ประเมินราคาผู้เล่นกองหลัง 2019 “เทรนท์ อาร์โนลด์” แพงที่สุดในโลก นำฟาน ไดจ์ค

ล่าสุดมีการประเมินค่าตัวนักเตะก่อนเปิดตลาดช่วงมกราคม โดย Tranfer Market ในตำแหน่งกองหลัง ผลปรากฎว่า 3 นักเตะกองหลังของลิเวอร์พูลอยู่ใน 3 อันดับแรก

โดยเทรนท์ อาร์โนลด์มีค่าตัวประเมินไว้ 110 ล้านยูโรหรือประมาณ 99 ล้านปอนด์ ฟานไดจ์คตามมาที่ 100 ล้านยูโรหรือประมาณ 90 ล้านปอนด์ และร็อบโบ้เป็นอันดับสามที่ 80 ล้านยูโรหรือประมาณ 72 ล้านปอนด์

ทั้งนี้ที่อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์มีค่าตัวสูงลิ่วเพราะว่าเล่นเป็นฟูลแบ็คที่สามารถขึ้นมาเป็นปีกขวาได้ อีกทั้งมีการเปิดและเล่นลูกตั้งเตะได้แม่นยำ

ขณะที่กองหลังค่าตัวสถิติโลกตามที่มีการซื้อจริงคนล่าสุดเมื่อซัมเมอร์ที่แล้วอย่างแฮร์รี่ แม็คไกวร์ (แมนยูซื้อ 80 ล้านปอนด์) ถูกประเมินราคาค่าตัวเพียง 63 ล้านปอนด์ ไม่ติดอันดับท็อป 10

บริหารยืดเส้นทุกวัน ช่วยรักษาอาการปวดเมื่อย โดยไม่ต้องนวดแผนโบราณ

เมื่อร่างกายคนเราไม่ได้ขยับเปลี่ยนท่านานๆ ก็จะทำให้เส้นแข็งตัว ต่างกับนักกีฬาหรือคนสมัยก่อนที่ต้องใช้แรงทั้งวัน ทั้งขุดดิน ตักน้ำ ยกน้ำ ตัดไม้ ก่อฟืน จะมีกิจวัตรเหล่านี้ทุกวัน

แต่คนยุคปัจจุบัน ทำงานเบา ทำงานในห้องหรืออยู่บ้าน บางคนต้องนั่งยกแขนค้างจับเมาส์จับคีย์บอร์ดทั้งวัน บางคนต้องขับรถเป็นเวลาหลายชั่วโมงทุกวัน พอนานเข้าหลายเดือนหลายปี เส้นมันก็จับตัวกันแข็ง แล้วทำให้เกิดการปวดเมื่อยทรมาน และอาจมีเส้นตึงลามไปที่คอหรือบ่า

และอีกกรณีคือการใช้มือถือนานๆทุกวัน จะทำให้เป็นโรคปวดข้อ หรือข้อเสื่อมเร็วกว่าอายุ ซึ่งปกติมักเป็นในคนแก่ แต่สำหรับคนใช้มือถือนานๆจะมีอาการปวดเมื่อยทรมานบริเวณข้อมือ

การนวดแผนโบราณช่วยให้สบายขึ้นชั่วขณะ แต่ไม่ได้ช่วยรักษาอะไร ยกเว้นการนวดรักษาแบบอายุรเวทเฉพาะจุด แต่ต้องทำทุกวัน หรือวันเว้นวัน ซึ่งทำให้สิ้นเปลือง

นักกีฬาหรือคนเล่นยิม ทำฟิตเนส หรือคนเล่นโยคะ เส้นจะอ่อนยืดตัว ไม่แข็งตึงไม่มีอาการปวดเมื่อย แต่สำหรับคนที่ไม่มีโอกาสทำสิ่งเหล่านั้น ให้ใช้เวลาซัก 10 นาที หรือ 20 นาทีต่อวัน ทำการยืดเส้นบริหารร่างกาย

ทำในห้อง ในที่ทำงาน หรือที่บ้านเมื่อมีเวลา ให้พักทำทุกวัน จะบริหารร่างกายตามที่โค้ชแนะนำทาง YouTube ก็ได้ หรือจะใช้ท่าบริหารแบบตอนที่เข้าแถวสมัยเรียนหนังสือ หรือแบบที่วิชาพละสอนก็ได้ แต่อย่างน้อยต้องมีซัก 5 นาที หรือ 10 นาที ในการรักษาเฉพาะจุด

สำหรับคนที่ปวดเส้นใต้ไหล่หรือบนไหล่ ให้ทำท่ายืดยกแขนพาดหัว เอามือพยามเอื้อมไปแตะบ่าอีกข้าง ให้ค้างท่านี้นานๆ อย่างน้อยก็ข้างละ 1 นาทีสลับข้างกัน ถ้ามีบาร์โหนยิ่งดี ให้ห้อยตัวลงมา ยืดค้างไว้ซัก 1 ถึง 2 นาที

จากนั้นใช้การควรแขนเป็นวงกลมสลับวนไปหน้า และวนกลับหลังซักระยะนึง ส่วนการรักษาข้อมือคือ อย่าใช้การสะบัดมือเวลาปวด ให้ใช้การบริหารโดยกำมือแล้วหมุนข้อ วนซ้ายวนขวาสลับกันข้างละ 1 นาที และงอขึ้นลง ทำไปซัก 10 นาทีเป็นอย่างน้อยทุกวัน

ซึ่งตรงนี้เป็นวิธีบรรเทาอาการปวด และเป็นการรักษาอย่างช้าๆ โดยการทำให้เส้นอ่อนลง เพราะอาการปวดเกิดจากการที่เส้นจับตัวแข็งเป็นก้อน ถ้ารักษาไปเรื่อยๆเป็นปีก็จะหายขาดจากโรคปวดเมื่อยแน่นอน อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อหัวใจและการสูบฉีดเลือดด้วย

ส่วนการใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือนานๆ มีโทษอีกอย่างคือทำให้สายตาเสียเร็ว ให้ดูแลสายตาโดยใช้โหมดถนอมสายตา และพยามพักมองอย่างอื่นทุกๆ 20 นาที ให้พักหลับตาบ้าง หรือมองไปไกลๆ โดยเฉพาะการมองไปที่สีเขียวก็ยิ่งดีถ้ามี

ลำดับถ้วยรางวัลใหญ่เล็ก ของฟุตบอลรายการหลัก

🏆 ถ้วยไหนใหญ่กว่า ?
🏆 รายการไหนสำคัญกว่า ?
🏆 ถ้วยไหนชื่ออะไร ?
🏆 มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

นี่คือสิ่งที่แฟนบอลรุ่นใหม่ถามกันบ่อย ซึ่งคนที่เริ่มดูบอลไม่นานอาจจะยังสับสนเกี่ยวกับการแข่งขันรายการต่างๆ

นอกจากนี้แล้วก็มีแฟนบอลรุ่นใหม่ที่ชอบเรียกชื่อถ้วยรางวัลผิดๆ เช่นเรียกรายการ “แชมเปี้ยนส์ ลีก” สั้นๆว่า “ยูฟ่า” ซึ่งถ้าเป็นแฟนบอลรุ่นก่อนถ้าเรียกยูฟ่า เขาจะหมายถึง “ยูฟ่า คัพ” หรือก็คือ “ยูโรป้า ลีก” ในปัจจุบัน ที่เพิ่งเปลี่ยนชื่อมาเมื่อปี 2009

ในต่างประเทศก็เช่นกัน เขาจะไม่เรียกรายการแชมเปี้ยนส์ ลีกว่ายูฟ่า เพราะยูฟ่าเป็นชื่อสมาคมฟุตบอลยุโรป ซึ่งจัดแข่งขันถ้วยระดับทวีป 2 รายการคือ “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” และ “ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก”

