กำหนดการรีสตาร์ท 3 ลีกใหญ่ + 1

◾กำหนดการรีสตาร์ท 3 ลีกใหญ่ + 1
➡️ เยอรมัน – สเปน – อิตาลีอังกฤษ

ช่วงนี้รัฐบาลในยุโรปเริ่มผ่อนปรนให้ธุรกิจต่างๆดำเนินต่อ สำหรับฟุตบอลลีกเล็กๆในยุโรปเริ่มทยอยเปิดกันแล้ว แต่ในที่นี้เราจะมาสรุปกำหนดการของลีกใหญ่

ก็ต้องบอกว่าวงการฟุตบอลและแฟนบอลอีก 3 ลีกใหญ่เขาไม่คิดเหมือนของอังกฤษ อาจเพราะผู้คนให้ความสำคัญกับฟุตบอลมากกว่าวงการอื่น และอาจเป็นเพราะมันยังมีสีสันขับเคี่ยวแย่งคะแนนกันสนุก ขณะที่ลีกอังกฤษหงอยกันไปหมดแล้ว ลิเวอร์พูลนำโด่งทีมเดียว

ถึงตัวสโมสรต่างๆต้องการมีรายรับเข้าทีมบ้างอยากแข่งต่อ แต่แฟนๆหมดใจไปแล้ว เพราะเวลานี้ไม่ใช่ว่าคนอังกฤษกลัวเชื้อโรคกันจริงๆหรอก ตามโซเชียลยังเรียกร้องกันมากมายให้รัฐบาลผ่อนปรนเปิดผับเปิดบาร์เหล้าอยู่เลย จะขอแบบตรวจไข้แล้วให้เข้าบาร์ได้เหมือนที่เราเข้าเซเว่น ทุกวันนี้คนก็แอบกินเลี้ยงสังสรรค์จนเจ้าหน้าที่ต้องไล่จับกัน แต่พอเรื่องฟุตบอลกลับบอกว่าไม่อยากดูแล้ว

แต่ยังไงทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษได้มีมติออกมาแล้วว่าต้องจบฤดูกาล ถ้านักเตะหลายคนไม่อยากลงแข่งกันจริงๆก็คงจะต้องตัดจบ แล้วมอบแชมป์ให้จ่าฝูง และอันดับ 5 ก็ไปยูโรปา ส่วน 3 ทีมบ๊วยก็ต้องตกชั้น แต่เรื่องวิธีการคำนวณคะแนนต้องมีการประชุมอีกที

⏯️ กำหนดการแข่งต่อแต่ละประเทศ :

⚕️ ลีกเยอรมัน – บุนเดสลีกา
เริ่มแข่ง 16 พ.ค. ซึ่งนับว่าเป็นลีกใหญ่ประเทศแรกที่เริ่มแข่งต่อ โดยจะเตะ 6 คู่ 6 สนามในคืนวันเสาร์นี้

คู่บิ๊กแมตช์คือ โบรุสเซียดอร์ทมุนด์ เปิดบ้านรับชาลเก04 ในเวลา 20.30 น. ตามเวลาไทย

⚕️ ลีกอิตาลี – เซเรียอา
มติของทางสมาคมจะให้เริ่มแข่ง 13 มิ.ย. แต่ยังต้องยื่นรูปแบบการแข่งขันและรอการอนุมัติจากรัฐบาลอิตาลี หรืออาจจะเตะสุดสัปดาห์หลัง 20 มิ.ย. ตามการโหวตของ 4 ทีม เนื่องจากบางทีมกลัวนักเตะจะฟิตไม่ทัน

⚕️ ลีกสเปน – ลาลีกา
มีกำหนดโดยคร่าวๆ 12 มิ.ย.นี้ หากสถานการณ์ทรงตัวตามนี้หรือดีขึ้น โดยจะมีแมตช์แข่งขันทุกวันไปจนกว่าจบซีซั่น

⚕️ ลีกอังกฤษ – พรีเมียร์ลีก
รัฐบาลอังกฤษอนุมัติให้เริ่มมีการแข่งกีฬาทุกชนิดได้ในวันที่ 1 มิ.ย. แต่ทางสโมสรต่างๆกำลังหารือร่วมกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ว่าจะเตะช่วงราวกลางเดือน มิ.ย. เพื่อให้นักเตะฟิตพร้อมเต็มที่

▶️
สรุปว่าช่วงนี้เรามีฟุตบอลลีกใหญ่ให้ชมคือบุนเดสลีกา โดยมีสตาร์ที่น่าติดตามผลงานอย่างเลวานดอฟสกี หรือดาวรุ่งที่หลายสโมสรให้ความสนใจเช่น แวร์เนอร์, ซานโช, ฮาแวร์ท

C. fanpage : โลกฟุตบอล

กฎไหนปฏิบัติได้จริง ? ในกติกาฟุตบอลช่วงโควิด

ลีกอังกฤษเป็นลีกที่วุ่นวายเรื่องมากที่สุดใน 4 ลีกใหญ่ คือมันมีอยู่สองเหตุด้วยกันคือ 1.) แพนิค หรือหวาดกลัวไวรัสเกินความเป็นจริง 2.) พวกที่พยามฉกฉวยสถานการณ์เป็นข้ออ้างเอาประโยชน์เข้าตัว

ตอนนี้เลยมีทั้งตัวแทนและนักเตะทีมท้ายตารางออกมาแสดงความเห็นให้วุ่นวายเข้าไว้เพราะไม่อยากตกชั้น ทั้งที่มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เขาให้มาแค่ 2 ทาง คือแข่งให้จบหรือถ้ามีอะไรฉุกเฉินก็ตัดจบซีซั่นแล้วนับคะแนน

แต่ผมจะขอพูดเรื่องกฎระเบียบก่อน ที่หลายฝ่ายพยามเสนอทางสมาคมเพื่อจะมาใช้ในช่วงโควิดนี้

ในความเห็นของผม ที่จริงไม่ต้องตั้งกฎข้อห้ามอะไรขึ้นมาใหม่เลยก็ได้ เพราะคุณต้องมีการตรวจร่างกายเป็นประจำอยู่แล้ว และก่อนแข่งทั้งทีมเหย้าทีมเยือนต้องตรวจเชื้อกับบุคลากรทุกคน ต้องคุมนักเตะเข้มงวดนอกสนามไม่ใช่ตอนอยู่ในสนาม ในสนามกฎเยอะแต่กลับบ้านไปทำตัวไร้ระเบียบก็ติดเชื้อได้

แต่เห็นด้วยอย่างมากที่จะให้มีการเปลี่ยนตัวได้ 5 คน เพราะต้องแข่งติดต่อกันหลายนัด แล้วอันนี้ผู้จัดการทีมทุกคนชอบ เพราะจะมีโอกาสแก้เกมได้เยอะขึ้น

🚫 ข้อห้ามที่มีการเสนอกัน ซึ่งทำได้จริงคือ :

1- ห้ามถ่มน้ำลายขณะแข่ง
สำหรับคนไทย เราจะไม่ค่อยถุยน้ำลายเวลาออกกำลังกาย เราเตะบอลเป็นชั่วโมงเราก็ไม่ถุยน้ำลายในสนาม คนส่วนใหญ่วิ่งออกกำลังกายเป็นชั่วโมงก็ไม่เห็นจะต้องถุยน้ำลายตามที่สาธารณะ นักบอลไทยเองเมื่อก่อนไม่ค่อยถุยน้ำลาย แต่หลังๆมีเยอะขึ้นเพราะไปทำตามนักบอลฝรั่ง

