การนำเสนอข้อมูลที่ย้อนแย้งในข่าว / และการแก้ปัญหาผิดจุด ไม่แก้ที่การจัดการขยะ

ต้องบอกว่ากระแสมันแรงมากๆ เรียกว่าตามโซเชียล ถ้าใครโพสต์บ่นเรื่องถุงนี่โดนรุมถล่มเละเลยครับ ราวกับว่าคนนั้นไปฆ่าข่มขืนใครมา

แล้วก็มีสารพัดคำอธิบายมาแจกแจง
– เขาไม่ได้ห้ามใช้พลาสติกทั้งหมดไอ้โง่ ! เขาแค่งดให้ถุงก็อบแก็บ
– เขาไม่ได้ห้ามใช้ถุงไอ้โง่ ! แค่ถ้าอยากใช้ก็ต้องเอาไปจากบ้านเอง
– เขาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไอ้โง่ ! เขาไม่ได้เอื้อนายทุน
– ต่างประเทศเขาทำกันมานานแล้วไอ้โง่ ! เมืองไทยควรจะมีมาตั้งนาน

ดีนะว่าผมไม่เคยโพสต์อะไรแบบนั้นให้คนมารุมด่า อย่างที่ผมเคยโพสต์ที่นี่ไปว่าการงดใช้ถุงไม่ได้ลำบากอะไร เดี๋ยวก็ชินไปเอง

เพียงแต่ผมเห็นคนที่แสดงความเห็นแบบนั้นแล้วโดนรุมด่าก็รู้สึกเห็นใจ คือไม่แฟร์

เอ.. เขาทำผิดอะไรวะ ผิดศีลข้อไหนวะ หรือทำผิดกฎหมายข้อไหนวะ ?

คือที่จริงคนเราก็มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นและความรู้สึกนะ  นี่แหละสังคมที่ไม่ยอมรับความเห็นต่าง (จั๊ดง่าว !! แค่อุทานส่วนตัวครับ บ่นสังคม ไม่ได้ว่าเจาะจงใคร ^^)

ในรายการวิเคราะห์ข่าวช่องนึงกล้าออกมาใช้คำว่าคนที่บ่นไม่พอใจเนี่ยเป็นคน “ส่วนมาก” (ตาบอดรึป่าววะ ?) ก็เห็นๆกันอยู่ว่ามีแต่คนสนับสนุน และมีแต่คนมารุมด่าพวกคัดค้านเต็มไปหมด อย่าเรียกว่าค้านเลย แค่บ่นยังไม่ได้ เรียกว่า 100 คอมเมนต์จะมีซัก 98 คอมเมนต์มารุมด่า ส่วนอีก 2 คือมาช่วยป้อง

“จั๊ดง่าว” จริง !! (อันนั้นย้ำว่า แค่อุทานส่วนตัวนะ ไม่ได้ว่าใคร ^^)

นี่แหละครับที่ว่ากันว่า “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง” หรือการว่ายน้ำทวนกระแสมันก็จะเหนื่อยหน่อย อยู่ที่ว่าจะหยุดหรือจะสู้ไปต่อให้ถึง

สำหรับผมติดใจอยู่ 2 ประเด็น คือพฤติกรรมและนิสัยสันดานความก้าวร้าวที่แสดงต่อคนเห็นต่าง โดยเฉพาะกับคนในโซเชียลที่เราไม่ได้รู้จักเขามาก่อน

เพียงด่าคนอื่นว่า “ไอ้โง่” หรือ “ไอ้หน้าหมี” ^^ อันนี้ขอเตือนตามกฎหมายว่า โดนข้อหาหมิ่นประมาทได้เลย ครั้งแรกอาจถูกตัดสินจำคุก 1 เดือน 3 เดือนแล้วแต่ แต่มีให้รอลงอาญา ส่วนครั้งที่ 2 คุกแน่นอน (เพื่อนผมโดนมาแล้ว ^^)

ส่วนอีกประเด็นคือความไม่รู้ หรือความเข้าใจผิดของผู้คนเกี่ยวกับพลาสติกและการใช้พลาสติก

คนที่อะไรๆก็ชอบอ้างว่าให้ทำตามต่างประเทศ ? นี่ก็เข้าใจคลาดเคลื่อนครับ

จะขอบอกเล่านิดหน่อยว่า

1. ที่ต่างประเทศ ซุปเปอร์มาเก็ตมักไม่แถมถุงพลาสติกมานานแล้ว ย้ำว่านานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมีเอาตอนมีการรณรงค์เรื่องพลาสติก  ที่เขาไม่ให้ถุงเพราะเขาให้ซื้อเอง เขาขายถุงเพื่อให้ใส่ของอีกที (แต่ก็จะมีบางร้านเหมือนกันที่แถมให้ถุง)

2. ต่อมาเป็นยุคที่เริ่มมีกระแสต่อต้านพลาสติก มีกลุ่มกรีนพีซนู่นนี่ และอื่นๆ ต่างออกมาพูดเรื่องปัญหาโลกร้อนและมลภาวะเป็นพิษ แต่พวกห้างพวกร้านก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะเขาก็ไม่ให้ถุงมาก่อนอยู่แล้ว และในยุคที่รีไซเคิลกระดาษได้ ตามห้างก็ใช้ถุงกระดาษ เพราะดีไซน์มันสวย ส่วนพลาสติกจะใช้ตามมาร์ท และโดยมากก็ไม่มีให้เป็นปกติ

3. ยุคต่อมาอีก คือยุคปัจจุบัน เวลานี้ สมัยนี้ ใครยังมาพูดว่าพลาสติกทำให้โลกร้อน เป็นวัสดุที่เผาไม่ได้ ย่อยสลายไม่ได้ อู้ยๆ!!! ไม่ใช่แล้ว ไม่เอาสิ อย่าไปเผยแพร่ข้อมูลผิดๆที่ไหน  ปัจจุบันนี้นอกจากมีการรีไซเคิลขยะสะอาดแล้ว ขยะสกปรกหรือพลาสติกสกปรกก็เผาทำลายได้ เขาสามารถกรองสารพิษได้เรียบร้อยแล้วแบบบริสุทธิ์ใสๆซิงๆเลย

4. พลาสติกบางส่วนในโลกนี้มันไปกองอยู่ที่ทะเล มันมีจริงแต่ไม่เยอะ ในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่มีปัญหานี้ ส่วนประเทศไทยตามหาดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวไม่มีแล้ว เขาเก็บหมด แต่ไอ้ริมฝั่งแบบมีชาวบ้านอยู่หรือเป็นที่รกร้างติดหาด อันนี้มีขยะจริง

มันเป็นเรื่องที่ว่าต่อให้คุณเลิกใช้ถุงพลาสติก เลิกใช้ขวดและแก้วพลาสติก ปัญหานี้ก็ไม่หมด เพราะมันก็จะมีขวดเหล้า ขวดเบียร์ กระป๋องน้ำ จานกระดาษ จานโฟม แตงโม ทุเรียน เศษเหล็ก หม้อแม่นาค ! ไปกองอยู่ริมหาดได้หมด

ทีนี้กลับมาพูดถึงข้อมูลรายการข่าว ที่ดันมองไม่ออกว่าเป็นการนำเสนอย้อนแย้ง

–>คือคุณนำเสนอเรื่องว่าพลาสติกคือตัวปัญหา ต้องงดใช้ เพื่อโลกอนาคต

–>ขณะเดียวกันก็นำเสนอว่าพลาสติกสามารถกำจัดได้อย่างถูกต้อง โดยยกตัวอย่างประเทศสวีเดน ที่ต้องการใช้ขยะและซื้อขยะไปผลิตไฟฟ้า

นี่ถ้าทั้งคนพูดและคนเสพใช้สติ ทำใจร่มๆนะ แล้วค่อยๆคิดก็จะเข้าใจแยกแยะได้ อย่ารีบหัวร้อน

ประเด็นตัวปัญหาไม่ใช่พลาสติกครับ แต่มันคือ
– การจัดการของรัฐบาล
– การบังคับใช้กฎหมาย
– และพฤติกรรมประชาชน