สมัยก่อน แฟนบอลจะเรียก 2 ถ้วยนี้ว่า “แชมเปี้ยนส์ ลีก” กับ “ยูฟ่า คัพ” ส่วนถ้ายุคเก่ากว่านั้น แฟนอาวุโสรุ่นคลาสสิค จะรู้จักถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีกในนาม “ยูโรเปี้ยน คัพ”

ยุคที่แมนยูคว้าแชมป์ยุโรปเป็นทีมแรก และนอตติ้งแฮม ฟอเรสต์สร้างตำนานคว้าไป 2 สมัย ส่วนลิเวอร์พูลยุคเครื่องจักรสีแดงคว้าไป 4 สมัย นั่นคือถ้วยรางวัลในนาม “ยูโรเปี้ยน คัพ” ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่อแชมเปี้ยนส์ ลีกในปี 1992

ฟุตบอลลีก
สำหรับฟุตบอลลีกแต่ละประเทศ ลีกยุโรปต่างๆ ก็จะใช้ชื่อเดิมตามภาษาของเขา เช่น บุนเดสลีกา, ลา ลีกา, กัลโช่ แต่ที่มีปัญหาคือลีกอังกฤษนี่แหละ ที่สร้างความสับสนให้แก่แฟนบอลรุ่นหลัง

เพราะเดิมที ลีกอังกฤษแบ่งลำดับในชื่อ “ดิวิชั่น 1” “ดิวิชั่น 2” “ดิวิชั่น 3” แฟนบอลและสื่อรุ่นเก่าก็จะคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่แฟนบอลสมัยนี้ไม่รู้จัก จะรู้แต่เพียง “พรีเมียร์ ลีก” แฟนบอลรุ่นใหม่จำนวนมากก็เกิดไม่ทันสมัยก่อตั้งพรีเมียร์ลีกด้วยซ้ำไป

จริงๆมันก็คือดิวิชั่น 1 เดิม แต่เนื่องจากลีกอังกฤษรองรับสโมสรอาชีพที่เยอะมากขึ้น เลยจัดชื่อรายการใหม่ขึ้นมาเป็นพรีเมียร์ ลีก เพิ่งจะเปลี่ยนเมื่อ 27 ปีที่แล้วในปี 1992 *แต่ฟุตบอลลีกอังกฤษมีมา 131 ปีแล้ว (ก่อตั้งปี 1888)*

ฉะนั้นที่ทีมจ่าฝูงปีนี้อย่างลิเวอร์พูล ที่แฟนๆมาพูดกันว่า รอแชมป์มา 30 ปี หรือแฟนๆทีมอื่นก็มาแซวกันเรื่อง 30 ปี แต่ที่จริงแล้วพรีเมียร์เพิ่งก่อตั้งได้ 27 ปีเท่านั้น ส่วน 30 ปีที่ว่า หมายถึงแชมป์ลีกล่าสุดที่ลิเวอร์พูลได้ นั่นคือแชมป์ในชื่อเก่า “ดิวิชั่น 1” แต่ถ้าแฟนๆจะพูดว่ารอแชมป์พรีเมียร์ ต้องพูดว่ารอ 27 ปีถึงจะถูก

สมาคมฟุตบอลอังกฤษได้เปลี่ยนดิวิชั่น 1 เป็นพรีเมียร์ ลีก และดิวิชั่น 2 ก็กลายเป็นดิวิชั่น 1 แทน แต่ต่อมาเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน กลัวว่าคนยุคต่อไปจะนับสถิติยากเมื่อต้องนับรวมสถิติของทีมต่างๆ ดังนั้นในปี 2004 ก็เลยมีการเปลี่ยนชื่อใหม่หมด จากดิวิชั่นเปลี่ยนเป็น “แชมเปี้ยน ชิพ” “ลีก วัน” “ลีก ทู” นี่คือสิ่งที่แฟนๆสมัยนี้จะได้ยินรู้จัก

รายการเมเจอร์
พูดถึงถ้วยรางวัลเมเจอร์ หรือถ้วยหลักของทางสมาคมฟุตบอล

ในทุกประเทศจะมีรายการลีกของสโมสรอาชีพ และมีรายการฟุตบอลถ้วย แต่ในอังกฤษจะจัดบอลถ้วยแยกเป็น 2 รายการ คือบอลถ้วยสำหรับทีมในลีก นั่นก็คือ “ลีกคัพ” ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อไปตามสปอนเซอร์ เช่น โคคา-โคล่า ลีกคัพ, เวอร์ธิงตัน คัพ, คาราบาว คัพ

และยังมีรายการบอลถ้วยที่รองรับทีมนอกลีกให้เข้าแข่งด้วย และไม่ยกเลิกถ้วยนี้เพราะเป็นรายการเก่าแก่ที่สุด ก็คือ “เอฟเอ คัพ”

ระหว่าง 2 ถ้วยนี้ ในอังกฤษถือว่าเอฟเอ คัพ เป็นรายการใหญ่กว่า สำหรับทีมใหญ่จะให้ความสำคัญ ส่วนลีกคัพทีมใหญ่มักจะใช้ผู้เล่นชุดเล็กลงแข่ง

ส่วนถ้วยการกุศลไม่นับเป็นรายการหลัก อย่าง “คอมมิวนิตี้ ชิลด์” หรือเดิมทีชื่อ “ชาริตี้ ชิลด์” เป็นการเอาแชมป์พรีเมียร์กับเอฟเอ มาเตะการกุศลกัน ซึ่งจัดโดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA)

สำหรับในระดับนานาชาติ จะมีถ้วยประจำแต่ละทวีป สมาคมฟุตบอลยุโรป (UEFA) มีรายการใหญ่คือ “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” และมีรายการเล็กคือ “ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก” เหมือนเป็นรายการปลอบใจสำหรับทีมที่ไม่ได้ผ่านไปสู่แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งทีมที่ได้แชมป์ยูโรป้านั้น ถือว่ามีศักดิ์หรือตำแหน่งต่ำกว่าทีมที่เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายของแชมเปี้ยนส์ ลีกซะอีก ได้รางวัลตอบแทนน้อยกว่า ถูกให้คะแนนจัดเรตน้อยกว่า เพราะทีมที่ไม่ได้ไปเล่นรอบ 16 ทีม (ทีมที่ตกรอบแบ่งกลุ่มอันดับ 3) จะได้ไปเล่นในถ้วยยูโรป้าแทนเป็นการปลอบใจ

ส่วนถ้วยรายการเล็กของยูฟ่าอีกหนึ่งรางวัลคือ “ยูฟ่า ซุปเปอร์ คัพ” เป็นรายการพิเศษโดยเอาแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาเตะกับแชมป์รายการยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ซึ่งก็ถือว่าเป็นรางวัลที่เล็กลงไปอีก ไม่ได้มีศักดิ์เท่ารอบ 16 ทีมสุดท้ายของแชมเปี้ยนส์ ลีก

{ เมื่อก่อนทางยูฟ่า มีรางวัลเล็กอีกหนึ่งรายการคือ “คัพ วินเนอร์ส คัพ” แต่ถูกยกเลิกไปเนื่องจากทำให้โปรแกรมแข่งมีมากเกินไป ซึ่งถ้วยนี้ไม่ใช่รายการสำคัญ }

รายการระดับโลก
ทางสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (FIFA) เป็นผู้ควบคุมวงการฟุตบอลทั่วโลก ระดับชาติก็เป็นผู้จัดฟุตบอลโลก ส่วนระดับสโมสรก็มีการจัดรายการเล็กๆขึ้นมาคือ “ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก” ก่อตั้งมาในปี 2000 โดยแล้วแต่ว่าในแต่ละปีจะมีการตั้งกติกาคัดเลือกทีมแบบไหนเข้าแข่งขัน

