร์พูลอย่างมากในการพูดถึง “จอร์แดน เฮนเดอร์สัน”

เมื่อพูดถึงข้อดีของเขา แฟนบอลมักจะเอ่ยชื่นชมในเรื่องว่า -ความทุ่มเท -ความเป็นผู้นำ -ความขยัน ??? แล้วก็บอกว่าในด้านฝีเท้านั้นก็ธรรมดาๆ

ตกลงแสดงว่าเฮนเดอร์สัน เป็นนักฟุตบอลที่คลาสไม่ดีหรือ ? ฝีเท้าธรรมดาเองหรือ ?

นี่คือความเข้าใจในระดับ “แฟนบอล” ไม่ใช่ในฐานะคนที่ดูบอลเป็น หรือคนที่เชี่ยวชาญเรื่องกีฬาฟุตบอล

จริงอยู่ว่าความคิดเห็นไม่ตรงกัน เป็นเรื่องที่ต้องทำใจยอมรับ แต่บางครั้งความเห็นไม่ตรงกันที่ว่านั้น มันเกิดจากการที่คนเรา “มีความรู้” หรือ “ขาดความรู้ความเข้าใจ” ไม่ว่าจะเรื่องไหนๆก็ตาม เช่น

  • คนที่ไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์ ไปเห็นไม่ตรงกับข้อมูลของคนที่เป็นหมอ (ถ้าหมอเห็นไม่ตรงกับหมอด้วยกัน จึงจะเรียกว่าเป็นความเห็นต่างที่ยอมรับได้)
  • คนที่ไม่เชี่ยวชาญข้อมูลข่าวสาร ไปเห็นไม่ตรงกับข้อมูลของคนทำงานด้านสื่อมวลชนมายาวนาน

นี่คือตัวอย่างของความรู้กับความไม่รู้ และเช่นเดียวกัน คนที่เป็นแฟนบอล ดูอย่างเดียว แต่ไม่เป็นเรื่องฟุตบอล (บางคนก็ไม่ได้เป็นนักกีฬาฟุตบอลด้วยซ้ำ แค่เตะบอลออกกำลังกายสนุกสนาน) แต่ไปแสดงความเห็นสวนทาง หรือไปค้านกับคนที่เป็นโค้ช หรือเป็นกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอล ทั้งที่ควรจะสงวนท่าทีให้มากกว่านี้

มันก็แน่นอนว่าในระดับของแฟนบอลทั่วไปเนี่ย จะดูว่านักเตะคนไหนเก่งก็คือ ต้องยิงดี ยิงคม ยิงไกลได้ หรือต้องเลี้ยงเก่งทะลุทะลวงดี หรือลีลาพลิ้วคล่องแคล่ว

แต่จริงๆแล้วฟุตบอลไม่ได้มีแค่นั้น มันมีเรื่องของทักษะการอ่านเกม จังหวะที่ไม่มีบอลเล่นอย่างไร คุมเกมรุกอย่างไร หรือจังหวะเกมรับ อ่านทางอย่างไร ยืนตำแหน่งอย่างไร

อย่างกัปตันเฮนโด้ที่คล็อปป์เลือกให้เป็นเบอร์หนึ่งแดนกลางนั้น ในหลายๆเกมเขามักจะมีสถิติการออกบอลจ่ายบอลมากสุดของทีม และจังหวะรับก็มีสถิติตัดบอล (ดักทางบอล) และเข้าแท็คเกิ้ลมากสุดของทีม ในจังหวะที่ไม่มีบอล เขามักจะยืนถูกตำแหน่ง อ่านเกมฝ่ายตัวเอง และอ่านเกมฝ่ายตรงข้ามได้อย่างดีเสมอ

แล้วไม่ใช่ว่าเฮนโด้พึ่งจะมาเล่นดีในฤดูกาลนี้ แต่เขาเป็นหัวใจสำคัญของทีมตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 ของจ็อดเจอร์สแล้ว