เพราะถ้าให้มันใช้ขวดกระเบื้อง ใช้ตะกร้า ใช้กระดาษ ไอ้พวกเนี้ยก็คือขยะที่ทำลายแวดล้อมอยู่ดี

รัฐบาลเราต้องแก้เรื่องการจัดการขยะครับ ไม่ใช่ไปแก้ผิดจุด โดยลดต้นทุนให้นายทุนอย่างเดียว แบบนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องขยะและแวดล้อมครับ ^^ (ผมยังนั่งยันที่จะมองเรื่องลดต้นทุนครับ ในฐานะคนชอบติดตามเรื่องบริหารธุรกิจมานาน)

หลายประเทศที่เขาพัฒนาครับ อย่างสิงคโปร์ก็กำจัดพลาสติกอย่างถูกต้อง ไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่งย้อนไปหลายปีก่อนพอเขาคิดค้นวิธีกำจัดพลาสติกและขยะสำเร็จ เขาก็เริ่มเอามาใช้กันทันที

สิ่งนี้หละครับที่อยากจะบอกชาวโซเชียลเหลือเกินว่า ถ้าอยากใช้สิ่งอื่นแทนพลาสติกน่ะ ทำไปเถอะ ดีแล้ว ไม่ผิดอะไร แต่อย่าไปบอกว่าพลาสติกมันกำจัดไม่ได้ มันย่อยสลายไม่ได้ ไม่เอาสิ ข้อมูลแบบนั้นมันเก่ามันล้าสมัยไปแล้ว

C. pantip : ตา o

“ลดต้นทุน” หรือ “รักษาสิ่งแวดล้อม” ? / ประเด็นร้านสะดวกซื้อเจ้าสัว งดใช้ถุงพลาสติก

ถ้าสมมุติพูดแบบไม่ต้องไปวิเคราะห์คือ ไอ้ 2 กรณีนี้มันไม่ได้ขัดกัน มันไม่ได้ย้อนแย้ง คือมันควบรวมกันได้

ไม่ใช่มานั่งเถียงกันว่า “เขาลดต้นทุนไอ้โง่” ! อีกพวกนึงก็บอกว่า “เขารักษาสิ่งแวดล้อมไอ้โง่” !

เรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมนั่นคือสิ่งที่แบรนด์เจ้าสัวอ้างและรณรงค์มานานแล้ว

ทีนี้เป็นส่วนในการวิพากษ์วิจารณ์นะครับ คิดใครไงก็ตามแต่ แต่ผมได้สังเกตติดตามนโยบายทำนองนี้มานานละ เป็นสิบปีตั้งแต่โลกเรามีการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม

ผมมองว่า มักมีการฉวยโอกาส “แอบอ้าง” ของนายทุน ซึ่งมันเป็นเรื่องปกตินะ คนฉลาดทางธุรกิจต้องรู้จักฉวยโอกาสจากกระแสความต้องการของประชาชน นี่ก็ถูกแล้ว และไม่ได้เสียหายต่อสังคม  

บางโรงแรมมีเขียนที่ลิฟต์ว่า “ขึ้นชั้นเดียว ใช้บันได เพื่อประหยัดพลังงาน”  โถๆๆ คุณน่ะเหรอ ประหยัดพลังงาน ? ที่บ้านคุณน่ะเปิดไฟสว่างจ้าทั้งสวนตลอดคืน

บางห้างในห้องน้ำใช้ก๊อกแบบออโต้, ชักโครกใช้น้ำรีไซเคิล โอ้โห สารพัดข้ออ้าง แต่อย่าทำเป็นเล่นไปครับ สิ่งเหล่านี้ประหยัดต้นทุนเป็นล้าน บางที่ก็เขียนว่า “ใช้น้ำแบบประหยัดเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”  ถรุย ! (โทษทีครับ ^^) ที่บ้านคุณอาบน้ำแช่ในอ่างทุกวัน แล้วเรื่องใช้น้ำแทบจะไม่มีผลเลยครับ น้ำในโลกนี้มันไม่หายไปไหนหรอก มันก็วนเวียนตามวัฏจักรของมัน

ทีนี้นโยบายลดต้นทุนพลาสติก ถือเป็นความฉลาดในการลงทุน ลงทุนเป็นล้านเพื่อลดต้นทุนเป็นล้านต่อปี

เริ่มจากปีหลังๆที่ผ่านมา นายทุนกลุ่มนี้ก็ปล่อยกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามสื่อต่างๆ ไม่ใช่แค่เมืองไทยนะครับ ต่างประเทศก็มีตัวอย่างมาก่อน

พลาสติกทำให้โลกร้อน, สัตว์น้ำกินพลาสติกเข้าไปตาย ! อะไรเยอะแยะสารพัด กระจายแนวคิดให้เยอะเข้าจนเป็นกระแส ให้ผู้คนรู้สึกตาม แต่ถามว่ามันส่งผลดีต่อโลกจริงมั้ย ? คือมันก็ส่งผลดีจริง คือดีต่อโลก แล้วก็ดีต่อนายทุนด้วย

และสำหรับแบรนด์เจ้าสัวนี้ เขามีแผนมานานแล้ว ไม่ใช่อยู่ๆก็เลิกใช้ถุง ไม่งั้นกระแสคนจะต่อต้าน แต่เขาฉลาดคือ จะเปลี่ยนแปลงอะไร ต้องทำตอนที่กระแสผู้คนรับได้และสนับสนุน นี่คือตัวอย่างในการทำธุรกิจครับ

โดยมีทั้งจ้าง BNK48 มาร้องมาเต้น รณรงค์อยู่หลายเดือนก่อนหน้านี้ นี่คือแง่คิดที่ควรจดจำครับ คือเอาไอดอล เอาคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดประชาชน มานำเสนอ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

( คนที่มีอิทธิพลต่อความคิดประชาชนเช่น โน้ต อุดม, ตูน, แอ๊ด, BNK, บุ๋ม ฯลฯ อะไรเหล่านี้คือตัวอย่างครับ ถ้าจะรณรงค์เรื่องอะไรผ่านคนเหล่านี้ จะมีคนจำนวนมากที่ยอมรับแนวคิด )

ทีนี้ขอวิเคราะห์เชิงธุรกิจต่อว่า ถ้าสมมุติ “mini Big C” และ “Lotus express” จะทำบ้างได้มั้ย ?

ผมบอกเลยว่าเจ๊ง เพราะอยู่ในสถานะต่างกับของเจ้าสัวมาก ของเจ้าสัวหล่อเลือกได้สวยเลือกได้ เป็นอุปสงค์ เป็นความต้องการบริโภคของประชาชน หรือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทยไปแล้ว (ชาวต่างชาติมายังบอกว่าในประเทศเขาแบรนด์นี้ไม่ได้มีเยอะหรือหาง่ายแบบที่ประเทศไทยนี้)  

แต่ของ Big C กับ Lotus ผมมองว่าอยู่ได้อีกไม่ถึง 3 ปี ถ้ายังบริหารแบบนี้นะ คือตอนนี้สินค้าและบริการคุณยังห่างชั้นมาก คุณยังสู้แม้แต่ของพี่แอ๊ดไม่ได้เลย อย่าไปวัดกับเจ้าสัว

นานมาแล้วที่คุณไปลดต้นทุนที่บุคลากรและพนักงาน อันนี้พลาดมากๆ  ฝ่ายอบรมฝ่ายบริหารบุคลากรไม่ดีเลย พนักงานขายถูกอบรมมาไม่ดี บริการแย่ ทั้ง 2 แบรนด์เลยนะ พอๆกันเลย

ไม่ใช่แค่บางสาขานะ ผมเดินทางมาหลายที่ ใช้บริการมาหลายจังหวัด สาขานึงก็เข้าบ่อยเข้าประจำ ถามว่าบรรยากาศของ Big C และ Lotus เป็นไงครับ ?  จะเจอแต่พนักงานเดินจัดของ ตรวจของยกของ เดินเข้าออกหลังร้าน แล้วเหนื่อยกันมากด้วยนะ วุ่นวายตลอดทั้งวัน แล้วก็มีตัวห้อยอยู่ที่เคาเตอร์คนเดียว หรือบางทีก็ไม่มีเลย

