มีเหตุผลอะไรที่ต้องมีกฎเหล่านี้ในคุก และปล่อยให้ในคุกมีเรื่องเลวๆเข้าไปอีก [สิ่งที่ควรคิดแก้ไข]

แน่นอนว่าคุกไม่ใช่โรงแรม ไม่ใช่โรงพยาบาล ที่เข้าไปแล้วจะได้สบายหรือเป็นที่พักผ่อนเยียวยา
แต่เป้าหมายของคุกคือ
1.) ควบคุมคนที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ให้สามารถอยู่ในสังคมแล้วทำผิดต่อไป
2.) ลงโทษชดใช้ความผิดที่ทำ
3.) ปรับทัศนติ ดัดนิสัยให้หลาบจำ เพื่อเกรงกลัวการทำผิดกฎหมายอีก

ในที่สุดบรรดานักโทษก็ต้องพ้นความผิดออกมาสู่สังคม และถ้าข้อ 3 มันไม่สัมฤิทธิ์ผล ก็เท่ากับว่าคนเหล่านั้นก็จะมีทัศนคติเดิมๆ หรือเลวร้ายกว่าเดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากสังคมในเรือนจำที่บ่มเพาะ กับสภาพแย่ๆที่เขาต้องเผชิญ

ในที่นี้มีเรื่องที่มันผิดกฎหมายด้วย เช่นการทำร้ายร่างกาย และการล่วงละเมิดทางเพศ

ถ้าเราให้ตรรกะว่า นี่มันคือคุกมันต้องมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว นั่นแสดงว่าเรายอมให้มีการทำสิ่งผิดกฎหมายในคุก ! ถ้างั้นคุณจะมีกฎทำไมล่ะว่าห้ามมียาเสพติดในคุก ? ถ้าบอกว่าเพราะมันผิดกฎหมาย อ้อ..ตกลง ยึดกฎหมายเฉพาะเรื่องยาเสพติด แต่เรื่องทำร้ายร่างกาย, ขู่กรรโชกทรัพย์, ล่วงละเมิดทางเพศ เหล่านี้มีได้ ?

ที่ว่ามานี่ไม่ใช่ว่าในคุกมันแย่ หรือมีแต่คนเลวร้าย ไม่ใช่นะครับ จากประสบการณ์ที่รับฟังชาวคุกมาหลายคน ทราบว่าส่วนมากนักโทษจะมีน้ำใจต่อกัน รักเพื่อนฝูง คือนิสัยดีครับ กระทั่งนักโทษส่วนมากซึ่งโดนคดียาเสพติด เหล่านี้ก็คือคนนิสัยดีน้ำใจดีในคุก

มีคำพูดว่า คนคุกส่วนมากไม่ใช่คนเลว แต่เป็นคนทำผิดกฎหมายแล้วโชคไม่ดีต้องติดคุก ในขณะที่ในสังคมก็มีคนจำนวนมากกว่าด้วยที่ทำผิดกฎหมาย แต่โชคดีที่ไม่ติดคุก

แต่มันก็มีครับ บางคนที่สันดานดิบ รุ่นเก๋าๆที่ชอบขู่กรรโชก หรือล่วงละเมิดคนอื่น ก็จะมีบางคนที่เป็นเหยื่อแต่ไม่ใช่ทุกคนจะโดน มันเป็นเพราะระเบียบควบคุมมันหละหลวมเรื่องนี้

นอกจากเรื่องของสังคมในคุกแล้ว กฎระเบียบบ้าๆบอๆในคุก ที่ควรแก้ไขก็มี

ขอเล่าจากตรงนี้ครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักโทษคดีเก็บเห็ดในป่า, ฉ้อโกง ตั้งแชร์ลูกโซ่, หมิ่นประมาท ด่าคนออกสื่อ, นำข้อมูลเท็จสู่คอมพิวเตอร์ ใส่ร้ายคนผ่านโซเชียล, เมาแล้วขับชนคนตาย, หนีทหาร, ร่วมม็อบต้านรัฐบาล ทำให้สถานที่ต่างๆเสียหาย ฯลฯ

เห็นมั้ยครับว่า หลายๆคดีดูแล้วไม่ได้ไกลตัวเราเลย คุณหลายคนก็ทำผิดกฎหมาย แค่โชคดีที่ไม่ติดคุก (อย่างด่าคนหรือใส่ร้ายคนในโซเชียล นี่ก็ทำผิดกฎหมายกันทั้งนั้นครับ ละเมิดทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหาย)

เอาล่ะครับ ไม่ว่าจะคดีอะไรมันจะต้องผ่านขั้นตอนเหล่านี้

เมื่อคุณเป็นแค่ “ผู้ต้องหา” ยังไม่ทันถูกตัดสินล่ะครับ แค่รอประกันตัว (หรือถ้าประกันไม่ได้ก็ไปนอนรอคุกฟรีเป็นเดือนรอขึ้นศาล) คุณจะอยู่ในห้องฝากขังร่วมกับผู้ต้องหาหลายคนที่มาจากเรือนจำ (คนที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดี) เมื่อเข้าห้องฝากขัง ผู้คุมขี้เบ่งบ้าอำนาจก็จะสั่งให้คุณแก้ผ้า ก้มตัวแหกตูด เพื่อตรวจว่าคุณไม่พกยาเสพติดเข้ามา !

–> นี่ก็ข้อเป็นขั้นตอนปัญญาอ่อนที่ควรแก้ไขครับ เพราะคงไม่มีใครที่วางแผนให้ตัวเองโดนคดีฉ้อโกง หรือโกงภาษี หรือกินหมีป่า ! แล้วแอบเอายาบ้าใส่รูตูดไปเพื่อเสพหรือแจกจ่ายชาวคุก แล้วใช้เงินจำนวนมากมายื่นประกันตัว
— สิ่งที่ควรแก้คือ คุณต้องดูว่า เขาเป็นผู้ต้องหาคดีอะไร ? คดียาเสพติดหรือไม่ ? ยื่นประกันตัวแล้วหรือไม่ ? ไม่ใช่จับแก้ผ้าทุกคน

_____

ส่วนระเบียบโง่ๆในคุก ได้แก่
–> ห้องส้วมไม่มีประตูกั้น + แก้ผ้าอาบน้ำรวม !

ถ้าบอกว่านี่คือส่วนหนึ่งของการลงโทษ ถามว่าอะไรคือเหตุผล ? มีงานวิจัยจากไหนรองรับหรือว่า การแก้ผ้าอาบน้ำจะเป็นการดัดนิสัยคนได้ ! ..หรือมันจะยิ่งทำให้คนมีสันดานดิบหยาบกระด้างเข้าอีก

แล้วถ้าบอกว่า นี่แหละเพื่อป้องกันการทำผิดกฎหมาย จะได้ไม่มีการแอบพกยาเสพติดไปในห้องน้ำ แล้วไม่ให้ละเมิดทางเพศกัน .. โถ ถ้าจะแก้ผ้าเพื่อไม่ให้ซุกยา แสดงว่าต้องแก้ผ้าทั้งวันไม่ใช่แค่ตอนอาบน้ำครับ
— สิ่งที่ควรแก้คือ ก็ให้มันอาบน้ำห้องใครห้องมัน มีประตูกั้น จะฉี่จะอึก็ต้องมีประตูกั้น ไม่ใช่นั่งจ๋องโชว์หราเป็นข้างถนนประเทศอินเดียเลย เรื่องแอบเสพยาไม่ต้องห่วงเลย ถ้าในคุกมันมีโซนส่วนตัวหลบมุมตุ๋ยกันได้ แสดงว่ามันก็มีมุมเสพยาได้เหมือนกัน