ตอนแรกๆ ร็อดเจอร์สยังใช้งานไม่เป็น และเคยออกมาตำหนิตักเตือนเฮนโด้ในปี 2013 ที่ฟอร์มไม่ค่อยดี แต่พอเริ่มฤดูกาล 2013-14 นั้น เฮนโด้กลายเป็นตัวออกบอล เป็นตัวคุมเกมรุกให้คู่หู “ซัวเรส-สเตอร์ริดจ์” บรรเลงกระหน่ำจนเกือบจะพาทีมคว้าแชมป์ แต่พอเขาถูกแบน 3 นัด นั่นทำให้ฟอร์มลิเวอร์พูลแกว่งทันที

แฟนบอลทั่วโลกที่ไม่เข้าใจเกม ก็ไปโทษที่ “เจอร์ราร์ด” ลื่นล้ม จนกลายเป็นแพะไป นั่นคือดราม่าที่ปรากฏออกมาแบบตื้นๆเพื่อบันเทิงแฟนบอล ที่จริงก่อนที่มันจะมีการลื่นการพลาด คือเกมมันตัน ลิเวอร์พูลปั้นเกมไม่ขึ้นจนเป็นรองเชลซี และนั่นคือความพ่ายแพ้เรื่องรูปเกมเมื่อไม่มีเฮนโด้ แล้วจากนั้นก็รวนเสียแต้มในนัดต่อๆมาอีก ไม่ใช่ว่าพลาดแชมป์เพราะแพ้เกมเดียว

แต่ในยุคของเจอร์เก้น คล็อปป์สามารถพัฒนานักเตะ ปรับแท็คติกและแก้จุดอ่อนของระบบ ใช้เวลา 4-5 ปีจนกระทั่งมาถึงจุดนี้ แชมป์ 3 ถ้วยอินเตอร์ และกำลังนำจ่าฝูงลุ้นแชมป์ลีกสมัยที่ 19

ซึ่งสำหรับเฮนเดอร์สัน ถือเป็นกลางที่ดีที่สุดคนนึง ไม่ใช่ว่าเก่งที่สุด แต่อยู่ในหมู่กองกลางท็อปคลาสร่วมกับอีกหลายๆคน

รางวัลนักเตะอังกฤษยอดเยี่ยมปี 2019 ก็คือสิ่งการันตีได้อย่างนึงว่าผลงานเฮนโด้เหนือกว่านักเตะตำแหน่งอื่นๆในทีมชาติอังกฤษ ทั้งสเตอร์ลิ่ง, เคน, พิคฟอร์ด

ในขณะที่ “ฮอร์เก้ เชซุส” กุนซือฟลาเมงโก้ รองแชมป์โลก ได้ยกย่องว่าเฮนโด้คือกองกลางที่เก่งที่สุดในโลกเวลานี้

“เขาคือกองกลางที่ดีที่สุดในโลก สำหรับตำแหน่งที่เขาเล่น”

และนักเตะอีกคนนึงที่เคยถูกแฟนบอลลิเวอร์พูลแคลงใจว่าเก่งตรงไหนก็คือ “อดัม ลัลลานา” (เจ้าของรางวัลนักเตะอังกฤษยอดเยี่ยมปี 2016)

ในบรรดากองกลางทั้งหมดของลิเวอร์พูลตอนนี้ คนที่เทคนิคการคอนโทรลบอลดีที่สุดก็คือ อดัม ลัลลาน่า, นาบี เกอิต้า (ซึ่งแฟนๆเมืองไทยก็ตั้งฉายาให้ลัลลาน่าว่า “เทพม้วน”) แต่ถามว่าทำไมไม่ได้เป็นตัวจริง ?