มันเป็นความเคยชินว่าเหนื่อยต้องถุยน้ำลาย หรือคอแห้งน้ำลายเหนียวต้องถุย ที่จริงแค่จิบน้ำก็หายแล้ว ดังนั้นการงดถุยน้ำลายมันทำได้ แล้วเผลอๆต่อไปอาจจะเป็นระเบียบมารยาทที่เปลี่ยนแปลงนำมาใช้หลังยุคโควิดด้วย

2- ห้ามสวมกอดแสดงความดีใจ
อันนี้มันชัดเจนว่าไม่มีปัญหา ยิงประตูได้ก็ทำท่าดีใจพอ ไม่ต้องมาแตะมือหรือกอดกัน

🚫 ข้อห้ามที่เสนอ ซึ่งไม่สามารถทำได้จริงคือ :

1- ห้ามโดนตัวหรือยืนเบียดกัน
อันนี้เลิกคิดตั้งกฎนี้ให้วุ่นวายได้เลย เพราะกีฬาฟุตบอลไม่ใช่เทนนิส ยังไงก็ต้องมีการเบียดกัน จังหวะเตะมุมก็ต้องมีการประกบตัว จังหวะเตะฟรีคิกก็ต้องตั้งกำแพง

2- ห้ามหันหน้ามองกัน
จะสกัดบอลก็อย่ามองหน้า จะแย่งบอลก็อย่ามองหน้า อันนี้ไร้สาระมาก เหมือนแค่จะขายข่าวเล่นๆ แล้วมันก็ทำให้นักเตะเขาตื่นตูมหวาดกลัวเปล่าๆ ว่ามันอันตรายขนาดนี้เลยเหรอ แบบนี้ไม่ต้องแข่งดีมั้ย แต่ที่จริงมันไม่ต้องขนาดนั้น

ทุกวันนี้นักข่าวไปนั่งพูดออกทีวีกันก็ไม่เห็นมีใครใส่แมส เขาก็แค่ตรวจเชื้อตรวจไข้แล้วไปถ่ายทำออกอากาศกันปกติ แต่พอพูดถึงฟุตบอลดันมาเสนอให้มากเรื่อง

ทีนี้จะมาพูดถึงว่าทำไมลีกอังกฤษถึงได้ชุลมุนวุ่นวายไปหมดในข่าว ? คืออันแรกต้องพูดถึงการไร้สปิริต นักเตะที่ทีมตัวเองไม่ได้ประโยชน์จากการแข่งต่อ อย่างแมนซิตี้เนี่ย ลึกๆก็อยากให้พรีเมียร์โมฆะเพราะพลาดไปแล้ว ตามหลัง 25 แต้ม แต่สำหรับ UCL เขาอยากแข่งต่อ ไม่มีใครออกมาบอกว่ากลัวติดเชื้อ หรือบอกว่า UCL เลิกแข่งเถอะเพราะมีญาติตาย

แต่ทีมลุ้นโควต้ายุโรป อย่างแมนยู, เซฟยู, วูล์ฟ เหล่านี้อยากกลับมาเตะ เลยเสนอทุกอย่างให้ง่าย ยังไงก็ได้ขอให้ได้แข่งต่อ กลัวว่าจะถูกตัดจบ อันนี้พูดถึงตัวสโมสรนะ ไม่เกี่ยวกับแฟนๆตามหน้าจอมือถือ ส่วน 6 ทีมท้ายตารางก็พยามใช้เหลี่ยมกัน เพราะถ้าตัดจบก็ไม่แน่ว่าจะเอากฎนับคะแนนแบบไหนมาใช้ เลยพยามแสดงความเห็นให้วุ่นวายเข้าไว้ หวังว่าทางสมาคมจะออกมาใจดีบอกว่า เอาหละปีนี้ไม่ต้องมีทีมตกชั้นละกัน !

อีกสาเหตุนึงที่อังกฤษวุ่นวายมากความก็คือ ความตื่นกลัวเกินจริง โดยทำสลับกัน คือตื่นกลัวแต่ดันประมาทไม่ดูแลตัวเอง คนที่อังกฤษกับอเมริกาเหมือนกันตรงที่ตื่นตูมกลัวตายแต่ไม่สนใจรักษาวินัย รักอิสระอยากเที่ยวอยากปาร์ตี้ เลยมีการแอบแหกกฎล็อคดาวน์กันเยอะแยะที่อังกฤษ เชื้อมันเลยลดช้า

อย่างที่อเมริกาผู้คนนี่วุ่นวายหนักกว่า กินเที่ยว ช้อปปิ้ง พบปะเพื่อนฝูง แมสก็ไม่ค่อยใส่กัน แถมมีการออกมาประท้วงให้รัฐบาลเลิกล็อคดาวน์ ทั้งที่มีคนตายนำโด่งอันดับหนึ่งของโลก มีการแพนิคตื่นตูมที่สุดแล้วก็ว่าได้ กลัวกลียุค กลัวจลาจลวันโลกแตก แห่กันไปซื้อปืนกันเกลี้ยงห้าง นี่คือทำสลับกัน แทนที่จะไม่ต้องตื่นตูมแล้วรักษาตัวให้ดี อยู่บ้านเชื่อฟังรัฐบาล เวลาไปซื้อของก็ใส่แมส

ส่วนที่ประเทศเยอรมัน นิสัยคนที่นั่นมีวินัย รัฐบาลว่ายังไงก็ว่างั้น สมาคมฟุตบอลว่ายังไงก็ทำอย่างงั้น ไม่มีมาคัดค้านเสนอความเห็นให้วุ่นวาย แล้วในลีกสเปนกับอิตาลีก็ไม่มีปัญหา ทั้งที่ถ้าพูดถึงเรื่องสังคมแล้วคุมยากเหมือนกัน เพราะประชาชนไม่ค่อยสนใจกฎระเบียบ แต่สำหรับเรื่องฟุตบอลแล้วเขาถือว่าสำคัญ ทีวงการสื่อก็ยังไม่หยุด วงการบันเทิงก็ผลิตรายการทีวีมาตลอด แล้วกีฬาฟุตบอลที่ประชาชนเขานิยมมากที่สุด ทำไมจะรันต่อไม่ได้ ผู้คนอยู่บ้านเขาก็ต้องการชมการแข่งขัน ลีกสเปนเลยจัดตารางการแข่งขันแบบถี่ยิบเอาใจแฟนบอลทางบ้าน

[โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม]

P. fanpage : ตำนานฟุตบอล

เทียบ 2 กองหน้าฝรั่งเศส : “อองรี” เหนือกว่า “คันโตน่า” แบบห่างชั้น

อองรีไม่ใช่เหนือกว่าแค่คันโตน่า
แต่เหนือกว่ากองหน้าทุกคนในพรีเมียร์

กรณีคำพูดของเจมี่ เรดแนปป์ ที่แสดงความเห็นในฐานะกูรูในสื่อ บอกว่าเอริค คันโตน่าเก่งแต่ยังเทียบไม่ติดกับเทียรี่ อองรี <--เลยทำให้แฟนแมนยูในโซเชียลพากันเดือด ซึ่งผมไม่รู้ว่าในไทยมีประเด็นนี้รึเปล่าเพราะยังไม่ได้เข้าไปดู