ถึงแม้จะเป็นนามสโมสรโลก แต่เรตของผลตอบแทนที่ได้ กับศักดิ์ของรางวัลนี้ถือว่าไม่ใหญ่เท่าแชมป์ทวีปและแชมป์ลีกในประเทศ

สรุปลำดับศักดิ์รายการหลัก
สำหรับสโมสรในอังกฤษ

⚽ 1.) ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
⚽ 2.) พรีเมียร์ ลีก
⚽ 3.) สโมสรโลก
⚽ 4.) เอฟเอ คัพ
⚽ 5.) ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก
⚽ 6.) ลีกคัพ
⚽ 7.) แชมเปี้ยน ชิพ
⚽ 8.) ลีก วัน
⚽ 9.) ลีก ทู

*หมายเหตุ – สำหรับแฟนๆและผู้จัดการทีมบางส่วนอาจบอกว่าถ้วยพรีเมียร์สำคัญกว่า นั่นเป็นเรื่องของความรู้สึกและความยากลำบากที่ต้องต่อสู้ทั้งฤดูกาล แต่ในทีนี้เราเพียงจัดอันดับความยิ่งใหญ่หรือศักดิ์ของรางวัล ไม่ได้พูดถึงเรื่องความรู้สึกและความต้องการ*

C. fan page : ตำนานบอล

มุขฟุตบอล (2019) ขำแป้กๆก่อนดูบอล

เริ่มกันเลยครับ..

นักเตะที่ทำเกษตร

–> “ฟรองค์ ไรซ์เบอร์รี่”

นักเตะที่เด็กติดใจ

–> “ดาบิด ดีค่ะอา”

นักเตะที่ชอบยิงปืน

–> “บาสเตียน สะพายสไนเปอร์”

นักเตะที่อึดที่สุด

–> “โอลิเวอร์ เมียหอบ”

นักเตะที่รู้ดีไปหมด

–> “เวร รู้หนิ”

นักเตะที่ไม่ผิดนัด

–> “ซาดิโอ มาแน่”

นักเตะที่รักสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

–> “แฮนริค มาขี่จักรยาน”

นักเตะที่ไม่ทำความสะอาดบ้าน

–> “ซน ห้องเหม็น”

ทีมที่โดนผู้หญิงสั่ง

–> “เบิร์นนี่”

พอแค่นี้ก่อน..

การันตีโดย อดิสรณ์ พึ่งมา


C. pantip : ตา o

สถิติของ “โม ซาล่าห์” หลังลิเวอร์พูลบุกชนะเรดบูลล์ (UCL 2019-20)

โรเบิร์ตสันให้สัมภาษณ์ ส่งกำลังใจถึงโม ซาล่าห์ช่วงฟอร์มการยิงไม่ค่อยดี

ถ้าพูดถึงฟอร์มการเล่นแล้ว หลังที่ซาล่าห์ฟื้นจากบาดเจ็บไหล่มาในนัดชิง UCL ปี 2018 เข้าสู่ฤดูกาลที่แล้วก็ฟอร์มไม่ได้ดีนัก ไม่สามารถทำสกอร์ได้ในหลายเกม แต่ก็ยังคงรักษาตำแหน่งดาวซัลโวพรีเมียร์สมัยที่ 2 ได้ติดกัน แต่คราวนี้ไม่ทิ้งขาดแถมยังครองตำแหน่งร่วมกับมาเน่และโอบาเมยอง ส่วนใน UCL นัดชิงปี 2019 ซาล่าห์ก็ทำประตูได้จากจุดโทษที่เฉียบคม

พอเข้าฤดูกาล 2019-20 นี้ ซาล่าห์มีฟอร์มการเล่นร่วมกับทีมได้ดีขึ้น ยังคงสร้างอันตรายต่อคู่แข่ง เป็นตัวจี๊ดจ๊าดป่วนฝั่งตรงข้ามได้ตลอด แต่เรื่องฟอร์มการจบสกอร์ยังทำได้ไม่ดี

เพื่อนๆในทีมก็ให้กำลังใจกัน

–> คำสัมภาษณ์ของโรเบิร์ตสัน หลังเกมที่บุกชนะกระทิงแดงซัลซ์บวร์ก 0-2 เมื่อคืนที่ผ่านมา

“ประตูของซาล่าห์ เรียกว่ามันอาจจะเป็นโอกาสการทำประตูที่ยากที่สุดของวันนี้เลยก็ว่าได้ เขาได้โอกาสยิงประตูแบบเน้นๆหลายครั้ง เช่นเดียวกับฟีร์มีโน่ และมาเน่ พวกเขาต่างก็กดดันตัวเองมากเกินไปในการที่จะต้องทำประตูให้ได้”

“พวกเราก็ได้แต่บอกซาล่าห์ว่าโอเค ไม่เป็นไร ลองใหม่อีกที อีกที อีกที แล้วเขาก็มาทำประตูได้จากมุมที่เหลือเชื่อ ผมก็แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันจะเป็นประตูแถมมาจากเท้าข้างไม่ถนัดด้วย มันจึงมหัศจรรย์มาก”

“ก็ต้องยกเครดิตให้ความขยันของเขาด้วย สำหรับการวิ่งขึ้นวิ่งลงทั้งสนาม เมื่อเขาวิ่งไปข้างหน้า เขาก็ทำงานอย่างหนัก และเขายังช่วยเกมรับเยอะด้วย”

“เรากระหายที่จะคว้าแชมป์มากกว่าเดิม เราเจอผู้คนที่บอกว่าเราต้องทุ่มเทเพื่อเข้ารอบต่อไป และเรามีแต้มมากกว่าที่ทำได้ในซีซั่นก่อนถึง 4 แต้ม แล้วเราก็เป็นแชมป์กลุ่ม เรามุ่งหน้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย เรารู้ว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง มันอยู่ที่ว่าเราจะทำผลงานบนเวทีใหญ่ของยุโรปได้ดีแค่ไหน และเราก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหวังว่าเราจะทำผลงานให้ออกมาดีอีกครั้ง”

– แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน –

…..

สถิติดาวยิง รวมทุกถ้วยในเสื้อลิเวอร์พูล
{นับถึงเกม UCL กับซัลซ์บวร์กล่าสุด}

82 ประตู – โมฮัมเหม็ด ซาล่าห์ (125 นัด)
82 ประตู – หลุยส์ ซัวเรซ (133 นัด)
81 ประตู – เฟร์นานโด ตอร์เรส (142 นัด)

ถึงแม้ด้วยสายตา เราจะเห็นว่าฟอร์มการทำประตูดร็อปลง แต่โดยสถิติแล้วซาล่าห์ยังทำได้เหนือกว่าดาวยิงของลิเวอร์พูลคนก่อนๆในสมัยที่ผ่านมา และยังคงมีโอกาสสร้างสถิติและตำนานได้อีกยาวไกล

…..

ส่วนมาเน่กับเกอิต้า ซึ่งเป็นศิษย์เก่าทีมกระทิงแดง นัดนี้ก็ยังคงทำผลงานโดดเด่นต่อเนื่องจากในเกมลีก

ซึ่งมาเน่ก็ได้ให้สัมภาษณ์แสดงความยินดีกับนาบี เกอิต้าที่ทำประตูทีมเก่าได้ และแสดงความเสียใจต่อทีมเก่าของเขาที่ต้องตกรอบ UCL ไป

C. pantip : ตา o

แก้ผ้าเพื่อตรวจยาเสพติดและอาวุธ ห้องฝากขัง / คุก ?

ประเด็นแรก พูดเหมือนเตรียมตัวเข้าคุก ?

