ฝันที่เป็นจริงของ “มินามิโนะ” เมื่อได้มาร่วมทีมลิเวอร์พูล

📌 ฝันที่เป็นจริง

มิได้หยอดคำหวานแบบคนรู้งาน สำหรับไอ้หนุ่มพันธุ์ซามูไร ทาคูมิ มินามิโนะ หลังตวัดน้ำหมึกเป็นสมาชิกใหม่ของลิเวอร์พูลหมาดๆ

ล่าสุด สื่อแดนปลาดิบเผยแพร่คลิปวีดิโอบทสัมภาษณ์ของแข้งหงส์ป้ายแดง ตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว สมัยเพิ่งเริ่มค้าแข้งกับ ซัลซ์บวร์ก

“คุณอยากไปเล่นที่ไหน? ลีกไหนหรือทีมอะไรครับ?” ผู้สื่อข่าวตาชั้นเดียวถาม

“พรีเมียร์ลีกครับ เพราะคล็อปป์ย้ายไปลิเวอร์พูล ผมอยากไปลิเวอร์พูลครับ”

ในคลิปดังกล่าวยังปรากฏภาพ เจอร์เก้น คล็อปป์ กับชินจิ คางาวะ สมัยร่วมงานกันที่ดอร์ทมุนด์ และว่ากันว่า มินามิโนะได้รับบันดาลใจจากเรื่องนี้ไม่น้อย

ในฐานะรุ่นพี่และอดีตลูกทีม คางาวะทวีตข้อความแสดงความยินดีกับมิดฟิลด์วัย 24

“ยินดีด้วย! คุณกำลังเริ่มต้นความท้าทายดีที่สุด เชื่อมั่นในตัวเองและทำให้ดีที่สุดภายใต้ผู้จัดการทีมดีที่สุดในโลก”

ภายใต้กุนซือคนนี้ มินามิโนะคือหนึ่งในเพชรที่รอการเจียระไน

ฝันให้ไกล … ไปให้ถึง
แข้งเอเชียคนแรกแห่งถิ่นแอนฟิลด์

C. fan page : บอลนอก

ใครคือฆาตกร (Whodunit) หนังลับสมอง ประชันไหวพริบของเหล่าคอหนังสืบสวน

.
เชื่อว่าคนที่เป็นคอนิยายเเนวสืบสวน (Suspense Novel) คงไม่มีใครไม่รุ้จัก ‘อกาธา คริสตี้’ นักเขียนชาวอังกฤษที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งนิยายอาชญากรรม” ที่มีผลงานนิยายตีพิมพ์มากถึง 66 เล่ม เเละเป็นเรื่องสั้นอีก 14 เรื่อง ซึ่งรูปเเบบงานเขียนของเธออาจเรียกได้ว่าเป็นวิวัฒนาการอีกขั้นหนึ่งจาก ‘อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์’ นักเขียนที่โด่งดังในปลายศตวรรษที่ 19 หรือเป็นที่รู้จักกันในฐานะผู้ให้กำเนิด Sherlock Holmes
.

.
นิยายของ ‘อกาธา คริสตี้’ ไม่เพียงเเต่มุ่งหาคำตอบของเบื้องหลังปริศนาการฆาตกรรมที่ขับเคลื่อนผ่านตัวนักสืบอย่าง ‘แอร์กูล ปัวโร’ เเละ ‘เจน มาร์เปิ้ล’ เเต่ยังลงลึกไปถึงความรู้สึก เเรงจูงใจของตัวละคร เเละยังสะท้อนเรื่องราวด้านสังคมศาสตร์ได้อย่างร่วมสมัย ที่ไม่ว่าจะหยิบมาอ่านเมื่อไหร่ก็สัมผัสได้ถึงความยอดเยี่ยมเหนือกาลเวลา เเละนั่นก็ส่งผลให้นิยายของเธอถูกนำไปสร้างเป็นหนังเเละซีรีส์มากกว่า 100 เรื่อง อีกทั้งยังกลายเป็นเเบบเเผนต่อหนัง Whodunit ที่ส่งต่อมายังปัจจุบัน
.
โดยเอกลักษณ์ของหนัง Whodunit ที่โดนใจเหล่าคอหนังสืบสวนทั้งหลายคือ เน้นการเล่าเรื่องผ่านโลเคชั่นเดียว ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุที่อาจเป็นบ้านหรือคฤหาสน์ที่รวมเหล่าผู้ต้องสงสัยไว้จำนวนมาก จึงไม่ง่ายต่อการวิเคราะห์เเละคาดคะเนว่าใครกันที่เป็นฆาตกร อีกทั้งวิธีการไขความจริงจะถูกขับเคลื่อนผ่านตัวนักสืบที่จะรับรู้ข้อมูลต่างๆไปพร้อมๆกับคนดู หรือเปรียบได้ว่าคนดูได้กลายเป็นนักสืบอีกคนหนึ่งของเรื่อง
.
.
.

.
ในศตวรรษที่ 20 รูปเเบบของหนัง Whodunit จะเน้นไปที่การดัดเเปลงจากนิยายของ ‘อกาธา คริสตี้’ อย่างตรงไปตรงมา อาทิ And Then There Were None (1945) หนังเรื่องเเรกที่ประสบความสำเร็จในฐานะหนังที่ดัดเเปลงจากนิยายของอกาธา คริสตี้ เล่าเรื่องราวในคฤหาสน์กลางเกาะที่อยู่ๆคน 10 คน ก็ค่อยๆตายจากกันไปด้วยวิธีที่ต่างกันอย่างมีเงื่อนงำ, Murder on the Orient Express (1974) หนังใช้การเซ็ตเรื่องราวบนขบวนรถไฟ เเละโดดเด่นด้วยพล็อตฆาตกรรมห้องปิดตายกับการเฉลยกลอุบายที่ทำได้อย่างเหนือชั้น, Death on the Nile (1978) จากจุดเกิดเหตุที่เป็นคฤหาสน์เเละขบวนรถไฟ ครั้งนี้เป็นการฆาตกรรมบนเรือสำราญที่ล่องไปตามลุ่มเเม่น้ำไนล์ ตัวหนังนอกจากเป็นที่พูดถึงในเเง่ความสร้างสรรค์ของกลวิธีฆาตกรรม ยังมีการตีความ แอร์กูล ปัวโร ในภาพลักษณ์ที่เเปลกไปจากหนังเรื่องอื่นๆ จนกลายมาเป็นชายอ้วนท้วม ดูไม่มีเค้าของนักสืบผู้เจนจัด เเต่ภายในกลับซ่อนเล่ห์เหลี่ยมและปฏิภาณไหวพริบอันหลักเเหลม
.
.
.