คือถ้าเป็นการถามตอบ หรือพูดในกาลเทศะถูกที่ถูกเวลา การบอกว่าอองรีเหนือกว่าคันโตน่า มันคือเรื่องปกติ เพราะอองรีคือเวิร์ลคลาส มันห่างกันมาก แต่ถ้าอยู่ๆสื่อนำเสนอลอยๆขึ้นมา มันเหมือนไปกระทบกล่องดวงใจของแฟนแมนยูเข้า ก็ไม่รู้ว่าสื่อมีเจตนาเสี้ยมรึเปล่า

แบบเดียวกัน คือถ้ามีใครไปวิจารณ์เจอร์ราร์ด หรือไม่ยกเกียรติเจอร์ราร์ดเท่าที่ควร แฟนลิเวอร์พูลก็หัวร้อนเป็นแน่ เพราะเขาเป็นกล่องดวงใจของแฟนหงส์ แต่เดี๋ยวผมจะพูดถึงเจอร์ราร์ดเหมือนกัน ตรงนี้อยากให้วางสติว่า เป็นการนำเสนอทำความเข้าใจ

ผมขอยกจากนักเตะแมนยูนี่แหละ อย่างเวย์น รูนีย์, ฟาน นิสเตลรอย, อิบราฮิมโมวิช เหล่านี้ชั้นบอลเหนือกว่าคันโตน่าทั้งหมด และถ้าให้เลือกว่านักเตะคนไหนเก่งที่สุดในยุคพรีเมียร์ ? ก็ต้องยกให้คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (ช่วงนั้นเล่นเป็นปีก) ทุกวันนี้เขาก็เป็นมือวางอันดับหนึ่งถ้าโลกนี้ไม่มีเมสซี่ ต่อให้ช่วงที่อยู่แมนยูเขายังไม่พีคสุดก็ตาม ก็ถือว่าเก่งที่สุดของพรีเมียร์อยู่ดี ฉะนั้นตรงนี้อยากให้เข้าใจว่าประเด็นนี้ไม่ได้นำเสนอโดยอคติ แต่เพื่อสร้างความเข้าใจในกีฬาฟุตบอล

คนเริ่มเป็นแฟนแมนยูส่วนมากก็จะเริ่มดูในยุค 90 นี่แหละ และคนที่ดึงดูดแฟนบอลที่สุดก็คือเอริค คันโตน่า แฟนแมนยูรุ่นเก่าจะรักคันโตน่ามากกว่าเบ็คแฮมหรือโรนัลโด้ Cr7 เสียอีก ถ้าเป็นแฟนบอลยุค 80 ส่วนมากก็จะไปเป็นแฟนลิเวอร์พูล คือสมัยเอียน รัช, จอห์น บาร์นส์ แต่ถ้าข้ามมาในยุค 2000 แฟนหงส์รุ่นนี้ก็จะรักเจอร์ราร์ดมากที่สุด แต่เราต้องยอมรับความเป็นจริงโดยแยกระหว่าง "ความรัก" กับ "ความเก่ง"

เช่นหากผมจะบอกว่า เจอร์ราร์ดเทียบไม่ติดเลยกับอิเนียสต้า และชาบี เออร์นันเดส อันนี้มันคือความจริง สมมุติเจอร์ราร์ด คือเกรด A- แต่กองกลางบาร์ซ่าเหล่านี้คือ A+ เป็นเทพต่างดาวไปแล้ว เจอร์ราร์ดมีความโดดเด่น ยิงดี กระชากกินตัวได้ มีลูกจ่ายบอลแบบพิสดารหวือหวาเหนือความคาดหมาย แต่ทักษะในเรื่องของการคุมจังหวะเกม การต่อบอลครองบอล เขายังทำได้ไม่ดีนัก

แต่เอาหละ เรื่องคำว่า "เก่ง" ไม่มีทางที่ทุกคนบนโลกจะตัดสินตรงกัน เพราะต่างคนต่างมองคนละจุดกันไป ต่อให้เป็นสื่อรุ่นใหญ่หรือเป็นอดีตนักฟุตบอลก็ตาม

และในอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีการมองต่างกันก็คือกรณีของคนที่ไม่ใช่นักกีฬาฟุตบอล ไม่ใช่นักบอลอาชีพหรือผ่านการเล่นฟุตบอลที่เป็นระบบมาจริงๆ ก็จะมีวิธีมองที่ต่างออกไป

บางคนก็จะชอบดูที่เรื่องลีลาท่าทาง บางคนมองที่ทักษะเฉพาะด้าน หรือบางทีออร่าและความโดดเด่นของนักเตะก็ทำให้แฟนๆประทับใจ ยิ่งถ้าใครชอบโชว์ลีลา เล่นท่ายาก มีตอกส้น มีไขว้ โชว์เดาะข้ามหัว สับขาหลอกบ้าง หรือเล่นลอดหว่างขา อะไรต่างๆ คนดูก็จะรู้สึกว่านักเตะคนนั้นเทพมากๆเลย แต่ที่จริงมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาในฟุตบอลระดับอาชีพ เรื่องลีลาบางครั้งมันเป็นเรื่องของนิสัยการเล่นบอลหรือความเป็นศิลปินของแต่ละคนด้วย

ณ ตรงนี้สำหรับผมจะขอวัดจากฝีเท้าความสามารถและชั้นเชิงโดยรวม และจะไม่วัดจากถ้วยรางวัลใดๆทั้งสิ้นเพราะไม่เกี่ยวกัน (เช่นโอเว่นได้บัลลังดอร์ ขณะที่กองหน้าหลายคนไม่เคยได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าโอเว่นเก่งกว่าคนอื่น)

ซึ่งถ้าจะเทียบระหว่างอองรีกับคันโตน่าแล้ว จะขออธิบายง่ายๆแบบนี้ครับว่า --> ทุกทักษะทุกสิ่งที่คันโตน่าทำ อองรีทำได้หมด แต่คันโตน่าไม่สามารถทำได้อย่างอองรี

ในศาสตร์ของฟุตบอล ชั้นของความสามารถที่จะใช้พิจารณาตัดสินและคัดเลือกนักเตะคือ ความไวของสายตา ความเร็วของมูฟเมนต์ร่างกาย ความเข้าใจเกม ทางบอล เชิงบอล

นักเตะชั้นนำของพรีเมียร์อย่างคันโตน่า - ดาวิด ชิโนล่า - จิอันฟรังโก โซล่า เหล่านี้ถือว่าอยู่ในระดับเดียวกัน ในช่วงหลังจากที่ทีมจากอังกฤษพ้นโทษแบนฟุตบอลยุโรป ก็คือในยุค 90 ถือว่าลีกอังกฤษยังไม่แข็งนัก นักเตะเหล่านี้จึงโดดเด่นมาก แต่ถ้าหากความสามารถระดับนั้นได้มาเล่นในยุค 2000 ที่ลีกเริ่มแข็งขึ้น แต่ละทีมสู้กันด้วยระบบแท็คติก มีการทุ่มเงินซื้อนักเตะแพงๆมากขึ้น มีอาร์เซนอลชุดไร้พ่าย มีเชลซีที่เสี่ยหมีมาบริหารทีม ถ้ากองหน้าเหล่านั้นมาเจอแนวรับอย่างเทอรี่, เฟอร์ดินานด์, วิดิช หรือมาเจออย่างฟาน ไดจ์ บอกได้เลยว่าโชว์ยากครับ