ฝ่ายคัดสินค้าและคิดผลิตสินค้า ก็สู้ไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งบริการนี่ต่างกันเลย ใครรู้จักน้องๆที่เคยทำงานมาทุกยี่ห้อ ลองถามดูครับ พนักงานร้านเจ้าสัว กับพนักงานที่ทำงาน Big C และ Lotus ที่ไหนมีความสุขกว่า ที่ไหนเหนื่อยกว่า ?  ฉะนั้นคุณรู้ว่าของคุณน่ะพนักงานสมัครเข้าและลาออกบ่อยๆ เพราะงานเหนื่อย เดี๋ยวก็ยกของจัดของเดี๋ยวก็ถูกกดกริ่งเรียกมาช่วยคิดเงิน

แล้วไอ้คนที่เพิ่งจะทำงานได้แค่ 2-3 เดือนก็กลายมาเป็นพี่เลี้ยง กลายเป็นคนสอนงานให้เด็กใหม่ ซึ่งเขาไม่มีความสามารถและวุฒิภาวะพอจะสอนงานได้

แต่ที่ว่ามาทั้งหมดนี้คือจะแสดงความคิดว่า การที่แบรนด์เจ้าสัวเลิกใช้พลาสติกเนี่ยนะ นโยบายเฮียคนใหม่ที่มาแทนเฮียรถ MG เนี่ยนะ  มันเป็นโอกาสอันดีของ mini Big C และ Lotus express เลย ที่คุณกำลังจะเจ๊งใน 2-3 ปีนี้เนี่ย ถ้าคุณไปฉวยโอกาสแอบอ้างรักษาสิ่งแวดล้อมตามเขา คุณจะเจ๊งเร็วขึ้นทันที แต่ตอนเนี้ยคนจะเริ่มเข้าของคุณเยอะขึ้น คุณจะเห็นผลชัดในช่วง 3-4 เดือนนี้

คุณไม่ต้องลงทุนจ้าง BNK หรือไปหาเรื่องรณรงค์อะไร คุณแค่ลงทุนที่ฝ่ายพัฒนาบุคลากร และฝ่ายการตลาด

ไอ้เรื่องพลาสต่งพลาสติกอะไร ผมเชื่อว่ามนุษย์เราจะหาทางออกได้เอง จะมีวิธีรับมือกับเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ ถ้ามีปัญหามากๆ กฎหมายจะออก ประชาคมโลกจะบีบ แต่ผมยังมองว่ามันยังเป็นแค่กระแสแนวคิดจากนักลงทุน

ปัญหารถควันดำ โลกเรายังแก้ได้มาแล้ว ไอ้เรื่องพลาสติกเหรอ ไม่ยากครับสมัยนี้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะช่วยแก้ปัญหาได้ แล้วประเทศในยุโรปไม่ค่อยมีปัญหานะ ไม่ต้องมาบอกให้ผู้คนช่วยแยกขยะ แต่บ้านเมืองเขาจัดการเรื่องขยะกันได้ดี

C. pantip : ตา o

(ภาพขำๆ)

“ซาดิโอ มาเน่” กับมือถือที่หน้าจอแตกมานาน ก็ยังไม่เปลี่ยน

“ทำไมผมต้องอยากมีเฟอร์รารี่ หรือนาฬิกาหรูๆด้วยหละ ในเมื่อเงินเหล่านั้นผมเอาไปสร้างได้ทั้งโรงเรียน สนามบอล ซื้อรองเท้า อาหารสำหรับผู้คนที่ยากจน ผมอยากมอบชีวิตใหม่ให้ใครสักคนมากกว่า”

ซาดิโอ มาเน่ ชายผู้มีค่าเหนื่อยกว่า 180,000 ปอนด์/สัปดาห์ กับดราม่าเรื่องโทรศัพท์ของเขา

C. fan page : Anfield New

“ฮาแลนด์” จะย้ายไปแมนยูได้ไง ก็พ่อเป็นเป็นอริกับแมนยู

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า…

ฤดูกาล 1996/97 รอย คีน ได้รับบาดเจ็บเองจากการเสียหลักล้มในเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกไปเยือน เอลแลนด์ โร้ด ก่อน อัล์ฟ อิงเก้ ฮาแลนด์ จะเดินเข้ามาตวาดเขาว่า…

‘อย่าสำออย’

คีโน่ สำออยหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่เจ็บหนักจนหมดสิทธิ์ลงเล่นตลอดฤดูกาลนั้น

ฤดูกาล 2000/01 รอย คีน บรรจงถีบไปที่หัวเข่าขวาของ อัล์ฟ อิงเก้ ฮาแลนด์ ในศึก แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ แล้วสับตีนออกจากสนามทันที โดยไม่ต้องรอใบแดงจากผู้ตัดสิน ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้จึงเดินไปหาคู่กรณีเก่าพร้อมก้มลงไปบอกกับเขาว่า…

‘กูไม่ได้สำออยโว้ย’

ฤดูกาล 2019/20 ลูกชายของ อัล์ฟ อิงเก้ ฮาแลนด์ ย้ายจาก เรด บูลล์ ซัลซ์บวร์ก ไปอยู่กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในช่วงตลาดหน้าหนาว

ไม่มีอะไร แค่เล่าสู่กันฟังเฉยๆ

C. fan page : บอ.บู๋

คอมเมนต์ >

สิ่งที่หลายคนไม่รู้ต่อจากนั้นแล้วไม่ได้เล่าต่อคือ อัลฟ์ อิงเก้ ฮาแลนด์ ที่โดนคีนถีบเข้าไปจังหวะนี้ ส่งผลให้ ฮาแลนด์ผู้พ่อกลับมาเล่นฟุตบอลอาชีพไม่ได้ จนต้องเลิกเล่นไปเลยครับ อันนี้คือข้อเท็จจริงต่อมาที่คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ด้วย

สมพล อินทรไพโรจน์

สิ่งที่ชอกช้ำใจที่สุด นอกจาก การบาดเจ็บจนต้องเลิกเล่นฟุตบอล ของคุณพ่อ อัลฟ์ อิงเก้ ฮาแลนด์ ก็คือ ตอนที่รอยคีนออกหนังสือส่วนตัว บอกว่ายืนยัน ไม่เคยเสียใจหรือรู้สึกผิดแม้แต่น้อย กับการแก้แค้น สอยหัวเข่า ฮาแลนด์ โดยยืนยันว่า ดาวเตะไวกิ้งไม่มีค่าพอให้นึกถึง


Don Non-on

ล้ำหน้า “รักแร้” ลิเวอร์พูลโดนเป็นทีมแรก กองแช่งควรจดจำ

พรีเมียร์ลีกมีการใช้ VAR ช่วยตัดสินเป็นปีแรก ฤดูกาล 2019-20 นี้ ซึ่งในระดับยุโรปเขาใช้มาก่อน ใช้มาจนเก๋าและมีประสิทธิภาพ แต่พรีเมียร์ดูจะยังไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ แล้วยังใช้ไม่สมบูรณ์คือ ไม่มีจอข้างสนามให้ผู้ตัดสินไปดูเอง

แต่จะให้ดีแค่ไหนก็เหอะ VAR มันไม่ได้ช่วยให้ตัดสินยุติธรรม 100 % แต่มันช่วยลดความน่าเกลียด ลดการตัดสินผิดพลาดแบบเว่อร์ๆลงได้ เช่นการใช้มือทำประตู, การล้ำหน้าแบบเยอะจนน่าเกลียด

ถึงมี VAR ก็มีสีสันมีดราม่าอยู่ดี แต่มันแฟร์ขึ้นกว่าเมื่อก่อนที่ยังไม่มีใช้ ที่พลาดแล้วคือพลาดเลย

สีสันคือ


1. ยังไงก็ต้องใช้การดูภาพจากกล้อง แต่มุมมันก็จำกัด เช่นจังหวะเกี่ยวเท้ากัน จังหวะบอลเฉียดแขน บางมุมกล้องก็จะดูเหมือนโดน