.
ช่วงรอยต่อของยุค 80-90’s จะสังเกตเห็นได้ว่าเหล่าผู้สร้างพยายามคิดค้นไอเดียใหม่ๆ ทำให้หลายๆเรื่องเป็นบทออริจินอลที่ไม่ใช่การดัดเเปลงจากนิยายอกาธา คริสตี้ เเต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของหนัง Whodunit เเบบดั้งเดิม อาทิ Clue (1985) หนังที่ปรุงเเต่งรสชาติของดาร์กคอมเมดี้ ภายใต้พล็อตฆาตกรรมปริศนาในคืนงานเลี้ยงของเหล่าเศรษฐี, Scream (1996) หนังไล่เชือดที่เซ็ตโครงเรื่องเเบบหนัง Whodunit ยอดเยี่ยมทั้งการล้อขนบของหนังเชือดคลาสสิกเเละการเก็บความลับของฆาตกรสวมหน้ากากที่เฉลยออกมาอย่างเหนือชั้น, The Usual Suspects (1995) หนังที่พูดถึงเหตุระเบิดเรือที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากและมีผู้รอดชีวิตเพียง 2 คน โดยคนหนึ่งอยู่ในอาการโคม่าและอีกคนกลายเป็นพยานปากเอกที่เคยเผชิญหน้ากับคนร้าย ซึ่งตัวหนังเรียกว่าเป็นการดัดเเปลงรูปโฉมของหนัง Whodunit ที่มีความสดใหม่อยู่พอสมควร เมื่อกระบวนการไขความจริงของนักสืบถูกจำกัดเเค่การให้ปากคำของคนๆหนึ่ง ที่พุ่งเป้าหมายไปยัง 4 อาชญากร ที่หนึ่งในนั้นอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเหตุโศกนาฏกรรมเเละซ่อนตัวภายใต้โค้ดเนมว่า ‘ไคเซอร์ โซเซ่’
.
.
.

.
ขณะที่ศตวรรษที่ 21 ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำเเละการเข้าถึงฐานข้อมูลทางภาพยนตร์ที่ทำได้ง่ายกว่ายุคก่อนๆ ทำให้เอื้อต่อการทำหนังหรือปรุงเเต่งไอเดียใหม่ๆตามจินตนาการของผู้สร้าง เเละเเม้หนังหลายๆเเนวจะมีการพัฒนาไปจากยุคก่อนมาก เเต่สำหรับหนัง Whodunit ที่โดยส่วนใหญ่ยังยึดถือเเละเลือกเดินตามความสำเร็จของอกาธา คริสตี้ อาทิ Identity (2003) หนังที่เล่าถึงคน 11 คน ที่ติดอยู่ในโรงเเรมชานเมืองในคืนที่ฝนตกกระหน่ำ ก่อนเกิดเหตุฆาตกรรมที่คนกลุ่มนั้นค่อยๆตายไปทีละคน ซี่งโครงเรื่องของหนังถูกมองว่าได้เเรงบันดาลใจจาก And Then There Were None อีกทั้งยังมีความท้าทายคนดูในการเฝ้ามองพฤติกรรมและการวิเคราะห์ว่าใครเป็นฆาตกร, Gosford Park (2001) รูปโฉมดั้งเดิมของพล็อต Whodunit ที่พูดถึงงานเลี้ยงสังสรรค์ของเหล่าเศรษฐีที่อยู่ๆก็เกิดการฆาตกรรมปริศนาที่มีฆาตกรซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มเเขกผู้ร่วมงาน ตัวหนังการันตีความยอดเยี่ยมด้วยรางวัลบทดั้งเดิมออสการ์ กับความคมคายในการจิกกัดสังคมชั้นสูงที่สอดเเทรกภายใต้ปมฆาตกรรม, Devil (2010) หนังเขียนบทโดย ‘เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน’ เจ้าพ่อหนังหักมุมเเห่งยุค ที่พลิกเเพลงไอเดียดั้งเดิมของ Whodunit ที่มักจะเซ็ตโลเคชั่นเป็นบ้านหรือคฤหาสน์ มาเล่าผ่านลิฟต์ที่มีคน 5 คนติดอยู่ ก่อนเกิดเหตุการณ์เเปลกประหลาดที่คนในลิฟต์ค่อยๆตายไปทีละคน จนเกิดคำถามว่าใครกันที่เป็นฆาตกร, The Message (2009) หนังสัญชาติจีนที่ใช้รูปเเบบหนัง Whodunit มาผสมกับปมขัดเเย้งทางการเมืองระหว่างจีนกับญี่ปุ่นได้อย่างน่าสนใจ เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นสืบทราบถึงเเผนลอบสังหารบุคคลระดับสูง เหล่าเจ้าหน้าที่จึงต้องกักตัวเหล่าผู้ต้องสงสัย 5 คน มาไว้ในคฤหาสน์เพื่อคอยสังเกตพฤติกรรมว่าใครกันที่เป็นหนอนบ่อนไส้, Intruders (2013) หนังเกาหลีเเนว Whodunit ที่ใช้คาเเรคเตอร์ตัวละครสร้างจุดบอดเพื่อบังสายตาผู้ชมได้อย่างชาญฉลาด กับปมเรื่องที่พูดถึงหนุ่มนักเขียนที่มาเก็บตัวหาไอเดียเขียนนิยายที่กระท่อมรีสอร์ทกลางป่า ก่อนเขาได้เผชิญหน้ากับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นำมาซี่งปมฆาตกรรมปริศนา, The Hateful Eight (2015) หนัง Whodunit ที่เต็มไปด้วยบทสนทนายียวนเเละเเสบสันตามสไตล์ผู้กำกับ ‘เควนติน แทแรนติโน’ ที่เล่าถึงคนเเปลกหน้า 8 คนที่ต้องอยู่รวมกันในกระท่อมเล็กๆกลางหิมะ ก่อนความชั่วร้ายของเเต่ละคนจะค่อยๆถูกเปิดออกและเริ่มมีคนตายไปทีละคน
.
.
.