ได้มีการเปิดให้แฟนบอลอังกฤษเข้ามาโหวตว่ากองหน้าคนไหนเก่งที่สุดในยุคพรีเมียร์ ? ปรากฏว่าในมุมของแฟนบอล เดอะซันเผยผลโหวตออกมาดังนี้

อันดับ 1. เทียรี่ อองรี
อันดับ 2. อลัน เชียร์เรอร์
อันดับ 3. เวย์น รูนีย์
อันดับ 4. เซร์คิโอ อเกวโร่
อันดับ 5. ดีดีเย ดร็อกบา
อันดับ 6. เดนนิส เบิร์กแคมป์

นี่เป็นการโหวตจากแฟนบอลนะครับ ไม่ใช่กูรูหรือกรรมการผู้เชี่ยวชาญ เพียงแต่นำมาให้ดูว่าแฟนบอลทั่วไปที่มองอย่างกลางๆก็เข้าใจกันได้ว่าอองรีคือกองหน้าที่เก่งที่สุด ฉะนั้นไม่น่าจะมีดราม่าเรื่องคันโตน่า มันเป็นเรื่องเห็นประจักษ์ชัดว่าอองรีเหนือกว่ามาก เพียงแต่อย่างที่บอกคือ พอมันมีการเปรียบเทียบโดยเอ่ยชื่อคันโตน่าขึ้นมา อารมณ์ความรู้สึกมันเลยมาบดบัง

ทีนี้มาดูในอาร์เซนอลเอง เคยมีนักเตะสุดยอดทักษะ และมีสไตล์เป็นสุดยอดศิลปินด้วยก็คือ เดนนิส เบิร์กแคมป์ คนนี้ผมยกให้เหลื่อมๆเหนือกว่าคันโตน่า แต่ก็ยังถือว่าเทียบอองรีไม่ได้เลย

มีแฟนบอลมาถามในเพจ ให้เปรียบเทียบระหว่าง "อองรี" กับ "เอ็มบัปเป้" ผมก็ยังตอบไม่ถูก เพราะ 2 คนนี้เขาระดับโลก โดยรวมแล้วอองรีในจุดพีคก็เหนือกว่า แต่เอ็มบัปเป้นี่เขายังเด็กและมีโอกาสพัฒนากว่านี้ถ้าฝึกฝนถูกที่ถูกทาง สามารถที่จะเหนืออองรีไปได้อีก

[โดย. โค้ชจั๋ย ศิลปกรรม]

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

ชม “โม ซาล่าห์” เผาเครื่อง “คูลิบาลี่”

“คูลิบาลี่” กองหลังนาโปลี ที่บางสื่อเล่นข่าวอยู่ช่วงนี้ว่าลิเวอร์พูลสนใจ แต่ค่าตัวแพงลิบ ยากที่จะมีการซื้อขายจริงเกิดขึ้น

มาย้อนชมภาพสนุกๆไปก่อน การดวลกันระหว่างโม ซาล่าห์ กับคูลิบาลี่

คลิปซาล่าห์ เผาคูลิบาลี่

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

กอมปานีชี้ “ฟาน ไดจ์” กองหลังที่เก่งที่สุดในยุคพรีเมียร์

“แวงซ็อง กอมปานี” อดีตปราการหลังและกัปตันแมนซิตี้ เลือกเวอร์กิล ฟาน ไดจ์ เป็นกองหลังที่เก่งที่สุดในยุคพรีเมียร์ลีก

กอมปานีได้ตอบผ่านสื่อเมื่อให้เลือกว่าใครคือกองหลังที่เก่งที่สุด นับตั้งแต่ยุคที่ลีกสูงสุดเปลี่ยนมาเป็นพรีเมียร์ ซึ่งก็คือภายใน 28 ปีหลังมานี้

โดยเขาได้เอ่ยชมเทอร์รี่และเฟอร์ดินานด์ที่สร้างชื่อในเวทีพรีเมียร์มายาวนาน แต่ว่าสุดท้ายกอมปานีก็เลือกเวอร์กิล ฟาน ไดจ์

“ผมต้องยกให้ฟาน ไดจ์” กอมปานีกล่าวผ่าน SPORF

“มันอาจดูแปลกเพราะเขาไม่ได้อยู่ในเวทีนี้มายาวนานเหมือนอย่างคนที่เรานึกถึง : จอห์น เทอร์รี่, ริโอ เฟอร์ดินานด์ ซึ่งพวกเขาอยู่ในสังเวียนนี้มานาน”

“แต่สัญญาณที่เขาแสดงให้เห็นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา มันชัดเจนว่าเขาคือระดับท็อปสุด ก่อนที่เขาจะไปไกลกว่านี้ได้อีก”

อดีตกัปตันแมนซิตี้มองว่าที่ผ่านมาฟาน ไดจ์ แสดงให้เห็นว่าเป็นกองหลังที่ท็อปสุดของยุคพรีเมียร์ และยังสามารถจะเก่งขึ้นกว่านี้ได้อีก

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

เมื่อริโอ เฟอร์ดินานด์ และวิดิช ต้องเจอกับ “เฟร์นานโด ตอร์เรส”

ศึกแดงเดือดนั้นไม่เคยง่ายสำหรับคู่ปรับทั้งสองทีม และถึงแม้จะเป็นยุคที่แมนยูมีนักเตะชุดเก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร คือยุคที่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และมีคู่กองหลังที่เก่งที่สุดในพรีเมียร์อย่าง “ริโอ เฟอร์ดินานด์” และ “เนมันย่า วิดิช”

ก็คือช่วงปี 2008 และ 2009 ทีมชุดที่ได้แชมป์ UCL มา แต่เมื่อต้องมาเจอกับลิเวอร์พูลในยุคที่มีตอร์เรสเป็นศูนย์หน้า ที่อยู่ในช่วงฟอร์มฮ็อตพอดี ในปี 2008 ตอร์เรสก็พาทีมชาติสเปนได้แชมป์ยูโรด้วย แต่กับสโมสรลิเวอร์พูล สภาพทีมไม่ดีพอในทุกตำแหน่งจึงไม่ประสบความสำเร็จ

เมื่อพูดถึงตอร์เรส เฟอร์ดินานด์ยอมรับสภาพแต่ก็เน้นโบ้ยไปที่วิดิช ยอดกองหลังของทีมในขณะนั้น

“ผมยอมรับเลยว่า ผมกับวิดิชเราสองคนเป็นกองที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกนะ กองหน้าคนไหนเจอเราก็ปวดหัวกันทั้งนั้น”

“แต่กับตอร์เรสไม่ใช่ แรกๆที่เขาเจอเรา เขาดูจะเกร็งหน่อยๆนะ แต่พอเขาผ่านวิดิชได้บ่อยเข้า เท่านั้นแหละเขาจี้หาหมอนี่ตลอดเลย บางทีผมก็เปลี่ยนฝั่งกับวิดิชเพื่อให้เขาพ้นจากตอร์เรส แต่ที่ไหนได้ ตอร์เรสเขาหนีผมไปหาวิดิชอีก”

ตอร์เรส-เจอร์ราร์ด พาลิเวอร์พูลบุกชนะแมนยู 4-1 คาสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ในปี 2008

“มีครั้งนึงเฟอร์กี้ถามผมว่า เนมันย่าจะเอาตอร์เรสอยู่ไหมนัดนี้”

“เชื่อผมครับ เอาอยู่”

“แล้วก็อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ”

“ผมยอมรับว่าวิดิชเขาแพ้ทางตอร์เรสจริงๆ”