2. บางเรื่องต้องใช้ดุลพินิจ เช่นจังหวะแฮนด์บอลของฝ่ายรับ กรรมการจะดูว่าเป็นบอลทูแฮนด์หรือไม่ ระยะที่บอลพุ่งมาใกล้หรือไกล  หรือในจังหวะฟาวล์ บางคนมองว่าเอามือดันกัน เบียดกันเบาๆ ไม่ฟาวล์ ล้มง่ายไป แต่บางคนก็อาจมองว่าจังหวะนั้นดันแรงเกินไป

ฤดูกาลที่เริ่มใช้นี้
— ทีมแรกที่โดน VAR ปฏิเสธประตูคือ แมนซิตี้ ตั้งแต่นัดแรกเลย

— ทีมแรกที่ถูกจับล้ำหน้ารักแร้ คือลิเวอร์พูล โดยแอตกินสัน โจทย์เก่าขาเดิมเป็นคนคุม VAR และเป็นชายคนแรกที่อ้างว่า “รักแร้” สามารถล้ำหน้าได้

ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อน ถ้าไลน์แมนเห็นว่ายืนแนวเดียวกันเขาจะไม่ยกธง แต่ยุค VAR นี้ถ้าตีเส้นแล้วเหลื่อมมานิดนึง เขาจับล้ำหมด เพราะมันไม่มีกฎเขียนว่ากี่เซ็นถึงจะล้ำ

ฤดูกาลที่แล้วที่แมนซิตี้เฉือนลิเวอร์พูล ด้วยลูก 11 มิลที่ถูกปฏิเสธ นั่นไม่ใช่ VAR แต่เป็นภาพจำลอง ภาพ edit จากมุมกล้อง ซึ่งตามจริงมันก็มีโอกาสผิดพลาดได้

จังหวะเมื่อคืนที่ลิเวอร์พูลเฉือนวูล์ฟ 1-0 เท่าที่ฟังกูรูทุกชาแนล บอกว่า VAR ถูกต้องเคลียร์แจ่มแจ๋ ส่วนเกรียนชาแนล และเกรียนคีย์บอร์ดก็งอแงกันไปตามประสา

ในวันที่ลิเวอร์พูล VAR มันไม่เอื้อ แฟนหงส์ก็จะออกมาโวย ส่วนวันไหนที่ VAR มันเอื้อ กรรมการมันเอื้อ แฟนๆก็พอใจ ส่วนกองแช่งก็โวย นี่แหละคือสีสัน คือดราม่าฟุตบอล มีแบบนี้กันทุกทีม

อีกคู่นึงเป็นดราม่าในเกมแมนซิตี้ชนะเชฟยู แฟนๆไม่พอใจที่กรรมการขวางผู้เล่นของเชฟ จนทำให้ซิตี้ได้บอลจ่ายเข้าไปยิง ซึ่งตามกติกาเมื่อบอลไม่โดนตัวผู้ตัดสิน เขาก็ไม่มีกฎบอกว่าต้องเป่าหยุดเกม ถือว่าเป็น 1 ใน 1000 โอกาสที่จะเจอเหตุความโชคร้ายแบบนี้

แล้วอะไรๆที่ได้เวลาแมนซิตี้ได้รับความโชคดีแบบนี้ แฟนๆก็ควรจดจำนะครับ จะได้ไม่โอดครวญว่ามีแต่ทีมอื่นที่โชคดี

เหมือนตัวอย่างเกมตัดสินแชมป์ช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว ที่ไมเคิล โอลิเวอร์เอื้อให้แมนซิตี้รอดจุดโทษ เลยเฉือนสเปอร์ส 1-0 ไม่โดนตัดแต้ม

เดี๋ยวพอจบฤดูกาลนี้ผมว่าจะมารวมเล่นๆว่า กี่นัดที่กรรมการเอื้อให้หงส์ และกี่นัดที่กรรมการยัดเยียดความโชคร้ายให้ ^^

…..

ดูตัวอย่างขำๆ นี่ถ้าไม่มี VAR จะเหมือนลิเวอร์พูลปีก่อนครับ ที่ล้ำหน้า 1 เมตร นี่ของแมนยูก็เมตรนึงเหมือนกัน

แหม้ นี่ก็โดนแขนฝ่ายรุก แต่กล้องมันชัดสุดได้แค่นี้ 55
….

C. pantip : ตา o

คอมเมนต์ >

เท่าที่อ่านมา กล้อง VAR ในสนามมีหลายตัว หลายความละเอียด หลายความเร็ว ตัวที่เร็วสุดทำงานที่ 120fps  (VAR รักบี้ 240fps  Hawk-Eye 340fps)  

ถ้านักเตะวิ่งเร็วสัก 20Km/hr ในเฟรมหนึ่งก็จะเคลื่อนที่ 4.6cm  เวลาหยุดภาพ มันจะไม่ตรงกับเวลาที่สัมผัสบอลพอดีเสมอไป อาจจะสัมผัสมาก่อนแล้วครึ่งเฟรม ถ้าเผื่อความคลาดเคลื่อนครึ่งเฟรม ก็คือ 2.3cm

โดยส่วนตัวคิดว่า ถ้าระยะล้ำน้อยกว่า 2cm หรือสักนิ้วหนึ่ง ก็ควรเอาตามคำตัดสินของกรรมการในสนาม ไม่ต้องไปกลับคำตัดสิน เพราะมันไม่ชัดเจนพอ อยู่ในระยะความคลาดเคลื่อนของเครื่องมือ

เวลากรรมการเอาภาพช้ามาดู ถ้าเอาจากกล้องตัวที่ fps ต่ำ ระยะคลาดเคลื่อนมันจะยิ่งกว่านี้อีก

(สถิตินักเตะ วิ่งเต็มที่จะอยู่ที่ 30 กว่านิดหน่อย แต่ปรกติการล้ำหน้ามักเกิดตอนเพิ่งออกตัว ความเร็วจะไม่สูงนัก)

LiVARpool จริงน่ะเหรอ ? / จะเกิดอะไรขึ้นถ้าฤดูกาลนี้ไม่มี VAR ?

📹 จะเกิดอะไรขึ้นถ้าฤดูกาลนี้ไม่มี VAR ?

#LiVARpool จริงน่ะเหรอ ?

ที่จริงแล้วมีหลายเหตุการณ์ หลายจังหวะในฤดูกาล 2019-2020 นี้ที่ VAR มาช่วยให้ความยุติธรรม ลดข้อผิดพลาดในการตัดสิน บางครั้ง VAR ก็ให้โชคกับทุกทีมที่แฟนๆเชียร์กัน และบางครั้งก็เป็นโชคร้าย แต่ถ้าลองย้อนดูฤดูกาลก่อนที่ยังไม่ใช้ VAR กรรมการพรีเมียร์ห่วยแตกไม่ทันเกมและมีข้อผิดพลาดเยอะมาก

สำหรับปีนี้ นัดล่าสุดปิดท้ายครึ่งฤดูกาลก่อนสิ้นปีเก่า ลิเวอร์พูลชนะวูล์ฟ 1-0 โดยแฟนๆวูล์ฟเฉพาะกิจต่างออกมาโวยวายกัน แล้วก็ตั้งฉายาให้ลิเวอร์พูลว่า “Li-VAR-pool” ทำนองว่า VAR มันช่วยลิเวอร์พูลจังเลย ! โดยที่จริงแล้วมันเป็นการตรวจสอบที่แฟร์และเที่ยงตรง แต่เพราะนัดนี้มันมีการใช้ VAR 2 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกให้ลิเวอร์พูลได้ประตู กับอีกครั้งริบประตูของวูล์ฟ

แฟนเฉพาะกิจออกมางอแงราวกับว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น ทั้งๆที่กรณีแบบนี้เคยเกิดแล้วในแมตช์แมนยู-ลิเวอร์พูล ซึ่งมีการใช้ VAR 2 ครั้ง ให้แมนยูได้ประตู 1 ครั้ง และริบประตูลิเวอร์พูล 1 ครั้ง

ทีนี้ลองมาดูว่าปีนี้ที่ผ่านมาของลิเวอร์พูล ถ้าไม่มี VAR ผลมันจะเป็นยังไงบ้าง ?