.
ซึ่งในปีนี้ Knives Out หนังที่เล่าถึงเหตุฆาตกรรมในคฤหาสน์ธรอมบีย์ เมื่อคุณปู่มหาเศรษฐีที่เป็นนักเขียนนิยายฆาตกรรมต้องกลายเป็นศพอย่างเป็นปริศนาในคืนวันเกิด 85 ปีของตนเอง เเละทุกคนในบ้านต่างกลายเป็นผู้ต้องสงสัย โดยมีนักสืบเก๋าอย่าง ‘เบนัวต์ บลังก์’ เข้ามาเป็นคนรับผิดชอบการไขคดีครั้งนี้ โดยหนังกำกับเเละเขียนบทโดย ‘ไรอัน จอห์นสัน’ ผู้สร้างชื่อจากหนังสืบสวนนีโอนัวร์อย่าง Brick เเละหนังเเอคชั่นไซไฟไอเดียล้ำอย่าง Looper ที่ครั้งนี้เขาได้หยิบรูปหนัง Whodunit เเบบฉบับดั้งเดิมของ ‘อกาธา คริสตี้’ มาขัดเกลาบริบทให้มีความร่วมสมัยเเละปรุงเเต่งด้วยมุกตลกร้ายเพื่อสร้างรสสัมผัสที่เเปลกใหม่ เหนืออื่นใดคือปมฆาตกรรมที่มีความสลับซับซ้อน ท้าประชันไหวพริบของเหล่าผู้ชมได้เป็นอย่างดี
ป.ล. ล่าสุดหนังกวาดคำวิจารณ์ Rotten Tomatoes 97% (8.34/10) เเละยังได้คะเเนนเฉลี่ยจากเหล่านักวิจารณ์สายเเข็ง Metacritic สูงถึง 82/100
.
.

C. pantip : In the Darkness

Knives Out = ตั้งใจจะไปจับคนร้ายฆ่าคุณปู่ แต่ก็ยอมครับ จับไม่ได้ 555+

ขอออกตัวก่อนซักเล็กน้อยว่าเป็นคนที่ชอบอ่านนิยายหรือดูหนังประเภทนักสืบมาแต่ไหนแต่ไร อาทิเช่น เชอร์ล็อค หรือ ปัวโรต์ โดยเฉพาะแนวระทึกขวัญสืบสวนนี่ยิ่งชอบเลย เพราะงั้น Knives Out ที่มาเข้าครบสูตรขนาดนี้ มันจึงเป็นหนังที่ผมเฝ้ารอคอยที่จะดูมาก อยากจะเข้าไปหาคำตอบว่า “ใครฆ่าคุณปู่” กันนะ ฮ่าๆ

ผมนั่งคิดอยู่นานมากว่าจะพูดถึงเรื่อง Knives Out ยังไงดีให้ไม่สปอยหรือชี้นำคนดูเกินไป กลัวว่าจะเสียอรรถรส ผมลองไล่อ่านรีวิวหลายๆคน ก็พบว่า มันชี้นำหรือบอกใบ้มากเกินไป บางอย่างควรไปดูเอง รู้เองเสียมากกว่า “เพราะฉะนั้น” เอาจริงๆแล้วถ้าคุณชอบอ่านหนังสือหรือดูหนังแนวๆนี้ ผมอยากให้คุณหยุดอ่านรีวิวทุกๆอันแล้วไปดูเรื่องนี้ได้เลย เพราะสำหรับผมคือมันสนุกและดีมากๆ ถูกใจคนชอบแนวนี้แน่นอน

แต่สำหรับใครที่ไม่คุ้นชินหนังแนวสืบสวนฆาตกรรมระทึกขวัญ ก็อยากจะบอกว่า เรื่องนี้ไม่ได้ดูแล้วเคร่งเครียดไปกับการตามจับคนร้ายอะไรขนาดนั้น หนังมีความฮามาเป็นระยะ เป็นมุกที่มีคลาาสและขำเอาเรื่อง ถึงแม้คุณจะไม่ดูแบบตามจับคนร้าย คุณก็ยังสนุกไปกับบุคลิกตัวละครและเนื้อเรื่องที่เล่าอย่างน่าติดตามได้อยู่ดี

สำหรับคนที่อยากดูเพื่อตามจับคนร้าย ผมแนะนำได้นิดนึงว่า ทุกซีน ทุกภาพ ทุกคำพูดที่หนังให้เราได้เห็นนั้น เป็นเงื่อนงำที่สำคัญแทบทั้งนั้น หนังให้เราได้รู้ ได้เห็นข้อมูล พอๆกับที่นักสืบควรจะได้รับ(เอาจริงๆเรารู้เยอะกว่านักสืบหน่อยนึงด้วย) เพราะงั้นเชิญอนุมานตามหาหลักฐานและจับคนร้ายกันได้ตามสบายเลย ซึ่งผมยอมรับว่า จับไม่ได้ ฮ่าๆ ยอมครับ แต่เมื่อเฉลยแล้วคือเรายอมรับได้เลย มันเหนือชั้นแบบเป็นไปได้ ไม่ได้เวอร์วัง และพอคิดย้อนดูทุกอย่างคือมันใช่อ่ะ หนังได้บอกใบ้เรามาแบบไม่ปิดบังเลย

หนังใช้เวลาปูเรื่องสักระยะนึง ให้เวลาเค้าหน่อย ตัวละครแรกๆอาจดูเหมือนเยอะ แต่ก็มีเท่านี้แหละครับ พอหนังปูทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็ดำเนินเรื่องได้รวดเร็ว ใส่ข้อมูล ใส่นู้นนี่เข้ามาแบบไม่ยั้งเลย เรียกว่า ตื่นเต้นและน่าติดตามมาตลอดทั้งเรื่องยันจบ

เป็นหนังสืบสวนที่ดูสนุกและดำเนินเรื่องได้น่าติดตามมาก พร้อมทั้งมีบทสรุปที่สมบูรณ์แบบ ตัวละครแต่ละตัวก็ทำหน้าที่ได้ดีจนไม่รู้จะไว้ใจใครดี ถือเป็นอีกเรื่องของหนังแนวนี้ที่โคตรดี

ไปดูเถอะไม่ว่าจะเคยดูแนวนี้มาก่อนหรือไม่ คุณอาจจะชอบแนวนี้เพราะเรื่องนี้ก็ได้นะ

ปล.ใครจับคนร้ายได้ แบบจับได้จริงๆไม่คาดเดา ไม่มั่วสุ่มนะ ยอมใจเลย โคตรเก่งอ่ะ

C. pantip : hyde20

หนังยอดเยี่ยมแห่งปี 2019 ได้แก่ .. “Knives Out” [ฆาตกรรมหรรษา ใครฆ่าคุณปู่]