เข้าใจว่าคนมันเยอะ จะให้มันรอคิวต่อแถวอาบน้ำก็ยาก ฉะนั้นก็จัดเวลาสิครับ ขยายเวลาอาบน้ำออกไป หรือทำเหมือนทหารเกณฑ์ก็ได้ครับ ไม่เห็นจะต้องแก้ผ้าจนหมด ใครจะใส่ผ้าถุง ใส่กางเกงใน หรือบ็อกเซอร์ขาสั้นก็ใส่ไป

_____

*ที่พูดเรื่องละเมิดทางเพศ ผมก็หมายถึงการละเมิดจริงๆ ส่วนไอ้กรณีว่าติดคุกนานๆเกิดกำหนัด ต้องการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง หรือมีการตกลงปลงใจร่วมกัน อันนั้นผมไม่ได้กล่าวถึง*

_____

การแก้ไขเปลี่ยนแปลง เริ่มจากแก้แค่กฎระเบียบก่อน

หลังจากนั้น ต่อไปรัฐบาลต้องใช้งบประมาณปรับปรุงและขยายสถานที่ ..ก็เห็นมีงบซื้อนู่นซื้อนี่ตลอด ถนนสะพานอุโมงค์ก็สร้างตลอดไม่มีหยุด เอาไปลงตรงนี้มั่งก็ได้ ดีซะอีก มีเรือนจำรองรับนักโทษเยอะๆ จะได้ไม่ต้องรีบหาข้ออ้างให้พ้นโทษเร็วเหตุเพราะเรือนจำไม่พอรองรับ

อีกเรื่องที่อนาคตต้องแก้ และค่อยว่ากันภายภาคหน้าหลังจากปรับปรุงขยายเรือนจำได้จริง คือให้ยอมรับบุคคลแปลงเพศด้วย

อันนี้นอกจากคุกแล้ว ห้องน้ำสาธารณะ, ทหารเกณฑ์ ก็ควรแยกโซนเหมือนกัน ไม่ใช่ให้กระเทยแปลงเพศไปเข้าห้องน้ำหญิง หรือจับมาเกณฑ์ทหารปนกับชาย ติดคุกเรือนจำเดียวกับชาย นักโทษกลุ่มนี้ไม่ค่อยมี มีน้อยมาก ก็คิดว่าจัดห้องไม่ยาก

______

ส่วนเรื่องที่แย่ๆ แต่มันเกินควบคุมหรือพอยอมรับได้ ที่รับทราบมานะครับ ทุกๆเรือนจำจะเหมือนกัน
–> คือเจ้าหน้าที่และผู้คุมจะมีแต่พวกวางอำนาจ

ข้อนี้มันก็ต้องยอมรับกันไป เพราะคุกไม่ใช่สถานพยาบาล โลกเรามันก็มีคนประเภทชอบเบ่งชอบวางอำนาจเหนือคน นี่มันคือสัจธรรม ไม่ใช่แค่เมืองไทยนะ มันเป็นเหมือนกันหมดทุกที่และเป็นมาตั้งแต่ยุคโบราณ มนุษย์เราจะมีคนที่ถือแส้ถืออาวุธ คอยทำเบ่ง กดหัวคน วางอำนาจใส่ลูกน้อง ใส่ทาส ใส่นักโทษ

แล้วไอ้คนพวกนี้ไม่มีงานอื่นที่เหมาะกับมัน จะไปบริหารโรงแรมก็ไม่เหมาะ เป็นหมอก็ไม่เหมาะ ฉะนั้นก็ต้องทำงานที่คุก ซึ่งมันก็มีตั้งแต่ที่ศาลแล้ว แผนกฝากขังทุกโต๊ะ เจ้าหน้าที่ต้องพูดจาทำข่มทำเบ่งใส่ผู้ต้องหา ถึงแม้จะประกันตัว

ยิ่งคนที่ถูกส่งไปเรือนจำ หรือคนที่เป็นนักโทษ ก็จะเจอของจริง เจอเจ้าหน้าที่นิสัยกร่างๆ อันธพาลในเครื่องแบบ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงไปจนถึงพัสดีจะมีสถานะเป็น “ป๋า” ทุกแห่งจะเรียกเหมือนกันหมด ใครอยากสบายหน่อยต้องเลียป๋า ต้องเป็นเด็กป๋า หรือถ้าให้ดีต้องเป็นคนมีเงิน คอยส่งส่วยป๋าแล้วจะได้งานสบาย อยู่สบาย

–ซึ่งตรงนี้ผมไม่ติดใจนะ แล้วคิดว่านักโทษก็ทำใจได้ ในคุกย่อมมีงานทำ มีงานตามสั่ง ได้เจอนักโทษนิสัยดีและนิสัยน่ารำคาญ เจอผู้คุมที่ชอบกดหัว อันนี้มันเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันก็ต้องจ้างคนประเภทนี้มาทำงานเรือนจำ เอาคนดีๆมาบางทีนักโทษก็ไม่เกรงขาม

*แต่ไอ้ส่วนที่สมควรปรับปรุงแก้ไข คืออย่างที่บอกไปครับ*

(ถ้าคุกไทย ได้ซักคล้ายๆคุกฝรั่งก็จะโอเคขึ้นมาหน่อย)

C. pantip : ตา o

ที่มาของหน้ากาก “แฮกเกอร์”

ที่เด็กๆชอบเรียกหน้ากากแบบนี้กันว่าหน้ากาก Hacker จริงๆแล้วมันเป็นหน้ากากจากหนังเรื่อง “V for Vendetta” (เพชฌฆาตหน้ากากพญายม) ปี 2005

เป็นตัวละครที่ในเรื่องไม่เผยชื่อจริง ไม่เผยใบหน้า เพื่อไม่ให้เป็นที่จดจำ ตัวตนของเขาไม่มีค่าแต่ให้ยกย่องวีรกรรมที่เขาทำมากกว่า

ในเรื่องเขาจึงใช้ฉายาว่า “V” ซึ่งย่อมาจาก Vendetta นักต่อสู้ที่เขายกย่อง เขาจึงเป็นที่รู้จักในนาม V ผู้สวมใส่หน้ากากสีขาว และกลายเป็นผู้นำมวลชนในการต่อต้านเผด็จการทรราชที่กดขี่ประชาชน ปิดหูปิดตาและละเมิดสิทธิมนุษยชน

ซึ่งต่อมาหน้ากากแบบนี้มีชื่อว่า “กาย ฟอคส์” (Guy Fawkes mask) และถูกเอามาใช้ในกลุ่มผู้ตั้งตัวเป็นแฮกเกอร์อย่าง “แอนอนิมัส” (Anonymous)

Anonymous ก่อตั้งในปี 2003 เป็นกลุ่มที่ต่อต้านนโยบายรัฐบาล และมีการโจมตีข้อมูลทางเทคโนโลยีในหลายประเทศ

ต่อมาก็มีผู้สนับสนุนมาเข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างมากมาย มีการชุมนุมในที่สาธารณะโดยสวมใส่หน้ากากต่างๆ แต่ที่นิยมที่สุดคือหน้ากากของ “V” (หลังที่เรื่องนี้ออกฉายแล้ว) เพราะเป็นสัญลักษณ์การปฏิวัติประชาชนโค่นล้มรัฐบาลจากในเรื่อง

ปี 2012 วารสาร Time ได้จัดให้แอนอนิมัสเป็นหนึ่งใน “100 คนมีอิทธิพลมากที่สุด” ในโลก นั่นก็อาจพูดได้ว่าหนังเรื่อง V for Vendetta เป็นหนังที่มีอิทธิพลต่อความคิดผู้คนมากที่สุดเหมือนกัน