1.) ลูกที่ซาดิโอ มาเน่ยิงประตูแมนยูที่โอลแทรฟฟอร์ด จะไม่ถูกริบประตู เพราะจังหวะนั้นอยู่ในมุมที่ผู้ตัดสินมองไม่เห็นว่าบอลกระดอนโดนแขนมาเน่ และคาดว่าผลคือแมนยูคงโดนบดแพ้คาบ้าน เพราะจากนั้นลิเวอร์พูลก็นวดบดเรื่อยๆจนตีเสมอ 1-1 จากอดัม ลัลลาน่า เป็นเกมเดียวที่ลิเวอร์พูลเสมอในครึ่งฤดูกาลนี้

2.) ลูกที่โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ยิงแอสตัน วิลล่า จะไม่ถูกจับล้ำหน้า ซึ่งนี่คือปรากฏการณ์แรกที่มีการแถลงจากกรรมการว่า ล้ำหน้าด้วย “รักแร้” ! (ปกติส่วนที่ล้ำหน้าตามกฎคือส่วนที่สามารถเล่นบอลได้ ไม่ว่าจะไหล่, เข่า, แขน, หัว, ก้น, เท้า แต่รักแร้นี่พึ่งมีปรากฏ ซึ่งผู้ตีเส้น VAR คือมาร์ติน แอตกินสัน แต่สุดท้ายเกมนั้นลิเวอร์พูลก็เอาชนะไปได้ 2-1

3.) ประตูที่ชากิรี่เปิดให้ซาดิโอ มาเน่โหม่งในการเจอกับวัตฟอร์ตจะไม่ถูกริบ อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลก็ชนะไป 2-0 จากโม ซาล่าห์

4.) ในเกมกับวูล์ฟล่าสุด ประตูแรกลิเวอร์พูลจะไม่ได้ประตู เพราะกรรมการเป่าให้ลัลลาน่าแฮนด์บอล ถ้าเป็นสมัยที่ไม่มี VAR เมื่อตัดสินพลาดแล้วก็คือพลาดเลย ถึงกรรมการจะได้มาดูภาพช้าระหว่างพักครึ่งก็เปลี่ยนคำตัดสินไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นแฟนวูลฟ์แท้ๆที่อังกฤษ กับแฟนวูล์ฟเฉพาะกิจ (1 นัด) คงจะพอใจกับการตัดสินผิดพลาดสินะ ? ส่วนอีกจังหวะก็ชัดเจนว่าล้ำหน้าตามกติกา เพราะกฎมันไม่มีบอกว่าถ้าต่ำกว่ากี่เซ็นถึงจะไม่ล้ำ และสมัยก่อนที่ยังไม่มี VAR ถ้าไลน์แมนตาไวเห็นอวัยวะไหนเหลื่อมมานิดนึงเขาก็จับล้ำหน้าหมดเป็นเรื่องปกติ (แต่นัดนี้ไลน์แมนวิ่งเช็คตามตำแหน่งนั้นไม่ทัน)

ทีนี้ในนัดอื่นๆ ถ้าเรานับการตัดสินของ VAR ทั้งหมด จะพบว่าลิเวอร์พูลถูกปฏิเสธจาก VAR มากกว่าได้ประโยชน์ และแฟนลิเวอร์พูลจำนวนมากก็รู้สึกไม่พอใจกรรมการมาตลอด (* ไม่ใช่แค่ในอังกฤษ กรรมการในรายการสโมสรโลกก็ตัดสินแย่ตลอดเกม แถมมีการใช้ VAR ยกเลิกจุดโทษลิเวอร์พูลมาแล้ว *)

แต่สำหรับแฟนๆทุกทีมที่ดูบอลอย่างมีเหตุผลก็จะยอมรับได้ว่า บางครั้งทีมตนก็มีทั้งโชคดี และบางครั้งก็โชคไม่ดี

อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมี VAR ใช้ มันก็แค่ช่วยให้ข้อผิดพลาดในการตัดสินลดลง สุดท้ายกีฬาฟุตบอลจะมีบางกรณีที่ใช้ดุลพินิจของผู้ตัดสินอยู่ดี

โดยแฟนบอลเกรดล่างๆ แฟนบอลเกรียนๆที่ไม่มีความรู้และไม่ใช้เหตุผล ก็อาจจะโวยวายว่าทีมนั้นโกงทีมนี้โกง ยามเมื่อทีมที่เชียร์ได้ประโยชน์ก็เงียบ แต่ถ้าทีมที่แช่งได้ประโยชน์ก็หาว่าโกง

ซึ่งในโลกความจริงมันหมดยุคไปแล้ว ถ้าลองพูดว่ามีทีมนึงที่มีบารมี มีอำนาจในการคุมสมาคมผู้ตัดสิน มีอำนาจในสมาคมฟุตบอลอังกฤษ มันคือต้องย้อนไปสมัย 15-20 ปีที่แล้วนู่นหละ แต่ถ้าในปัจจุบันสมาคมฟุตบอลประเทศชั้นนำในยุโรปมันโปร่งใสกันหมดแล้ว มีกระบวนการยุติธรรม ใครโกงนี่เรื่องถึงโรงถึงศาลได้เลย เอาแบบเต็มที่เลยอย่างดีก็คือมีแค่ประเภทบุคลากรเก่าๆ ที่เกรงอกเกรงใจบรามีเก่าๆ แต่ถ้าถึงขั้นโกงน่ะไม่มี

C. fan page : ตำนานบอล

พรสวรรค์ส่วนหนึ่งมันคือเรื่องของชาติพันธุ์

ถ้าพูดถึงเรื่องของทักษะและความสามารถ คนเราแต่ละคนเกิดมามีดีไม่เหมือนกัน มีความถนัดต่างเรื่องกันไป ความเก่งมันไม่ได้มาจากพรแสวงหรือการทุ่มเทฝึกฝนเท่านั้น แต่ส่วนสำคัญคือมันมาจากพรสวรรค์ หรือเรียกว่ามันมีอยู่ใน DNA ตั้งแต่เกิด

เช่นคนผิวสีจากทวีปแอฟริกา จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งทนทาน ซึ่งตรงนี้ต้องย้ำว่าไม่ใช่เรื่องของการถือ “สัญชาติ” แต่มันเป็นเรื่องของ “ชาติพันธุ์”

อย่างคนไทยก็จะเก่งเรื่องการชกมวย ศิลปะการต่อสู้ ถ้าสมมุติว่านักมวยไทยมีร่างกายสูงใหญ่เท่าฝรั่ง แน่นอนว่าในโลกนี้จะไม่มีใครล้มนักมวยไทยได้เลย ที่ผ่านมาก็ปรากฏให้เห็นมาตลอดว่าในน้ำหนักรุ่นเดียวกันไม่ว่าจะมวยสากลหรือมวยไทย คนไทยจะมีทรงมวย มีทักษะชั้นเชิงสูง เคยชนะทั้งกังฟูและมวยจีนเส้าหลินมาแล้ว เรียกว่าถ้านักชกระดับแนวหน้าของไทยนี่ ชาติไหนก็กินยาก

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่ได้ต้องอาศัยความสูงใหญ่เหมือนกีฬาอื่น แต่อาศัยทักษะชั้นเชิงและความแกร่งเป็นสำคัญ ผู้เล่นตัวรุกที่เก่งๆก็มีทั้งสไตล์สูงใหญ่และมีทั้งสไตล์ทรงเตี้ย อย่างเช่น มาราโดน่า, เมสซี่ หรือผู้เล่นตัวรับก็มีทรงเตี้ย เช่น คันนาวาโร่ สูงแค่ 175 , เดนนิส ไวส์ อดีตกลางรับเชลซี สูงแค่ 168 เหล่านี้ก็คือไซส์คนเอเซีย ฉะนั้นคงจะอ้างไม่ได้ว่าคนเอเซียไม่เก่งเท่าฝรั่งเพราะตัวเตี้ยกว่า

ลาตินอเมริกาคือกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ เป็นอดีตอาณานิคมของสเปนและโปรตุเกส โดยทุกประเทศจะพูดภาษาสเปน และจะมีบราซิลที่พูดภาษาโปรตุเกส

ต้องถือว่าอเมริกาใต้โดยเฉพาะบราซิล เขาขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอล จะว่าไปทีมอย่างแมนซิตี้เองฤดูกาลปัจจุบันก็มีนักเตะบราซิล 3 คน อาร์เจนตินา 2 สเปน 4 โปรตุเกส 2 ส่วนทางลิเวอร์พูลก็มีนักเตะบราซิล 3 คนเป็นตัวหลักของทีม

สำหรับชนชาติทางเอเซียที่เล่นลีลาดีมีชั้นเชิงก็ต้องยกให้กลุ่มอาหรับ ส่วนถ้าสไตล์แข็งแกร่งรวดเร็ว ไหวพริบดีก็ต้องญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งนักเตะชั้นนำที่เล่นดีในยุโรปก็มีหลายคน เช่น นากาตะ, ปาร์คจีซอง, ชินจิ คางาวะ, มินามิโนะ ซึ่งทั้ง 4 คนนี้สูง 175 มาตรฐานเอเซีย แล้วก็เล่นได้ยอดเยี่ยม

ถ้าระดับโลก เรื่องฟุตบอลก็ถือว่าโซนอเมริกาใต้ผู้คนจะมีพรสวรรค์ มีทักษะเรื่องฟุตบอลมากที่สุด ว่ากันว่าในบราซิลนั้นเยาวชนที่เล่นบอลข้างถนนยังทักษะดีกว่านักบอลลีกต่ำๆในยุโรปซะอีก

บราซิลเป็นชนชาติที่ผสมระหว่างคนโปรตุเกสกับชนพื้นเมือง ส่วนประเทศอื่นๆจะผสมระหว่างคนสเปนกับชนพื้นเมือง ในยุโรปเราจะเห็นได้ว่าสเปนและโปรตุเกสมีนักเตะดีๆมาตลอดทุกยุค คือปกติสองชาตินี้ผู้คนก็มีทักษะดีอยู่แล้ว แต่พอไปผสมกับชนพื้นเมืองที่แข็งแกร่งและคล่องแคล่ว เลยทำให้สุดยอดเข้าไปอีก

ส่วนชาติยุโรปที่เก่งด้านฟุตบอลที่สุดก็คือ เยอรมันและอิตาลี ซึ่งฟุตบอลนั้นมีหลายสไตล์ ไม่ใช่มีแต่สไตล์ลาตินเท่านั้น เยอรมันเป็นฟุตบอลแบบแข็งแกร่งดุดัน ทางอิตาลีก็เป็นสไตล์เทคนิคชั้นเชิงลีลาดี

ในฟุตบอลโลก ชาติที่ได้แชมป์เยอะที่สุดคือ บราซิล 5 สมัย รองลงมาคือเยอรมันและอิตาลี 4 สมัย อุรุกวัยและอาร์เจนตินา คว้าไปชาติละ 2 สมัย และฝรั่งเศสได้ไป 2 สมัย

ที่จริงอาร์เจนตินาเป็นชาติที่เก่งมากๆและมีนักเตะเวิร์ลคลาสมาทุกยุค แต่ประสบความสำเร็จน้อยเพราะปัญหาทางการเมือง บ้านเมืองก็มาเฟียร์ครองอำนาจซึ่งอิงอยู่กับผู้นำเผด็จการ ทำให้วงการกีฬาไม่ค่อยพัฒนา ไม่ใช้ระบบที่ทันสมัยแบบสากล ไม่มีโค้ชดีๆมาฝึกสอนหรือพัฒนาแท็คติก รัฐบาลเพียงอาศัยลีกฟุตบอลเป็นสิ่งบันเทิงให้ประชาชนหมกมุ่นเพื่อไม่ให้สนใจปัญหาของรัฐบาลเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้บูรณาการพัฒนาบุคลากรด้านฟุตบอล

ส่วนทางด้านฝรั่งเศส สมัยก่อนก็เป็นฟุตบอลสไตล์ยุโรปทั่วไป แต่ในยุคปลายๆ 90 ที่คว้าแชมป์โลกครั้งแรกเรื่อยมา ฝรั่งเศสได้ใช้นักเตะผิวสีและนักเตะที่เป็นลูกหลานครอบครัวของผู้อพยพมาจากแอฟริกา ซึ่งชนชาติเหล่านี้แข็งแกร่งว่องไว อย่างซีดานเองก็ไม่ใช่ฝรั่ง แต่เป็นครอบครัวที่อพยพมาจากแอลจีเรีย ชาติเดียวกับริยาด มาเรซนั่นเอง ซึ่งพอเด็กจากแอฟริกาและเด็กผิวสีได้มาฝึกฝนอย่างดีกับโค้ชที่มีคุณภาพ จึงทำให้ครองทีมชาติฝรั่งเศสเกือบทั้งทีม แล้วก็สร้างชื่อเสียงให้กับชาติมา 2 รุ่น

C. fan page : ตำนานบอล

“ลาติน” กับ “ละติน”

ท่านผู้อ่านเคยสงสัยหรือไม่คะ ว่าคำว่า “ลาติน” กับ “ละติน” ใช้แตกต่างกันอย่างไร สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่มที่ ๒๕ ได้ให้คำอธิบายและการใช้คำทั้ง ๒ คำไว้ ดังนี้

“ละติน” (Latin) หมายถึง ชาวละติน ภาษาละติน หรือจารีตละติน ก็ได้ ชาวละติน ได้แก่ ชาวเผ่าอารยันที่อาศัยอยู่แถบกลางคาบสมุทรอิตาลี เดิมเรียกว่า แคว้นละติน ภาษาละติน คือ ภาษาที่ชาวละตินใช้มาแต่เดิม ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับให้เป็นภาษาราชการของมหาอาณาจักรโรมัน จึงกลายเป็นภาษาวรรณคดี ภาษาวิชาการและภาษาศาสนาของมหาอาณาจักรโรมัน ส่วนคำว่า จารีตละติน นั้น ศาสนาคริสต์ตอนต้นยุคกลางจัดแบ่งตามภาษาศาสนาที่ใช้เรียกว่า จารีต นั่นคือ กลุ่มที่ใช้ภาษาหนึ่งประกอบพิธีทางศาสนา เช่น จารีตละติน จารีตกรีก

คำว่า “ลาติน” ใช้กับคำว่า “ลาตินอเมริกา” (Latin America) คือ ประเทศทั้งหลายที่อยู่ในเขตอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ซึ่งใช้ภาษาสเปนหรือโปรตุเกสเป็นภาษาราชการ เหตุที่เรียกว่า ลาติน ก็เพราะว่าภาษาทั้ง ๒ เป็นภาษาที่เพี้ยนมาจากภาษาละตินแห่งยุคกลางของคริสตจักรคาทอลิก เดิมชาวสเปนและชาวโปรตุเกสเป็นอนารยชนที่รุกรานยุโรป นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งใช้ภาษาละตินเป็นภาษาศาสนาและวิชาการ ชั้นแรกภาษาละตินมีอิทธิพลต่อภาษาพื้นเมืองอย่างมาก ต่อมาค่อย ๆ เพี้ยนไปตามแต่ละท้องถิ่นจนกลายเป็นภาษาประจำถิ่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นภาษาลูกของภาษาละติน เมื่อสเปนและโปรตุเกสไปยึดครองดินแดนในทวีปใหม่ก็นำภาษาของตนไปใช้ด้วย และเรียกผู้ใช้ภาษาสเปนและโปรตุเกสในทวีปอเมริการวมกันว่า “ชาวลาตินอเมริกา” คือพวกที่พูดภาษาที่แตกลูกมาจากภาษาละติน เฉพาะคำนี้ในภาษาไทยใช้ “ลาตินอเมริกา” จนกลายเป็นคำบัญญัติไปโดยปริยาย แทนที่จะใช้คำ “ละติน” ให้สอดคล้องกับ “ภาษาละติน”.