เห็นว่าปลายปีแล้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะสรุปผลได้

ก็เป็นความคิดเห็นมุมมองส่วนตัวเท่านั้นครับ ^^ ส่วนแฟนๆหนังจะจัดเรื่องไหน ให้เรื่องไหนก็ตามสะดวกเลย ปี 2019 นี้หนังเยอะมากจริงๆครับ เรียกว่าแน่นตลอดทุกเดือนเลย ไม่รู้จะมาอัดยัดอะไรกันปีนี้นักหนา หนังใหญ่ๆ และหนังดีๆทั้งนั้น

ที่มาสรุปในที่นี้ก็คือผมวัดรวมจากทุกเรื่องของปีนี้ทั้ง Endgame ทั้ง Joker ซึ่งสุดยอดทั้งคู่ ไหนจะมี Aladin, Frozen 2, Toy story, Lion king ฯลฯ ถือว่าหนังดีเยอะแยะเลยปีนี้

ถ้าพูดเรื่องของความสนุก ผมให้ Endgame อันดับหนึ่งของปีนี้ แล้วก็ถ้าพูดถึงเรื่องเทคนิค ความอลังการ ความทุมเทจัดใหญ่ ก็ต้อง Endgame อีกนั่นแหละ ส่วน Star Wars มันก็ถ่ายทำสุดยอดนะแต่งานยังห่างกับ Endgame มาก แล้วด้านอื่นก็ระดับเท่าๆเดิมเหมือน 2-3 ภาคหลังที่ผ่านมา

แต่ถ้าพูดถึงความสมบูรณ์แบบในทุกด้านๆ Endgame มันยังแหว่งๆขาดๆไปนิดนึง โดยเฉพาะบทบาทของตัวเทพสุดของค่ายอย่างกัปตันมาร์เวลมันแป้กไปนิด แล้วก็มีถ่ายทำผิดพลาดหลายช็อต ส่วน Joker ที่มาในแนวไซโคแนวชีวิต มันก็ดี แต่ยังแหว่งๆไปหน่อย

Hobbs & Shaw และ Jumanji รอบพิเศษนี่ก็เป็นไปตามมาตรฐานเดิมๆของมันครับ ไม่ได้แย่

สำหรับผม หนังที่มีความสมบูรณ์แบบลงตัวในทุกด้าน ปีนี้ขอยกให้เรื่องนี้ล่ะครับ “Knives out” หนังแนวนี้ไม่ต้องฟอร์มใหญ่หรือใช้ทุนอลังการงานสร้าง แต่มันอยู่ที่เนื้อหา การกำกับและการถ่ายทำ (ลองนึกถึงแนว Parasite ก็จะเป็นการขายไอเดีย ขายงานกำกับประมานนั้นล่ะครับ แต่ Knives out เยี่ยมกว่ามาก)

ถือว่าบทดีกำกับดี เรียบเรียงดีตั้งแต่ต้นจนจบ ไอเดียสร้างสรรค์ ฉากสวยภาพสวย ซาวด์เยี่ยม นักแสดงก็เล่นแบบยอดเยี่ยมมาก

ยิ่งมีระดับเจม บอนส์ “Daniel Craig” มาเป็นนักสืบนี่ไม่ต้องพูดถึง คือหนังแบบมีคลาสมีชั้นเชิงแบบนี้มันไม่ค่อยมีแล้วในยุคนี้

เรื่องของหนังแนวสืบสวนสอบสวนจะมีหลายแบบ คือมีทั้งแบบ Thriller สยองหวาดเสียว กับแบบสนุกสนานเหมือน Sherlock Holmes อะไรแบบนั้น ซึ่ง Knives out นี่มาในทำนองสนุกสนาน ส่วนถ้าได้ดูพากย์ไทยก็จะออกไปทางติดตลก ซึ่งก็ถือว่าพากย์ใช้ได้ล่ะ ตลกแต่ไม่เสียหายเนื้อหาถ้าเทียบกับต้นฉบับ

ส่วนคอนเส็ปต์เรื่องก็อย่างที่ทราบกันนะครับ เป็นการสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรมคุณปู่ มหาเศรษฐีที่มีคนในตระกูลรอจ้องรับมรดกมากมาย ก็แน่นอนว่าคนที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวทุกคนตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกสอบสวน

ซึ่งคุณปู่ที่ตายปริศนาในเรื่องก็คือ Harlan Thrombey เป็นนักเขียนหนังสือแนวสืบสวนฆาตกรรม *ซึ่งชื่อ Harlan นี่ผู้สร้างก็คงได้แรงบันดาลใจจากชื่อของ Harlan Coben นักเขียนแนวสืบสวนฆาตกรรมชื่อดังในโลกจริงของเรานี่หละ*

ในเรื่องก็จะมีแฝงเหน็บๆสังคม สะท้อนภาพวิถีคนร่ำรวย คนขาวมีฐานะ ที่บางคนจะมีแนวคิดเหยียดเชื้อชาติ แล้วก็มีในเรื่องความไม่เอาไหนของลูกหลาน

เนื้อหาการไขปริศนา เรื่องนี้ก็มีความแปลกใหม่ มีหักมุมพอดีๆไม่สุดเกินไป เพราะถ้าหักแบบสุดๆคือมันมีมาเยอะแล้ว และคนดูก็คงจะเดาทางได้หรือจะรู้สึกจำเจ แต่เรื่องนี้ต้องบอกว่าเนื้อหาไม่จำเจ บทก็เรียบเรียงไหลลื่นดีมาก สนุกชวนคิดไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อหรือสามารถเหม่อหรือลุกไปจากที่นั่งได้

ส่วนเรื่องอื่นๆในปีนี้ก็มีอีกหลายเรื่องนะที่อยู่ในระดับดีและพอใช้ได้ แต่ไม่ได้เอ่ยชื่อไว้ มันจะเยอะเกินครับ

ลืมบอกอีกอย่างสำหรับคนที่ยังไม่ได้ดู อย่าได้ดูทางพวกเว็บหนังซูมล่ะครับ เพราะ Knives Out นี่ขายภาพขายฉาก ขายแสงสีเสียงมากเลยทีเดียว ไปดูภาพเบลอๆอาจจะกลายเป็นหนังห่วยๆเอานะครับเรื่องนี้