ก็เพราะระบบคล็อปป์ กองกลางต้องเล่นหนัก ดุดัน มีความเร็ว เล่นได้ทั้งเกมรุกและรับ ซึ่งลัลลาน่าและนาบี เกอิต้าขาดในเรื่องเกมรับและความหนัก หรือกระทั่งอ็อกซ์เลด เชมเบอร์เลนเองก็เหมือนกัน เกมรุกดี แต่เกมรับไม่ดีนักและขาดความหนักหน่วง

อย่างไรก็ตาม ลัลลาน่ามักเป็นสำรองตัวเลือกแรกที่จะถูกกุนซือหงส์แดงเปลี่ยนตัวลงไปแก้เกม ส่วนสำหรับเฮนโด้นั้น เขาคือคนที่ตอบสนองแท็คติกคล็อปป์ได้อย่างดี และเป็นตัวเลือกแรกเสมอโดยเฉพาะตำแหน่งบ็อกซ์ ทู บ็อกซ์

[ โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม ]

C. fan page : ตำนานฟุตบอล

แฟนโหวต “เฮนโด้” แข้งเยี่ยมอังกฤษ 2019

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันลิเวอร์พูล ได้รับการโหวตจากแฟนบอลให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี 2019 ของอังกฤษ จากการประกาศของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ

มิดฟิลด์จอมทุ่มเท เข้าป้ายเหนือตัวรุกอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิง (แมนฯ ซิตี้) และ แฮร์รี่ เคน (สเปอร์ส) จากผลงานอันยอดเยี่ยมทั้งกับทีมชาติและสโมสร

“เฮนโด้” เป็นกำลังสำคัญของ “สิงโตคำราม” ชุดคว้าอันดับ 3 เนชั่นส์ ลีก และเป็นแกนหลักแดนกลางในทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ตลอดรอบคัดเลือก ยูโร 2020

นอกจากนั้น มิดฟิลด์วัย 29 ยังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับลิเวอร์พูล โดยเป็นกัปตันทีมชู 3 แชมป์ในรอบปีที่ผ่านมา และมีลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ด้วย

C. fan page : บอลนอก

ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรแรกที่มูรินโญ่เคยคิดอยากมาคุม

หลังจากพาปอร์โต้คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ “มูรินโญ่” ก็อยากย้ายไปคุมทีมใหญ่ๆบ้าง โดยสนใจ “ลิเวอร์พูล”

ครั้งอยู่เชลซี มูรินโญ่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงการย้ายมาพรีเมียร์ลีกว่า

“ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ดึงดูดความสนใจของทุกคน ส่วนเชลซีไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผมนัก เพราะว่ามันเป็นโปรเจกต์ใหม่ที่ใช้เงินลงทุนสูง”

“ผมคิดว่ามันเป็นโปรเจกต์ที่ถ้าสโมสรล้มเหลวในการคว้าชัยชนะ โรมัน อับราโมวิช คงวางมือแล้วก็เอาเงินกลับออกไปจากสโมสร”

“มันเป็นโปรเจกต์ที่ไม่มีความแน่นอน มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับโค้ชที่จะมีเงินจ้างผู้เล่นระดับคุณภาพ แต่คุณไม่สามารถหยั่งรู้หรอกว่าโปรเจ็กต์แบบนี้จะไปถึงจุดสำเร็จหรือไม่”

{ Wallace, Sam (22 April 2004). “Mourinho would prefer Liverpool”. The Daily Telegraph. London. Retrieved 20 October 2008. }

ในเวลานั้น มหาเศรษฐีรัสเซีย ทุ่มเงินจ้างโค้ชและนักเตะค่าตัวสูง ซึ่งลิเวอร์พูลไม่สามารถใช้เงินแบบนั้นได้ “มูรินโญ่” เลยได้ไปอยู่เชลซี ส่วนลิเวอร์พูลได้ “ราฟาเอล เบนิเตซ” มาเป็นผู้จัดการทีม