ในหมู่ gamer และ youtuber ก็จะพบเห็นและรู้จักหน้ากากกาย ฟอคส์ หรือหน้ากาก V นี้ในชื่อ “หน้ากากแฮกเกอร์” เพราะมีตัวละครในเกมที่เป็นแฮกเกอร์ได้สวมหน้ากากแบบนี้ จนเด็กๆสมัยนี้ทุกคนที่ชอบเล่นเกมและดู youtube ก็จะรู้จักหน้ากากแฮกเกอร์นี้ เพียงแต่ไม่รู้ที่มา

C. pantip : ตา o

หนังปล้นแห่งศตวรรษที่ 21 ที่คุณไม่ควรพลาด

10. The Taking of Pelham 123 (2009)

อาจเรียกได้ว่า Denzel Washington กลายเป็นนักแสดงคู่บุญหมายเลขหนึ่งตลอดการทำงานของ Tony Scott ที่เคยร่วมมือกันสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพมาอย่างมากมายทั้ง Man on Fire, Déjà vu, Unstoppable หรืออาจรวมไปถึง The Taking of Pelham 123 ที่ทำได้ตามมาตรฐาน กับการรีเมคผลงานปี 1974 ที่ตอบโจทย์ในแง่ความบันเทิงตามสไตล์หนังปล้นแผนซ้อนแผน พร้อมทั้งได้ John Travolta มารับบทตัวร้ายที่ช่วยสร้างมิติของตัวละครได้เป็นอย่างดี กับพล็อตที่ว่าด้วยเหตุการณ์ปล้นบนขบวนรถไฟที่คนร้ายจับผู้โดยสารเป็นตัวประกัน และส่งสารท้าทายว่าหากไม่ได้เงินตามที่ขอภายในหนึ่งชั่วโมงจะค่อยๆฆ่าตัวประกันทีละคน

9. The Score (2001)

การเชือดเฉือนคม การหักเหลี่ยมยังคงเป็นรายละเอียดสำคัญที่ถูกใช้ในหนังปล้นยุคปัจจุบัน ที่ไม่โฟกัสเฉพาะฉากแอคชั่นหรือแผนโจรกรรมที่เหนือคาด หากแต่เป็นความลุ้นระทึกหรือโมเมนตัมที่พลิกไปพลิกมาจากตัวละครสองฝ่ายที่ต่างก็มีความสามารถและไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้กัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่พบเห็นในหนังเรื่องนี้ที่มาพร้อมกับการแสดงของสองตัวท็อปแห่งวงการอย่าง Robert De Niro และ Edward Norton โดยพล็อตว่าด้วยนักปล้นรุ่นเก๋ากับหนุ่มนักปล้นหน้าใหม่ที่ต้องร่วมมือกันในการโจรกรรมสิ่งของที่มีมูลค่ากว่า 30 ล้านดอลลาร์

8. The Italian Job (2003)

หากพูดถึงหนังปล้นยุค 2000s ที่เน้นตอบโจทย์ความบันเทิงด้วยฉากแอคชั่น การไล่ล่าที่ลุ้นระทึก และแผนการปล้นที่ซับซ้อนนอกจากหนังตระกูล Ocean อีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนต้องนึกถึงก็คือ The Italian Job การรีเมคจากผลงานคลาสสิกที่ปรุงแต่งได้เข้ากับยุคสมัย และยังคงกิมมิคฉากการไล่ล่าด้วยรถมินิคูปเปอร์ที่เต็มไปด้วยโมเม้นท์อันน่าตื่นตาตื่นใจ กับพล็อตที่ว่าด้วยการปล้นทองมูลค่ามหาศาลของทีมโจรกรรมอัจฉริยะที่นำมาสู่การหักหลังและการสูญเสียหัวหน้าทีม จนนำไปสู่เรื่องราวการล้างแค้น

7. The Bank Job (2008)

หลังประสบความสำเร็จจากหนังที่อิงเค้าโครงจากเรื่องจริงทั้ง Thirteen Days และ The World’s Fastest Indian ทางผู้กำกับ Roger Donaldson ก็เลือกที่จะสานต่อแนวทางนี้ต่อไป โดยการหยิบเหตุการณ์ปล้นธนาคารกลางกรุงลอนดอนในปี 1971 มาสร้างเป็นหนัง โดยจุดน่าสนใจนอกจากแสดงถึงกระบวนการ กลวิธีต่างๆของเหตุโจรกรรมครั้งนี้ ตั้งแต่การรวมทีม สร้างเส้นทางการปล้นโดยทำอุโมงค์จากใต้ดิน และมีการเจาะพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อเข้าไปยังห้องเก็บเงิน ซึ่งอีกส่วนที่น่าสนใจคือ เรื่องราวในช่วงหลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจปล้น โดยหนังจะพาไปสำรวจชีวิตตัวละคร ผลกระทบบางอย่างที่เกิดขึ้น

6. Baby Driver (2017)

อีกหนึ่งความแปลกของ Edgar Wright ที่จับหนังแอคชั่นผสมผสานกับหนังมิวสิคัล หรือหากเทียบง่ายๆก็คง Drive + La La Land โดยจุดเด่นของหนังนอกจากความยียวน ความตลกร้ายตามสไตล์ ฝั่งผู้กำกับยังใช้เพลงประกอบที่คัดสรรมากว่า 30 เพลง เป็นตัวขับเคลื่อนและบ่งบอกอารมณ์ของหนังแต่ละโมเม้นท์ ขณะเดียวกันฝั่งบริบทของหนังยังคงความเข้มข้น ความจริงจังของเรื่องราว ในรูปแบบหนังอาชญากรรมที่พูดถึงการปล้น มีการหักเหลี่ยมชิงไหวชิงพริบ โดยพล็อตพูดถึงเด็กหนุ่มที่มีทักษะขั้นสูงในการขับรถพาเหล่าอาชญากรหลบหนี ที่เกิดตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่งและหาหนทางที่จะหลุดพ้นจากวงการอาชญากรรม

5. The Good Thief (2002)

หากเอ่ยถึง Neil Jordan เชื่อว่าหลายคนอาจไม่คุ้นเคย แต่หากพูดถึงผลงานมาสเตอร์พีชอย่าง The Crying Game หลายคนอาจร้องอ่อขึ้นมาทันที เพราะเป็นหนังหักมุมที่มีความแปลกและหลอกล่อได้อย่างมีชั้นเชิง ซึ่งการกลับมาใน The Good Thief ยังคงกลิ่นอายหนังอาชญากรรมฟิล์มนัวร์ที่ผสมความโรแมนติกโดยใช้ตัวละครหญิงคอยปั่นหัว กำหนดทิศทางของหนังได้อย่างชาญฉลาด พร้อมทั้งการหักมุมเหนือชั้นก็ยังมีให้เห็นเช่นเคย กับพล็อตที่ว่าด้วยหนุ่มใหญ่ที่ติดเหล้า ติดการพนันและได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่คาสิโน จนนำไปสู่เหตุการณ์ปล้นครั้งสำคัญ

4. Ocean’s Eleven (2001)

คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังปล้นเลื่องชื่อ ที่อัดแน่นด้วยนักแสดงระดับท็อปอย่าง Ocean’s Eleven โดยจุดแข็งของหนังปล้นตระกูลนี้คือ การเขียนบทโดยสร้างภารกิจโจรกรรมสุดท้าทาย ที่มีระบบป้องกันแน่นหนาและซับซ้อน จนเรียกได้ว่าเป็นไปได้ยากที่จะทำมันได้สำเร็จ แต่ขณะเดียวกันก็สร้างแผนโจรกรรมที่ใกล้เคียงกับคำว่าอาชญากรรมสมบูรณ์แบบ โดยมีกระบวนการที่น่าเชื่อถือ ตั้งแต่การรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญในสายหน้าที่ต่างๆ มีการซักซ้อมวางแผน และคาดคะเนถึงผลสำเร็จในแต่ละวิธีการ เพื่อทำสิ่งที่ดูเหลือเชื่อให้เกิดขึ้นจริง โดยพล็อตของภาคนี้จะพูดถึงการรวมตัวของทีมโจรกรรม 11 คน ที่วางแผนปล้นคาสิโนขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จมาก่อน