–> ใช่ครับ ทุกคนควรคิดเผื่อๆเตรียมตัวเข้าคุก หรือลูกหลานพวกท่านเองก็ตาม มีโอกาสเข้าคุกทุกคน

เกิดตัวเราหรือคนในครอบครัวไปเมาขับชนคนตาย หรือไปทะเลาะกับใครตอนใช้รถจนวิวาทฆ่ากัน หรือไปปากดีด่าคนในอินเตอร์เน็ต เหล่านี้ผิดกฎหมายและติดคุกได้ครับ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

…..

ประเด็นที่สอง สิ่งผิดกฎหมายไม่ได้มีแค่ยาเสพติด แต่มีอาวุธด้วย ?

–> นั่นแหละครับ ทั้งหมดนี่คือเรายกตัวอย่าง (อะไรก็ได้ครับที่ผิดกฎหมาย) คือจะมีใครมั้ยครับ วางแผนขับรถชนคนตาย หรือฉ้อโกง เพื่อจะได้กลายเป็นผู้ต้องหา แอบพกอาวุธใส่รูตูดเข้าห้องฝากขัง แล้วเตรียมเงินประกันตัวออกมาตอนเย็น !

ประเด็นคือใช่ มันต้องมีการตรวจอยู่แล้ว คุณเข้าสนามบินก็ต้องตรวจยาตรวจอาวุธครับ เครื่องบินนี่อันตรายและสำคัญยิ่งกว่าคุกอีก ! ไม่เห็นสนามบินต้องแก้ผ้าแหกตูดตรวจอาวุธเลย

…..

ประเด็นที่สาม ห้องน้ำไม่มีประตูเพื่อป้องกันนักโทษฆ่าตัวตาย ?

–> ก็มีประตูแต่ไม่ต้องมีกลอนล็อคสิครับ ส่วนถ้าเป็นส้วมในห้องหรือกรงตัวเอง อันนั้นไม่ต้องมีประตูก็ได้ เพราะมันโซนใครโซนมันอยู่แล้ว

ไอ้เรื่องกลัวคนทำผิดกฎหมาย กลัวแอบเสพยา แอบฆ่าตัวตาย ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ตราบที่มันมีมุมให้ตุ๋ยกัน มันก็คือมีมุมให้เสพยา รวมถึงฆ่าตัวเองหรือฆ่าคนอื่นได้แน่นอน (คนจะฆ่าตัวตาย อยู่บนที่นอนก็ฆ่าได้ครับ ไม่จำเป็นต้องตอนเข้าส้วม)

…..

ประเด็นสุดท้าย ผู้คุมต้องโหดเพื่อจะได้คุมนักโทษอยู่

–> ข้อนี้มันต้องยอมรับ จะไปให้คนหน่อมแน้มหรือมารยาทดีมาคุมก็ไม่น่าเกรงขาม

แล้วพอดี๊พอดี งานประเภทนี้มันก็เหมาะจะรองรับคนสันดานดิบ คนประเภทชอบวางอำนาจอยู่แล้ว

แต่ถ้าเกิดไม่มีล่ะ คิดอีกมุมนึง สมมุติว่าต่อไปประเทศมีแต่คนนิสัยดีมารยาทดี จะมีใครเหมาะมาทำงานคุมนักโทษมั้ย ? ผมว่ามีนะ ก็ดูอย่างพวกทหารสิ เวลาไปเที่ยวตามสวนสาธารณะในเขตทหาร หรือไปเที่ยวกองทัพเรือวันเด็ก ทหารก็มารยาทดีเห็นมั้ยครับ แล้วน่าเกรงขามมั้ย ? คุมระเบียบผู้คนอยู่มั้ย ? คือเอาอยู่หมัดเลย คุมระเบียบได้ดีโดยไม่ต้องทำเบ่งทำโหดวางอำนาจเลย

ประเทศไทยมีกฎระเบียบอะไรอีกเยอะครับที่ปัญญาอ่อน ไร้เหตุไร้ผล ซึ่งมันก็ควรยอมรับและนำไปคิดแก้ไข นี่แค่พูดเรื่องที่มันไม่ไกลตัวนัก ยังมีเรื่องอื่นที่ใกล้ตัวกว่านี้อีก ประชาชนควรช่วยคิดช่วยถกแย้งกัน ลับคมความคิดหาสิ่งที่ดีเหมาะสมที่สุด

C. pantip : ตา o

ความรักต่างวัยมีจริง [เด็กกับคนแก่] ที่สังคมยุคใหม่ต่อต้าน

ใครบอกว่าเด็กเลือกเองไม่ได้คุณเข้าใจผิดแล้ว เด็กๆก็มีความรู้สึก มีฮอร์โมน มีการเรียนรู้จากสังคมและสื่อ

พูดถึงเรื่องนี้ ขอแยกระหว่าง “ความรัก” กับ “ความใคร่” ไม่ว่าจะเป็นความรักเพียวๆ หรือความใคร่เพียวๆ เด็กก็สามารถรู้สึกได้ หรือทั้งแบบ “ความรักที่ประกอบด้วยความใคร่” เด็กก็เริ่มมีความรู้สึกกันตั้งแต่วัยประถม

ยุคโซเชียลนี้ไม่ใช่แค่ว่าเด็กวัยมัธยมออกมาเป็นเน็ตไอดอล แต่เด็กประถมลงเวทีเป็นเน็ตไอดอลเยอะแยะไปหมด โดยในต่างประเทศ ทางตะวันตก และญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน จะมีเด็กๆออกมาถ่ายแบบโชว์มากมาย แต่ในไทยเรายังไม่ค่อยมี คือสิ่งเหล่านี้มันสื่อถึงความรู้สึกนึกคิดของเขา

เรียกว่าตั้งแต่วัยประถม เด็กก็สามารถจะมีความรู้สึกเหล่านี้อยู่แล้ว ปัจจุบันเด็กประถม ป.3 ป.4 (วัย 8-9 ขวบ) ก็เริ่มที่จะแชตเฟซบุ๊คจีบกันระหว่างเพศ ที่โรงเรียนก็มีการจีบกัน บางคนตกลงเป็นแฟนกันทางออนไลน์ บางคนเป็นแฟนกันที่โรงเรียน หรือเด็กผู้หญิงบางคนอยากลองอยากรู้จนเป็นฝ่ายทักแชตไปจีบผู้ใหญ่ก็มี เพราะมองว่าเด็กวัยเดียวกันสนองเขาไม่ค่อยได้ ซึ่งเหล่านี้ผู้ปกครองไม่สามารถเข้าถึงได้เลย ถ้ามอบอิสระให้เขา

ไม่ใช่ว่าเด็กสมัยนี้รู้สึกไว แต่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีมาแต่โบราณแล้ว ซึ่งในสมัยก่อน ผู้ปกครองบางคนส่งตัวลูกให้แต่งงานกับเศรษฐีหรือเจ้าขุนมูลนายซึ่งเป็นผู้ใหญ่หรือคนสูงวัย เพื่อต้องการให้ลูกมีอนาคตที่มั่นคง

หรือคนที่เป็นระดับกษัตริย์หรือฮ่องเต้ และราชินี เมื่อจำเป็นต้องราชาภิเษกสมรส เพื่อจะได้ครองราชย์ เขาก็สามารถแต่งงานกันได้ตั้งแต่เด็กเลย ซึ่งบางทีก็เป็นควีนหรือฮองเฮาวัยผู้ใหญ่ แต่งงานกับคิงหรือฮ่องเต้วัยเด็ก หรือไม่ก็คิงวัยผู้ใหญ่แต่งงานกับควีนวัยเด็ก

กรณีการแต่งงานข้ามวัยแบบนี้ก็มีทั้งส่วนของเจ้าเมืองเจ้าแคว้น แล้วก็มีในหมู่ประชาชนทั่วไปเป็นเรื่องปกติ