ซึ่งต่อมา “มูรินโญ่” ก็พาเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ไม่ยากในฐานะทีมที่เก่งที่สุดในพรีเมียร์ ซึ่งแกร่งกว่าแมนยูและอาร์เซนอลในเวลานั้น

ส่วนราฟาเอล เบนิเตซ ต่อมาก็สามารถพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก”

โลกกลมแน่ๆ แต่ทำไมยังมีคนเชื่อว่าแบน

เมื่อความ ‘ไม่เชื่อใจ’ ทำให้เราปฏิเสธข้อเท็จจริง

พวกเราอยู่ในยุคที่วิทยาศาสตร์งอกเงยอย่างขีดสุด อะไรที่เคยเป็นเพียงนิยายกลับกลายเป็นความจริงในปัจจุบัน คุณเห็นโลกใบกลมๆ นี้จนชินอยู่ทุกวี่วัน ก็แน่ล่ะ มันต้องกลมสิ แต่ทำไมยังมีคน (จำนวนมากเสียด้วย) เชื่อว่าโลกแบนอยู่ แม้เราจะพิสูจน์จนหมดข้อสงสัยได้เป็นเวลากว่าร้อยๆ ปี หรือในหลายๆ อารยธรรมเขาก็เก็ตไอเดียนี้มามากกว่าพันปีด้วยซ้ำ

จำเป็นหรือไม่ ที่พวกเราจะรังเกียจคนที่มีแนวคิดต่างเช่นนี้ พวกเขาเบาปัญญาหรือมีจุดยืนที่มั่นคง? การทำความข้าใจจุดยืนของชาวโลกแบน Flat Earther อาจเป็นกุญแจหนึ่งที่ทำให้เรายอมรับคนเห็นต่างโดยไม่บีบคอกันตายเสียก่อน ไม่ว่าสิ่งนั้นมันจะกลมหรือแบน ก็ไม่มีสาระสำคัญเท่า กระบวนความเชื่อของมนุษย์ในการรับข้อมูลใหม่ๆ อันย้อนแย้ง ไม่ได้ยอมรับข้อเท็จจริงง่ายๆ

จากคำบอกกล่าวของสมาชิก Flat Earther ในระดับเหนียวแน่นที่มีชื่อว่า Gary Heather ชาวอเมริกัน เขาเคยเป็นคนที่เชื่อว่าโลกกลมมานานกว่า 50 ปี แต่อยู่มาวันหนึ่ง เขาได้บังเอิญไปดูคลิปยูทูปชื่อ ‘Flat Earth Clues’ เป็นสารคดีที่มีความยาว 2 ชั่วโมง 5 นาที แรกๆ เขาก็คิดว่าคลิปตลกพิลึกดี แต่ดูไปเรื่อยๆ กลับพบว่าเนื้อหามันดึงดูดและน่าสนใจมากๆ จนอยากให้วิดีโอยาวกว่านี้อีกสักหน่อย ระหว่างที่เขาชมนั้นเกิดภาวะ ‘ตื่นรู้’ จากความเชื่อใหม่ๆ ที่จับแพะชนแกะอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน Gary Heather บรรยายอย่างน่าสนใจว่า ความรู้สึกนั้นเหมือนกับการกินกาแฟรสชาติเดิมทุกๆ เช้า คุณรู้ว่าโลกใบนี้มีรูปทรงแบบไหน คล้ายกับกาแฟยี่ห้อที่ดื่มมีรสชาติแบบไหน ต่อมาจู่ๆ รสชาติของกาแฟกลับเปลี่ยนไป มันดันมีกาแฟยี่ห้ออื่นๆ แฝงเข้ามาปั่นป่วนความเคยชิน ท่ามกลางกาแฟรสชินปาก จึงยังมีอะไรพิสดารซ่อนอยู่อีก