โดย : อิสริยา เลาหตีรานนท์

C. เว็บ : สำนักงานราชบัณฑิตยสภา

“แมน ยูไนเต็ด” & “ลิเวอร์พูล” 2 ทีมจากอังกฤษที่คว้าแชมป์สโมสรโลกได้สำเร็จ

“แมนยู” เข้าชิงแชมป์โลกครั้งแรกก็แพ้ทีมจากอเมริกาใต้ไป 1-0 ในปี 1968 คือ “เอสตูเดียนเตส” ของอาร์เจนตินา

ส่วนครั้งที่ 2 และ 3 รายการเดิมคือถ้วย “อินเตอร์คอนทิเนนทัล” ปี 1999 แมนยูชนะพาไมรัสจากบราซิลและคว้าถ้วยไป แต่แล้วทางฟีฟ่าก็จัดรายการสโมสรโลกขึ้นใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “ฟีฟ่า คลับ เวิร์ลแชมเปียนชิพ 2000” โดยยุบรายการเดิมทิ้ง และคัดเอาแชมป์จากทุกทวีปมาเตะกัน แมนยูที่ได้ทริปเปิ้ลแชมป์ในปี 1999 (แชมเปี้ยนส์ลีก, พรีเมียร์, เอฟเอ) ได้เข้าไปเล่นรอบแบ่งกลุ่ม 4 ทีม บอลสไตล์ยุโรปของแมนยูที่ใช้การเปิดโหม่งจากเบ็คแฮมเป็นไม้ตาย ไม่สามารถผ่านทีมเทพจากอเมริกาใต้ได้ ปรากฏว่าแมนยูได้อันดับ 3 ของกลุ่มและตกรอบไป โดยมีแพ้ 1 นัดต่อทีม “วัชกู ดา กามา” จากบราซิล ส่วนปีนั้นเป็นทีม “โครินเธียนส์” (คู่อริของเซาเปาโล) ที่ได้แชมป์ไป

*นับเป็นถ้วยชิงแชมป์สโมสรโลกรายการใหม่อย่างเป็นทางการเริ่มในปี 2000*

แต่แล้วแมนยูก็ได้เข้าชิงแชมป์โลกเป็นครั้งที่ 4 ในปี 2008 โดยครั้งนี้เป็นระบบใหม่ของฟีฟ่า แมนยูได้เข้าเล่นในรอบรองชนะเลิศเลย แล้วก็ชนะทีมจากญี่ปุ่นผ่านเข้ารอบชิง แมนยูชุดนี้เรียกว่าเป็นชุดเก่งในตำนานของแมนยูจริงๆ มีทั้งโรนัลโด้, เฟอร์ดินานด์, วิดิช แล้วก็คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ บุกเบิกเป็นทีมแรกจากอังกฤษ แต่ทว่าแมนยูก็ยังไม่เคยชนะทีมจากบราซิลได้เลยในรายการใหม่นี้ ทีมที่แพ้แมนยูไปรอบชิงนั่นคือ “แอลดียู กีโต” จากเอกวาดอร์ ก็นับว่าโชคดีที่รายการสโมสรโลกปี 2008 นั้นไม่มีทีมจากบราซิลและอาร์เจนตินา

ส่วนสำหรับทาง “ลิเวอร์พูล” ก็แพ้ทีมจากอเมริกาใต้มาตลอดในรอบชิงทั้ง 3 ครั้ง คือได้สิทธิ์ไปเล่น 5 ครั้ง แต่ปฏิเสธไป 2 ครั้งแรก เนื่องจากเป็นการเตะแบบเหย้าเยือน เลยไม่ต้องการไปเยือนโบคาจูเนียร์ที่อาร์เจนตินา เพราะในยุคนั้นเป็นเมืองโหดกว่าตอนนี้มาก ที่ว่ากันว่าแฟนบอลริเวอร์เพลทและโบคาจูเนียร์เถื่อนอันดับต้นๆของโลกนั้นก็สู้ยุคก่อนไม่ได้เลย ยิ่งแล้วเป็นถิ่นมาเฟียร์ด้วย ลิเวอร์พูลเลยไม่เอานักเตะไปเสี่ยงเพราะไม่มีใครมาคุ้มครองความปลอดภัยได้ ตำรวจก็เป็นคนของเจ้าพ่อ

*(อเมริกาใต้ในอดีตเป็นถิ่นเจ้าพ่อและยาเสพติด แม้แต่นักฟุตบอลชาติตนเองก็ไม่ปลอดภัย อย่าง อันเดรส เอสโกบาร์ นักเตะโคลอมเบียที่ทำเข้าประตูตัวเองในฟุตบอลโลก 1994 พอกลับประเทศไปปรากฏว่าถูกยิงตายโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่ไม่มีการซัดทอดใคร)*

ลิเวอร์พูลได้เข้าชิงแชมป์กับ “ฟลาเมงโก้” ปี 1981 โดยเตะนัดเดียวที่ญี่ปุ่น ซึ่งฟลาเมงโก้ยุคนั้นกับยุคนี้มันต่างกัน สมัยนี้นักเตะบราซิลเก่งๆมักไปเล่นในยุโรปกันหมด แต่สมัยก่อนฟลาเมงโก้คือทีมรวมนักเตะฝีเท้าดี และมีซิโก้ ตำนานแชมป์โลกของบราซิลด้วย (โก้ เกียรติศักดิ์ นักเตะตำนานของไทยก็ได้ฉายา “ซิโก้” มาจากตำนานบราซิลคนนี้) ลิเวอร์พูลชุดนั้นตัวผู้เล่นก็ไม่ได้เป็นรอง เล่นบอลก็สไตล์ใกล้กัน แต่ฟลาเมงโก้เด็ดขาดในจังหวะจบสกอร์ ซึ่งซิโก้แผลงฤิทธิ์ทั้งปั้นเกมทั้งจ่ายให้เพื่อนยิงแล้วก็เอาชนะลิเวอร์พูลไปขาดลอย 3-0

จากนั้นครั้งที่ 2 ลิเวอร์พูลแชมป์ยุโรปปี 1984 ก็ได้เข้าชิงรายการ “อินเตอร์คอนทิเนนทัล” ที่ญี่ปุ่น แล้วก็แพ้ “อินดิเพนเดนเต้” จากอาร์เจนตินาไป

แล้วในยุคของรายการสโมสรโลกแบบใหม่ “ฟีฟ่า คลับ เวิร์ลคัพ” ลิเวอร์พูลของกัปตันเจอร์ราร์ด แชมป์ยุโรปปี 2005 ได้เข้าชิงกับ “เซาเปาโล” ยอดทีมจากบราซิล แล้วก็พ่ายไปอีก 1-0 ทำให้ลิเวอร์พูลยังไม่เคยชนะทีมจากบราซิลได้เลย

จนกระทั่งปี 2019 นี้ ลิเวอร์พูลมีนักเตะบราซิลอยู่ในทีมซะเองอย่างฟีร์มิโน่และอลิสซอน เบคเกอร์ (ถ้ามีฟาบินโญ่ด้วยก็จะครบชุด) แล้วโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ก็โชว์ทีเด็ดยิงประตูนาที 99 ช่วงต่อเวลาพิเศษ ให้ลิเวอร์พูลชนะไป 1-0 โดยนับตั้งแต่ที่ฟลาเมงโก้ได้แชมป์ทวีปครั้งแรก แล้วมาชนะลิเวอร์พูลในปี 1981 ก็ไม่เคยได้แชมป์ทวีปอีกเลย จนกระทั่งปีนี้ ฟลาเมงโก้ได้แชมป์ทวีปเป็นครั้งที่ 2 ชะตาก็ลิขิตให้มาเจอลิเวอร์พูลอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นฝ่ายพ่ายกลับบ้าง

ก็มีเพียง 2 ทีมจากอังกฤษเท่านั้นที่ได้แชมป์รายการนี้ คือแมนยูและลิเวอร์พูล ก่อนหน้านี้ทีมจากอังกฤษมาไม่เคยถึงจุดนี้เลย ทั้งนอตติ้งแฮม ฟอเรสต์, แอสตัน วิลล่า อดีตแชมป์ยุโรป ส่วนถ้วยสโมสรโลกปัจจุบัน เชลซีก็เคยได้แค่รองแชมป์ โดยพ่าย 1-0 ซึ่งในปี 2012 นั้นโครินเธียนส์ได้แชมป์ไป