ฉะนั้นเราจะเห็นพฤติกรรมชายแก่ชอบเด็กสาววัยกระเตาะ อันนี้ยังมีอยู่เป็นเรื่องปกติในยุคปัจจุบัน หรือไม่ว่าจะหญิงแก่ ชอบชายเด็ก ความรู้สึกแบบนี้มันมีได้เป็นเรื่องปกติ

เพียงแต่ด้วยกับความคิดและค่านิยมสมัยใหม่รวมถึงกฎหมาย มันทำให้คนสนองความรู้สึกแบบเปิดเผยไม่ได้ แต่งงานหรือคบหาต่างวัยไม่ได้ มันก็เลยต้องแอบกินในที่ลับ กลายเป็นปัญหาสังคมไปอีก ทั้งในเรื่องการค้าประเวณีเด็ก หรือการเลี้ยงต้อย เพราะสังคมปัจจุบันไม่รองรับธรรมชาติเหล่านี้

โดยธรรมชาติ ผู้หญิงอายุเยอะที่ชอบเด็กชายอายุน้อย จะมีจำนวนน้อยกว่าชายอายุเยอะที่ชอบเด็กหญิงอายุน้อย เพราะผู้หญิงส่วนมากต้องการถูกดูแล ถูกคุ้มครองเลี้ยงดู ส่วนผู้ชายโดยมากไม่ชอบเกาะหรือพึ่งพาผู้หญิง แต่ชอบมีอำนาจเหนือกว่า เป็นคนคอยคุ้มครองเลี้ยงดูฝ่ายหญิง ก็เลยจะชอบความเด็ก ความอ่อนเดียงสา ส่วนเด็กผู้หญิงส่วนมากก็จะชอบคนวัยเดียวกันหรือให้ชายอายุมากกว่านิดๆ แต่ก็มีหญิงประเภทชอบคนแก่อยู่เหมือนกัน หรือเด็กสาวที่ชอบชายวัยผู้ใหญ่ ก็มีเยอะอยู่แต่ไม่ใช่ส่วนมาก

เด็กสาวที่ชอบชายอายุเยอะ ก็จะมีลักษณะคือชอบความอบอุ่น รู้สึกมั่นคงปลอดภัย มีคนที่เลี้ยงดูได้

ยุคสมัย 21 นี้สังคมอาจรับไม่ได้และประณามแรงซะด้วย แล้วจะวาดภาพยัดเยียดเป็นเรื่องคนแก่เอาเปรียบเด็ก ละเมิดข่มเหงเด็ก ซึ่งจริงๆไอ้แบบนั้นมันก็อยู่บ้าง อย่าว่าแต่หลอกเด็กเลย ผู้หญิงโตเป็นผู้ใหญ่ก็โดนหลอกและข่มเหงได้ แต่เกิดขึ้นได้ยากในความเป็นจริงถ้าหากเด็กโตมามีครอบครัว มีผู้ปกครองดูแล

เพียงแต่ในบางวัฒนธรรมเขาอนุรักษ์ความโบราณ อนุรักษ์วิถีและจารีตเก่าๆอยู่ ครอบครัวเขาก็จะยินยอมให้ลูกเขาแต่งงานกับคนแก่ได้ ซึ่งสังคมเหล่านั้นก็จะถูกโจมตี ถูกบูลลี่อย่างหนักเลย

แต่สุดท้ายแล้ว มองว่ามนุษย์เราหนีอะไรก็หนีได้ แต่หนีธรรมชาติไม่ได้ หลอกความเป็นมนุษย์ไม่ได้ ไม่ว่ายุคนี้จะมีกระบวนการขัดเกลาเปลี่ยนแปลงสังคมยังไง สร้างบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมาล้างสมองคนยังไง แต่มันก็จะมีคนอีกจำนวนนึงที่ไม่ถูกล้างสมอง แล้วอนาคตมันก็จะมีบรรทัดฐานอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นเรื่อย จนมันตันแล้วในที่สุดมันก็จะวกกลับไปสู่ความเป็นธรรมชาติ เหมือนยุคโบราณ

2 ทีมที่มีแฟนบอลเยอะที่สุดในโลก / “ลิเวอร์พูล” – “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

2 ทีมที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของอังกฤษ
2 ทีมที่มีแฟนบอลเยอะที่สุดในโลก
2 ทีมที่เป็นคู่ปรับตัวจริงตลอดกาล

นั่นก็คือ “ลิเวอร์พูล” และ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

2 ทีมนี้เป็นคู่ปรับมาช้านาน เพราะดั้งเดิมชาวลิเวอร์พูลกับชาวแมนเชสเตอร์ไม่ถูกกัน

2 ทีมนี้คือทีมที่เก่งสุดของเมือง และเป็น 2 ทีมในอังกฤษที่เล่นสไตล์ต่อบอลกับพื้นสวยงาม ทำเกมบุกจ่ายตามช่องสลับกับลากเลื้อย เพราะปกติบอลอังกฤษจะเล่นโยนบอมบ์ใส่กัน หรือจ่ายบอลทำเกมออกข้างแล้วเปิดเข้ากรอบเขตโทษเป็นหลัก

ถ้าพูดถึงชาวเมืองลิเวอร์พูลแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นแฟนบอลเอฟเวอร์ตัน ส่วนชาวแมนเชสเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นแฟนแมนซิตี้ แต่ลิเวอร์พูลกับแมนยูไนเต็ด จะมีแฟนบอลนอกถิ่นมากกว่า อย่างยุคจอร์จ เบส, บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ได้แชมป์ยุโรปในปี 1968 ทำให้ทีมได้รับความนิยมจากชาวเมืองอื่นๆ เหมือนลิเวอร์พูลยุค 1940 มาจนถึงยุค 1960 ที่มีบิล แชงคลีเป็นนายใหญ่ กอปรกับ มีวงดนตรีเดอะบีทเทิล ทำให้ชาวเมืองอื่นยอมรับในสำเนียง วัฒนธรรม และทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล โดยเพลงเชียร์ในสนามก็ใช้เพลงของเดอะบีทเทิลร้องกัน

ในยุค 1970-1980 ลิเวอร์พูลโกอินเตอร์ ได้แชมป์ยุโรปในปี 1978 และเป็นยุคที่มีนิตยสารฟุตบอล มีทีวีถ่ายทอดเทปบ้าง ทำให้ชาวยุโรป อเมริกาใต้ และเอเชียเราเกิดชอบใจสไตล์ลิเวอร์พูลขึ้นมา นักเตะอย่าง เควิน คีแกน, ดัลกลิช, อลัน แฮนเซ่น, บรูซ กร็อปเปลล่า สร้างให้ลิเวอร์พูลมีแฟนๆจากทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อมีเอียน รัช, จอห์น บาร์นส์

แต่ยุคนี้จอห์น บาร์นส์, เบียดส์ลีนี่เอง ได้เข้ามาทีมในช่วงที่ทีมใกล้จะเข้าสู่ยุคหายนะ เพราะเกิดเหตุการณ์ลิเวอร์พูลถูกแบนจากฟุตบอลยุโรป 6 ปี ทำให้ทีมเล็กลงเรื่อยๆ นักเตะอ่อนชั้นลงเรื่อยๆตั้งแต่นั้นมา

ถึงจะยุคที่ลิเวอร์พูลเป็นหมายเลขหนึ่งของอังกฤษก็ตาม แต่ก็มีแมน ยูไนเต็ดที่เป็นคู่อริหมายเลขหนึ่ง ศึกแดงเดือด สำหรับสองทีมจะเป็นศึกที่ยิ่งใหญ่กว่าดาร์บี้แมตช์ ปกติทีมอริอันดับหนึ่งของทุกทีมคืออริร่วมเมือง แต่แฟนลิเวอร์พูลเกลียดแมนยูพอๆกับเอฟเวอร์ตันหรือบางคนก็ยิ่งกว่า แฟนแมนยูก็เกลียดลิเวอร์พูลพอๆกับแมนซิตี้หรือบางคนก็ยิ่งกว่า