เฟอร์ดินานด์กล่าว ..แต่เอ๊ะ แหม้ นั่นดูเหมือนว่าเขาจะเกทับเพื่อนร่วมทีมฝ่ายเดียวโดยทำเป็นลืมสิ่งที่ตัวเองเจอมาเหมือนกัน เพียงแต่ได้เปรียบตรงที่ปัจจุบันตัวเองมาเป็นนักวิจารณ์ในทีวี เลยจะพูดอะไรก็ได้

จริงๆแล้วตัวเขาเองก็โดนตอร์เรสเผาเครื่องมาเละเทะเหมือนกัน จนถูกสื่อหลายฉบับจวกว่าทำให้แมนยูต้องพ่ายแพ้ ซึ่งช่วงนั้นแมนยูเป็นทีมชุดสุดยอดในตำนานสโมสร แต่ก็ต้องโดนลิเวอร์พูลอัดทั้งเหย้าเยือน ทั้งที่ลิเวอร์พูลไม่ใช่ทีมที่เหนือกว่าในช่วงนั้น เพียงแต่ว่ามีเฟร์นานโด ตอร์เรสนี่แหละ

สื่อหลายสำนักพากันจวกฟอร์มของเฟอร์ดินานด์ในเกมที่สนามแอนฟิลด์

“ลิเวอร์พูล – แมนยู” คู่ปรับตลอดกาล

2 ทีมที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของอังกฤษ
2 ทีมที่มีแฟนบอลเยอะที่สุดในโลก
2 ทีมที่เป็นคู่ปรับตัวจริงตลอดกาล

นั่นก็คือ “ลิเวอร์พูล” และ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

2 ทีมนี้เป็นคู่ปรับมาช้านาน เพราะดั้งเดิมชาวลิเวอร์พูลกับชาวแมนเชสเตอร์ไม่ถูกกันอยู่แล้ว

2 ทีมนี้คือทีมที่เก่งสุดของเมือง และเป็น 2 ทีมในอังกฤษที่เล่นบอลสวยงาม แมนยูก็มีนักเตะศิลปินตัวลากเลื้อย ส่วนลิเวอร์พูลก็เล่นสไตล์ทำชิ่งต่อบอลกับพื้น เพราะปกติบอลอังกฤษจะเล่นโยนบอมบ์ใส่กัน หรือจ่ายบอลทำเกมออกข้างแล้วเปิดเข้ากรอบเขตโทษเป็นหลัก

ถ้าพูดถึงชาวเมืองลิเวอร์พูลแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นแฟนบอลเอฟเวอร์ตัน ส่วนชาวแมนเชสเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นแฟนแมนซิตี้ แต่ลิเวอร์พูลกับแมนยูไนเต็ด จะมีแฟนบอลนอกถิ่นมากกว่า

อย่างยุคจอร์จ เบสต์, บ็อบบี้ ชาร์ลตัน แมนยูได้แชมป์ยุโรปในปี 1968 ทำให้ทีมได้รับความนิยมจากชาวเมืองอื่นๆ เหมือนลิเวอร์พูลยุค 1940 มาจนถึงยุค 1960 ที่มีบิล แชงคลีย์เป็นนายใหญ่ กอปรกับมีวงดนตรีเดอะบีทเทิลส์ ทำให้ชาวเมืองอื่นยอมรับในสำเนียง วัฒนธรรม และทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล โดยเพลงเชียร์ในสนามก็ใช้เพลงของเดอะบีทเทิลส์ร้องกัน

ในยุค 1970-1980 ลิเวอร์พูลโกอินเตอร์ ได้แชมป์ยุโรปในปี 1978 และเป็นยุคที่มีนิตยสารฟุตบอล มีทีวีถ่ายทอดเทปบ้าง ทำให้ชาวยุโรป อเมริกาใต้ และเอเชียเราเกิดชอบใจสไตล์ลิเวอร์พูลขึ้นมา นักเตะอย่าง เควิน คีแกน, ดัลกลิช, อลัน แฮนเซ่น, บรูซ กร็อปเปลล่า สร้างให้ลิเวอร์พูลมีแฟนๆจากทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อมีเอียน รัช, จอห์น บาร์นส์ แต่ในยุคจอห์น บาร์นส์และเบียดส์ลีนี่เอง ได้เข้ามาในช่วงที่ใกล้จะเข้าสู่ยุคหายนะ เพราะเกิดเหตุการณ์ลิเวอร์พูลถูกแบนจากฟุตบอลยุโรป 6 ปี ทำให้คุณภาพทีมเล็กลงเรื่อยๆ นักเตะอ่อนชั้นลงเรื่อยๆตั้งแต่นั้นมา

ถึงจะย้อนไปในยุคที่ลิเวอร์พูลเป็นหมายเลขหนึ่งของอังกฤษก็ตาม แต่ก็มีแมน ยูไนเต็ดที่เป็นคู่อริหมายเลขหนึ่ง

ศึกแดงเดือด สำหรับ 2 ทีมจะเป็นศึกที่ยิ่งใหญ่กว่าดาร์บี้แมตช์ ปกติศัตรูอันดับหนึ่งของทุกทีมคืออริร่วมเมือง แต่แฟนลิเวอร์พูลเกลียดแมนยูพอๆกับเอฟเวอร์ตันหรือบางคนก็เกลียดยิ่งกว่า แฟนแมนยูก็เกลียดลิเวอร์พูลพอๆกับแมนซิตี้หรือบางคนก็เกลียดยิ่งกว่า

ปี 1977 แมนยูทำแสบ โดยปีนั้นลิเวอร์พูลลุ้น ทริปเปิ้ลแชมป์ คือถ้วยลีก, เอฟเอ, และยูโรเปี้ยน แต่นัดชิงเอฟเอคัพ แมนยูที่ชื่อชั้นเป็นรองดันพลิกล็อคชนะลิเวอร์พูลด้วยลูกขลุกขลิกของลู มาคารี่

นอกจากแมนยูจะทำแสบสกัดทริปเปิ้ลแชมป์ของลิเวอร์พูลแล้ว ภายหลังก็ยังมาสร้างประวัติศาสตร์ทำทริปเปิ้ลแชมป์ได้ในปี 1999 แต่เวลานั้นแมนยูกลายเป็นทีมที่อยู่เหนือกว่าลิเวอร์พูลไปแล้ว

โดยลิเวอร์พูลพังเพราะนโยบายตนเองคือมีกฎว่าต้องใช้ลูกหม้อสโมสรเป็นผู้จัดการทีม ห้ามเอาคนนอก ฉะนั้นเมื่อได้แกรม ซูเนสส์และรอย อีแวนคุมทีม เหล่านี้เป็นโค้ชที่แย่สุดติ่งทำทีมตกต่ำ บริหารการเงินไม่ดีและคัดแต่นักเตะเกรดบีเต็มทีมไปหมด ทำให้เป็นรองแมนยู อาร์เซนอล และเชลซี ซึ่งเชลซีกำลังอยู่ช่วงกำลังพัฒนาจากการใช้โค้ชนอกกับบอลสไตล์อิตาลีเข้ามาพัฒนา ซึ่งก็เก่งอยู่หลายปี ก่อนที่ภายหลังจะมีเสี่ยหมีมาซื้อทีมทำให้กลายเป็นทีมใหญ่กว่าแมนยูขึ้นมา