C. pantip : ตา o

เบอร์ 18 ในแอนฟิลด์ที่รอรับ “มินามิโนะ”

ทากูมิ มินามิโนะ หรือเจ้า “ต๊ะ บอยสเก๊าท์” ตัวรุกหมายเลขหนึ่งของทีมชาติญี่ปุ่นชุดปัจจุบัน ได้กลายมาเป็นนักเตะสัญชาติเอเซียคนแรกของลิเวอร์พูล

และมินามโนะก็เป็นอดีตนักเตะซัลซ์บวร์กคนที่ 3 ที่ได้มาอยู่กับลิเวอร์พูล ต่อจากซาดิโอ มาเน่ และนาบี เกอิต้า

ในทีมชาติญี่ปุ่น มินามิโนะสวมเสื้อหมายเลข 9 เป็นกองหน้าตัวหลัก แต่ในทีมซัลซ์บวร์ก เขาสวมเสื้อหมายเลข 18 ซึ่งมินามิโนะบอกว่าเป็นหมายเลขที่เขาชอบ

แล้วฟ้าก็ลิขิตพอดีให้ปีนี้หมายเลข 18 ในลิเวอร์พูลมันว่างอยู่ ซึ่งเป็นหมายเลขของอัลแบร์โต้ โมเรโน่ แบ็คซ้ายที่ย้ายออกไปตอนจบฤดูกาลที่แล้วหลังคว้าแชมป์ยุโรป

เหมือนเป็นการรอรับการมาของมินามิโนะ ซึ่งทีแรกทางสโมสรเองก็ไม่ได้คิดว่าจะเร่งซื้อกลางฤดูกาล แต่เนื่องจากลิเวอร์พูลประสบปัญหานักเตะบาดเจ็บหลายคน และต้องเจอกับโปรแกรมถี่ยิบในช่วงธันวา-มกรา จึงต้องเร่งซื้อนักเตะที่สารพัดประโยชน์และสไตล์เข้ากับระบบทีม

ทางลิเวอร์พูลได้ส่งแมวมองติดตามมินามิโนะมา 6 ปีแล้ว และเห็นว่ามีการพัฒนาในทางที่ดี รวมถึงมีทัศนะคติที่ดีและพูดได้หลายภาษา พอจะสนทนาอังกฤษได้บ้างเล็กน้อย ค่าเหนื่อยไม่แพง ค่าตัวก็ไม่แพง ซึ่งรวมค่าฉีกสัญญา 7 ล้านปอนด์แล้วค่าตัวก็จะอยู่ที่ราวๆ 20 ล้านปอนด์

คล็อปป์และทีมงานสโมสรจึงได้มีการติดต่ออย่างเงียบๆกับทางซัลซ์บวร์กมา 6 เดือนก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะตกลงเร่งซื้อเพื่อให้ทันตลาดมกราช่วงครึ่งฤดูกาล ซึ่ง 4 ปีที่แล้วก่อนมินามิโนะจะได้มาเล่นในลีกออสเตรียกับเรดบูลล์ เขาเคยให้สัมภาษณ์ที่ญี่ปุ่นว่าเขาใฝ่ฝันอยากจะเล่นในพรีเมียร์ลีก และทีมที่อยากไปเล่นก็คือลิเวอร์พูล ฉะนั้นวันนี้ก็ถือว่าความฝันเขาเป็นจริง เมื่อได้เซ็นสัญญาร่วมทีมลิเวอร์พูล วันที่ 19 ธ.ค. 2019

สำหรับทีมในพรีเมียร์ลีกเวลานี้ มีท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ที่มีนักเตะเอเซียอย่างซน ฮงมิน ซึ่งเป็นตัวรุกหมายเลขหนึ่งของเกาหลีใต้ และยังมีมายะ โยชิดะ กองหลังญี่ปุ่นของเซาแธมป์ตัน อดีตเพื่อนร่วมทีมของซาดิโอ มาเน่

ก่อนหน้านี้ลิเวอร์พูลไม่เคยมีนักเตะสัญชาติเอเซียเลย ที่ใกล้เคียงสุดก็มีแต่อิสราเอล ซึ่งถือว่าเป็นยุโรป แต่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปแอฟริกา เอเซีย และยุโรป ที่ในอดีตกองทัพครูเสดลงมารบพุ่งขับไล่ชาวอาหรับและยึดครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์

นอกนั้นก็มีนักเตะสัญชาติตุรกี ซึ่งก็ใกล้เคียงแต่ถือว่าเป็นทวีปยุโรป โดยเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างยุโรปกับเอเซีย ตุรกีในอดีตก็คือกรุงคอนสแตนติโนเปิลหรือโรมันตะวันออก ก่อนที่กองทัพเติร์กจะเข้าไปยึดครอง

ฉะนั้นมินามิโนะก็นับเป็นเอเซียคนแรกของทีม ก็จะเป็นที่ถูกจับตาของแฟนๆชาวญี่ปุ่นเป็นพิเศษ ซึ่งครึ่งฤดูกาลหลังนี้ทางกุนซือลิเวอร์พูลการันตีแน่นอนแล้วว่าทุกคนจะได้ลงเล่นโชว์ผลงาน เนื่องจากช่วงต่อไปนี้มีโปรแกรมเตะเยอะติดๆกัน จึงจะใช้การโรเตชั่นหมุนเวียนนักเตะสลับกันลง

C. fan page : ตำนานบอล

ฟุตบอล “ลีก คัพ” อังกฤษ ถ้วยเก่าแก่ที่ถูกเมิน

ถ้วยเก่าแก่ที่ถูกเมินเฉย

ลิเวอร์พูลเป็นทีมพรีเมียร์ทีมแรกที่ส่งผู้เล่นเยาวชนลงสนามในรายการลีกคัพทั้ง 11 คน คือใช้ผู้เล่นชุด 3 คือชุดเยาวชนอายุเฉลี่ย 19 ปี และมีอายุน้อยสุดคือ 16 ปี หรืออาจนับว่าผสมชุด 4 ก็ได้ เพราะหลายคนก็เป็นนักเตะสำรองของชุดเยาวชนอีกที เนื่องจากมีนักเตะบางคนบาดเจ็บอย่างบริวสเตอร์ และบางคนก็ถูกขนไปกาตาร์เพื่อเตะรายการสโมสรโลก โดยที่ผ่านมาทีมพรีเมียร์จะใช้ผู้เล่นชุดใหญ่ผสมชุดเยาวชน