3. Inside Man (2006)

ไม่บ่อยนักที่จะมีหนังปล้นที่โฟกัสเหตุการณ์การเจรจาต่อรองระหว่างฝั่งตำรวจกับอาชญากรโดยใช้สถานที่ปล้นเป็นโลเคชั่นหลักในการดำเนินเรื่อง แน่นอนว่า Dog Day Afternoon หนังปล้นคลาสสิกที่อิงเค้าโครงจากเรื่องจริงคงเป็นเรื่องแรกๆที่อยู่ในหัวของใครหลายคน แต่ทว่ายุค 2000s ก็มีหนังปล้นที่ใช้การเล่าแบบเดียวกัน และมีรายละเอียดที่ซับซ้อนและน่าสนใจไม่น้อยอย่าง Inside Man กับพล็อตที่พูดถึงเหตุการณ์ปล้นธนาคารที่ฝั่งคนร้ายได้จับผู้คนจำนวนมากเป็นตัวประกัน โดยหนังเน้นการพูดคุยเจรจาระหว่างฝั่งตำรวจกับคนร้าย แล้วโฟกัสไปยังเป้าหมายการปล้นที่แท้จริงและกลวิธีการหลบหนีของคนร้าย

2. The Town (2010)

ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์ชื่อดังอย่าง The Daily Beast เคยออกมาให้รายชื่อหนังปล้นที่ Ben Affleck ชื่นชอบ ซึ่งประกอบด้วยหนังอย่าง The Friends of Eddie Coyle, Rififi และหนังชื่อดังอีกหลายๆเรื่อง โดยหนึ่งในนั้นคือ Heat ที่อาจเรียกว่าเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของ The Town ด้วยเค้าโครง และลักษณะการดำเนินเรื่องที่ดูคล้ายคลึงกัน รวมถึงฉากแอคชั่น ฉากการปล้นต่างๆที่อาจทำได้ไม่ดีเท่า แต่ทว่าหนังกลับดูมีความลงตัวในแบบฉบับของตัวเอง โดยการเพิ่มมิติของตัวละครกับสร้างปมเบื้องหลังที่นำมาสู่ตัวตนในยุคปัจจุบัน ที่ช่วยให้การตัดสินใจของตัวละครในแต่ละโมเม้นท์ออกมาน่าเชื่อถือ โดยพล็อตพูดถึงหัวหน้าทีมปล้นธนาคารที่ไปตกหลุมสาวผู้จัดการธนาคาร จนนำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิตอาชญากร

1. Hell or High Water (2016)

สำหรับ Taylor Sheridan หากนับรวมผลงานล่าสุดของเขาอย่าง Wind River ดูจะเป็นที่ประจักษ์ในฐานะมือเขียนหนังอาชญากรรมที่ฉกาจที่สุดคนหนึ่งของยุค โดย Hell or High Water เป็นหนังที่พูดถึงสองพี่น้องที่ออกปล้นธนาคารตามเมืองเล็กๆเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ให้กับครอบครัว แต่ขณะเดียวกันก็ถูกตามล่าโดยสองตำรวจมือเก๋า ซึ่งจุดเด่นในแง่หนังปล้นคือ การเน้นบริบทตามสถานการณ์ที่ดูสมจริง ตั้งแต่การวางแผนปล้นตลอดจนไหวพริบในการหลบหนีเอาตัวรอด ที่ให้อารมณ์ลักษณะเดียวกับหนังออสการ์อย่าง No Country for Old Men อีกทั้งในส่วนของไดอะล็อกนอกจากจะทำออกมาได้ลื่นไหล ตรึงความสนใจคนดูได้ดี ก็แฝงประเด็นการจิกกัดสังคมได้อย่างแนบเนียน

C. pantip : In The Darkness

“The Usual Suspects” หนังแนวปล้นที่ทำมาเพื่อให้ดู 2 รอบ

The Usual Suspects (ชื่อไทย “ปล้นไม่ให้จับได้”) ปี 1995 เป็นหนังที่สร้างเนื้อหาไม่ซับซ้อน เดาตอนจบที่หักมุมได้ไม่ยากนัก แต่เป็นหนังที่ต้องดู 2 รอบถึงจะเข้าใจฉากต่างๆ

เว้นแต่ว่าคนดูจะเป็นประเภทดูไปหยุดภาพไป ย้อนดูภาพช้าแล้วจดบันทึกหรือจำเป็นฉากๆ ซึ่งไม่มีใครทำแบบนั้นแน่นอน

มันเหมือนกับว่าต้องดูจากท้ายเรื่องย้อนไปตอนต้นเรื่อง ฉะนั้นที่ง่ายที่สุดคือจำเป็นต้องดู 2 รอบต่อกัน ใช้เวลาซัก 4 ชั่วโมงเวลาว่างๆ

เป็นเรื่องที่วายร้าย “ไคเซอร์” จอมโจรผู้ลึกลับวางแผนปล้นที่ต่างๆ พร้อมวางแผนฆ่าพยานที่รู้ว่าตัวจริงเขาคือใคร แล้วก็ล้างแค้นโจรอื่นๆที่เคยปล้นสินค้าของเขาไปด้วย

โดยฉากต่างๆจะมีเนื้อหาที่เป็นการเล่าเรื่องโกหกของตัวละคร ผสมกับเนื้อหาที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจริง ฉะนั้นต้องใช้การวิเคราะห์แยกแยะเอาว่าอันไหนคือเรื่องโกหกอันไหนคือเรื่องราวจริง

และนี่คือผลงานดีๆจากยุค 90 อีกเรื่องนึง

โจรปล้นเก่ง กับธนาคารโกงเก่ง

โจรปล้นธนาคารที่แอนน์อาร์เบอร์ รัฐมิชิแกน โจรตะโกนคำแรกเมื่อชักปืนออกมาว่า !!!!!!

“ทุกคนอย่าขยับ เงินเป็นของรัฐ แต่ชีวิตเป็นของคุณ”
ทุกคนนอนอย่างสงบราบเรียบกับพื้นลืมตายโดยไม่โวยวาย ไม่มีใครเสี่ยงชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องเงินของรัฐ

พวกเราเรียกสิ่งนี้ว่า “เทคนิคการเปลี่ยนแนวคิด” บิดเบือนนิดเดียวความคิดเราก็เปลี่ยนไปไกลแล้ว

ผู้หญิงคนนึงนอนอยู่บนโต๊ะและกำลังจะกรี๊ด ทันใดนั้นโจรตะโกนใส่ผู้หญิงว่า “เรามีวัฒนธรรม ผมมาปล้นแบ๊งค์ ไม่ได้มาข่มขืนคุณ!!”
เราเรียกสิ่งนี้ว่า (professional การเป็นมืออาชีพ) ตั้งมั่นในเป้าหมายอย่างเดียวไม่ว่อกแว่ก

เมื่อโจรกลับถึงฐานลับ โจรวัยรุ่นที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท MBA บอกกับรุ่นพี่โจรว่า “รุ่นพี่ เรามานับเงินกันว่าได้มาเท่าไหร่” แต่รุ่นพี่โจรที่จบเพียงชั้นประถมกล่าวว่า “แกนี่มันโง่มากเลย เงินตั้งเยอะตั้งแนะ จะนับยังไง คืนนี้ทีวีจะบอกเองแหล่ะว่าเราได้มาเท่าไหร่!!”เราเรียกสิ่งนี้ว่า
(experience ประสบการณ์)