ไปๆ มาๆ Gary Heather กลายเป็นหัวหอกของกลุ่ม Flat Earth ที่คอยหาข้อมูลใหม่ๆ มาอัพเดทกับสมาชิกในกลุ่ม เคยไปพูดที่ Hyde Park ในกรุงลอนดอน อันเป็นพื้นที่ที่คุณสามารถไปพูดอะไรก็ได้ ตอนแรกเขาก็คิดว่า คงไม่มีคนอังกฤษที่ไหนหรอกที่เชื่อว่าโลกแบน แต่ไปๆ มาๆ มีคนในลอนดอนกว่า 260 คน ทยอยมาฟังเขาเรื่อยๆ หลายคนรู้สึกสบายใจที่มีคนร่วมอุดมการณ์เฉกเช่นเดียวกับเขา

ทฤษฏีสมคบคิด (conspiracy theories) จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเด็นไม่ได้สร้างผลเชิงลบต่อสังคม เช่นเดียวกับกลุ่ม Flat Earth ที่ไม่ค่อยถูกโจมตีจากประชาสังคมมากนัก หลายคนมองว่าเรื่องนี้เป็นความจริงทางเลือก (alternative fact) เสียมากกว่า

แต่ก็มีทฤษฎีสมคบคิดบางประเด็นที่มีแนวโน้มเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างกลุ่ม Anti Vaxxer ที่มีอคติต่อการใช้วัคซีนรักษาโรค ไม่ยินยอมให้ลูกหลานรับวัคซีน ที่อาจทำให้โรคที่สามารถรักษาได้กลับมาแพร่ระบาดในหมู่เด็ก เนื่องจากมีเด็กที่เป็นพาหะในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ

กลุ่ม Anti Vaxxer เชื่อว่า วัคซีนทำให้เกิดภาวะออทิสซึมในเด็ก เป็นแผนของบริษัทยาที่ร่วมมือกับรัฐเพื่อเบี่ยงเบนข้อมูล แต่อย่างไรก็ตามทั้งกลุ่ม Anti Vaxxer และ Flat Earther มีจุดร่วมกันที่คล้ายกันคือ ชุดความคิดที่ต่อต้านภาครัฐ มองว่าสิ่งที่รัฐสร้างนั้นเป็นแผนสกปรกที่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์พวกพ้อง การแบ่งเค้กของเหล่านักการเมือง ไม่เชื่อข้อมูลที่มาจากส่วนกลาง ความไม่เชื่อใจนี้เอง ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำจนเป็น alternative facts

ความไม่เชื่อใจในรัฐนี้สอดคล้องกับการสำรวจของนักจิตวิทยาและนักประวัติศาสตร์ Michael Wood จากมหาวิทยาลัย University of Winchester ทีมวิจัยสำรวจจดหมายที่ผู้อ่านทางบ้านเขียนถึงหนังสือพิมพ์ The New York Time และ Chicago Tribune โดยผู้อ่านเขียนร้องเรียนหรือแนะนำประเด็นข่าวต่างๆ ให้กับกองบรรณาธิการตั้งแต่ปีค.ศ. 1890 ถึงค.ศ. 2010 ทีมวิจัยพบว่า เนื้อหาใจความจดหมายที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีสมคบคิดจะพีคมากๆ ช่วงปีค.ศ. 1950 หรือช่วงเวลาเดียวกันกับสถานการณ์สหรัฐอเมริกาและรัสเซียพยายามแย่งชิงการเป็นผู้นำโลก และมีการปลูกฝังอัตลักษณ์ความกลัวคอมมิวนิสต์ในใจประชาชนที่เรียกว่ากลยุทธ์ ‘Red Scare’ โหมกระพือภัยของคอมนิวนิสต์ที่ลุกคืบมาเข้ามาสั่นคลอนความมั่นคง ที่กระตุ้นให้คน “สงสัยไว้ก่อน” อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่เพื่อนบ้านใกล้ชิด ดังนั้นเทรนด์การเชื่อทฤษฎีสมคบคิดจึงเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยามาพร้อมกับปรากฏการณ์ทางสังคมที่ดำเนินไปอย่างคู่ขนาน จะตัดปัจจัยใดออกไม่ได้