ปี 1978 แมนยูทำแสบ โดยปีนั้นลิเวอร์พูลลุ้น ทริปเปิ้ลแชมป์ คือถ้วยลีก, เอฟเอ, และยูโรเปี้ยน แต่นัดชิงเอฟเอคัพ แมนยูดันชนะลิเวอร์พูลด้วยลูกฟลุคขลุกขลิกของลู มาคารี่ แต่มันเป็นอาถรรพ์ที่เกิดได้อยู่แล้ว เพราะไม่ว่าลิเวอร์พูลจะเหนือกว่าแมนยูแค่ไหน ในสมัยก่อนมีสถิติอาถรรพ์อย่างนึงคือ ลิเวอร์พูลไม่เคยเอาชนะแมนยูในเอฟเอคัพได้เลย (อาถรรพ์นี้พึ่งถูกทำลายในปี 2012 ที่ลิเวอร์พูลชนะ 2-1)

นอกจากแมนยูจะสกัดทริปเปิ้ลแชมป์ของลิเวอร์พูลแล้ว ก็ยังมาสร้างประวัติศาสตร์ทำทริปเปิ้ลแชมป์ได้ทีมแรกของอังกฤษด้วย ปี 1999 แต่เวลานั้นแมนยูกลายเป็นทีมที่อยู่เหนือลิเวอร์พูลไปแล้ว

โดยลิเวอร์พูลพังเพราะนโยบายตนเองคือมีกฏว่าต้องใช้ลูกหม้อเป็นผู้จัดการทีม ห้ามเอาคนนอก ฉะนั้นเมื่อได้แกรมซูเนสส์ และรอย อีแวน เหล่านี้เป็นโค้ชที่แย่ทำทีมตกต่ำ บริหารการเงินไม่ดีและคัดแต่นักเตะเกรดบีเต็มทีมไปหมด ทำให้เป็นรองแมนยู อาร์เซนอล และเชลซี ซึ่งเชลซีกำลังอยู่ช่วงกำลังพัฒนาจากการใช้โค้ชนอกกับบอลสไตล์อิตาลีเข้ามาพัฒนา ซึ่งเก่งอยู่หลายปี ก่อนที่ภายหลังจะมีเสี่ยหมีมาซื้อทีม

เป้าหมายสูงสุดที่เฟอร์กี้เริ่มคุมทีมคือ ประกาศไว้ว่า “ต้องโค่นลิเวอร์พูลลงจากบัลลังก์” ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จ ด้วยความที่ลิเวอร์พูลแนวคิดโบราณล้าหลังทำตัวเองต่ำ กับการที่เฟอร์กี้เป็นยอดกุนซือ ทำให้แมนยูครองบัลลังก์ความยิ่งใหญ่จนถึงวันที่เฟอร์กี้เกษียณวางมือจากงานกุนซือนั่นแหละ เขาคือผู้โค่นลิเวอร์พูลตัวจริง คือผู้สร้างแมนยูตัวจริง ตั้งแต่ยุคคันโตน่า กิกส์ เบ็คแฮม และยุค 3 แชมป์ จึงทำให้แมนยูมีแฟนบอลไปทั่วโลกพอๆกับลิเวอร์พูล จะเห็นได้ทุกครั้งถ้ามีการจัดงานศึกแดงเดือด แฟนบอลสองทีมนี้จะมาพอๆกัน

ต่างกับงานอื่นๆ ซึ่งจำนวนแฟนบอลน้อยต่างกันชัดเจน อาจเป็นเพราะว่าแฟน 2 ทีมนี้มีอะไรคล้ายกันคือชอบทีมเก่ง และชอบสีเดียวกัน เพียงแต่ต่างสมัยกันเท่านั้นเอง ยุค 1970 – 1990 เป็นยุคของลิเวอร์พูล ยุค 1990 – 2010 เป็นของแมนยู และตอนนี้ดูเหมือนกระแสจะเริ่มกลับมาเป็นของลิเวอร์พูลอีกครั้ง

ในยุคที่แมนยูครองเจ้า ก็มีลิเวอร์พูลเป็นไม้เบื่อไม้เบื่อไม้เมาเหมือนกัน คือถึงแม้แมนยูจะฟอร์มดีแค่ไหน แต่พอศึกแดงเดือดทีไร เล่นยากทุกทีและบางนัดก็ต้องปราชัย

เวลานี้ก็เหมือนกัน ลิเวอร์พูลอาจกำลังฟอร์มโหดสุดๆ พึ่งได้แชมป์ยุโรปมา ออกสตาร์ทก็ชนะรวดในลีก ในขณะที่แมนยูกำลังฟอร์มตกแบบย่ำแย่ แพ้เยอะ เสมอบ่อย แม้แต่ทีมโนเนมในยูโรป้าแมนยูก็เกือบจะเอาตัวไม้รอด แต่คอยดูเถอะในศึกแดงเดือด มันย่อมมีอะไรเด็ดๆเสมอ ลิเวอร์พูลเล่นไม่ง่ายแน่นอน และอาจโดนเล่นงานเข้าก็เป็นได้

นี่คือคู่อริ คู่ปรับตลอดกาล ที่จะมีแฟนบอลทั้งสองทีมคอยแซวคอยโต้ตอบล้อเลียนกันไม่รู้จบ เป็นสีสันแบบนี้เรื่อยไป

มาเฟียวงการฟุตบอลอังกฤษ

1. เฟอร์กี้ไม่พอใจ Christ Foy ทำให้ Foy ถูกลดชั้นไปตัดสินเกม Power League 2

2. ในปี 2010 Mike Dean ตัดสินนัด Man Utd แพ้ Chelsea หลังจากนั้น Dean ถูกส่งลงไปตัดสินเกม Championship และหลังจากที่ตัดสินเกมที่ Man Utd แพ้ Blackburn 2-3 เขาก็ไม่ได้ถูกเลือกให้ตัดสินเกมของ Man Utd อีกเลยจนจบฤดูกาล

3. Wiley ถูกวิจารณ์ว่า อ้วน และหมดสภาพ ทำให้จบฤดูกาลนั้นต้อง retire ด้วยเหตุผล agreed to retire ครับ

4. Clattenburg ไม่ได้รับเลือกให้ตัดสินเกม Man Utd อีกเลยหลังจากตัดสินนัดแพ้ Man City 6-1

5. Martin Atkinson มีส่วนร่วมในเกมแพ้ Chelsea และไม่ได้ตัดสินเกม Man Utd อีกเลยจนจบฤดูกาลเช่นกัน

6. Jeff Winter ไม่ได้รับเลือกให้ตัดสินเกมของ Man Utd ถึง 2 ปีหลังจากไล่ Roy Keane ออกไปจากเกม

7. Howard Webb ได้รับเลือกให้ตัดสินเกมของ Man Utd มากที่สุดนับตั้งแต่เกมแพ้ Man City ฤดูกาลที่แล้วเป็นต้นมา ตลอด 8 ปีที่ผ่านมาที่ Webb เป็นกรรมการ มีจำนวนจุดโทษถึง 18% ที่เขาแจกให้แก่ Man Utd และเป็นจำนวนที่มากที่สุดเพียงทีมเดียวในลีก

8. David Gill, CEO ของ Man Utd เป็นบอร์ดบริหาร FA ด้วย

แสดงให้เห็นว่า เมื่อไรก็ตามที่เฟอร์กี้วิจารณ์ผู้ตัดสินที่ไม่ได้ตัดสินให้ทีมเขาได้เปรียบ หรือตัดสินในเกมที่ผีแดงแพ้ The Professional Game Match Officials Board (PGMOB) ซึ่งเป็นผู้จัดสรรผู้ตัดสินโดยมี Mike Riley เป็นหัวหน้า ก็จะตอบสนองคำวิจารณ์ของเฟอร์กี้โดยการลดชั้นให้ไปตัดสินเกมในลีกต่ำกว่า หรือไม่ได้ตัดสินเกมผีแดงอีกเลย เมื่อวานนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาจากผู้เขียนคนเดิมที่ได้ไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมว่า มันจะมีอะไรมากกว่าที่ได้เสนอไปแล้วหรือไม่ ซึ่งข้อมูลที่ได้นั้น น่าสนใจมากทีเดียว