ซึ่งในปัจจุบันประสบการณ์มีค่ามากกว่าใบปริญญามากมายนัก
เมื่อโจรกลับไปแล้ว ผู้จัดการธนาคารสั่งให้รองผู้จัดการโทรหาตำรวจที่เบอร์ 911 แต่รองผู้จัดการธนาคารกลับค้านว่า “เดี๋ยวๆๆ ใจเย็นๆ โจรเอาเงินไปเท่าไหร่ เรามานับกันก่อน แล้วบอกตำรวจว่าโจรเอาไปมากกว่านั้นอีก 5 เท่า”เราเรียกสิ่งนี้่ว่า
“ว่ายตามน้ำ” หรือการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

ผู้จัดการกล่าวว่า “นั่นสิ จริงๆแล้วถ้ามีโจรมาปล้นธนาคารทุกเดือนก็ดีสินะ”เราเรียกสิ่งนี้ว่า “การฆ่าเวลาเล่นๆ” ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าความสุขของเราอีกแล้ว

วันถัดมา ทีวีทุกช่องออกข่าวกันว่ามีโจรปล้นธนาคาร 100 ล้าน แต่ว่าโจรที่ปล้นไปนับแล้วนับอีก ไม่ว่าจะนับกี่รอบ ก็นับได้แค่ 20 ล้านเท่านั้น โจรโกรธมากแล้วพูดว่า “เราเสี่ยงตายและปล้นธนาคารออกมาได้แค่ 20 ล้าน แต่เจ้าผู้จัดการธนาคารแค่มันหัวไวนิดเดียว มันทำเงินได้ถึง 80 ล้านเลย การศึกษามีดีอย่างนี้นี่เอง”เราเรียกสิ่งนี้ว่า Knowledge
(ความรู้มีค่ามากกว่าทองคำ)

ผู้จัดการธนาคารยิ้มร่าอย่างแรง เพราะว่าอยู่ดีๆเขาก็มีเงินเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้าน โดยที่เป็นความผิดของโจรปล้นธนาคาร
เราเรียกสิ่งนี้ว่า

“stratagem เล่ห์กลโกง”

C. Tyler durden

ยุคสามก๊ก จีนรู้จักเกาหลีหรือยัง ?

คาบสมุทรเกาหลีกับจีนมีการติดต่อกันก่อนยุคสามก๊กยาวนานมากครับ ตั้งแต่ยุคอาณาจักรโบราณของเกาหลีอย่างโชซอนโบราณมีปรากฏกล่าวถึงในหลักฐานของจีนตั้งแต่สมัยชุนชิวว่ามีการติดต่อกับรัฐฉี (齊) ตั้งแต่เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนคริสตกาล และก็ได้นำวัฒนธรรมของจีนเข้ามายังคาบสมุทรเกาหลีด้วย

ผ่านมาถึง ค.ศ. 108 รัชสมัยฮั่นอู่ตี้ (漢武帝) ราชสำนักฮั่นได้ยกทัพไปตีอาณาจักรโชซอนโบราณแตก ได้แบ่งการปกครองออกเป็นสี่หัวเมืองคือ เมืองเล่อล่าง (樂浪郡) เมืองเสฺวียนถู (玄菟郡) เมืองหลินถุน (臨屯郡) เมืองเจินฟาน (真番郡) ขึ้นตรงกับราชสำนักฮั่น กินพื้นที่บริเวณเกาหลีเหนือในปัจจุบัน แต่หลินถุนกับเจินฟานถูกยุบรวมกับอีกสองเมืองที่เหลือหลังจากนั้นแค่ราว 20 ปี ส่วนทางใต้ลงไปจากหัวเมืองเหล่านี้เป็นพื้นที่ของอาณาจักรโคกูรยอ (高句麗, 고구려) รวมไปถึงรัฐอื่นๆ ในคาบสมุทรเกาหลี โคกูรยอทำสงครามบุกตีหัวเมืองของฮั่นอยู่เนืองๆ แพ้บ้างชนะบ้าง

ผ่านมาถึงสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นและสามก๊กก็มีเหตุเกี่ยวข้องกับดินแดนในคาบสมุทรเกาหลีอยู่หลายครั้ง

ในช่วงที่ตั๋งโต๊ะยึดอำนาจในราชสำนักฮั่น ได้แต่งตั้งกงซุนตู้ (公孫度 กองซุนตู้) ชาวเมืองเสฺวียนถู อดีตผู้ว่าราชการมณฑลจี้โจว (冀州 กิจิ๋ว) เป็นเจ้าเมืองเหลียวตง (遼東 เลียวตั๋ง) ซึ่งอยู่ติดต่อกับคาบสมุทรเกาหลี กงซุนตู้ได้โจมตีอาณาจักรโคกูรยอทางตะวันออก และโจมตีดินแดนของชนเผ่าอูหฺวาน (烏桓) ทางตะวันตก แผ่ขยายอำนาจไปทั่วคาบสมุทรเกาหลีตอนบนรวมถึงเมืองเล่อล่างและเสฺวียนถู

กงซุนตู้เห็นว่าราชวงศ์ฮั่นเสื่อมทรามแล้ว จึงตั้งตัวเป็นใหญ่ โดยแบ่งหัวเมืองของเหลียวตงมาเป็นเมืองใหม่คือ เหลียวซี (遼西) และ จงเหลียว (中遼) แล้วตั้งเจ้าเมืองไปปกครอง จากนั้นก็ยกทัพเรือไปตีเมืองตงไหล (東萊) ตั้งขึ้นเป็นมณฑลอิ๋งโจว (營州) หลังจากนั้นก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นเหลียวตงโหว (遼東侯) หรือพระยาเหลียวตง ควบตำแหน่งผู้ว่าราชการมณฑลผิงโจว (平州) ซึ่งก็คือดินแดนในปกครองของตนเอง

นอกจากนี้ยังตั้งศาลพระเทพบิดรของฮั่นเกาจู่และฮั่นกวงอู่ขึ้นโดยให้ตนเองทำหน้าที่บวงสรวง นั่งราชรถลายหงส์เทียมม้าสี่ตัวเสมอฮ่องเต้ มีกองทหารม้ารักษาพระองค์อวี๋หลิน (羽林) ถือธงขนวัวเหมือนในราชสำนัก แสดงให้เห็นเจตนาที่จะตั้งตนเป็นเจ้าอย่างชัดเจน

ภาพเขียนศิลปะสมัยฮั่นตะวันออกในสุสานเมืองเล่อล่าง (樂浪) ประเทศเกาหลีเหนือ ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกรุงโซล

เมื่อโจโฉได้ครองอำนาจในราชสำนัก เห็นว่ากงซุนตู้มีอิทธิพลมาก จึงตั้งให้กงซุนตู้มีตำแหน่งเป็นขุนพลยุทธเดช (武威將軍 อู่เวยเจียงจวิน) มีบรรดาศักดิ์เป็นหย่งหนิงเซียงโหว (永寧鄉侯) แต่กงซุนตู้ไม่รับบรรดาศักดิ์ เพราะเห็นว่าสถานะตนเองสูงส่งกว่านั้น

หลังจากกงซุนตู้ตาย กงซุนคัง (公孫康 กองซุนของ) บุตรชายได้สืบทอดอำนาจในเหลียวตงต่อมา ในช่วงนั้นโจโฉรบชนะอ้วนเสี้ยวและยกทัพไปทางตะวันออกเพื่อปราบชนเป่าอูหฺวาน อ้วนซง (袁尚) กับอ้วนฮี (袁熙) หนีไปพึ่งกงซุนคังที่เหลียวตง แต่กงซุนคังตัดศีรษะทั้งสองรวมถึงหัวหน้าชนเผ่าอูหฺวานมอบให้โจโฉเพื่อแสดงว่าตนเองยอมอ่อนน้อมต่อราชสำนักฮั่น โจโฉจึงเลื่อนตำแหน่งให้เป็นขุนพลฝ่ายซ้าย (左將軍 จฺว่อเจียงจวิน) มีบรรดาศักดิ์เป็นเซียงผิงโหว (襄平侯) โดยนิตินัยกงซุนคังเป็นขุนนางในราชสำนักฮั่น แต่ด้วยความที่เหลียวตงอยู่ห่างไกลจงหยวนมากทำให้ตระกูลกงซุนมีอิสระในการปกครองมาก ขึ้นกับฮั่นแบบหลวมๆ เท่านั้น