เป้าหมายสูงสุดที่เฟอร์กี้เริ่มคุมทีมคือ ประกาศไว้ว่า “ต้องโค่นลิเวอร์พูลลงจากบัลลังก์” ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จ ด้วยความที่ลิเวอร์พูลมีแนวคิดโบราณล้าหลังทำตัวเองตกต่ำ แล้วการที่เฟอร์กี้เป็นยอดกุนซือ ทำให้แมนยูครองบัลลังก์ความยิ่งใหญ่จนถึงวันที่เฟอร์กี้เกษียณวางมือนั่นแหละ เขาคือผู้โค่นลิเวอร์พูลตัวจริง คือผู้สร้างแมนยูตัวจริง ตั้งแต่ยุคคันโตน่า กิกส์ เบ็คแฮม และยุค 3 แชมป์ จึงทำให้แมนยูมีแฟนบอลไปทั่วโลกพอๆกับลิเวอร์พูล จะเห็นได้ว่าทุกครั้งถ้ามีการจัดงานศึกแดงเดือด แฟนบอล 2 ทีมนี้จะมาเยอะพอๆกัน

ต่างกับงานอื่นๆที่จำนวนแฟนบอลน้อยต่างกันชัดเจน อาจเป็นเพราะว่าแฟน 2 ทีมนี้มีอะไรคล้ายกันคือชอบทีมเก่ง และชอบสีเดียวกัน เพียงแต่ต่างสมัยกันเท่านั้นเอง ยุค 1970 – 1990 เป็นยุคของลิเวอร์พูล ส่วนยุค 1990 – 2010 เป็นของแมนยู และตอนนี้ดูเหมือนกระแสจะเริ่มกลับมาเป็นยุคของลิเวอร์พูลอีกครั้ง

ในยุคที่แมนยูครองเจ้า ก็มีลิเวอร์พูลเป็นไม้เบื่อไม้เมาหมือนกัน คือถึงแม้แมนยูจะฟอร์มดีแค่ไหน แต่พอศึกแดงเดือดทีไร เล่นยากทุกทีและบางนัดก็ต้องปราชัย

เวลานี้ก็เหมือนกัน ลิเวอร์พูลตอนนี้อาจกำลังฟอร์มโหดสุดๆ พึ่งได้แชมป์ยุโรปมา ออกสตาร์ทก็ชนะรวดในลีก เตรียมคว้าแชมป์ลีกโดยทิ้งห่างแมนยู 30 กว่าแต้ม ในขณะที่แมนยูกำลังฟอร์มตกแบบย่ำแย่ แพ้เยอะ เสมอบ่อย แม้แต่ทีมโนเนมในยูโรป้าแมนยูก็เกือบจะเอาตัวไม่รอด แต่ในศึกแดงเดือดลิเวอร์พูลเล่นไม่เคยง่าย เพราะต่างใส่กันเต็มที่ทั้งคู่

นี่คือคู่อริ คู่ปรับตลอดกาล ที่จะมีแฟนบอลทั้ง 2 ทีมคอยแซวคอยโต้ตอบล้อเลียนกันไม่รู้จบ เป็นสีสันแบบนี้เรื่อยไป

หน้ากากอนามัยมีขายมีใช้กันเหลือเฟือ แต่เป็นยุคที่ผู้คนชอบอุปาทานและมโนโกหก

ยุคนี้เป็นยุคที่ผู้คนชอบหลอกตัวเอง แล้วก็หลอกคนอื่น อย่างเช่นเรื่องหน้ากากอนามัย ที่มีคนกำลังต้องการใช้สำหรับฝุ่น PM. 2.5 และไวรัส COVID-19

สังคมชอบพูดตามๆกัน หาเรื่องด่ารัฐบาลด้วยมุขซ้ำๆกัน แค่ว่าตัวเองชอบการเมืองฝ่ายไหน ก็จะมโนสวยงามมาปกป้องฝ่ายตัวเอง แล้วถ้าเกลียดฝ่ายไหน ก็จะมโนทางลบเพื่อโจมตีฝ่ายนั้น เป็นเหมือนกันทุกฝ่าย

อย่างเรื่องหน้ากากอนามัย ในช่วงแรกๆที่เชื้อยังไม่ระบาดในไทยนักผู้คนก็ไม่ได้สนใจจะใช้ คนส่วนมากที่ออกมาบ่นๆหรือโพสต์ลงโซเชียลว่าหาซื้อไม่ได้ ก็แค่อุปาทานหาเรื่องพูดตามๆกัน ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้จะใช้ด้วยซ้ำไป แค่ช่วยสร้างกระแสโจมตีเฉยๆ

หน้ากากอนามัยที่ผลิตให้ทางรัฐมี 6 โรงงาน จากเดิมที่เดือนนึงคนต้องการใช้ 30 ล้านชิ้นต่อเดือน แต่ช่วงมีข่าวไวรัสเข้าก็ใช้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 50 ล้านชิ้นขึ้นไปต่อเดือน ทางโรงงานก็ผลิตได้วันละ 2 ล้านชิ้น

พอมีข่าว รมต.กักตุนหน้ากากแอบไปขายเอง ก็ยิ่งได้ที เลยมโนเพิ่มว่าที่มันขาดเพราะถูกโกงไป แต่เอาจริงๆรัฐบาลก็ทำไม่ถูกตรงที่มาควบคุมสินค้าตัวนี้ในตอนแรก แทนที่จะปล่อยให้เอกชนทำขายกันได้อย่างอิสระ

พอถูกควบคุม มันก็มีการตุนสินค้าและโก่งราคากันมากมายตามสันดานพ่อค้าประเภทที่ชอบเอาเปรียบเมื่อมีสินค้าในมือ

ทีนี้ในส่วนของประชาชนถ้ารักตัวกลัวตายจริง คงคิดเรื่องดูแลตัวเอง ไม่มานั่งโวยวายจะเอาหน้ากาก 5 บาท เพราะหน้ากากอนามัยของเอกชน หรือผ้าปิดจมูกแฟชั่นที่ใช้กันโรคได้ก็มีขายเยอะแยะมากมาย ตามห้างก็มีเยอะแยะ ร้านค้าออนไลน์ก็มี

วันๆนึงกินข้าวเป็นหลายร้อยบาท บางคนกินวันละเป็นพันก็มี เข้าดูหนังในโรงทีก็ 200 ต่อคน ซื้อเครื่องสำอาง ซื้อของใช้ แต่งรถแต่งบ้านได้หมด แต่แค่หน้ากากกันตาย กลับบ่นว่าแพง แสดงว่าไม่ได้อยากใช้จริงๆ แค่หาเรื่องบ่นให้เป็นกระแส

หน้ากากอนามัยไม่ใช่สินค้าตลาด ฉะนั้นเดิมทีไม่ใช่ว่าจะมีขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปได้ทุกแห่ง บางที่ก็ของขาด บางที่ก็ของเกินไม่มีคนซื้อ แต่ก็ไม่ได้หายาก (แต่ภายหลังนี่มีขายกันทุกร้านไม่ขาด)

ในแอพช้อปปิ้งออนไลน์ก็มีขายเยอะแยะ Lazada เอย, Shopee เอย

ตัวอย่างจาก Shopee
ตัวอย่างจาก Lazada (แต่ต่อมา Lazada ดันบ้าจี้งดขายแมสปิดจมูกทุกชนิด ทั้งไม่มีใครเขาห้ามเลย)
ยังมีอีกเยอะแยะมากมายให้เลือกจากหลายแบรนด์ หลายร้านค้า