ตั้งแต่ยุคที่ใช้ชื่อพรีเมียร์ลีก สโมสรใหญ่เริ่มไม่ให้ความสำคัญกับถ้วยลีกคัพ นำโดยแมน ยูไนเต็ดของอเล็กซ์ เฟอร์กูสันเป็นทีมแรก ที่จัดผู้เล่นชุดใหญ่ผสมชุดสำรองลงเตะ ซึ่งก็มักจะตกรอบบ่อยๆเพราะไม่ให้ความสำคัญ เนื่องจากแมนยูเน้นคว้าแชมป์พรีเมียร์เพื่อที่จะแซงลิเวอร์พูล แล้วยึดครองบัลลังก์ลีกสูงสุดแทน ซึ่งเฟอร์กี้ก็ทำได้สำเร็จ

จากนั้นทีมท็อป 6 พรีเมียร์ก็ทำตามกันมาคือไม่สนใจ ทิ้งถ้วยลีกคัพโดยส่งชุดผสม ยกเว้นว่ามันจะเข้าถึงรอบชิงถึงค่อยมาเอาจริงกัน

สมาคมฟุตบอลลีกอังกฤษ (EFL) จริงๆก็ให้เกียรติถ้วยของเขาเอง แต่ทีมใหญ่ดันไม่ให้เกียรติรางวัลนี้ อย่างลิเวอร์พูลเองที่ในอดีตเป็นเจ้าแห่งถ้วยลีกคัพ แต่ยุคนี้กลับไม่ให้เกียรติและส่งนักเตะสำรองลงไปทิ้งถ้วยหลายครั้ง หรือแม้แต่ปีนี้ที่ผ่านมาทุกนัดก็ใช้ชุดผสม ส่งผู้เล่นสำรองไม่กี่คนลงไปประคองชุดเยาวชน

ฉะนั้นเมื่อสโมสรโลกประกาศวันแข่งของลิเวอร์พูลออกมาชนกับรายการคาราบาว หรือลีกคัพ ทางสมาคมจึงไม่เลื่อนให้ เพราะต้องให้เกียรติแอสตัน วิลล่าคู่แข่งด้วย

มีเพียงบางทีมเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับทุกถ้วยรวมถึงถ้วยนี้ เช่นสโมสรรวยๆอย่างเชลซีและแมนซิตี้ เชลซีเป็นทีมแรกในพรีเมียร์ที่ใช้ระบบโรเตชั่นแบบไม่มีตัวจริงตัวสำรอง คือนักฝีเท้าชั้นดีระดับเดียวกัน 20 กว่าคนสลับกันลงในแต่ละนัด ฉะนั้นจะส่งคนไหนลงเตะลีกคัพมันก็คือชุดใหญ่ทั้งสิ้น ที่เริ่มทำอย่างนี้ได้ก็ตั้งแต่สมัยเศรษฐีรัสเซียมาซื้อสโมสร

อีกทีมคือแมนซิตี้ อย่างปีที่แล้วซิตี้ตั้งเป้าคว้าแชมป์ทั้ง 4 ถ้วย และก็เกือบจะทำได้ พวกเขาได้ 3 แชมป์ในประเทศ แต่ไปพลาดท่าใน UCL ตกรอบรองไปอย่างฉิวเฉียดเท่านั้น นี่คือทีมยักษ์ใหญ่ตัวจริงที่ให้เกียรติรายการหลักทุกรายการ

ต่อไปมันก็มีทางแก้คือ ทางสมาคมต้องให้ความสำคัญกับทีมที่ได้แชมป์ยุโรปซึ่งต้องไปแข่งรายการอื่นอย่างถ้วยสโมสรโลก โดยจัดโปรแกรมเผื่อล่วงหน้าให้เว้นช่วงนี้ไป แล้วทีมใหญ่ก็ต้องให้ความสำคัญกลับ เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน อย่างลิเวอร์พูลก็ต้องเตรียมทีมล่วงหน้าเผื่อจะมีวันนี้ คือให้รองรับหลายรายการ แล้วต้องเผื่อบาดเจ็บด้วย

อย่างตอนนี้ลิเวอร์พูลมีตัวหลักเจ็บอยู่คือ ฟาบินโญ่, มาติป, ลอฟเรน สิ่งเหล่านี้สโมสรต้องมีตัวผู้เล่นเตรียมพร้อมรับมือทุกรายการ และพร้อมเจอปัญหา

C. fan page : ตำนานบอล

ยศถาบรรดาศักดิ์ของข้าราชการในสมัยโบราณ

ตำแหน่ง และ ศักดินา

ต่อไปนี้คือไล่จากตำแหน่งสูงสุดไปต่ำสุด
แล้วก็จะมีศักดินาระบุไว้ ซึ่งศักดินาแสดงถึงเกียรติศักดิ์ มีหน่วยเป็นไร่ แต่ไม่ได้หมายถึงจำนวนที่ครอบครองที่ดินจริง


สมเด็จเจ้าพระยา

เป็นตำแหน่งสูงสุดของขุนนาง แต่ตำแหน่งนี้ไม่มีในสมัยอยุธยา จะมีในสมัยสุโขทัยและข้ามมาที่สมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์เลย

มีคำเรียกขานคือ “เจ้าคุณ”

เจ้าพระยา

ถ้าในสมัยอยุธยาก็นับเป็นขุนนางที่ตำแหน่งสูงสุด

มีคำเรียกขานคือ “เจ้าคุณ”
มีศักดินา ๑๐๐๐๐

แบ่งเป็นฝ่ายต่างๆคือ
– เจ้าพระยามหาอุปราช
– เจ้าพระยาจักรี
– เจ้ามหาเสนาบดี
– เจ้าพระยาสุรสีห (สุรศรี)
– เจ้าพระยาศรีธรรมราช

พระยา

หรือเรียกว่า ออกญา หรือ ออกพญา

คำเรียกขานคือ “เจ้าคุณ”
มีศักดินา ๑๐๐๐๐

พระ

หรือ ออกพระ

มีคำเรียกขานคือ “คุณพระ”
มีศักดินา ๑๐๐๐ – ๕๐๐๐

หลวง

หรือ ออกหลวง
คำเรียกขานคือ “คุณหลวง”
มีศักดินา ๘๐๐ – ๓๐๐๐

จมื่น

คือหัวหมื่นในเวรหมาดเล็ก
เป็นตำแหน่งพิเศษคือเป็นมหาดเล็ก คัดจากลูกหลานคนใกล้ชิด เป็นคนไว้ใจ ทำงานใกล้ชิดพระมหากษัตริย์