ต่อมากงซุนคังก็ยกทัพไปทำสงครามกับโคกูรยอได้ชัยชนะ บังคับให้พระเจ้าซันซัง (山上王; 산상왕) แห่งโคกูรยอยอมขึ้นกับราชสำนักฮั่นและบังคับให้ย้ายราชธานีไปยังเมืองฮวันโด (丸都; 환도) นอกจากนี้ยังจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองเกาหลีอีกหลายประการ เช่น แบ่งเมืองเล่อล่างมาตั้งเป็นเมืองไต้ฟาง (帶方) อีกเมืองหนึ่ง ในหลักฐานสมัยฮั่นและสามก๊กได้รวมเมืองเล่อล่าง เสฺวียนถู และไต้ฟางเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลโยวโจว (幽州 อิวจิ๋ว)

จนถึงสมัยเว่ยเหวินตี้ (魏文帝 โจผี) สถาปนาวุยขึ้นแทนฮั่น กงซุนคังตาย ลูกชายทั้งสองยังเด็กอยู่ กงซุนกง (公孫恭) น้องชายจึงสืบทอดอำนาจในเหลียวตงต่อมา เว่ยเหวินตี้พระราชทานตราตั้งให้เป็นขุนพลทหารม้ารถศึก (車騎將軍 เชอจี้เจียงจวิน) ได้รับคฑาอาญาสิทธิ์ (假節) มีบรรดาศักดิ์เป็นผิงกฺวอโหว (平郭侯) ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็น ต้าซือหม่า (大司馬 จอมพล) ซึ่งเป็นตำแหน่งขุนนางฝ่ายทหารระดับสูงสุด สูงเหนือกว่าซานกง และมหาขุนพล (大將軍 ต้าเจียงจวิน)

ผ่านมาถึงสมัยเว่ยหมิงตี้ (魏明帝 โจยอย) กงซุนเยฺวียน (公孫淵 กองซุนเอี๋ยน) บุตรกงซุนคังได้แย่งอำนาจจากกงซุนกงแล้วครองอำนาจแทน เว่ยหมิงตี้จึงตั้งให้เป็นขุนพลอนุภาพขจร (揚烈將軍 หยางเลี่ยเจียงจวิน) และเจ้าเมืองเหลียวตง แต่กงซุนเยฺวียนเริ่มหันไปผูกมิตรกับซุนกวนแห่งง่อแทน โดยซุนกวนเสนอให้ร่วมมือกันตีวุยก๊กสองทาง รวมถึงเสนอตำแหน่งเยียนหวัง (燕王) หรืออ๋องแห่งรัฐเยียนให้พร้อมกับให้สิทธิพิเศษในการซื้อขายม้าศึก แต่กงซุนเยฺวียนเปลี่ยนใจกลับมาเข้าข้างวุย แล้วจับคณะทูตง่อส่งไปวุยทั้งหมด เว่ยหมิงตี้จึงเลื่อนตำแหน่งให้เป็นต้าซือหม่า พร้อมบรรดาศักดิ์เป็นเล่อล่างกง (樂浪公) หรือ เจ้าพระยาเล่อล่าง

ฝ่ายโคกูรยอไม่ชอบใจตระกูลกงซุนมาตั้งแต่แรก พระเจ้าดองชอน (東川王, 동천왕 ) กษัตริย์โคกูรยอจึงหันไปร่วมมือกับง่อก๊กเพื่อต่อต้านตระกูลกงซุน แต่ภายหลังก็เปลี่ยนใจมาผูกมิตรกับวุยแทน

ภายหลังวุยเริ่มระแวงอิทธิพลที่มีมากเกินไปของตระกูลกงซุน บวกกับท่าทีทีเคยเอนเอียงกลับไปกลับมา เว่ยหมิงตี้จึงส่งก้วนชิวเจี่ยน (毌丘儉 บู๊ขิวเขียม) ผู้ว่าราชการมณฑลโยวโจวไปตีเหลียวตงแต่ไม่สำเร็จ กงซุนเยฺวียนจึงตั้งตนเป็นกบฏ สถาปนาตนเองเป็นเยียนหวัง ตั้งปีรัชศกว่าเซ่าฮั่น (紹漢 สืบต่อจากราชวงศ์ฮั่น) แสดงเจตจำนงที่จะแยกตนเป็นอิสระและต่อต้านวุยอย่างชัดเจน

ราชสำนักวุยจึงส่งสุมาอี้ ซึ่งในเวลานั้นมีตำแหน่งเป็นไท่เว่ย (太尉 สมุหพระกลาโหม) ยกทัพใหญ่สี่หมื่นไปปราบเหลียวตงพร้อมกับก้วนชิวเจี่ยน โดยได้รับการสนับสนุนจากโคกูรยอด้วย สุมาอี้ได้รับชัยชนะอย่างงดงาม สามารถยึดครองเหลียวตง เล่อล่าง เสฺวียนถู ไต้ฟางได้ทั้งสิ้น กงซุนเยฺวียนตายในการรบ สุมาอี้สั่งประหารข้าราชการที่เข้าร่วมกับกบฏมากกว่าพันคน รวมถึงทหารกองทัพเหลียวตงที่อายุมากกว่า 14 ปีทั้งหมดราว 7,000 คน จับเชลยได้มากกว่า 300,000 คน มีการกวาดต้อนประชากรกลับไปเมืองจีนจำนวนมาก ฐานอำนาจของตระกูลกงซุนในคาบสมุทรเกาหลีถูกทำลายลง แต่ก็ทำให้ประชากรชาวฮั่นในคาบสมุทรเกาหลีตอนบนเบาบางลงมาก

ส่วนหนึ่งของจารึกของก้วนชิวเจี่ยน (毌丘儉紀功碑) กล่าวถึงความสำเร็จในการรบของโคกูรยอ

ผ่านมาไม่กีปี พระเจ้าดองชอนก็เริ่มขยายอำนาจขึ้นไปยังเหลียวตง ฝ่ายวุยเห็นว่าเป็นภัยคุกคามจึงส่งก้วนชิวเจี่ยนไปปราบปรามจนบุกยึดเมืองฮวันโดราชธานีของโคกูรยอได้ จากนั้นทัพวุยนำโดยแม่ทัพหวังฉี (王頎 อองกิ๋น) เจ้าเมืองเสฺวียนถูได้เคลื่อนทัพลงใต้เพื่อไล่ล่าพระเจ้าดองชอนที่หลบหนีต่อไป แม้ว่าจะจับตัวพระเจ้าดองชอนไม่ได้ แต่ก็สามารถยึดหัวเมืองของโคกูรยอได้หลายแห่งทั้งแคว้นอกจอ (沃沮, 옥저) ในตอนกลางของคาบสมุทรเกาหลี ทำให้แคว้นพูยอ (夫餘, 부여) ทางตอนเหนือยอมสวามิภักดิ์ และยังส่งทัพไปตีกับแคว้นเย (濊, 예) ที่เป็นพันธมิตรของโครกูรยอได้สำเร็จ ประชากรในคาบสมุทรเกาหลีถูกกวาดต้อนไปยังแผ่นดินจีนอีกจำนวนมาก ทำให้วุยได้ครองอำนาจในคาบสมุทรเกาหลีตอนบนไปอีกหลายสิบปี

โคกูรยออ่อนแอลงมาก ต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นตัว จนถึงสมัยต้นราชวงศ์จิ้นที่แผ่นดินจีนเป็นจลาจลจากแปดอ๋องชิงอำนาจจนทำให้ชนเผ่านอกด่านทั้งห้า (五胡) เข้ามาก่อความวุ่นวาย โคกูรยอจึงได้ฉวยโอกาลยกทัพไปตีหัวเมืองเล่อล่างและไต้ฟางมาจากจีนได้สำเร็จ และเริ่มขยายอำนาจขึ้นไปยังคาบสมุทรเหลียวตง

C. pantip : ศรีสรรเพชญ์

ฉากบู๊แฟนตาซีเรื่อง Sucker Punch

ตกลงเป็นแฟน “สามก๊ก” หรือประวัติศาสตร์ยุค “สามก๊ก” กันแน่ ?