ต่อมาในที่สุด ทางสาธารณสุขได้ยอมรับและส่งเสริมให้ประชาชนสวมหน้ากากผ้าธรรมดาได้ ถึงแม้จะป้องกันเชื้อไม่ได้ 100% เพราะหน้ากากอนามัยนั้นควรเก็บไว้ให้บุคลากรทางการแพทย์มากกว่า

มาถึงตอนนี้ในช่วงล็อคดาวน์ ดราม่าเรื่องหน้ากากก็หมดไป เพราะเมืองไทยกลายเป็นว่าประชาชนทุกหย่อมหญ้ามีใช้กันหมด ทุกบ้านมีแมสใช้ ถ้าไม่ใส่เซเว่นไม่ให้เข้า ร้านสะดวกซื้อไม่ให้เข้า ไปรษณีย์และเคอร์รี่ก็ไม่ให้เข้า ทุกบ้านมีใช้กันทั่วประเทศ หน้ากากอนามัยแบบแพทย์ก็มีใช้ไม่ขาดอีกต่างหาก มีขายทุกร้านสะดวกซื้อ เพียงแต่จำกัดจำนวนการซื้อต่อคน

ในขณะที่ยุโรปและอเมริกาของมีไม่ทั่วถึงประชาชน คนบ่นด่ารัฐบาลเหมือนกัน แต่ดีว่าคนตะวันตกไม่ค่อยนิยมสวมแมส เลยไม่ได้เรียกร้องจริงจังเท่าไหร่

ทีมไหนขาดทุนมากที่สุด ถ้าพรีเมียร์แข่งไม่จบ ?

คำตอบคือ “ทีมใหญ่ทั้ง 6 แห่งอังกฤษ”
โดย The Sun ได้รวบรวมรายรับรายจ่ายของสโมสรในพรีเมียร์ลีก และสรุปยอดการสูญเสียรายได้ดังนี้

{ตีเป็นเงินบาทในส่วนวงเล็บ}

1.) แมนยู 116.4 ล้านปอนด์ (4692.6 ล้าน)
2.) แมนซิตี้ 109.3 ล้านปอนด์ (4406.36 ล้าน)
3.) ลิเวอร์พูล 102.6 ล้านปอนด์ (4136.26 ล้าน)
4.) เชลซี 91 ล้านปอนด์ (3668.61 ล้าน)
5.) สเปอร์ส 83 ล้านปอนด์ (3346.09 ล้าน)
6.) อาร์เซนอล 74.8 ล้านปอนด์ (3015.52 ล้าน)

จะเห็นได้ว่าทีมใหญ่มีรายจ่ายเยอะกว่าและจะขาดรายรับไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการแข่งต่อถึงแม้จะไม่มีรายรับจากค่าตั๋วสนาม แต่ก็ยังมีรายได้จากการถ่ายทอด แต่ในทางตรงข้าม หากไม่แข่งต่อพวกเขาจะต้องชดใช้ให้เจ้าของลิขสิทธิ์ถ่ายทอด ซึ่งนั่นจะกระทบการเงินอย่างใหญ่หลวง

แต่สโมสรเล็กๆอาจเสียหายไม่เท่าทีมใหญ่ การตกชั้นอาจสูญเสียมากกว่ายุติแข่ง ด้วยเหตุนี้ทีมเล็กทีมท้ายตารางถึงเรื่องเยอะ หาเรื่องจะไม่ยอมแข่งให้จบ ล่าสุดพวกทีมท้ายตารางออกมาเรียกร้องว่าจะไม่แข่งสนามกลางที่พรีเมียร์จัดเตรียมให้ อ้างว่าเสียเปรียบและจะทำให้ตกชั้น

เอาจริงๆถ้าไม่มีเหตุการณ์โคโรน่าไวรัส พวก 3 ทีมท้ายตารางก็ตกชั้นแน่นอนอยู่แล้ว แต่นี่แค่จะมาใช้ไวรัสเป็นตัวช่วยในการให้รอดตกชั้น โดยเสนอว่าจะขอให้ฤดูกาลนี้ไม่มีทีมตกชั้น

ซึ่งทาง Sky Sports และ BT Sports ผู้ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ก็ออกมาตอบโต้ว่ายังไงก็ต้องมีทีมที่ตกชั้นตามปกติ ฤดูกาลหน้าพรีเมียร์จะมีทีมเพิ่มไม่ได้

เวลานี้ลีกฝรั่งเศสยุติฤดูกาลโดยวัดคะแนนตามค่าเฉลี่ยต่อเกม มีทีมตกชั้น มีทีมได้ไปเล่นถ้วยยุโรป และ PSG ได้แชมป์ แต่สำหรับลีกอังกฤษ, เยอรมัน, อิตาลี, สเปน การถ่ายทอดฟุตบอลถือเป็นรายได้ก้อนใหญ่ของประเทศ รัฐบาลจึงพยามหาทางช่วยให้มีการแข่งต่อภายใต้การควบคุมของสาธารณสุข

ลีกอังกฤษจะได้คำตอบวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.นี้ว่าจะเริ่มแข่งต่อหรือไม่ วันไหน? ส่วนลีกเยอรมันมีกำหนดแข่งต่อแล้ว โดยจะเริ่มถ่ายทอด 15 พ.ค.นี้หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

C. fanpage : โลกฟุตบอล

สนามกลางที่ทางพรีเมียร์ให้ใช้แข่งนัดที่เหลือ

“แกรี่ เนวิลล์” ล่กลนลานอยู่ไม่สุข กลัวลิเวอร์พูลได้แชมป์

การที่ 4 ลีกใหญ่พยามจะกลับมาแข่งต่อเพราะทาง UEFA กำหนดเวลามา แล้วสถานการณ์โควิดก็เริ่มดีขึ้น ถ้าหากไม่แข่งต่อแต่ละสโมสรจะขาดทุนมหาศาลเพราะนอกจากต้องขาดรายได้ ไหนจะต้องใช้คืนค่าตั๋ว ก็ยังต้องชดใช้ค่าถ่ายทอดอีก ส่วนสมาคมบอลแต่ละลีกยิ่งเจ๊งหนัก ต้องชดใช้ให้ช่องที่ถ่ายทอด เรียกว่าเป็นเงินบาทก็หลายหมื่นล้าน

ลีกเยอรมันเร่งรุดหน้าก่อนใคร กลับมาซ้อมก่อนเพื่อน เตรียมวางแผนกลับมาเตะให้เร็วที่สุด มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับปรากฏการณ์ของลิเวอร์พูลเลย เพราะฤดูกาลนี้ยังไงลิเวอร์พูลก็ได้แชมป์อยู่แล้ว เขาไม่ปล่อยให้โมฆะเฉยๆหรอก หากตัดจบก็ต้องจัดอันดับคะแนนมอบเหรียญ เพราะลีกอังกฤษมีผลอย่างมากต่อ UEFA และ FIFA มันต้องมีทีมแชมป์และทีมที่ได้สิทธิ์ไปเล่น UCL ซึ่งทาง UEFA ไม่ได้บังคับว่าต้องแข่งให้จบสถานเดียว ถ้าจะตัดจบก็ต้องจัดอันดับตามเหมาะสม นั่นคือข้อเสนอของ UEFA แต่ทางสมาคมบอล 4 ลีกใหญ่ต้องการแข่งต่อเพราะชดใช้ค่าลิขสิทธิ์ไม่ไหวแน่นอน