ลิเวอร์พูลทำสถิติเป็นทีมแรกของอังกฤษที่สามารถทำทริปเปิ้ลแชมป์รายการเมเจอร์ระดับประเทศในปีเดียว คือในปี 2019 นี้ได้ถ้วย “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” , “ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ” , “ฟีฟ่า คลับ เวิร์ลคัพ”

C. fan page : ตำนานบอล

ฟลาเมงโก้ เข้าชิงสโมสรโลก 2 ครั้ง ได้เจอลิเวอร์พูลทั้ง 2 ครั้ง

สมัยก่อนฟีฟ่าเคยจัดทัวร์นาเมนต์พิเศษโดยเอาแชมป์ยุโรปกับทวีปอเมริกาใต้มาชิงแชมป์โลก หรือมีรายการ “อินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ” และ “โตโยต้า คัพ” ในช่วงพักฤดูกาล

ต่อมาในปี 2000 ก็มีการรื้อของเดิมและจัดรายการใหม่ขึ้นมา โดยจัดรูปแบบกึ่งทัวร์นาเมนต์ เอาทีมที่ได้แชมป์จากทุกทวีปมาแข่ง ไม่ใช่แค่แชมป์ยุโรปกับอเมริกาใต้มาเตะกันนัดเดียวเหมือนเมื่อก่อน

แล้วพอในปี 2005 ก็จัดโปรแกรมใหม่ โดยมอบสิทธิพิเศษให้ตัวแทนจากยุโรปและอเมริกาใต้ที่เป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็น “อินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ” และ “โตโยต้า คัพ” ได้ลงเล่นในรอบตัดเชือกเลย เตะแค่ 2 นัด ไม่ต้องมากเหมือนโซนอื่น

ลิเวอร์พูลไม่เคยประสบความสำเร็จในรายการเหล่านี้มาก่อนไหน ไม่ว่าจะในชื่อ “อินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ” “โตโยต้า คัพ” หรือ “ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ” ก็ตาม จนกระทั่งปี 2019 นี้ที่ได้แชมป์สโมสรโลกมาครอง

ปี 1977 กับ 1978 ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ยุโรปแต่ปฏิเสธไม่ยอมลงเตะรายการนี้ซึ่งเวลานั้นยังใช้ระบบแข่งขันแบบเหย้าเยือน

และหลายครั้งที่เกมหวดกันรุนแรง อเมริกาใต้ช่วงนั้นเป็นยุคมาเฟียร์เมืองโหด ลิเวอร์พูลไม่อยากไปเสี่ยง เลยเป็นโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค รองแชมป์ยุโรปปี 1977 รับสิทธิ์ไปเล่นแทนแล้วก็แพ้โบคา จูเนียร์ส แชมป์อเมริกาใต้ไป ส่วนปี 1978 ลิเวอร์พูลได้แชมป์ยุโรปอีกสมัย แต่ก็ปฏิเสธไปเล่นชิงแชมป์โลกอีกเช่นเคย คราวนี้โบคา จูเนียร์ส ปฏิเสธไม่ยอมแข่งกับ คลับ บรูช รองแชมป์จากเบลเยี่ยม เลยทำให้ปีนั้นไม่มีการแข่งขันเกิดขึ้น

กระทั่งปี 1981 ที่ตัวทัวร์นาเม้นต์ย้ายมาจัดกันที่ญี่ปุ่นในแบบเกมเดียวจบ ลิเวอร์พูลแชมป์ยุโรป 3 สมัยจึงเดินทางไปร่วมด้วย

ผลในวันนั้นคือ ลิเวอร์พูลแพ้ฟลาเมงโก้ 0-3

ลิเวอร์พูลที่เป็นยอดทีมแห่งยุโรป ถล่มโอพีเอสของฟินแลนด์สองนัด 11-2 , ชนะอเบอร์ดีน แชมป์สกอตแลนด์ที่มีอเล็กซ์ เฟอร์กูสันคุมทัพ สองนัด 5-0 , ถล่มซีเอสเคเอ โซเฟีย จากบัลแกเรียสองนัด 6-1 , เขี่ยบาเยิร์น มิวนิคแชมป์ 3 สมัยในรอบตัดเชือก แล้วก็มาโค่นเรอัล มาดริดแชมป์ 6 สมัยในนัดชิงชนะเลิศ

ลิเวอร์พูลเต็มไปตัวนักเตะชั้นดีอย่าง เคนนี่ ดัลกลิช, อลัน แฮนเซ่น, ฟิล นีล, เทอร์รี่ แม็คเดอม็อตต์, แกรม ซูเนสส์, อลัน เคนเนดี้, เรย์ เคนเนดี้, เรย์ คลีเมนซ์

แต่ยุคนั้นฟลาเมงโก้มีซิโก้ เจ้าของเสื้อสีดำ-แดงหมายเลข 10 ฉายาเปเล่ขาว เป็นนักเตะอันดับต้นๆของโลกในยุคนั้น ที่พาทีมชนะลิเวอร์พูลไป

สามปีให้หลังลิเวอร์พูลบินไปเตะชิงแชมป์โลกอีกครั้งในฐานะแชมป์ยุโรปสมัยที่ 4 แต่ก็แพ้อินดิเปนเดนเต้จากอาร์เจนติน่าไป 0-1

เตะ 2 ครั้ง เสียไป 4 ประตู เกมกับอินดิเปนเดนเต้ก็ยังทำประตูไม่ได้อีกทั้งที่มียอดดาวยิงอย่างเอียน รัช จับคู่กับดัลกลิช

ไม่เพียงลิเวอร์พูลที่เจอความร้ายกาจของแชมป์อเมริกาใต้ ช่วงปลาย 70-80 ตัวแทนจากลาตินอเมริกาโค่นแชมป์ยุโรปได้หมด โอลิมเปียชนะมัลโม, นาซิอองนาลชนะฟอเรสต์, เปนญารอลชนะแอสตัน วิลล่า, เกรมิโอชนะฮัมบูร์ก, ริเวอร์เพลทชนะสเตอัว บูคาเรสต์

ปี 2005 ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ยุโรปที่อิสตันบูล แต่ก็ไปพ่ายชิงแชมป์โลกที่ญี่ปุ่นต่อทีมเซา เปาโล จากบราซิล

กลายเป็นว่าลิเวอร์พูลปฏิเสธชิงแชมป์โลกไป 2 ครั้ง เข้าร่วมชิง 3 ครั้ง แล้วก็ปราชัยทั้ง 3 ครั้งโดยทำประตูในนัดชิงไม่ได้เลย

ในปีนี้ลิเวอร์พูลได้สิทธิ์ในรายการสโมสรโลกเป็นครั้งที่ 6 แต่เป็นการเข้าร่วมแข่งขันชิงแชมป์เป็นหนที่ 4 และสุดท้ายก็ทำได้สำเร็จ โดยการล้างตาเอาชนะฟลาเมงโก้ไป 1-0 จากฟีร์มิโน่ นักเตะบราซิลเอง

ดั่งฟ้าลิขิต ที่แชมป์ “โกปา ลิเบร์ตาดอเรส” ฤดูกาลนี้ก็คือฟลาเมงโก้ ซึ่งนับเป็นแชมป์ลาตินอเมริกาสมัยที่ 2 ของทีม โดยผ่านจากสมัยแรกมา 38 ปี พอได้เข้าชิงแชมป์สโมสรโลกอีกก็ปรากฏว่าได้เจอลิเวอร์พูลอีกครั้ง

เจอร์เก้น คล็อปป์ กลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์สโมสรโลกได้สำเร็จ ซึ่งเป็นถ้วยที่แม้แต่ บ๊อบ เพสลี่ย์, โจ เฟแกน, ราฟาเอล เบนิเตซ ก็ยังพาลิเวอร์พูลไปไม่ถึง แต่เจอร์เก้นคล็อปป์ทำได้

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น