เรื่องที่ทำให้เราสนุกสนาน ทำให้คนดูคนอ่านเกิดความนิยมชื่นชอบขึ้นมานั่นก็คืองานประพันธ์เรื่อง “สามก๊ก” ถูกมั้ยครับ ? เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา โดยเอาข้อมูลในประวัติศาสตร์มาดัดแปลงเสริมแต่งให้เป็นเรื่องเป็นราว

การใส่สีสันสร้างเนื้อหาขึ้นมา มันก็ต้องมีดราม่า ใส่อารมณ์ความรู้สึก แต่ถ้าเป็นตำราประวัติศาสตร์มันก็คนละอย่างกัน เป็นข้อมูลเพียวๆไม่มีดราม่า

ซึ่งหล่อกวั้นจงผู้ประพันธ์วรรณกรรม ก็สร้างเรื่องราวใส่สีเข้าไป บางบุคคลก็หยิบมาสร้างให้เป็นตัวละครมีคุณธรรม บางบุคคลก็นำมาสร้างเป็นตัวละครที่คดโกง แต่ส่วนมากตัวละครในสามก๊กจะเป็นสีเทาๆมากกว่า เรียกว่าตัวหลักๆของสามฝ่ายเนี่ยมีความแสบกันทุกคน แล้วก็เป็นการสะท้อนความเป็นจริงของมนุษย์

คือผู้แต่งจงใจสร้างให้เป็นเรื่องราวการชิงเหลี่ยม ชิงไหวชิงพริบ เอาตัวรอดและแย่งอำนาจกัน ไม่ใช่ละครสอนคุณธรรม แต่เรียกว่าเป็นตำราสอนใจระดับคลาสสิคอมตะเลยทีเดียว มีการสอนเรื่องการใช้ปัญญา

ถ้าไม่แน่จริง อยู่ไม่ได้มาถึงทุกวันนี้ครับ วรรณกรรมใหม่ๆมีมากมาย ของฝรั่งก็เยอะ แต่ยังไม่เป็นที่นิยมไปทั่วโลกเท่าสามก๊ก และพวกนักปกครองหลายๆประเทศก็ใช้สามก๊กเป็นหนึ่งในตำราพิชัยสงครามเพื่อศึกษากลยุทธด้วย

นี่คือผลงานอัจฉริยะที่หล่อกวั้นจงทิ้งเอาไว้ แต่ก็มีแฟนสามก๊กบางพวกที่เกิดไปคลั่งไคล้ตำราประวัติศาสตร์ขึ้นมา แล้วก็มาด่าโจมตีหล่อกวั้นจงว่าบิดเบือนข้อมูล ..อันนี้ก็งงว่าเพี้ยนหรือสับสนอะไรรึเปล่า คุณกำลังเสพวรรณกรรม เสพบทประพันธ์ คุณจะมาถามหาอะไรเรื่องข้อมูลถูกผิด ? สามก๊กมันเป็นความบันเทิง ที่สอนแง่คิดด้านกลยุทธ, การบริหาร, การเข้าใจปรัชญาชีวิต, การมองโลก แต่จะบีบคอเค้นเอาประวัติศาสตร์จากหล่อกวั้นจง คือไม่ใช่เรื่อง แต่มันแค่ใช้ประกอบในการศึกษาประวัติศาสตร์ได้

จริงๆถ้าพูดถึงแง่มุมของประวัติศาสตร์แล้ว เราไม่สามารถหยิบเอาตำราเล่มเดียวมาเป็นหลักฐานได้นะ ไม่ใช่ว่ายึดเอา “จดหมายเหตุ” ของเฉินโซ่ว มาบอกว่า นี่เล่มนี้ข้อมูลถูกต้อง ไม่ใช่แล้วล่ะครับ

จดหมายเหตุก็คือตำราครับ คือน้ำมือมนุษย์เขียนขึ้น มันก็ย่อมผิดพลาดได้ เฉินโซ่วไม่ได้อยู่เห็นเองกับตาทุกเหตุการณ์ทุกเรื่องราวของบุคคลตั้งแต่สมัยกบฏผ้าเหลือง มาถึงยุคฮั่นล่มสลายแตกเป็นสามก๊ก เรื่อยมาถึงยุครวมแผ่นดินตั้งราชวงศ์จิ้น ต่อให้ปราชญ์ยุคนั้นเองก็ไม่รู้เห็นเรื่องราวของทุกบุคคล

ฉะนั้นในการศึกษาประวัติศาสตร์ทุกชนชาติ สิ่งที่ใช้เป็นหลักฐานคือบันทึก, จารึก, จดหมายเหตุ, ตำรา, คัมภีร์ปราชญ์, คัมภีร์ศาสนา, ศิลปะ, วัตถุโบราณ, โบราณสถาน และอื่นๆ วรรณกรรมโบราณก็ใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาได้ เพื่อจะรู้วัฒนธรรมความคิดและจารีตในสมัยนั้น

บางทีดีไม่ดี งานมโนของหล่อกวั้นจงอาจถูกต้องกว่าบันทึกของเฉินโซ่วก็เป็นไปได้ เราไม่สามารถฟันธง ที่พูดตรงนี้คือจะเสนอแนะว่าอย่าไปยึดติด อย่าไปฝังหัวกับบันทึกประวัติศาสตร์แค่เล่มเดียว

สามก๊กนี่ถ้ามาทำเป็นงิ้ว มันก็คือการแสดง คือความบันเทิงอีกรูปแบบนึง ส่วนยุคใหม่ยุคเรานี่ก็คือมีการสร้างหนังสร้างซีรีส์ มันก็เป็นความบันเทิงอีกรูปแบบ ให้อารมณ์และเนื้อหาแตกต่างไปจากวรรณกรรมอีก ..เอาไว้จุดนี้จะนำเสนอโอกาสต่อไป มันมีหลายเวอร์ชั่นมาก ค่อยมาชำแหละกัน

C. pantip : ตา o

วาทกรรม “เคยได้แชมป์พรีเมียร์รึเปล่า ?” ตรรกะอะไรของแฟนแมนยูเหรอครับ ?

ขออภัยที่จั่วเหมารวมไปหน่อย ใช้คำว่า “แฟนแมนยูบางส่วน” ละกันครับ ที่ชอบใช้มุขแซวลิเวอร์พูลว่า “ได้แชมป์พรีเมียร์ซะก่อน” หรือ “เคยได้แชมป์พรีเมียร์รึยัง ?” มียิ่งไปกว่านั้นอีก ลดคำพูดเหลอแค่ว่า “เคยได้แชมป์รึยัง ?”

จริงๆการแซวกันล้อกันเป็นสีสันของกีฬานะ ผมก็แซวเล่นไปมากับเพื่อนๆ แต่พอดีเห็นว่าในโซเชียลแฟนๆเริ่มหลุดตรรกะกันละ มาถึงจุดนี้เลยต้องขอแสดงความเห็นซะหน่อย ..ว่าตกลงลิเวอร์พูลเนี่ยนะ ไม่เคยได้แชมป์ ?