- "ห่วงชีวิตคน" - "ฟุตบอลจำเป็นต้องมีคนดูในสนาม" 2 วาทกรรมนี้คือข้ออ้างของฝ่ายตีรวนหลายคน มีทั้งนักวิจารณ์และอดีตนักเตะบางคนที่พยามสร้างความคิดให้มันวุ่นวาย คือจริงๆอยากให้ลีกโมฆะเพราะทีมที่ตัวเองเชียร์ทำผลงานไม่ดี นี่ไม่ได้พูดถึงผู้บริหารสโมสรนะ พูดถึงกองเชียร์และนักเตะบางคนที่ออกมารวน

ตลกมั้ย ก่อนหน้านี้ทั้งแฟนแมนซิตี้แบบถาวรและแบบชั่วคราว ออกมาบอกว่าอยากให้พรีเมียร์ลีกโมฆะ โดยอ้างเรื่องห่วงสุขภาพและชีวิตคน แต่พวกเขากลับไม่เอ่ยถึง UCL เพราะอะไร ? ก็เพราะแมนซิตี้มีลุ้นแชมป์ ส่วนลิเวอร์พูลตกรอบไปแล้ว พวกเชียร์ลีดเดอร์เหล่านี้ห่วงชีวิตคนจนลืมที่จะเรียกร้องให้ UCL โมฆะไปซะสนิท

ในที่ประชุมพรีเมียร์ทุกครั้งที่ผ่านมา สื่อรายงานว่าตัวแทนจากลิเวอร์พูลนั่งเงียบทุกครั้ง ไม่เสนอความคิดใดๆทั้งสิ้น นั่นคือการวางตัวที่ถูกต้อง ส่วนตัวแทนทีมใหญ่ทุกทีมก็ยินดีแข่งตามกติกาที่พรีเมียร์เสนอ แต่พวกทีมหนีตกชั้นก็พยามรวนเสนอกฎให้วุ่นวาย ว่าฤดูกาลนี้ขอแบบไม่มีทีมตกชั้นมั่ง จะขอไม่แข่งสนามกลางมั่ง เรียกว่าพยามทำให้มันวุ่นวายเข้าไว้ เพื่อจะได้อาศัยโควิดมาเป็นตัวช่วยให้ตัวเองไม่ต้องตกชั้น

จริงๆมันมีบรรทัดฐานมาก่อนแล้วในประวัติศาสตร์ คือถ้าคุณไม่อยากแข่งต่อคุณก็ตัดจบและให้รางวัลตามลำดับ อย่างลีกชิลีก็เคยทำช่วงที่มีสงครามกลางเมือง หรือปีนี้ลีกฝรั่งเศสก็วางบรรทัดฐานไว้แล้ว ว่ารัฐบาลสั่งมาให้บอลหยุดเตะ เขาก็มอบแชมป์ให้รางวัลตามค่าเฉลี่ย ไม่ได้ทำอะไรสิ้นคิดอย่างลีกฮอลแลนด์ที่โมฆะดื้อๆ ทั้งที่ฟุตบอลมันสามารถเลื่อนไปก่อนนานๆก็ได้หากยังจัดอันดับอย่างเหมาะสมไม่ได้

ช่วงที่บอลพักแข่งนี้ อาการของแกรี่ เนวิลล์มันเหมือนกับเป็นกังวลทุรนทุราย กินไม่ค่อยได้ นอนก็หลับไม่สนิท กลัวหงส์จะได้แชมป์ เพราะตอนนำ 25 แต้มก็ทำใจไปแล้ว แต่พอมีโควิดเข้ามาเบรคการแข่งขัน มันทำให้เนวิลล์และเหล่ากองแช่งลิเวอร์พูลกลับมีลุ้นขึ้นมา มีความหวังขึ้นมาว่าจะยับยั้งแชมป์ได้ รวมทั้งพวกทีมที่ตกชั้นแน่แล้ว (อย่าเรียกว่าหนีตกชั้นเลย) อย่างเวสต์แฮมนี่ทีแรกก็เรียกร้องสุดตัวขอให้โมฆะ

จากพฤติกรรมคำพูดที่มีมาเรื่อยๆมันบอกได้ชัดว่าแกรี่ เนวิลล์จิตใจคับแคบในเรื่องแบบนี้ เรื่องชีวิตคนเป็นแค่ข้ออ้าง ทีแรกก็ขอให้โมฆะ แต่พอทางพรีเมียร์มีมติแข่งต่อ ก็ออกมาแสดงความเห็นรวนๆว่า "ถ้าจะเตะแบบปลอดภัยต้องออกนอกประเทศไปเตะบนภูเขา"

แค่นี้ก็ว่านิสัยแย่แล้ว ยังไม่พอ ล่าสุดยังกล่าวแบบติดตลกกับสื่อว่า "ผมคิดว่ามันคงเหลือเชื่อเกินไปที่จะไม่ยกแชมป์ลีกให้ลิเวอร์พูล" คือเนวิลล์ยอมรับแล้วว่าโดยกติกายังไงก็ต้องมีทีมแชมป์ และเขาพูดอีกว่า "ผมคิดว่ามันจะเจ็บปวดน้อยลง ที่จะเห็นพวกเขาได้แชมป์ในลักษณะนี้ ไม่มีคนดูในสนาม ไม่มีผมไปอยู่ตรงนั้น" (ในฐานะสื่อ)

แล้วก็หาเรื่องแซวอีกว่า "ผมคิดว่าจะสกรีนเครื่องหมายดอกจันเล็กๆบนเสื้อยืด หรือมีเครื่องหมายดอกจันเล็กๆ ติดเสื้อทั้งฤดูกาลเวลาออกสกายสปอร์ต เพื่อความสนุกสนานเล็กน้อย"

"คืองี้นะ พวกเขาสมควรได้แชมป์ลีก พวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุดในลีก และพวกเขามีความชอบธรรมที่จะได้รับเหรียญแชมป์ แต่มันจะไม่สามารถหยุดเราที่จะแซวไปอีก 20 ปีข้างหน้า" คือเนวิลล์จะบอกว่าการได้แชมป์ครั้งนี้ก็ได้แบบแปลกๆ มันก็เป็นการเล่นมุขขำๆไม่ซีเรียส แต่มันบ่งบอกว่าไอ้ที่ผ่านมาที่แสดงความเห็นคัดค้านเรื่องการแข่งต่อ มันเกี่ยวกับลิเวอร์พูลนี่แหละที่วนอยู่ในหัวสมอง ไม่ใช่เรื่องของโควิดเลย

(แต่จริงๆทางแฟนลิเวอร์พูลเองก็ยอมรับไปแล้วว่ามันเป็นดราม่าชีวิต มันเป็นแชมป์ในปีที่แปลกและน่าจดจำไปอีกแบบ)

คือนักวิจารณ์ประเภทนี้ไม่รู้ว่าต่างประเทศเขาเอามาเป็นตัวหลักได้ไง ไม่รู้จักคำว่าน้ำใจนักกีฬาเหมือนนักวิจารณ์ในสื่อไทย จะเชียร์ทีมไหนแช่งทีมไหนก็ช่าง เก็บไว้ในใจ แต่ในการแสดงความเห็นออกสื่อ คุณต้องใช้เหตุใช้ผล มีตรรกะ ให้ความรู้ความเข้าใจกับแฟนๆอย่างถูกต้องตรงประเด็น ไม่ใช่พูดจางอแงเหมือนเด็กอยากได้ของเล่น

C. fanpage : ตำนานฟุตบอล

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น