มีแค่ 4 คน 4 ตำแหน่งคือ
– จมื่นสรรเพชรภักดี
– จมื่นศรีเสารัก
– จมื่นไวยวรนาถ
– จมื่นเสมอใจราช

มีคำเรียกขานคือ “พระนาย”
มีศักดินา ๑๐๐๐

ึ—

ขุน

หรือ ออกขุน

มีคำเรียกขานคือ “ท่านขุน”
มีศักดินา ๓๐๐ – ๑๐๐๐ ไร่

หมื่น

คำเรียกขานคือ “ท่านหมื่น”
มีศักดินา ๒๐๐ – ๕๐๐

พัน

คือหัวหน้านายเวร
มีศักดินา ๑๐๐ – ๖๐๐

นาย

หรือตำแหน่งนายเวร
มีศักดินา ๒๐๐ – ๖๐๐

ศักดินาของข้าราชการแต่ละคนไม่เท่ากัน เป็นเกียรติยศขึ้นอยู่กับผลงานความดีความชอบ

ส่วนคำว่า “ขุนนาง” คือข้าราชการที่มีศักดินา ๔๐๐ ไร่ขึ้นไป ทั้งหมดนับเป็นขุนนาง

Maiko Yuki ราชินีไอดอล ดารา AV รุ่นบุกเบิก

ถ้าพูดถึงดารา AV แล้วคนไทยมักจะรู้จักชื่อ “มิยาบิ” หรือ “มาเรีย โอซาวา” แล้วก็ “โซระ อาโออิ” (ตอนนี้ก็แต่งงานมีลูกกันไปเรียบร้อย)

เพราะสื่อไทยนิยมมาสร้างกระแสเอาช่วงนั้น อย่างสื่อค่าย Manager นี่ตัวนำเลยสมัยนั้น แล้วก็ทำให้ชื่อ AV เนี่ยกลายมาเป็นที่ยอมรับในสังคมไทย รายการของวูดดี้ก็เคยเชิญมาร่วม ยิ่งพวกวงการฟุตบอลนี่ไม่ต้องพูดถึง สายนี้ขาลามกอยู่แล้ว คือเป็นแวดวงของชายๆ เหมือนกับพวกนิยมรถแล้วก็งานมอเตอร์

แต่ในญี่ปุ่นวงการ AV เฟื่องฟูมาก่อนนั้นนานแล้ว คือเป็นประเภทหนังที่มีการเซ็นเซอร์ อยู่บนดิน ซึ่งดารา AV ที่สวยน่ารักที่สุดในรุ่นแรกๆ ก็คือ “ไมโกะ ยูกิ” (Maiko Yuki) เลยทำให้โด่งดังมากในญี่ปุ่น และดังมาถึงไทยด้วย แต่อยู่ในแวดวงใต้ดินเท่านั้น ก็คือแวดวงอากู๋, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า, เว็บขายซีดีออนไลน์ อะไรทำนองนั้นล่ะครับ ^^ ยังไม่มีสื่อหยิบมาเล่นกระแส

ไมโกะเกิดปี 1977 ตอนนี้ก็อายุประมาณ 40 ต้นๆละ ซึ่งเธอเล่นหนังในช่วงอายุ 20 กว่าๆถึง 30 หนังของไมโกะขายดีถล่มทลายในญี่ปุ่น จากที่ทราบมาคือขายดีกว่าสมัยของมิยาบิ เพราะช่วงหลังนี่คือดารา AV มันมีเยอะมากแล้ว แต่สมัยของไมโกะคือคนพึ่งจะเห่อที่มีวัยรุ่นหน้าตาดีมีฐานะ ไม่ใช่หญิงบริการ ไม่ใช่สาวไซด์ไลน์ มาเล่นหนังของจริง

ส่วนดาราอีกคนที่คลานตามๆกันมาก็คือ “ชิอาสะ อาโอะนูมะ” (Chiasa Aonuma) เล่นช่วงๆเดียวกับไมไกะ โด่งดังและเป็นที่นิยมพอสมควร แต่ไม่ฮิตขายดีเท่าไมโกะ


C. pantip : ตา o

“ทอล์คสปอร์ต” สื่อกีฬาดังของอังกฤษ จัดทีมยอดเยี่ยมของ ลิเวอร์พูลในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

จัดโดย TalkSport

ถือว่าเป็นการคัดเลือกตัวที่เหมาะที่สุดจริงๆจากทอล์คสปอร์ต แถมจัดระบบการเล่นเหมาะกับตัวผู้เล่นด้วย

ผู้รักษาประตู : อลิสซอน เบ็คเกอร์

กองหลัง : เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โฌแอล มาติป, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน

กองกลาง : สตีเว่น เจอร์ราร์ด, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่

กองหน้า : โมฮาเหม็ด ซาลาห์, หลุยส์ ซัวเรซ, ซาดิโอ มาเน่

ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

ถ้านับเฉพาะในช่วง 10 ปีที่มาเรียกว่าเลือกตัวได้ไม่ยากเลย

อลิสซอน เหนือกว่านายทวารทุกคนของในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น เรน่า, มิโญเล่ต์, คาริอุส

ส่วนกองหลังก็ยกชุดปัจจุบัน ก็แน่นอนว่ามาติปเหนือกว่ากองหลังช่วงที่ผ่านมาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นแอ็กเกอร์และคาร์ราเกอร์

เจอร์ราร์ด, คูตินโญ่ ก็ตรงตามตำแหน่ง ส่วนกัปตันคนปัจจุบัน เฮนเดอร์สัน เป็นตัวขับเคลื่อนเบื้องหลังจริง ลีลาอาจไม่หวือหวาเตะตาแฟนบอล แต่เขาเป็นคนที่คอนโทรลจังหวะเกมดีที่สุดในทีม จ่ายดีและตัดบอลได้ดี มีประโยชน์ทั้งเกมรุกเกมรับ

สำหรับ 3 ประสานแนวรุกชุดปัจจุบันทั้ง โม ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ เป็นสุดยอดแนวรุกที่อันตรายที่สุดในยุโรปเวลานี้ แต่ทอล์คสปอร์ตเลือกเอาหลุยส์ ซัวเรซ ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าแทนฟีร์มีโน่ เพราะซัวเรซมีผลงานยอดเยี่ยมกว่าตอนเล่นให้ ลิเวอร์พูล ระหว่างปี 2011-2014 โดยลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก 110 นัด ทำได้ 69 ประตู