ลีกอังกฤษผ่านมา 131 ปี ตั้งแต่ 1888 แต่แฟนๆเอาวาทกรรม “ไม่เคยได้แชมป์” มาใช้ ทั้งที่ลีกอังกฤษเพิ่งเปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์แค่ 27 ปี !

แล้วเวลาแซว กลับแซวว่า “รอแชมป์มา 30 ปี” หรือว่าวแชมป์มา 30 ปี ฮันแน่ ! ..ทำไมไม่พูดว่า 27 ปีล่ะ ? แสดงว่านับไปถึงสมัยที่ไม่ใช้ชื่อพรีเมียร์ด้วย

-> ไม่ใช่แค่แฟนๆ แม้แต่ตัวกุนซืออย่างโอเล่ก็ยังใช้มุขนี้ว่า “ไม่ต้องรอ 30 ปีถึงจะได้แชมป์”

(..แล้วเดี๋ยวไอ้วาทกรรม “ว่าวแชมป์” ตรรกะคืออะไร ไว้ค่อยว่ากันโอกาสหน้า..)

ย้อนกลับไปสมัยที่ลีกอังกฤษยังไม่เปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์ ลิเวอร์พูลได้แชมป์ไป 18 สมัย ขนะที่แมนยูเพิ่งได้ไปแค่ 7 สมัย ถึงขั้นอเล็กซ์ เฟอร์กูสันตั้งปณิธานว่า “ต้องโค่นลิเวอร์พูลลงจากบัลลังก์”

ล้มราชวงศ์เก่าขึ้นครองบัลลังก์แทน จู่ๆแฟนๆจะมาบอกว่าราชวงศ์เก่าไม่เคยครองบังลังก์ มันได้เหรอครับ ? ประวัติศาสตร์มันจารึกไปแล้ว

ถ้าจะมาใช้มุขอื่นข่มกันเช่น แมนยูได้แชมป์ลีกเหนือกว่า ได้มา 20 สมัยนะ เออแบบนี้สมเหตุ ! หรือเกทับว่าแมนยูได้แชมป์เอฟเอมากสุด เออแบบนี้สิสมเหตุ ! ลิเวอร์พูลก็จะโม้ทับมั่งว่า ได้แชมป์ยุโรปมากกว่า เออก็ได้อยู่.. เห็นมั้ยครับ แบบนี้ข้อมูลมันไม่บิด

แต่นี่ดูเหมือนแฟนๆบางส่วนจะฉวยโอกาสหาช่องจากการเปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์ เพื่อเหยียบทับแบบหมกเม็ด

แบบนี้เราจะบอกว่า นอตติงแฮม ฟอเรสต์ ไม่เคยได้แชมเปี้ยนส์ลีก มันได้มั้ยล่ะ ? บอลยูโรเปี้ยนถือเป็นตำนานอังกฤษเลยนะสำหรับฟอเรสต์ แค่มันเปลี่ยนชื่อถ้วย จะมาบอกว่าเขาไม่เคยได้แชมป์ไม่ได้

นี่ดิวิชั่นอันดับรองก็เปลี่ยนเป็นชื่อแชมเปี้ยนชิพอีก แฟนๆรุ่นใหม่สับสนไปหมด แต่การนับสถิติเขายังไม่มั่วนะ มันจะต้องใส่วงเล็บตลอดว่าทีมไหนอยู่อันดับไหน ปีไหน ในลีกชื่ออะไรแต่เดิม

ถ้าต่อไปเกิดพรีเมียร์เปลี่ยนเป็นชื่ออื่น เอ้าสมมุติว่า “โปรลีก” ละกัน อาจจะเปลี่ยนทรงถ้วยรางวัลซะหน่อย แล้วลิเวอร์พูลกับทีมอื่นๆดันได้แชมป์ แบบนี้แฟนๆจะมาสร้างวาทกรรมล้อแมนยูได้มั้ยว่า “ว้าย แมนยูไม่เคยได้แชมป์โปรลีก” หรือ “แมนยูไม่เคยได้แชมป์” แบบนี้มันได้มั้ยครับ ? ..คือไอ้แชมป์นามพรีเมียร์ 13 สมัยลบทิ้งไปเลย ก็ได้เหรอ ?

C. pantip : ตา o

….

ตัวอย่างมุขของแฟนแมนยู

(นับเฉพาะที่ใช้ชื่อพรีเมียร์)

ฟาน ไดจ์ค ชนะโหวตแต่ไม่ชนะคะแนน / เมสซี่คว้าบัลลงดอร์ เฉือนชนะ 7 คะแนน

.
ฟร้องช์ ฟุตบอล เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ ได้เผยแพร่คะแนนดิบออกมาสู่สาธารณะชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเมสซี่ ผู้ชนะรางวัลบัลลงดอร์ 2019 ได้คะแนนทั้งสิ้น 686 คะแนน เฉือนที่ 2 อย่างเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ที่ได้ 679 คะแนน ไปเพียงแค่ 7 คะแนน เท่านั้น !!
.
แต่ถ้ามาดูจากอันดับของผู้โหวตที่โหวตเลือกเข้ามา กลับแสดงผลตรงกันข้าม เพราะ ฟาน ไดจ์ค ถูกโหวตเข้ามาเป็นอันดับ 1 มากถึง 69 คน จาก 69 ประเทศตัวแทน ในขณะที่เมสซี่ผู้ชนะ ได้รับการเลือกมาเป็นอันดับ 1 แค่ 61 คน จาก 61 ประเทศ เท่านั้น
.
แต่เนื่องจากรางวัลบัลลงดอร์ เป็นรางวัลที่ให้คะแนนจากการโหวตนักเตะถึง 5 อันดับ (อันดับ 1 ได้ 6 คะแนน, อันดับ 2 ได้ 4 คะแนน, อันดับ 3,4,5 ได้ 3,2,1 คะแนน ตามลำดับ) ทำให้ลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งเป็นนักเตะที่ผมพูดได้เลยว่ามีอิทธิพลทางความรู้สึกมากกว่าฟาน ไดจ์ค ซึ่งเป็นกองหลัง แม้จะได้รับการโหวตเป็นที่ 1 น้อยกว่า สามารถใช้คะแนนในลำดับรองลงมา ในการแซงชนะด้วยคะแนนรวมได้
.
พูดแบบนี้อาจจะไปกระทบใจ หรือไม่ถูกใจกองเชียร์เมสซี่ ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ แต่ถ้าลองถามคนทั่วโลกที่ดูฟุตบอลดูว่านักเตะที่ดีที่สุดของโลก 1-5 คน ณ เวลานี้ มีใครบ้าง แทบทุกคนต้องตอบว่าเมสซี่ ในขณะที่ชื่อของฟาน ไดจ์ค แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ มันก็ประมาณนี้แหละครับ
.
การจะเอาชนะโรนัลโด้ หรือเมสซี่ได้ คงมีแค่วิธีเดียว คือ ทำผลงานให้ดีกับสโมสร และเล่นให้ดีกับทีมชาติในทัวร์นาเมนต์ระดับโลก เพื่อให้มีการพูดถึงในวงกว้างอย่างเดียว อย่างที่ลูก้า โมดริช ทำได้ในปีที่แล้วกับฟุตบอลโลก 2018
.
สำหรับเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค นาทีนี้ เขาอาจจะไม่ชนะคะแนนโหวต แต่เชื่อผมเถอะ เขาได้สิ่งที่ล้ำค่ากว่ารางวัลบังลงดอร์ไปเยอะมากแล้วจริงๆครับ
.
“คุณมีบัลลงดอร์ 2019 ของคุณ ผมมีเหรียญชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2019 ของผม ก็พอแล้ว”
.

C. fan page : ต้นทางฟุตบอล

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น