ในหลายปีที่ผ่านมาเฟอร์กี้ได้สร้างอิทธิพลต่อวงการฟุตบอลมากมายทั้งในด้านบวกและลบ มีพวกพ้องกระจายไปทั่ว ทำให้หลายๆคนเกรงกลัวต่ออิทธิพลของเขา ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ Darren Ferguson ถูกไล่ออกจาก Preston North End (PNE) เฟอร์กี้ก็เรียกตัวผู้เล่นที่ปล่อยให้ PNE ยืมตัวกลับทันที รวมถึงทุกทีมที่ให้ PNE ยืมตัวนักเตะ ต่างก็เรียกตัวกลับทั้งหมด ซึ่งสาวกของเฟอร์กี้ที่พอจะทราบชื่อก็จะมี Tony Pullis, Steve Bruce และ Sam Allardyce เป็นต้น ขณะเดียวกันคนที่ไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลของเฟอร์กี้ (ราฟา และ AVB) และได้ออกมาโวยเรื่องการตัดสินที่ไม่เป็นกลาง กลับถูกสื่อของอังกฤษหัวเราะเยาะว่าไร้สาระ

AVB ได้บอกว่า ตัวเขาเองไม่กล้าพูดอะไรมากมายเกี่ยวกับ Man Utd เพราะเกรงว่าจะเดือดร้อน (โดน FA ปรับเงิน) และหลังจากนั้น2-3 วัน Roberto Martinez ก็ถูกปรับเงินจาก FA เพราะออกมาโวยว่า ได้รับการดูแลจากผู้ตัดสินไม่เท่ากับที่ Man Utd ได้รับ

ยังมีประเด็นอื่นๆที่น่าสนใจอีกนะครับ ในช่วงปี 10/11 Man Utd พ่ายแพ้ในลีกทั้งหมด 4 เกมลองมาดูกันว่าทั้ง 4 คนเจออะไรบ้าง

เริ่มจาก Michael Oliver ซึ่งรับหน้าที่ในความพ่ายแพ้ในนัดที่เจอกับWolves 2-1 หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับมอบหมายให้ตัดสิน Man Utd ในลีกอีกเลยจนถึงธันวาคม 2011 แต่หลังจากนั้น Oliver ก็ได้ลงอีก 2เกมซึ่งทั้ง 2 เกมนั้นผีแดงชนะทั้งหมด โดยนัดแรกปฏิเสธให้จุดโทษFulham อย่างค้านสายตาคนทั้งโลก และอีกเกมให้จุดโทษจากการพุ่งล้มอย่างน่าเกลียดของ Welbeck ในนัดเจอ Wigan ในบ้านในฤดูกาลนี้

Michael Oliver Referee Michael Oliver gestures during the Barclays Premier League match between Arsenal and West Bromwich Albion at the Emirates Stadium on September 25, 2010 in London, England.เกมที่ 2 ที่แพ้คือเกมกับ Chelseaซึ่งกรรมการก็คือ Martin Atkinson หลังจากนัดนั้น เขาก็ไม่ได้ลงตัดสินผีแดงอีกเลยตลอดทั้งปี ยิ่งไปกว่านั้น เขากลับถูกเชือดนิ่มๆเพราะตัดสินไม่เข้าทางผีแดง โดยการโดนแขวนไม่ให้ลงตัดสินเกมพรีเมียร์ลีกอีก 1 เดือนเต็มๆ แถมถูกส่งไปตัดสินเกมลีกล่างถึง 3เกม เหมือนเป็นการสั่งสอนยังไงไม่รู้

นัดที่ 3 ก็คือนัดที่แพ้ LFC คา Anfield ที่ Dirk Kuyt ยิง hattrickเอาชนะไปได้ 3-1 กรรมการนัดนั้นคือ Phil Dowd ซึ่งหลังจากนัดนั้นถูกเฟอร์กี้จวกเละว่าตัดสินผิดพลาดที่ไม่ไล่ Carra ออกจากเกม และในเกมผีแดงนัดถัดมา Dowd ได้ลงทำหน้าที่ทันที พร้อมทั้งให้จุดโทษแก่ผีแดงทำให้เสมอ Blackburn ไปได้พร้อมตำแหน่งแชมป์สมัยที่ 19

ต่อไปเราอาจจะต้องสังเกตรูปแบบนี้แล้วนะครับ ..หลังจากโดนวิจารณ์ เกมต่อไปก็แจกจุดโทษมันซะเลย ถือเป็นการขอโทษและแก้ตัว

นัดสุดท้ายคือนัดที่แพ้ AFC ที่ Emirates เมื่อ Christ Foy ตัดสินเกมนั้นและ AFC ชนะไป 1-0 และตามเคย เขาไม่ได้ถูกเลือกให้ตัดสินเกมลีกของผีแดงอีกเลยตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตามเขาได้ลงตัดสินในเกมบอลถ้วยซึ่งเหมือนกับเป็นการแก้ตัวจากความผิดพลาดครั้งก่อน โดยนัดแรกเป็น Carling Cup กับ Crystal Palace ซึ่งเขาก็ได้แจกจุดโทษให้แก่ผีแดงในเกมนั้น และอีกเกมคือ FA Cup เจอกับ Man Cityในนัดนั้น Man Utd ได้ จุดโทษพร้อมทั้ง Vincent Kompany โดนใบแดงในช่วงต้นเกมครับ

จาก 4 คนนี้ สรุปได้ว่า 2 ใน 4 ไม่ได้ลงตัดสินเกมลีกของผีแดงอีกเลยตลอดทั้งปี (Atkinson & Foy คนที่ 3 ไม่ได้ลงตัดสินเกมลีกของผีแดง 9 เดือน (Oliver) แต่ Dowd ไม่ได้รับโทษใดๆ แต่ให้จุดโทษผีทันทีที่ได้ตัดสินนัดต่อมา เช่นเดียวกับ Foy และ Oliver ทีปฏิเสธให้จุดโทษคู่แข่ง แต่สำหรับ Atkinson นั้นไม่ได้มีการแก้ตัวอะไร แต่ได้รับโทษคือถูกแขวนไม่ให้ลงตัดสินเกมใดๆถึง 1 เดือนเต็มๆ และส่งไปตัดสินลีกล่างถึง 3 เกม

ข้อมูลตรงนี้ผมพอจะจับใจความได้ว่า ใครที่ตัดสินพลาดที่ไม่เข้าข้าง Man Utd ก็จะถูกลงโทษด้วยการไม่ได้รับเลือกอีก หรือส่งไปตัดสินลีกล่าง แต่ถ้ามีการพูดคุยและพร้อมแก้ตัว ก็จะได้รับให้ตัดสินในนัดถัดมาทันที เช่น Phil Dowd เป็นต้น

ลองมองดูกรณีของ Mike Jones กันบ้าง เขาลงตัดสินนัดเสมอNewcastle 1-1 พร้อมทั้งตัดสินผิดพลาดโดยการให้จุดโทษกับNewcastle หลังจากนั้นเขาก็ถูกแขวนไป 1 เดือนเต็มๆโดยไม่ได้ลงตัดสินเกมใดๆเลย พอหลังจากนั้นไม่นานก็มีโอกาสได้ตัดสินผีแดงอีก ครั้งนี้เขาไม่ทำให้ เฟอร์กี้ผิดหวังโดยการแจก 2 จุดโทษให้แก่ผีแดงทันที ซึ่งถ้ามองถึงความเหมาะสมที่ให้จุดโทษแล้วทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นการให้ที่ “อ่อน” เหลือเกิน