รวมทุกถ้วย ซัวเรซเล่นให้หงส์แดง 133 นัด ยิงไป 82 ประตู และทำ 47 แอสซิสต์ ขณะที่ ฟีร์มีโน่ เล่นไป 213 เกม ยิงไป 70 ประตู และทำ 55 แอสซิสต์

ร่างกายคนเราไม่จำเป็นต้องกินอาหารเป็นเวลา และไม่ต้องกินถึง 3 มื้อ

1. ไม่ควรกินเวลากลางคืน

ช่วงเวลาที่อ็อกซิเจนน้อย คาร์บอนไดออกไซด์เยอะ เป็นเวลาที่ร่างกายพักตัวเอง ชะลอการทำงานลง ระบบย่อยอาหารก็พักตัวทำงานช้าลง การกินกลางคืนบ่อยๆอาจทำให้เป็นโรคกรดไหลย้อน

2. ควรฝึกร่างกายให้รองรับของกินทุกชนิด

ไม่จำเป็นต้องกินแต่ข้าวพร้อมกับ อย่างคนไทยจำนวนมากเลยที่ต่อให้กินขนมปังจำนวนมากก็ไม่อิ่ม ยังรู้สึกขาดอาหารถ้าไม่ได้กินข้าว แต่ขนมปังคืออาหารหลักสำหรับคนทั่วโลก

ส่วนคนยุคโบราณทุกชนชาติ เขาไม่แยกประเภทของอาหาร ว่าเป็นอาหารคาว ของหวาน ผลไม้ ไม่ว่าจะคนไทยหรือฝรั่ง ที่สมัยโบราณมีอาหารหลายชนิด เขาก็จะวางรวมบนโต๊ะหมด แล้วก็กินทุกอย่างพร้อมกัน ไม่ได้แบ่งว่าต้องกินอาหารคาวก่อน ของหวานและผลไม้ทีหลัง ส่วนสำหรับคนฐานะไม่ร่ำรวย แต่ละมื้อหรือในแต่ละวัน ผู้คนไม่ได้มีอาหารทุกชนิดกิน บางครอบครัวอาจมีแต่ผลไม้ บางครอบครัวอาจมีแต่ผักกับขนมปัง

ร่างกายคนเราสามารถอิ่มได้ใน 1 วันด้วยการกินแต่ผลไม้ สามารถอิ่มได้ด้วยสลัดผัก หรือสามารถอิ่มได้ด้วยขนมปังอย่างเดียว หรือเนื้อสัตว์อย่างเดียว และพอหลายวันเข้าเมื่อร่างกายต้องการสารอาหารชนิดอื่น สมองจะถามหาเอง จะทำให้เรารู้สึกอยากกินนมบ้าง อยากกินของหวานๆที่มีน้ำตาลบ้าง หรืออยากกินเนื้อสัตว์เยอะๆ ถ้าไม่ใช่ว่าเราอยากเพราะความอร่อยหรือเพราะฝีมือของร้านอาหาร แต่เป็นความโหยจากร่างกาย นั่นคือสมองมันสั่งมา

3. ไม่จำเป็นต้องกินเป็นเวลา

การแบ่งอาหารเป็น 3 มื้อเป็นวัฒนธรรมฝรั่งในยุคหลังช่วงที่มีงานบริษัทและการปฏิวัติอุตสาหกรรม เนื่องจากคนทำงานต้องทำเป็นเวลา จึงแบ่งการกินเป็น 3 มื้อโดยที่สมัยนั้นเขายังไม่ได้มีความรู้การแพทย์มากนัก

ปัจจุบันเนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมความเป็นอยู่ได้ ผู้คนส่วนมากยังคงต้องทำงานเป็นเวลา พักเป็นเวลา ฉะนั้นการแพทย์จึงต้องนำเสนอในสิ่งที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต คือเมื่อจำเป็นต้องกินเป็นเวลา 3 มื้อ ก็ห้ามที่จะกินอาหารผิดเวลา เพราะกระเพาะและน้ำย่อยจะทำงานตามความเคยชิน

แต่ถ้าสมองเราสั่งการร่างกายไม่ให้ย่อยเป็นเวลา กระบวนการย่อยก็จะพักตัวนานขึ้น เช่นถ้าคนเรากินอาหารวันละ 1 มื้อจนชิน กระบวนการย่อยก็จะทำงานรองรับการกิน 1 มื้อ จะไม่หลั่งน้ำย่อยออกมากัดกระเพาะ

หรือถ้าสมองสั่งร่างกายให้ชินกับการกินอาหารไม่เป็นเวลา เหมือนกับอารยธรรมยุคโบราณ ผู้คนกินอาหารเฉพาะเวลาหิว หรือเวลารวมตัวครอบครัวและหมู่คณะ

4. ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำหลังอาหาร

นี่ก็เป็นวัฒนธรรมฝรั่งในยุคหลัง แล้วก็ยังไม่มีความรู้ทางการแพทย์นัก มีการวางมารยาทมาว่าต้องกินน้ำปิดท้ายเวลากินอาหารเสร็จ แต่ที่ดีกว่าคือ ถ้าหากว่าของกินไม่ได้ติดคอหรือแน่นจุกหลอดอาหารก็ไม่ควรรีบกินน้ำ

ควรให้กระเพาะได้ดูดซึมสารอาหารไปเยอะๆก่อน พอผ่านกระบวนการย่อยไปแล้ว ซักครึ่งชั่วโมงหรือ 40 นาที คราวนี้ถ้าต้องการกินน้ำก็กินได้เลย หรือถ้าไม่กระหายก็ไม่เป็นไร

ซึ่งในการกินน้ำที่ดีนั้น ควรจะกินทีละนิดเรื่อยๆ กินซัก 2-3 อึกแล้วพัก เวลาผ่านไประยะนึงก็จิบอีก แบบนี้จึงจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

5. ควรกินอาหารเพียงน้อย

ในวันหนึ่งๆไม่จำเป็นต้องอิ่มตลอดเวลา ควรให้มีความหิวติดตัวไว้ จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย สติปัญญาและจิตใจมากกว่า ในมื้อนึงของเราก็ไม่ต้องกินจนอิ่มท้อง กินให้พอประมาณ ทำเป็นประจำร่างกายก็จะชินไปเอง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น