อาจกล่าวได้ว่า เราทุกคนล้วนมีทฤษฎีสมคบคิดอยู่ในใจอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แต่ควรให้มองเป็นเฉด มี spectrums ที่ความเข้มและหนาบางหลายระดับ บางความเชื่อสุดโต่งไปอาจอยู่ไม่ได้นานในสังคม แต่บางความเชื่อที่เชื่อมโยงได้บ้างจะอยู่นาน และหากมีองค์ประกอบที่ (ดูเหมือนข้อเท็จจริง) ความเชื่อนั้นก็อาจฝังรากลึกจนยากจะถอนออก

ทำไมคุณไม่มีทางเถียงชนะกับคนที่เชื่อทฤษฏีสมคบคิด

ไม่ว่าพ่อแม่หรือเพื่อนๆ จะเชื่อทฤษฏีสมคบคิดที่เพี้ยนสุดๆ จนแทบไม่มีเค้าความจริงเลยก็ตาม แล้วคุณรู้สึกรำคาญกับพวกเขาเต็มที่ แต่การเอาข้อเท็จจริงไปปะทะซึ่งๆ หน้าก็จะไม่มีวันชนะ หรือทำให้พวกเขายอมรับเห็นด้วยกับคุณ การพยายามตีโต้ด้วยข้อมูลตรงๆ ส่วนใหญ่มักล้มเหลว เพราะการพยายามทำลายความเชื่อของคนอื่นนั้น มักทำให้เขาพวกรู้สึกผิด ไม่ได้เป็นการให้ความรู้ เมื่อพวกเขารู้สึกผิดต่อตนเองจะมีแนวโน้มเบี่ยงเบนไปสู่สิ่งอื่น

ยิ่งเมื่อความเป็นสถาบันหรือองค์กรพยายามไปพิสูจน์ว่าสิ่งที่เชื่อนั้นมันผิด เช่น ในกรณีชาวบ้านศรัทธากับน้ำผุดศักด์สิทธิ (ที่เห็นแน่ๆ ว่าเป็นน้ำส้วม) โดยภาคส่วนกลางมีท่าทีมองชาวบ้านว่า ไร้การศึกษา งมงาย โง่ โดยไม่ดูบริบทที่ผลักดันให้พวกเขาเชื่อ ชาวบ้านก็มีแนวโน้มจะไปนับถือสิ่งอื่นๆ แทน แต่ก็จะมีความเชื่อใหม่ๆ จากคนที่อยากหาประโยชน์ผุดขึ้นมาอีก เช่น บัตรพลังรักษาโรคที่คนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อคำหลอกลวง

โดยนัยหนึ่งในทางจิตวิทยา คนที่มีแนวโน้มยอมรับทฤษฎีสมคบคิดนั้นมีความรู้สึกวิตกจริต (paranoid) ลึกๆ ต่อการใช้ชีวิตในสังคมเป็นทุนเดิม แม้ความวิตกจริตนี้จะไม่จัดเป็นโรคหรือต้องได้รับการบำบัดทางการแพทย์ ไม่จัดอยู่ใน clinical level ที่ต้องได้รับการรักษา แต่ภาวะวิตกจริตนี้แฝงฝังอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน ถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอย่างจำเจจนกลายเป็นความชินชา เมื่อเราวิตกต่อทรัพย์สิน คุณภาพชีวิต ที่ไม่มีแนวโน้มจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อปัจจัยเหล่านี้พร้อม เราก็สามารถจะยอมรับชุดความเชื่อใดๆ โดยไม่ต้องตรวจสอบ

ภายใต้สังคมที่มีรากฐานของความความวิตกกังวล มักมีความเชื่อที่บิดเบือนผิดรูปเสมอ

C. The Matter : Thanet Ratanakul

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น