แล้ว Mark Halsey หละ? ในปี 2005 เขาแจกจุดโทษให้แก่ WBAแบบเป็นปัญหาในนัดที่เสมอกันไป 1-1 ทั้งๆที่นัดนั้นคือการตัดสินผีแดงเป็นเกมที่ 5 ในฤดูกาลนั้น หลังจากนัดนั้นเขาอดลงตัดสินผีแดงอีกตลอดทั้งปี แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาลงตัดสินอีก 11 เกมซึ่งผีแดงชนะทั้งหมด โดยนัดล่าสุดคือ เกมปล้นความตายที่ Anfield ที่เพิ่งผ่านมานี่เอง

จากข้อมูลเหล่านี้ทำให้เกิดความน่าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการคัดเลือกตัวกรรมการผู้ตัดสิน ทำไม่เรื่องราวที่เกิดขึ้นถึงได้เกิดซ้ำๆกันจนเกินกว่าจะใช้คำว่าบังเอิญได้

ลองมองดูไปที่ตัวของหัวหน้าผู้ตัดสินตอนนี้ซึ่งก็คือ Mike Riley ซึ่งมีชื่อฉาวโฉ่จากการให้จุดโทษแก่ผีแดง ซึ่งเป็นการพุ่งล้มของRooney ในเกมที่เจอกับ AFC ในปี 2004 ซึ่งเกมนั้นเป็นเกมที่หยุดสถิติไร้พ่ายของ AFC ไว้ที่ 49 นัดด้วย

Riley นั้นถูกกล่าวหาว่าชอบตัดสินเอนเอียงไปทาง Man Utd เสมอๆ เปรียบเสมือน Howard Webb ในสมัยนี้เลยแหละ จากข้อมูลของGuardian ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 97/98 จนถึงปี 2004 Riley ลงตัดสินเกม Man Utd ในทุกถ้วย 23 นัด แจก 12 จุดโทษให้ผีแดง แต่แจกแค่3 ให้ทีมคู่แข่ง และไล่นักเตะคู่แข่งออกถึง 5 คน

ที่ Old Trafford, สถิติของ Riley ยิ่งไปกันใหญ่ เขาให้ 10 จุดโทษ ใน14 เกมที่ตัดสินให้แก่ Man Utd

ความลำเอียดของ Riley ยังไม่หมดแค่นั้นเมื่อตัดสินอย่างมีปัญหาในเกมระหว่าง Everton vs Man Utd ในถ้วย FA Cup รอบรองปี 2009 จนDavid Moyes ถึงกับออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่า Riley เป็นแฟนทีม Man Utd หรือปล่าว

และนายคนนี้กำลังเป็นคนที่คัดเลือกกรรมการให้ตัดสินในนัดต่างๆ..ซึ่งผลลัพธ์ในขณะนี้ก็ไม่น่าแปลกใจเลย

ถามว่าทำไม Christ Foy ผู้ที่ไม่ให้จุดโทษในเกมที่ผีแดงแพ้ Spursคาบ้านและถูกเฟอร์กี้ด่าว่าทดเวลาเจ็บน้อยเกินไป กับถูกลดชั้นไปตัดสินเกมลีก 2 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี แต่ขณะเดียวกัน Webb ที่ตัดสินผิดพลาดโดยแจกใบแดงให้แก่ Jordi Gomez ซึ่งภายหลัง FAได้ยกเลิกใบแดงนี้ กับ Mike Jones ที่ตัดสินพลาดโดยการไม่ให้จุดโทษ Suarez แบบค้านสายตาชาวโลก กลับได้ตัดสินใน EPL ต่อไป

(Martin Atkinson ถูกแฟนลิเวอร์พูลทำภาพล้อเลียน )

Social Bullying เชื้อร้าย ทำลายสังคม

วันที่คนไทยเสพติดชีวิตหน้าจอ ใครอยากระบายความเครียด อยากด่า ต่อว่าอะไรก็ทำได้โดยง่าย เพียงแค่โพสต์รูปกับข้อความเท่านั้น สื่อต่างๆ ในยุคที่ไร้ซึ่งจริยธรรม จรรยาบรรณ ใครๆ ก็เป็นสื่อได้จากโทรศัพท์มือถือ แอบถ่าย โพสต์ข้อความแรงๆ ก็ดึงดูดความสนใจ ได้ยอดวิว ยอดคลิ๊กไปต่อยอดในการเพิ่มรายได้ เพื่อให้อยู่รอดจาก Digital Disruption โดยที่เนื้อหานั้นจะกระทบกับใครให้เสียหาย สื่อเหล่านั้นเว้นซึ่งความรับผิดชอบ

ในโลกออนไลน์หากใครก็ตามรู้สึกเกลียดชังก็กล่าวร้าย ป้ายสีกันได้ง่ายๆ เพราะไม่ได้มีการเผชิญหน้ากัน เช่น ข่าวดาราที่เห็นกันอยู่ทั่วไป ต่างฝ่ายต่างโพสต์โต้ตอบกันไปมาผ่านหน้าจอของตนเอง ความรุนแรง หยาบคาย ไม่สามารถควบคุม ยิ่งเพิ่มความเกลียดชัง ขัดแย้งให้มากขึ้นไปอีก

ต่างจากการทะเลาะกันซึ่งๆ หน้า

ความขัดแย้งมักมี 2 ฝ่ายเสมอ แยกแยะกลุ่มได้ชัดเจนตามคู่ตรงข้ามที่แสดงความคิดเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ตอบโต้กันอยู่อย่างนั้น

ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือเจ้าของเพจ ยอดวิว ที่เป็นตัวเลขในการอ้างอิงในการขายโฆษณาให้เพจอยู่ได้

ผู้เสพก็หมดเวลาไปกับความกระหายใคร่รู้ อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แล้วก็ต้องการแสดงความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ วิจารณ์ผ่านข้อความทั้งดีและไม่ดีออกไป

Social Bullying เป็นการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด สร้างข้อมูล สร้างกระแสในเชิงลบบนเครือข่าย เพื่อเจตนาร้ายแก่ผู้อื่น

ด้วยสถิติในการอ่านของคนไทยที่น้อย คนส่วนใหญ่มักไม่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง ขาดวิจารณญาณในการพินิจพิเคราะห์ในเชิงเหตุผล ที่มา สาเหตุและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ทำให้ผู้เสพโซเชียลกลายเป็นส่วนหนึ่งในการทำร้ายเสียเอง เมื่อมีจำนวนมากขึ้นกลายเป็นกระแสกดดันเป็น Social Bullying ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหากไม่เข้มแข็งพอที่จะก้าวข้ามอาจทำให้ชีวิตพบกับความเลวร้าย เหยื่อทุกคนจึงควรได้รับการคุ้มครองด้วยกฎหมาย มาตรการการควบคุม และบทลงโทษที่เข้มข้นมากกว่าทุกวันนี้

การแพร่ภาพหรือข้อความที่บิดเบือน ปราศจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ของเพจปลอม สำนักข่าว เกิดขึ้นมากมายทำลายสังคม

ไม่ควรปล่อยผ่าน ควรมีการควบคุมจัดการอย่างเร่งด่วน ไม่ควรเป็นชนวนความรุนแรงในสังคมอีกต่อไป

อย่าเป็นเครื่องมือให้สื่อที่ไม่ดีใช้เราในการสร้างกระแสอะไรก็ตามในการทำร้ายผู้อื่น มีสติ ในทุกๆครั้ง ก่อนที่จะคลิ๊ก หรือโพสต์อะไรลงไป

ก็จะเป็นการช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

C. pantip : tapootum

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น